
เครดิตภาพจาก https://free4kwallpapers.com
มาวินเกร็งนิดๆ ผิดกับโจจี้ซึ่งยืนตัวตรงด้วยท่วงท่าที่ดูสบายราวกับกำลังชมนกชมไม้ในอุทยาน สิ่งนี้ทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกอึดอัดจนต้องตะโกนออกมา
“ นี่ ตกลงนายจะไม่ตั้งท่าต่อสู้จริงเหรอ ”
โจจี้ยิ้มเล็กน้อย พร้อมตอบเรื่อยเฉื่อย คล้ายไร้เรื่องราวอันใด
“ ผิดแล้ว ที่นายเห็นอยู่นี่คือ……ท่าต่อสู้ของชั้น ”
คิ้วของมาวินถึงกับขมวดนิ่ว ภายในใจนึกดูแคลน
“ ท่าต่อสู้ตะบักตะบวยอะไรฟะ ก็แค่ยืนนิ่งอยู่กับที่เท่านั้นเอง ”
ไม่ว่ามาวินจะแสดงอากัปกิริยาใดออกมา โจจี้ก็ได้แต่ยืนยิ้มอยู่แบบนั้นทำให้เขารู้สึกหัวเสีย
“ เอ้า ถ้านายอยากจะปากแตกก็ตามใจแล้วกัน ย่ะ ”
สิ้นเสียงตะโกน มาวินก็พุ่งเข้าใส่โจจี้ด้วยความเร็วสูงจนแทบมองไม่เห็นแต่ก่อนที่เด็กหนุ่มหัวเขียวจะเข้าถึงตัว เขาก็หยุดชะงักอย่างฉับพลัน สาเหตุเพราะรับรู้ถึงความเยือกเย็นที่ชวนขนลุกอันแผ่ออกมาจากกายของคู่ประลอง
“ เฮ้ย ” มาวินร้องเสียงหลง พร้อมกระโดดถอยหลังเหงื่อบนใบหน้าเริ่มหลั่งไหล
“ อ้าว หยุดทำไม เมื่อกี้นายเกือบจะเข้าถึงตัวชั้นแล้วนะ ” โจจี้ถามยิ้มๆ มาวินอึกอักอยู่หลายอึดใจ ก่อนตอบกลับมาด้วยเสียงที่สั่นเทา
“ ไม่รู้ดิ บอกไม่ถูกเหมือนกัน แต่ทันทีที่เข้าใกล้นาย ก็รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างพุ่งเข้าใส่ เจ้าสิ่งนั้นทำให้ชั้นรู้สึกขนลุก ”
“ ฮ่าๆ..... ” ทันทีที่มาวินพูดจบ หนุ่มหล่อผมทองก็หัวเราะเสียงดัง
“ เฮ้ นายหัวเราะอะไรฟะ คิดจะเยาะเย้ยชั้นเหรอ ” มาวินเริ่มฉุนนิดๆ
“ ไม่ใช่หรอก ที่ชั้นหัวเราะ เพราะชื่นชมในตัวนาย สิ่งที่รู้สึกเมื่อครู่นี้ เขาเรียกว่า "จิตสังหาร" ถ้าเป็นพวกกระจอกไร้ฝีมือหรือคนธรรมดาจะไม่มีวันรับรู้ถึงสิ่งนี้ นั่นก็แปลว่า.....ฝีมือของนายน่าจะข้ามขอบเขตของคนธรรมดาไปแล้ว ยินดีด้วยนะ ” โจจี้พูดจบ เขาก็แกล้งโค้งคำนับให้เด็กหนุ่ม ทำเอาเจ้าลิงจอมซนเผลอคำนับตอบด้วยท่าทางที่ดูงงๆ แต่พอตั้งสติได้ ก็เริ่มเอ่ยถาม
“ เอ่อ......เดี๋ยวนะ นายจะบอกว่าตัวเองสามารถปล่อยไอ้จิตสังหารอะไรเนี่ยออกมาได้เหรอ โม้เปล่าฟะ นี่ไม่ใช่หนังการ์ตูนหรือนิยายกำลังภายในนะ ”
“ นายนี่ยังพูดจาแปลกๆอยู่เหมือนเดิม อะไรคือหนังการ์ตูน ไหนจะนิยายกำลังภายในอีก ตกลงแล้ว มันคืออะไร” คราวนี้เป็นฝ่ายโจจี้ที่มึนตึบบ้าง
“ อืม....... หนังการ์ตูนกับนิยายกำลังภายในก็คือ….” มาวินกอดอกนิ่งเด็กหนุ่มพยายามขบคิดอย่างหนักหน่วง เพราะไม่รู้ว่าจะอธิบายยังไงให้โจจี้เข้าใจ ทันใดนั้นเองเขาก็พลันได้สติ
“ เฮ้ย เดี๋ยวสิ นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาคิดเรื่องไร้สาระแบบนี้ ยามนี้ชั้นต้องตั้นหน้านายเล่นซักหลายทีนี่นา ” มาวินหันกลับมาตั้งท่าต่อสู้
“ เออ จริงของนาย แต่ถ้าคิดจะเล่นงานชั้น ต้องใช้ฝีมือ ไม่ใช่ฝีปาก ” โจจี้เห็นด้วยกับความคิดพร้อมกล่าวท้า
มาวินจ้องโจจี้เขม็งชนิดที่ไม่ยอมละสายตาเลยแม้แต่วินาทีเดียว ส่วนหนุ่มผมทอง เขายังคงยืนนิ่ง พร้อมรอยยิ้มที่ประดับบนใบหน้า ทั้งสองยืนคุมเชิงอยู่นานหลายอึดใจ ก็เป็นฝ่ายลิงหัวเขียวที่ที่เปิดเกมก่อน
ทันทีที่มาวินเข้าถึงระยะสามก้าวก่อนถึงตัว เขาก็หยุดชะงักอย่างฉับพลันพร้อมฉากไปทางขวาและพุ่งเข้าใส่อีกครั้งด้วยความเร็วสูงสุด
“ เสร็จชั้นล่ะ พี่ชายผมทอง ”
มาวินนึกกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจ เขาหวดหมัดขวาใส่ใบหน้าของหนุ่มรุ่นพี่สุดกำลังหวังน็อคในทีเดียว แต่ก่อนที่กำปั้นจะกระทบเป้าหมาย โจจี้ก็กระโดดหลบไปข้างหลังเป็นผลให้จั่วลม
“ เฮ้ย ” มาวินร้องอุทาน เนื่องจากเขาทุ่มกำลังมากเกินไป จึงทำให้เสียหลักจนลงไปนอนคลุกฝุ่น เด็กหนุ่มรีบลุกขึ้นนั่ง พร้อมถุยน้ำลายลงพื้นหลายระลอกด้วยรู้สึกพะอืดพะอมที่เผลอกินดินเข้าไปหลายคำ
“ ตุ้ยๆ ดินเค็มเป็นบ้าเลย ”
ทว่าเด็กหนุ่มก็ต้องหยุดชะงักการขากถุย เมื่อเหลือบไปเห็นรองเท้าบูตสีขาวพอเงยหน้าขึ้นมอง ก็พบกับ.......โจจี้
“ ฮะๆ นี่ถ้าเป็นการต่อสู้จริงนายตายคาคมดาบของชั้นไปแล้ว ” หนุ่มผมทองยิ้มน้อยๆเป็นเชิงเย้ย
“ หน็อย..... ไอ้นักดาบขี้หลี ” มาวินตวาดกลับด้วยแรงโทสะเขาลุกขึ้นมาต่อยหมัดซ้าย ขวาใส่โจจี้อย่างต่อเนื่อง แต่เหมือนหนุ่มผมทองจะว่องไวกว่าระดับหนึ่ง เพราะสามารถพริ้วหลบได้ทุกดอก
“ ย่ะๆ...... ” มาวินตะโกนดัง พร้อมรัวหมัด เข่า ศอกใส่ทุกทิศทุกทาง แต่โจจี้ยังหลบได้ทุกกระบวนสุดท้ายก็เป็นฝ่ายเด็กหนุ่มที่ถอยฉาก
“ แฮ่กๆ ทำไมถึงไวนัก ชั้นต่อยนายไม่โดนซักหมัด ” มาวินหอบเหนื่อย แววตามีประกายท้อใจ โจจี้เลยแย้มยิ้มให้นิดหนึ่ง จากนั้นก็แจงนิ่มๆ
“ แท้จริงแล้ว นายว่องไวมาก ถ้าวัดกันแค่ความเร็วอย่างเดียว อาจเหนือกว่าชั้นเสียด้วยซ้ำ แต่สาเหตุที่โจมตีไม่โดนเพราะการเคลื่อนไหวของนาย มันอ่านทางง่ายเกินไป ”
สิ้นคำอธิบาย เด็กหนุ่มหัวเขียวก็ถึงบางอ้อ ประกายตาแวววาวอย่างประหลาด
“ อ้อ อย่างนี้นี่เอง ”
โจจี้ยังคงยิ้มแย้มอย่างสบายอารมณ์ ต่อมาก็เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นยิ้มเยาะ
“ ฮะๆ เอาอย่างงี้ก็แล้วกัน ต่อให้นายโจมตีอีกสิบกระบวน ชั้นจะหลบเพียงอย่างเดียวจะไม่ตอบโต้เลย ”
“ โห...... เอางั้นเลยรึ นายใจดีถึงขนาดเฉลยวิธีที่ใช้หลบชั้น แถมยังปล่อยให้โจมตีโดยไม่อัดกลับถึงสิบกระบวน อะไรมันจะเปย์ขนาดนั้น ” มาวินเลิกคิ้วสูง
“ เอ๊ะ อะไรคือ.....เปย์ งง ” มนุษย์เจ้าปัญหาสิงสู่โจจี้อีกครั้ง
“ เปย์ก็คือ…. เฮ้ย มันใช่เรื่องที่จะต้องมาคุยในเวลานี้มั้ย ตกลงนายจะให้ชั้นโจมตีได้รึยัง ” มาวินทำท่าจะตอบคำถาม แต่ก็เปลี่ยนมาโวยแทน เขานึกรำคาญการช่างซักที่ไม่เลือกเวลาของหนุ่มผมทอง
“ อืม...... เข้ามาเลย รออยู่แล้ว ” โจจี้ผายมือออก เพื่อเตรียมรับการโจมตีครั้งใหม่
“ ได้เลย พวก ” มาวินตะโกนดัง พร้อมพุ่งเข้าไปเตะต่ำเป้าหมายคือหน้าแข้งของหนุ่มหล่อ ทว่าโจจี้ก็ไวพอจะชักขาหลบ
“ หน็อย หลบได้อีกแล้ว ” มาวินคำรามดัง พร้อมเหวี่ยงขาอีกข้างเข้าเตะต่ำดุจเดิม ซึ่งโจจี้ก็อ่านทางออกจนฉากหลบได้อีก
แม้พลาดแล้วพลาดเล่า แต่มาวินก็ยังตามโจมตีอย่างต่อเนื่อง คราวนี้คือหมุนตัวเตะสูงไปที่ใบหน้าทำให้หนุ่มหล่อต้องโชว์เหนือด้วยการโยกร่างกายท่อนบนหลบนิดๆ ทว่าในจังหวะที่เท้าของเด็กหนุ่มสัมผัสพื้น เขาก็พุ่งเข้าไปรัวหมัดซ้ายขวาใส่แบบฉับพลัน
“ ย่ะๆ ”
“ ยังง่ายเกินไป น้องชายหัวเขียว ” สเต็ปของโจจี้ยังคงเทพ เขาพริ้วหลบอย่างรวดเร็วจนทำให้ทุกหมัดที่มาวินปล่อยออกมากระทบแต่อากาศรอบตัว
“ หน็อยแน่ะ เจอกระบวนท่านี้หน่อยเป็นไง พยุหะกรงเล็บแมวป่า ” มาวินเริ่มเอาจริง เขาตัดสินใจปล่อยท่าเด็ดในระยะเผาขน
“ เฮ้ย ”
เมื่อเห็นเงากรงเล็บนับสิบที่พุ่งเข้าใส่โจจี้ถึงกับร้องอุทาน เขาถอยหลังหนีสุดกำลัง ทันใดนั้นเอง ชายหนุ่มก็รู้สึกว่าส้นเท้าขวาได้กระทบกับของแข็งเลยหันกลับไปดู สิ่งที่เห็นก็คือ......ท่อนไม้สูง 2 เมตรที่มีดวงไฟแดงฉานอยู่บนคาคบ
“ เอ๊ะ นี่มันคบไฟนี่นา สุดเขตลานประลองแล้วเหรอ ” โจจี้คิดในใจ
ในจังหวะที่โจจี้เผลอ มาวินก็เหยียบเท้าของหนุ่มรุ่นพี่เข้าอย่างจัง ทำให้อีกฝ่ายสะดุ้งสุดตัวแต่นั่นไม่น่าตกใจเท่ากับสิ่งที่เขาจะทำในเวลาต่อมา
“ ฮะๆ นายจนมุมแล้ว เสร็จชั้นล่ะ กระบวนท่าที่สิบ ”
สามารถติดตามงานเขียน ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจ Jalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ
https://www.facebook.com/Jalando.darksidewriter
