เช้ง!
เช้งเช้ง!
ตูมตาม!
ในป่าที่เต็มไปด้วยหมอกหนามีเสียงเหล่านี้ดังขึ้นไม่หยุดหย่อน
และหุ่นเชิดสีดำตัวหนึ่งได้ถูกเย่เฉินเตะออกไปจากนั้นเขาก็มุ่งหน้าออกไปจากป่าที่เต็มไปด้วยหมอกแห่งนี้ตลอดทางมีหุ่นเชิดที่ถูกเขาทำลายไปไม่ต่ำกว่าสิบตัว
เอ๊ะ?
เย่เฉินกำลังจะก้าวออกไปอีกก้าวหนึ่งแต่กลับพบว่าแผ่นดินใต้เท้าของเขาเกิดการเคลื่อนไหวแผ่นดินนั้นเปลี่ยนเป็นแอ่งโคลนอย่างรวดเร็วและแอ่งโคลนเช่นนี้สามารถจะจำกัดการเคลื่อนไหวและพลังของมนุษย์ได้ทำให้การเคลื่อนไหวของเขาถูกควบคุมทันที
“ตายซะเถอะ!” ก่อนที่เย่เฉินจะขึ้นจากแอ่งโคลนนั้นได้เขาก็ได้ยินเสียงที่เหี้ยมโหดดังมาจากด้านข้างจากนั้นแสงกระบี่สีม่วงก็พุ่งเข้ามาหาเขา
“รอให้ข้าโจมตีไม่ไหวขนาดนั้นเลยหรือ?” เย่เฉินเย้ยหยันกลับไป และนำกระบี่เทียนเชวียออกมาสกัดกั้นเอาไว้
ปัง!
แสงกระบี่สีม่วงนั้นได้ปะทะเข้ากับกระบี่เทียนเชวียอย่างรุนแรงแต่มันกลับช่วยเย่เฉินเอาไว้ได้เป็นเพราะแสงกระบี่สีม่วงที่พุ่งไปกระทบกับกระบี่เทียนเชวียพละกำลังของมันทำให้เย่เฉินสามารถหลุดพ้นออกมาจากแอ่งโคลนนั้นได้
“เพลงดาบเสวียนเหลย”หลังจากที่เขาออกมาจากแอ่งโคลนได้ และยังไม่ทันจะทรงตัวได้มั่นคงก็มีใครอีกคนหนึ่งฟันดาบลงมาจากด้านบน
“นี่คือแผนการที่วางเอาไว้แล้วใช่ไหม?” เย่เฉินไม่กล้าที่จะประมาทแม้ว่าพวกเขาทั้งสี่คนจะมีความแข็งแกร่งที่สุดแค่ระดับสูงสุดในขั้นพลังธาตุเท่านั้นแต่หากพวกเขาร่วมมือกันก็อาจจะเป็นเขาเองที่ต้องพลาดพลั้งทั้งๆ ที่ทำมาเสียดิบดี
ปัง!
เมื่อใช้กระบี่เทียนเชวียออกไปสกัดกั้นอีกครั้งเย่เฉินก็เกือบจะถูกดาบฟาดจมลงไปกับพื้น
“วิชากระบี่จิ่งหง”แน่นอนว่าบุคคลที่สามที่ซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดได้ลงมือโจมตีแสงกระบี่ที่เย็นยะเยือกได้ทะลุอากาศพุ่งตรงมายังหน้าอกของเย่เฉิน
“ดัชนีอัสนียมโลก”บุคคลที่สี่ปรากฏตัวออกมา วิชาดัชนีพุ่งออกมาจากทางด้านหลังของเย่เฉินและตามมาด้วยเสียงฟ้าผ่า
หากเป็นเพียงศิษย์ระดับสูงสุดในขั้นรวมพลังทั่วๆไปตกอยู่ในสถานการณ์ถูกรุมสังหารเช่นนี้ก็คงจะไม่มีโอกาสรอดพ้นไปได้
เพียงแต่เย่เฉินไม่ใช่ศิษย์ระดับสูงสุดในขั้นรวมพลังธรรมดาเขาเคยเป็นผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจนเกือบตายจากการที่สามารถเอาชนะจื่อซานผู้ที่กำลังย่างก้าวสู่ขั้นพลังหยางได้นับประสาอะไรกับคนสามสี่คนพวกนี้ที่เป็นเพียงแค่ศิษย์ขั้นพลังธาตุ
กลกระบี่เทียนกัง
ในระยะเวลาอันรวดเร็วนั้นเย่เฉินก็พลิกฝ่ามือหยิบกระบี่เมฆแดงออกมากลกระบี่ป้องกันของกลกระบี่เทียนกังก็ปรากฏขึ้นในทันที
เปรี้ยง!
เปรี้ยง!
การโจมตีจากหลายทิศทางถูกขัดขวางด้วยกลกระบี่เทียนกังจนเกิดเป็นประกายไฟ
“ถึงคราวข้าบ้างแล้วล่ะ”เมื่อทำการสกัดกั้นได้แล้ว เย่เฉินจึงเหวี่ยงกระบี่เมฆแดงออกไปในทันทีมันมุ่งไปยังทิศทางของคนผู้หนึ่งในสี่คนนั้น
ทันใดนั้นก็เกิดลมพัดแรงโหมกระหน่ำกลกระบี่ป้องกันของกลกระบี่เทียนกังก็กลายเป็นกลกระบี่โจมตีเงากระบี่ที่ดุร้ายได้พุ่งทะยานออกไปเป็นสาย มุ่งตรงไปยังศิษย์เหล่านั้น
เมื่อเห็นดังนี้ใบหน้าของศิษย์คนนั้นก็เปลี่ยนไป เขาใช้มือทั้งสองประสานกันทำมุทราทันทีจนเกิดเป็นเกราะกำบังอันแข็งแกร่งขึ้นมาตรงหน้าของเขา
เปรี้ยง!
เปรี้ยง!
กลกระบี่โจมตีของกลเทียนกังมีความทรงพลังอย่างหาอะไรเปรียบไม่ได้เกราะกำบังอันแข็งแกร่งได้ถูกทำลายจนแตกออกแม้แต่ศิษย์คนนั้นก็ถูกแทงทะลุเกิดบาดแผลเลือดไหลอยู่หลายแผล
ถอย!
เมื่อได้เห็นความแข็งแกร่งของเย่เฉินศิษย์ทั้งสี่คนจึงได้แต่ถอยออกไปทีละคนเจตนาที่ต้องการจะสังหารเย่เฉินของพวกเขาได้ล้มเหลวลง การเผชิญหน้ากันเช่นนี้แม้ว่าพวกเขาจะมีการรวมตัวกันต่อสู้หรือมีความร่วมมือกันอย่างดีเพียงใดแต่พวกเขาก็ล้วนต้องมีจุดจบที่น่าสังเวชใจ
“ยังคิดจะวิ่งอีกหรือ?” เย่เฉินก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าวขณะนี้นิ้วของเขาก็มีแสงสีทองส่องสว่างออกมาจากนั้นเขาจึงใช้วิชาดัชนีเอกสุริยันออกไป
พัฟ!
ทันใดนั้นศิษย์ชุดขาวที่วิ่งอยู่ด้านหลังสุดก็ถูกดัชนีของเย่เฉินเจาะเข้าตรงแผ่นหลังจนเกิดเป็นบาดแผลในช่วงเวลาอันสั้นนี้ เย่เฉินจึงมุ่งเข้าไปด้วยวิชาของฝีเท้าอันลึกลับจากนั้นจึงใช้ฝ่ามืออสุนีบาตอันทรงพลังโจมตีออกไป
พัฟ!
นี่เป็นอีกครั้งที่ศิษย์คนนั้นถูกแรงกระแทกจนทำให้พลิกตัวลอยกระเด็นออกไป
เมื่อสามคนที่เหลืออยู่เห็นภาพดังนั้นความกลัวก็ปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าอย่างชัดเจนและไม่กล้าแม้แต่จะก้าวไปข้างหน้าเพื่อจะให้ความช่วยเหลือแต่ละคนต่างรีบวิ่งหนีไปด้วยความเร็วที่เร็วกว่ากระต่าย
“ไม่ช้าก็เร็วข้าจะจับพวกเจ้ามาให้หมด” เย่เฉินไม่ได้ติดตามพวกเขาเหล่านั้นไปแต่ทว่ากลับเดินไปยังศิษย์ที่เพิ่งจะถูกโจมตีด้วยความสนใจจะว่าไปมันก็เป็นเรื่องบังเอิญที่เขาก็รู้จักกับศิษย์คนนี้ซึ่งเป็นศิษย์แท้จริงระดับสูงสุดของยอดเขาตี้หยางดูเหมือนจะมีนามว่า หลี่อวี้เหลียง
“เย่เฉินเจ้า...เจ้าคิดจะทำอะไร” หลี่อวี้เหลียงถอยหลังห่างออกไปอย่างโซเซมองดูเย่เฉินด้วยสีหน้าที่ตื่นตกใจแม้ว่าเขาจะไม่ได้มีความสนิทสนมอะไรกับเย่เฉินมากนักแต่เขาก็รู้จักนิสัยใจคอของเย่เฉินเป็นอย่างดี และแน่ใจได้เลยว่าเขาจะต้องแก้แค้นคืนอย่างแน่นอน
“ข้าก็ไม่ได้จะทำอะไรหรอก”เย่เฉินยิ้มเยาะ ถูมือของตนเองพลางเดินออกไปข้างหน้า
อ๊าก...!
ไม่นานเสียงร้องโหยหวนเหมือนหมาป่าของหลี่อวี้เหลียงก็ดังขึ้น
เมื่อดูจากหลี่อวี้เหลียงในตอนนี้ท่าทางของเขานั้นเป็นที่น่าสังเวชใจมาก!ของวิเศษทุกชิ้นที่เขานำติดตัวมาด้วยล้วนแต่ถูกเย่เฉินยึดเอาไปหมดแล้วแม้แต่เสื้อผ้าทั้งร่างกายของเขาก็ถูกถอดออกเหลือไว้แต่เพียงกางเกงลายดอกที่ส่วนล่างของเขาเท่านั้น
“เย่เฉินเจ้ากล้าดียังไง...”
เพียะ!
แต่สิ่งที่ตอบโต้หลี่อวี้เหลียงกลับไปคือการที่เขานั้นถูกเย่เฉินตบศีรษะและใบหน้าในขณะที่หลี่อวี้เหลียงกำลังจะเข้ามา เย่เฉินก็ได้ทุบเขาออกไปทันที
เมื่อหลี่อวี้เหลียงถูกตบออกไปเย่เฉินก็ประสานมือทั้งสองข้างเปลี่ยนท่ามุทรา จากนั้นจึงหมุนตัวเป็นวงกลม“เปลี่ยน”
ทันใดนั้นทั่วทั้งร่างของเย่เฉินก็มีไอหมอกสีขาวปรากฏขึ้นมารูปลักษณ์และรูปร่างของเขาได้เปลี่ยนไปในทันทีตอนนี้เขาแปลงกายให้เหมือนกับหลี่อวี้เหลียงทุกกระเบียดนิ้ว เรียกได้ว่าเหมือนกันแม้กระทั่งการแสดงออกและท่าทาง
“เจ้าหนุ่มเจ้านอนพักที่นี่ให้สบายก่อนเถอะนะ!”เย่เฉินตบเบาๆ ไปยังหลี่อวี้เหลียงที่นอนคว่ำเหมือนหมูตายอยู่บนพื้นและหันหลังจากออกไปโดยไม่ลืมที่จะเป่ายาสลบใส่หลี่อวี้เหลียง
หลังจากเดินลึกเข้าไปเป็นเวลานานเย่เฉินก็ยังไม่พบกับอีกสามคนที่หลบหนีไปก่อนหน้า
เย่เฉินไม่ใช่ผู้ที่พวกเขาจะสามารถต่อกรได้พวกเขาทั้งสามคนไม่มีการซุ่มโจมตีใดๆกับเย่เฉินก่อนหน้านี้พวกเขาร่วมมือกันโจมตีพร้อมกันสี่คนก็ยังไม่สามารถจะจับตัวเย่เฉินได้แล้วนับประสาอะไรกับพวกเขาทั้งสามคนที่เหลือ
โฮก!
โฮก!
โฮก!
ไม่รู้ว่าเมื่อใดเสียงคำรามของสัตว์ร้ายก็ดังขึ้น ทำให้เย่เฉินอดไม่ได้ที่จะต้องหันไปมอง
ตูม!
อาจเป็นเพราะเขาให้ความสนใจกับสัตว์อสูรมากเกินไปเย่เฉินจึงเดินไปเหยียบสิ่งของบางอย่างที่ไม่ควรจะเหยียบจนเกิดระเบิดขึ้นมาในทันที
ทันทีที่เขาร่วงลงบนพื้นและก่อนที่เขาจะทันตอบสนอง ลูกธนูยาวที่ส่องสว่างก็พุ่งเข้ามาจากทั่วทิศทางเย่เฉินได้ตอบสนองอย่างรวดเร็ว เขาพลิกมือหยิบกระบี่เมฆแดงออกมากวัดแกว่งแขนตนเองอย่างรวดเร็ว ทำให้ลูกธนูที่พุ่งเข้ามาร่วงลงไปทีละดอก
เพียงแต่มันยังไม่จบเพียงเท่านั้นในตอนนี้มีกระบี่บินที่เพิ่งตกลงมาอยู่ตรงด้านหน้าของเท้าเขา และมีเสียงดังหึ่งๆขึ้นที่บริเวณใต้เท้าของเขา
จากนั้นหอกที่มีรัศมีสีดำเล่มหนึ่งก็โผล่ทะลุขึ้นมาจากพื้นเหนือศีรษะก็มีตาข่ายขนาดใหญ่ที่ส่องสว่างตกลงมาสัตว์อสูรที่อยู่ในระยะไกลก็เริ่มมุ่งใกล้เข้ามาและส่งเสียงคำรามกึกก้องไปทั่วบริเวณ
“ป่าร้างแห่งนี้เต็มไปด้วยกับดักจริงๆ!” เย่เฉินอดไม่ได้ที่จะบ่นด่าออกมา เขากระโดดลอยตัวขึ้น โบกสะบัดกระบี่เมฆแดงตัดยอดหอกที่ทะลุขึ้นมาจากพื้นจนราบเรียบจากนั้นจึงพลิกมือใช้กระบี่ตัดตาข่ายขนาดใหญ่ออกจากกัน
โฮก!
เมื่อสัตว์อสูรเหล่านั้นมาประชิดตัวของเย่เฉินสถานที่แห่งนี้จึงกลายเป็นแอ่งที่เต็มไปด้วยเลือด
ฝ่ามืออสุนีบาต!
เย่เฉินไม่ได้ถอยหนีไปไหนแต่เขากลับใช้ฝ่ามืออสุนีบาตตบไปยังสัตว์อสูรจนโชกไปด้วยเลือดจากนั้นจึงใช้หมัดเขย่าบรรพตฟาดเข้าไปที่ศีรษะของสัตว์อสูรเหล่านั้นและศีรษะของสัตว์อสูรเหล่านั้นก็ระเบิดขึ้นมาในทันที
คาวเลือดนั้นก็กระจายอย่างรวดเร็วจนกระตุ้นให้สัตว์อสูรเกิดความบ้าคลั่งมากขึ้น
“ข้าไม่มีเวลาจะมาเล่นกับเจ้าหรอกนะ”เย่เฉินไม่ต้องการเสียเวลาอยู่ที่นี่นานเกินไป มือซ้ายถือกระบี่เทียนเชวียมือขวาประคองกระบี่เมฆแดง ตลอดระยะทางที่มุ่งออกมาสัตว์อสูรที่อยู่ระหว่างทางผ่านล้วนถูกกระบี่ของเขาตัดออกเป็นสองท่อนและใช้ก้าวย่างของวิชาความเร็วลมกลดในการหลบหลีกกับดักกลไกต่างๆ เหล่านั้น
หลังจากวิ่งอย่างรวดเร็วมาครึ่งชั่วยามเย่เฉินก็หยุดฝีเท้าลง
ด้านหน้ามีเงาร่างของคนเจ็ดแปดคนปรากฏสู่สายตาของเขาแต่เมื่อดูจากเสื้อคลุมเต๋าที่เขาใส่แล้วเย่เฉินจึงรู้ได้ทันทีว่าไม่ใช่ศิษย์สำนักนอกแต่เป็นศิษย์ที่สำนักในส่งมาทำการทดสอบศิษย์สำนักนอกในการทดสอบครั้งนี้
“ทำไมจึงพบกันเร็วเช่นนี้?” เย่เฉินพึมพำกับตนเอง แต่เขาก็แสร้งเดินเข้าไปอย่างเคร่งขรึม
“หยุดนะ”เมื่อเห็นเย่เฉินกำลังเดินเข้ามาผู้นำศิษย์สำนักในที่อยู่ในชุดสีม่วงได้ตะโกนขึ้นมา
“ศิษย์...ศิษย์พี่ทุกท่านข้าชื่อหลี่อวี้เหลียง เป็นศิษย์ยอดเขาตี้หยางแห่งสำนักนอก”เย่เฉินพยักหน้าและโค้งคำนับ เขาชาญฉลาดมากที่รู้ว่าการอยู่ในป่าร้างแห่งนี้การอ้างชื่อของยอดเขาตี้หยางย่อมดีกว่าชื่อของหอโอสถวิญญาณหลายเท่านัก
ทางด้านนี้ศิษย์ในชุดสีม่วงก็หยิบม้วนหนังสือออกมา พลิกไปมาอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็เปิดออกมาหนึ่งหน้าซึ่งเป็นหน้าที่มีรูปวาดของหลี่อวี้เหลียง
เมื่อเห็นดังนั้นเย่เฉินก็ทำเสียงจุปากเบาๆ อยู่ในใจและแอบพูดกับตนเองว่าศิษย์สำนักในเตรียมการได้อย่างรอบคอบมากพวกเขามีบันทึกของศิษย์สำนักนอกที่เข้ามาในป่าร้างอยู่ด้วย
“ทำไมเจ้าจึงมาคนเดียว”หลังจากเปิดม้วนภาพ ศิษย์ชุดม่วงก็เหลือบไปมองเย่เฉิน
“ข้าถูกทิ้ง”เย่เฉินยิ้มอย่างเก้อเขิน
“เจ้าเห็นเย่เฉินบ้างหรือเปล่า”ศิษย์ชุดม่วงถามขึ้นอีกครั้ง