ภายในกระท่อม มู่เชียนและเสี่ยวจิ้ง กำลังสอนให้เสี่ยวจือจือรวบรวมปราณเพื่อฝึกฝนพลังยุทธ์เป็ครั้งแรก
“เ้าเข้าสู่นักยุทธ์ระดับหนึ่งดาวด้วยฤทธิ์ของโอสถรวมปราณ ทำให้รากฐานยังไม่มั่นคงนัก หนึ่งเดือนจากนี้เ้าต้องฝึกฝนควบคุมปราณธาตุในร่างให้โคจรอย่างมั่นคงเสียก่อน จึงค่อยเริ่มต้นการฝึกดึงดูดปราณเข้าร่างเพื่อเลื่อนระดับต่อไป ระหว่างนี้ ห้ามเ้าดึงดูดปราณเข้าร่างเพิ่มอีกเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่ ?”
“เข้าใจแล้วเ้าค่ะคุณหนู”
“ยายหนูน้อย ปราณธาตุน้ำบริสุทธ์ของเ้า อาศัยการโคจรลมปราณเพียงอย่างเดียวนั้น คงจะควบรวมเป็หนึ่งได้ยาก จำต้องอาศัยแสงจันทร์ที่เป็ธาตุเย็นเข้าช่วยเสริม เพื่อให้เ้าสามารถควบคุมปราณธาตุได้ดีขึ้น หากทุกคืนเ้าโคจรปราณภายใต้แสงจันทร์เป็เวลาหนึ่งชั่วยาม จะได้ผลเร็วกว่าการโคจรปราณแบบธรรมดาถึงหนึ่งเท่าตัว”
“ขอบคุณเ้าค่ะท่านเสี่ยวจิ้ง” เสี่ยวจือจือยิ้มตาหยี ทำให้ร่างสูงที่แอบมองจากนอกหน้าต่างถึงกับตาพร่าไป
‘โคจรลมปราณภายใต้แสงจันทร์วันละหนึ่งชั่วยามหรือ ?!’ ฉวนสี่มาดหมายในใจว่าเพื่อความสงบของเขตสำนักนอก เขาจะไม่ยอมให้ใครได้เห็นสาวใช้ตัวน้อยที่กำลังฝึกวิชาภายใต้แสงจันทร์โดยเด็ดขาด
ครึ่งเดือนต่อมา ภายในกายของมู่เชียน ก้อนพลังลูกที่หกกำลังก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
“ฟู่! ระดับนักยุทธ์ครึ่งก้าว 6 ดาว นี่เพียงครึ่งเดือนเท่านั้น เร็วกว่าที่คาดไว้มาก ” มู่เชียนเอ่ยอย่างแปลกใจ
“ที่แห่งนี้ปราณธาตุทั้งหนาแน่นและบริสุทธิ์ ข้าลองคำนวนดูแล้ว อีกไม่ถึงหนึ่งปี เ้าจะสามารถบรรลุระดับยอดยุทธ์ได้อย่างแน่นอน” ได้ยินเสี่ยวจิ้งยืนยันเช่นนี้ก็ทำให้นางรู้สึกมั่นใจขึ้นมาก
“หากเป็เช่นนี้ การแข่งขันคัดเลือกศิษย์สายในอีกสามเดือนข้างหน้า ข้าก็มีหวังแล้วสินะ” มู่เชียนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แฝงไว้ด้วยความตื่นเต้น
“ไม่เพียงแค่หวังเท่านั้น แต่เ้าต้องผ่านการคัดเลือกให้ได้ ข้าััได้ถึงกลิ่นอายของพี่สามที่อยู่ภายในหุบเขาตรงกลางนั่น ทั้งปราณธาตุด้านในก็หนาแน่นกว่าพื้นที่รอบนอกนี้หลายเท่าตัว เ้าจะสำเร็จภารกิจที่เทพบิดามอบให้เร็วขึ้นอีกหลายปี หากได้ฝึกปราณในสถานที่ที่ดีเลิศเช่นนี้”
“ก่อนอื่น... ข้าต้องแย่งชิงตั๋วเข้าประลองมาให้ได้ ศิษย์สายนอกสามสิบอันดับแรกเท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขัน” มู่เชียนเอ่ย “ได้ยินว่าพรุ่งนี้มีการท้าประลองศิษย์สายนอกอันดับที่ 29 ข้าจะลองไปดูลาดเลา"
“ไปดูไว้ก็ดี ประสบการณ์การต่อสู้ของเ้าเป็ศูนย์ ไม่เคยต่อสู้กับผู้ใดจริงๆมาก่อน สมควรศึกษาไว้ให้มาก”
“ได้ ข้าจะจำไว้” มู่เชียนพยักหน้ารับก่อนจะล้มตัวลงนอน เด็กสาวเข้าสู่สมาธิพลางโคจรปราณอี้เจ๋อไปทั่วร่าง ก่อนจะนอนหลับไปอย่างเป็ธรรมชาติ
หลายเดือนมานี้ ความพยายามของนางไม่ได้สูญเปล่า ปราณสีทองมีปริมาณมากขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ยามนี้มันไหลเอื่อยปกคลุมไปทั่วร่างบางที่กำลังหลับใหล ภายใต้แสงสีทองนั้น เรือนผมสีน้ำตาล ดูสุกสว่างและยืดยาวขึ้น ใบหน้างดงามค่อยๆปรากฏขึ้นแทนที่ใบหน้าเดิม ผิวขาวราวหิมะมีประกายสุกสว่างแฝงอยู่ทุกอณู … ผู้ที่ได้ยลร่างแท้จริงของธิดาเทพนี้มีเพียงเทพอสูรัน้อยข้างกายเท่านั้น
‘ใกล้จะบรรลุขั้นแล้ว เมื่อถึงวันนั้น แม้จะยังไม่งดงามเทียบเท่ากับร่างนี้ แต่เพื่อไม่ให้แปลกตามาก ก็คงต้องใช้เวทย์บังตาเข้าช่วยกันบ้างล่ะ’
เสี่ยวจิ้งมองหญิงสาวผู้งดงามตรงหน้า พลางครุ่นคิดในใจ ความงามนี้เป็มหันตภัยที่เหนือกว่าเสี่ยวจือจืออย่างแน่นอน .... ความงามของเทพและมนุษย์อย่างไรก็เทียบกันไม่ได้
เช้าวันต่อมา มู่เชียนเดินออกจากบ้านพร้อมกับเสี่ยวจือจือ เพียงไม่นานก็ได้ยินเสียงฝีเท้าจากด้านหลัง... หญิงสาวหันหลังไปทักทายผู้เป็ศิษย์พี่พร้อมยิ้มให้อย่างเป็กันเอง
“อรุณสวัสดิ์ศิษย์พี่ฉวน “
“อรุณสวัสดิ์ศิษย์น้องมู่ อรุณสวัสดิ์จือจือ” แน่นอนว่าสาวใช้ตัวน้อยหลบอยู่หลังมู่เชียนเรียบร้อยแล้ว ดวงตากลมโตที่โผล่ออกมาบอกชัดว่า ไม่ไว้ใจชายหนุ่มตรงหน้าเลยสักนิด
‘มีการพัฒนา อย่างน้อยเ้าหอยทากตัวนี้ก็ยอมโผล่ดวงตาออกมาแล้ว’ ฉวนสี่คิดอย่างอารมณ์ดี
“พวกเ้าจะไปดูการประลองหรือ ? ”
“เ้าค่ะศิษย์พี่ ข้าคิดจะไปหาประสบการณ์สักหน่อย” มู่เชียนยิ้มรับ
"ดีแล้ว หากข้าประเมินไม่ผิด ศิษย์น้องคงเป็นักยุทธ์ระดับ 5 หรือ 6 ดาวกระมัง สามเดือนข้างหน้าเ้าอาจมีโอกาสที่จะได้ขึ้นประลองด้วย ดังนั้นควรไปศึกษาไว้บ้าง”
“ข้าเองก็คิดเช่นนั้น”
นับแต่ออกจากตระกูลมู่ นางก็ไม่คิดปิดบังปราณของตนอีกต่อไป ในเมื่อคนรอบข้างไม่รู้ประวัติของนาง อีกทั้งสถานศึกษาแห่งนี้ก็มีอัจฉริยะมากมาย เพิ่มตัวประหลาดเช่นนางมาอีกคน คงไม่เป็จุดสนใจสักเท่าไหร่
“ข้าก็จะไปลานประลองพอดี เช่นนั้นเราไปด้วยกันเถิด” ฉวนสี่กล่าวกับมู่เชียน แต่ดวงตาเป็ประกายกลับมองเลยมาสบกับดวงตาสีฟ้ากระจ่างที่อยู่ด้านหลัง…คำพูดของเขาไม่เปิดโอกาสให้เด็กสาวทั้งสองแสดงความคิดเห็นหรือปฏิเสธแม้แต่น้อย
“ดีเลยเ้าค่ะ” มู่เชียนย่อมไม่คิดปฏิเสธอยู่แล้ว นางรู้ดีว่าศิษย์พี่ทำเช่นนี้เพราะเป็ห่วงนางและเสี่ยวจือจือ
ลานประลองนั้น คือศูนย์รวมของผู้รักชอบการต่อสู้ พวกเขาส่วนใหญ่ล้วนเป็นักยุทธ์ชั้นสูง หากเกิดอะไรขึ้นนางอาจไม่สามารถปกป้องสาวใช้คนสนิทได้
เมื่อมีฉวนสี่คอยหนุนหลัง ศิษย์คนอื่นๆย่อมไม่กล้าหาเื่นักยุทธ์อันดับหนึ่งผู้นี้
ฉวนสี่ยิ้ม ขายาวๆออกก้าวเดินนำไปด้านหน้าทันที เสี่ยวจือจือก็ไม่อาจปฏิเสธได้อีก ได้แต่เดินก้มหน้าทำปากยื่นด้วยความไม่พอใจไปตลอดทาง
ลานกว้างนับ 10 จ้าง ทำจากวัสดุที่ดูแข็งแรงอย่างมาก มีรัศมีมีเงินจางปกคลุมอยู่โดยรอบ คาดว่าคงเป็เวทย์ป้องกันชนิดหนึ่ง เพื่อลดอาการาเ็จากการประลองยุทธ์
ทั้งสามมาถึงก่อนเวลาประลองประมาณครึ่งถ้วยชา รอบบริเวณคลาคล่ำไปด้วยศิษย์สายนอกจำนวนมาก บรรยากาศการประลองคึกคักราวกับงานเทศกาล ฉวนสี่มองเห็นสองนายบ่าว สังเกตการณ์ไปรอบด้านอย่างตื่นเต้น จึงเริ่มอธิบายเื่ราวเกี่ยวกับการประลองให้พวกนางฟัง
“ศิษย์สายนอกทั้งหมดเกือบหนึ่งพันคน มีเพียงสามสิบอันดับแรกที่สามารถเข้าร่วมการชิงตำแหน่งศิษย์สายในได้ ดังนั้น นี่จึงเป็เหตุให้การประลองจัดอันดับได้รับความสนใจอย่างมาก คนเกือบหนึ่งร้อยคนตรงนี้ ล้วนเป็ยอดนักยุทธ์ระดับสูงของศิษย์สายนอก และทั้งหมดล้วนหมายตาในเป้าหมายเดียวกัน คือตำแหน่งสามสิบอันดับแรกของศิษย์สายนอก”
มู่เชียนฟังแล้วก็รู้สึกกดดันและท้อใจนัก.. ทั้งที่นางเกลียดการแข่งขัน เกลียดการแย่งชิง เกลียดการเป็จุดเด่น แต่เพื่อภารกิจนางกลับต้องทำทุกอย่างที่ว่ามา
เสี่ยวจิ้งรู้สึกได้ถึงความสับสนไม่พอใจของเด็กสาว จึงปรากฏกายขึ้นบนบ่า ัเทพตัวน้อยเอ่ยปลอบเสียงเบา
‘นี่เป็เพียงการเริ่มต้น.. ภารกิจของเ้านอกจากการค้นหาก็คือการต่อสู้ จงยอมรับและจำไว้ว่า.. ทุกสิ่งที่เ้าทำก็เพื่อความสงบสุขของทุกชีวิตในมิตินี้ และเพื่อให้ตัวเ้าเองได้กลับไปหาครอบครัว’
เด็กสาวคิดถึงครอบครัวที่จากมา คิดถึงน้องชายฝาแฝดและอาหญิง คิดถึงเสี่ยวจิ้งที่ต้องทนทรมานทุกวันเพราะปราณธาตุมืดกัดกร่อน มู่เชียนก็กลับมีแรงใจฮึดสู้ขึ้นมาอีกครั้ง
‘ข้าจะทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อพวกเขา และเพื่อเ้าด้วยนะ...เสี่ยวจิ้ง’
“การท้าประลองจัดอันดับศิษย์สายนอก ‘เหลียงโส่ว’ ศิษย์สายนอกอันดับที่ 35 ท้าประลอง ‘โม่เจี้ยน’ ศิษย์สายนอกอันดับที่ 29” น้ำเสียงแหบแห้งชราภาพของผู้เฒ่าหาน ผู้ดูแลลานประลองศิษย์สายนอกประกาศก้อง
บนเวทีนั้น ชายหนุ่มผมสีน้ำตาล ดวงตาสีฟ้าผู้หนึ่งยืนอยู่อย่างโดดเด่น เขามีวัยประมาณ 18 ปี สวมชุดยาวสีฟ้าน้ำทะเล ใบหน้าหล่อเหลากำลังแสดงออกถึงความเบื่อหน่ายอย่างยิ่ง
ตลอดหนึ่งอาทิตย์มานี้ เขาถูกท้าประลองถึงสี่ครั้ง !! ทุกคนที่อยากเบียดตนเองเข้ามาในสามสิบอันดับแรกล้วนเห็นเขาเป็เป้าหมาย !!
เหตุผลน่ะหรือ..?! เพราะเขาคือบุรุษในรายชื่อสามสิบอันดับแรกที่ลำดับต่ำที่สุดน่ะสิ
อันดับที่ 30 เป็หญิงสาวงดงามอ่อนหวานนางหนึ่ง บรรดาสุภาพบุรษจอมปลอมไม่อยากถูกกล่าวหาว่ารังแกสตรี ความซวยจึงตกอยู่ที่อันดับที่ 29 เช่นเขา !
ยิ่งคิดโม่เจี้ยนก็ยิ่งรู้สึกว่า… ถึงเวลาแล้วที่ต้องท้าแข่งสามสิบอันดับแรกรายอื่น เพื่อขยับไปให้พ้นจากตำแหน่งท้ายกระดานนี้เสียที !
มู่เชียนมองสำรวจโม่เจี้ยนด้วยท่าทางแปลกใจ ปราณยุทธ์ของเขาหากคาดไม่ผิด คงอยู่ในระดับเดียวกันกับนาง หรือเหนือกว่านางไปไม่มาก เหตุใดคนผู้นี้จึงเข้ามาอยู่ในสามสิบลำดับแรกได้ ?!
ชายร่างใหญ่ในชุดเปิดอกผู้หนึ่งะโขึ้นไปบนลานประลอง มู่เชียนมองแล้วก็พบว่ามิอาจประเมินระดับของชายผู้นี้ได้ เชื่อว่าเขาต้องมีระดับการฝึกตนที่สูงกว่านางหนึ่งดาวเป็อย่างน้อย
การประลองครานี้ผู้ท้าชิงเป็ฝ่ายได้เปรียบอย่างเห็นได้ชัด แต่สีหน้าของชายร่างใหญ่ผู้นี้กลับดูเคร่งเครียดอย่างมาก เหลียงโส่วประสานมือทักทายโม่เจี้ยนด้วยความเคารพอย่างน่าประหลาด
ชายหนุ่มอ่อนวัยตรงหน้าเขาผู้นี้ ชนะการแข่งขันมาแล้วสี่ครั้งแล้วในระยะเวลาเพียงจ็ดวัน และชัยชนะทั้งหมดนั้น ล้วนอาศัยเพียงกระบวนท่าเดียว !
“โม่เจี้ยน วันนี้ข้าแซ่เหลียง ขอรับการสั่งสอนจากเ้าสักครั้ง”
ชายหนุ่มกลอกตาสีฟ้าสดใสของเขาด้วยความเบื่อหน่าย ก่อนจะกล่าวคำพูดเดิมที่เอ่ยมาแล้วทั้งสัปดาห์อย่างเบื่อๆ “อืมม..โปรดชี้แนะด้วย ”
“เริ่มการประลองได้ !”
สิ้นเสียงผู้เฒ่าหาน เหลียงโส่วก็เปิดฉากเข้าโจมตีทันที ร่างใหญ่โตของเขาเคลื่อนที่ได้เร็วกว่าที่คิด ฝ่ามือหลอกล่อพุ่งเข้าใส่ใบหน้าของโม่เจี้ยนก่อนที่จะสลายไป เผยให้เห็นฝ่ามือที่แท้จริงซึ่งตั้งเป้าโจมตีส่วนหน้าอกชายหนุ่มต่างหาก
“ฟุ่บ!” วูบเดียวร่างของโม่เจี้ยนกลับหายไปต่อหน้าต่อตาของเขา ก่อนจะมาปรากฏขึ้นด้านหลังร่างของเหลียงโส่วแทน
ร่างของเหลียงโส่วยังคงพุ่งไปข้างหน้าเพราะยั้งร่างไม่ทัน ทันใดนั้นขาเพรียวยาวที่ด้านหลังพลันส่งเท้าออกไปกระแทกร่างหนาใหญ่ของเหลียงโส่วให้กระเด็นหล่นออกนอกเวทีไป !
ความเร็วของเขาทำให้มู่เชียนที่เฝ้ามองอยู่ตกตะลึง… นางไม่อาจมองตามการเคลื่อนไหวของชายผู้นี้ได้ เชื่อว่าเขาคงเคล็ดท่าร่างที่ซับซ้อนแขนงหนึ่ง
“โครมมม !!” ร่างหนาของเหลียงโส่วชนเข้ากับกำแพงแสงที่ล้อมรอบสนามประลอง แม้จะลุกขึ้นมาได้โดยไม่าเ็ แต่เมื่อตกจากเวทีแล้วก็ถือว่าแพ้
เหลียงโส่วเงยหน้ามองโม่เจี้ยนด้วยสายตาโกรธแค้น
“เ้าคนฉวยโอกาส ข้ายังไม่ทันได้แสดงฝีมือเลย… แน่จริงมาประลองกันใหม่”
“แพ้ก็คือแพ้ จะมีผู้ใดสนใจว่าเ้ามีไม้ตายใดซ่อนไว้บ้าง ...ครั้งหน้าก็รบกวนแสดงออกมาเร็วๆหน่อยล่ะ ข้าไม่ว่างเล่นกับพวกเ้าทุกคนได้ทั้งวัน !”
เสียงยียวนจากผู้ชนะ ทำให้เหลียงโส่วและผู้ท้าชิงที่เคยพ่ายแพ้หลายคน รู้สึกโกรธจนตาพอง เหลียงโส่วลั่นหมัดใส่กำแพงด้านข้างทำให้กำแพงทั้งแข็งและหนานั้นทะลุเป็โพรง
“ผู้ชนะคือโม่เจี้ยน!” เสียงผู้เฒ่าหานขานชื่อผู้ชนะ แล้วก็หันหลังจากไป การประลองธรรมดาเช่นนี้เกิดขึ้นทุกวัน เขาย่อมไม่เห็นเป็เื่น่าสนใจอันใด
โม่เจี้ยนยักไหล่หนึ่งครั้งก่อนหันหลังลงจากเวที แล้วเดินหายไปอีกทาง
เห็นมู่เชียนและเสี่ยวจือจือยังงุนงงกับผลการแข่งขันที่รวดเร็วเกินคาด ฉวนสี่ก็หัวเราะออกมาเบาๆ
“เขาชื่อโม่เจี้ยน ปราณธาตุลมคู่ธาตุไฟ เป็นักยุทธ์ระดับ 5 ดาว คัมภีร์ท่าร่างระดับอสูร นักยุทธ์ทั่วไปมิอาจไล่ตามเขาทัน มีเพียงนักยุทธ์ระดับ 7 ดาวขึ้นไป หรือ นักยุทธ์ปราณธาตุลมบริสุทธิ์เท่านั้นจึงจะมีความเร็วเท่าเทียมกับเขาได้... ผลลัพธ์ออกมาเช่นนี้มิใช่เื่น่าประหลาดใจ หากชายผู้นี้เอาจริง เขาสามารถขึ้นสู่ 15 อันดับแรกได้อย่างแน่นอน ”
เสี่ยวจือจือ นิ่งฟัง พร้อมกับคิดคำนวนในใจ แล้วเอ่ยถามขึ้นอย่างลืมตัวว่า “หากคุณหนูอยากเอาชนะคนผู้นี้ ก็ต้องเลื่อนขั้นขึ้น 3 อันดับภายในสี่เดือนงั้นหรือเ้าคะ?”
เห็นเด็กสาวลืมกลัว แล้วเอ่ยปากพูดกับตนเป็ครั้งแรกในรอบครึ่งเดือน ฉวนสี่ก็ลิงโลดในใจนัก ดวงตาคมเป็ประกายขึ้นแวบหนึ่ง แต่เพราะกลัวลูกกวางน้อยจะตื่นใจนวิ่งหนีหายไปอีก เสียงทุ้มจึงเอ่ยตอบกลับเบาๆอย่างระมัดระวังเป็พิเศษ
“ไม่ถึงขั้นนั้นหรอก แม้ความเร็วของศิษย์น้องมู่จะเป็รอง แต่นี่คือการแข่งขันด้านปราณยุทธ์ หากเ้ามีปราณยุทธ์ที่เหนือกว่าเขาหนึ่งขั้น ควบคู่กับเคล็ดวิชาโจมตีระดับอสูร เช่นนั้นก็สามารถเอาชนะเขาได้”
กล่าวจบดวงตาสีเขียวก็หันมองที่มู่เชียนอย่างประเมิน เขารู้สึกอยู่เสมอว่าศิษย์น้องตรงหน้ามีบางอย่างไม่ธรรมดา อาจารย์ฟ่านเองก็ประเมินนางไว้สูงจนให้ศิษย์สายนอกอันดับหนึ่งอย่างเขาต้องมาคอยอารักขาเช่นนี้
มู่เชียนฟังแล้วเหงื่อตก ทำได้เพียงยิ้มแหยๆให้ศิษย์พี่ เลื่อนสองระดับในสี่เดือนก็มิใช่เื่ยาก ดูจากที่นางสำเร็จระดับครึ่งก้าว 6 ดาวได้ในเวลาเพียงครึ่งเดือนก็พอบอกได้แล้ว แต่ปัญหาคือ เคล็ดวิชาต่อสู้ต่างหาก
“ข้ามิเคยฝึกวิชาต่อสู้มาก่อนเลย เพียงฝึกรวบรวมปราณเท่านั้น ศิษย์พี่คิดว่าจะเป็ปัญหาหรือไม่?”
“อืม มีปัญหาเล็กน้อยจริงๆ แต่ก็มิได้หนักหนาอันใด ศิษย์สายนอกมากมายที่ไม่เคยมีโอกาสเข้าถึงเคล็ดวิชาเหล่านี้ ข้าพอมีเคล็ดวิชาระดับพื้นฐานสำหรับผู้ฝึกตนใหม่ๆอยู่บ้าง พอจะแบ่งให้เ้าได้ แต่ทว่าการแข่งขันเข้าสู่สำนักในครั้งนี้ เ้าคงมิอาจเข้าร่วมแล้ว” ฉวนสี่เอ่ยพร้อมมองไปที่เสี่ยวจือจืออย่างอดไม่ได้ ทำเอาสาวน้อยรู้สึกตัวและถอยไปด้านหลังอีกครั้ง
ควรรู้ว่าเคล็ดวิชาใต้หล้านี้มีห้าระดับ ระดับพื้นฐาน ระดับอสูร ระดับดิน ระดับฟ้า และระดับเทพ ระดับอสูรนั้นในแคว้นต้าหนานนี้ก็หาได้ยากยิ่ง
ผู้มักจะต้องมีภูมิหลังอันยิ่งใหญ่ ดูอย่างเช่นโม่เจี้ยนฝึกวิชาระดับอสูร ก็สามารถเอาชนะผู้ฝึกที่เหนือกว่าตนเองถึง 1 ระดับได้อย่างสบายๆ
ชายหนุ่มเห็นมู่เชียนนิ่งไปก็คิดเอาเองว่านางคงไม่มีความมั่นใจเื่การทดสอบ เขาเหลือบมองใบหน้าเล็กงดงามของจือจืออีกครั้งก่อนตัดสินใจเอ่ย
“เร็วๆนี้ ข้าจะทำการกักตัวเพื่อเลื่อนขั้น... หากข้าไม่อยู่ เ้าคงต้องพิจารณาข้อเสนอของข้าเกี่ยวกับสาวใช้คนนี้ของเ้าอีกครั้ง”
“ศิษย์พี่ ขออภัยที่ข้าเสียมารยาท ระดับของท่านคือ ?”
“ฉวนสี่ ปราณธาตุไม้คู่ธาตุน้ำ ระดับของเขาคือ นักยุทธ์ 9 ดาวขั้นปลาย เป็คนเดียวในบรรดาศิษย์สายนอกที่มีโอกาสเข้าสู่ระดับยอดยุทธ์ได้ในขณะนี้” น้ำเสียงบุรุษเล็กแหลมเอ่ยขึ้น
มู่เชียนหันมองมาก็พบบุรุษวัย 18-19 ปีผู้หนึ่ง รูปร่างผอม ใบหน้าซีดเซียว แต่ดวงตากลับเป็ประกายยามมองผ่านมู่เชียนและฉวนสี่ไปด้านหลัง จับจ้องเสี่ยวจือจือเขม็ง
“ศิษย์พี่ฉวน สาวน้อยผู้นี้ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย ไม่มีเครื่องหมายศิษย์ นางเป็สาวใช้ของเ้ารึ?”
ชายร่างผอมเอ่ยถามมู่เชียนโดยสายตาไม่ละไปจากเด็กสาวหน้าหวานด้านหลัง ลิ้นของเขาแลบเลียริมฝีปากทีหนึ่งอย่างชั่วร้าย เสี่ยวจือจือมองแล้วก็ขนลุกพรึ่บ เด็กสาวถลาวูบมาหลบอยู่ด้านหลังคุณหนูของตนทันที มู่
มู่เชียนจับมือนางพร้อมมองตอบชายผู้มาใหม่อย่างแข็งกร้าว ทว่าขณะนางจะเอ่ยปาก ศิษย์พี่ฉวนกลับก้าวขึ้นมาขวางไว้ก่อน
“ข้ารับคำสั่งจากอาจารย์ฟ่านให้ดูแลพวกนาง หากศิษย์น้องหลี่มีความสงสัยใด ก็จงไปสอบถามกับท่านอาจารย์ฟ่านเอาเองเถิด”
แม้รู้ว่าฉวนสี่ตั้งใจอ้างถึงอาจารย์ฟ่านจูหลิงเพื่อข่มขู่.. ทว่าอย่างไรคำพูดนี้ก็คงมีมูลอยู่บ้าง ‘หลี่เช่อ’ หรี่ตามองทั้งสามอย่างจับสังเกต เมื่อไม่พบความผิดปกติใด จึงได้แต่ปล่อยให้เหยื่อที่หมายตาไว้หลุดรอดไปชั่วคราว
“ข้าก็เพียงเป็ห่วง แต่หากมีศิษย์พี่ฉวนคอยดูแลก็คงไม่มีอันใดน่าหวั่นเกรง หากภายภาคหน้า พวกเ้าสงสัย หรือขาดเหลือสิ่งใด ก็จงมาหาข้าหลี่เช่อ ข้ายินดีที่จะให้ความช่วยเหลือศิษย์ใหม่อยู่แล้ว”
กล่าวจบหลี่เช่อก็ก้าวเดินจากไป สายตาของมู่เชียนและเสี่ยวจือจือมองตามแผ่นหลังผอมแห้งนั่นอย่างไม่ไว้วางใจนัก
“หลี่เช่อ นักยุทธ์ 9 ดาว เขาคืออันดับสองของศิษย์สายนอก มีปราณธาตุมืดและธาตุไม้ เดิมความสามารถของเขาเหนือกว่าข้า แต่เนื่องจากปราณธาตุมืดในที่แห่งนี้เบาบาง จึงทำให้พัฒนาฝีมือได้ค่อนข้างช้า หากมิใช่เพราะเขามีพร์ด้านการสื่อสารกับภูติพฤกษา ข้าคงสงสัยว่าเขาเข้ามาทำอันใดที่หมู่ตึกพฤกษาของพวกเรา”
ฉวนสี่ มองใบหน้างดงามของสาวใช้ตัวน้อยแล้วขมวดคิ้วเคร่งเครียด
“คนผู้นี้รสนิยมประหลาด ชื่นชอบเด็กหญิงและเด็กชายหน้าตาดีเป็ที่สุด ในยามที่ข้าไม่อยู่ เขา คือตัวอันตราย ! ”