“ข้าไม่เป็นอะไร เจ้าก็ไม่ต้องกังวลไปนักหรอก ได้ยินว่าวันนี้นางได้เจอคุณชายเจ้าสำราญของตระกูลหลี่นั่นหรือ”
เหยียนจื่อหลิงสงบอารมณ์ภายในเวลาอันสั้น ด้วยสถานะที่เปลี่ยนไป นางจึงปราศจากต้นทุนในการทำตัวสูงส่งแล้ว จำต้องหยิบวิธีการน่ารังเกียจมาใช้
“คงบังเอิญเจอกันตอนกำลังไปเรือนชิงจู๋ของฮูหยินน่ะเจ้าค่ะ”
กุ้ยหยวนเห็นเหนียนอวี๋กำลังจะตอบก็ชิงพูดก่อน อย่างไรเสียอีกฝ่ายเป็นคุณหนูสายตรงของจวน หากชื่อเสียงเสียหายมีโอกาสมากที่จะส่งผลกระทบถึงนายหญิงของนาง
เหยียนจื่อหลิงชำเลืองมองนางแวบหนึ่ง ไม่นานนักถึงกล่าวเรียบๆ “ไม่ว่าตั้งใจหรือไม่ สุดท้ายคือได้เจอกันไม่ใช่หรือ ท่านย่าเข้มงวดในกฎระเบียบมาตลอด”
เกรงว่าคงไม่มีใครในจวนไม่ทราบเรื่องที่ฮูหยินผู้เฒ่ายึดถือกฎระเบียบยิ่งกว่าสิ่งใด พินิจจากสมาชิกในจวนโหวยามนี้เป็นตัวอย่างได้ เพียงแต่เนื่องด้วยนางไม่ใช่นายหญิงที่ท่านโหวถูกใจ หลายปีที่ผ่านมาจึงไม่ค่อยมีสีหน้าดีๆ นัก
...ถึงแม้ฮูหยินจะให้กำเนิดบุตรชายสามคนติดในคราเดียว ทำให้สถานะมั่นคงขึ้นแต่นางกลับไม่เคยปิดบังความไม่พอใจของตนเอง
“ออกไปเดินเล่นกับข้าสักหน่อย ฤดูใบไม้ผลิทั้งทีไม่อาจเอาแต่เก็บตัวเงียบๆ ได้”
วันนี้เหยียนจื่อหลิงสวมชุดกระโปรงยาวปักลายสีชมพูอ่อน ชายเสื้อที่มีลวดลายผกามาศเล็กๆ ช่วยดึงความสูงส่งออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ สาวใช้ทั้งสองรู้ว่าคุณหนูของตนอารมณ์ไม่ดีจึงตามใจนาง
ณ ศาลาลั่วเสวี่ย เหยียนจื่อม่อกำลังเอนกายอยู่บนตั่งนุ่ม ท่วงท่าเกียจคร้านไปทั้งกาย เส้นผมดำขลับจวบจนอาภรณ์งดงามหมดจด ริมฝีปากสีแดงชาดเม้มน้อยๆ ทั่วทั้งร่างเปี่ยมกลิ่นอายเย้ายวน สาวใช้ที่คอยปรนนิบัติข้างกายอย่างเจี่ยวเย่ว์มองท่าทางอ่อนนุ่มราวกับไร้กระดูกของนางแล้วรู้สึกจนใจนัก คุณหนูมิได้เลวร้ายจริงๆ แต่ไม่ว่ามองอย่างไรกลับยังขาดความสง่างาม
ทั้งที่ประพิมพ์ประพายคล้ายกัน ไฉนฮูหยินถึงดูสง่างามดุจดอกบัว สูงส่งประหนึ่งหยก แต่คุณหนูกลับเป็นดั่งมวลหมอกหนาทึบพาให้คนไม่อาจมองได้ทะลุปรุโปร่ง บางเวลาใจกว้าง บางเวลาเยือกเย็น บางเวลาอ่อนหวาน...
“คุณหนูสี่ยังมีอารมณ์เดินเล่นในสวน ดูเหมือนจิตใจจะเข้มแข็งไม่น้อย!”
นางยกมุมปากแค่นเสียงออกมาเบาๆ เดิมทีคิดว่าเหยียนจื่อหลิงเป็นเพียงเด็กสาวอายุสิบสามสิบสี่ปีนางหนึ่ง เมื่อคำพูดของท่านแม่ลอยไปถึงหูจะต้องโกรธเกรี้ยวมากแน่ กลับคาดไม่ถึงว่าจะสงบถึงเพียงนี้
“คุณหนู ฮูหยินผู้เฒ่ารักถนอมคุณหนูสี่มาก ท่าน...”
“เอาละ บางเรื่องข้าย่อมรู้จักหนักเบา”
เหยียนจื่อม่อไม่ได้รับความหวังดีของเจี่ยวเย่ว์ ชาติก่อนนางเคยคิดว่าหากจริงใจต่อพี่หญิงสี่คงจะทำให้ได้รับความโปรดปรานจากฮูหยินผู้เฒ่า แต่ความจริงได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่านางยังไร้เดียงสาเกินไป...มาชาตินี้ความขัดแย้งของทั้งสองไม่มีโอกาสคลี่คลายลงได้
วันนี้เหยียนจื่ออวี้ใช้วาจาผิดต่อตน เหยียนจื่อหลิงไหนเลยจะไม่ได้บงการอยู่เบื้องหลัง บางทีอาจเพราะท่านแม่ทราบถึงจุดนี้จึงได้กล่าวโดยไม่ไว้หน้านางเช่นนั้น
“เจี่ยวเย่ว์ ข้าเก็บเจ้าไว้เพราะรู้ว่าเจ้าเป็นคนดี แต่บางเรื่องข้ามีความคิดของตนเอง อย่างเช่นเรื่องระหว่างข้ากับเหยียนจื่อหลิงไม่อาจหลีกเลี่ยงกันได้”
นางเก็บซ่อนความนุ่มนวลอ่อนโยนในแววตาสลับเป็นสีหน้าเย็นชาแข็งกระด้าง เจี่ยวเย่ว์ได้ยินนางกล่าวเช่นนี้พลันคุกเข่าลงทันที เสียงกระแทกดังตึง ยังทำให้สาวใช้ที่เฝ้าอยู่ด้านนอกตกใจไปด้วย
“วันหน้าอย่าได้หลงลืมสถานะของตนเอง ควรรู้ว่าสิ่งใดควรพูดไม่ควรพูด ในเมื่อเจ้าถูกส่งมาเป็นสาวใช้ของข้าแล้ว เช่นนั้นไม่ว่าตัวข้าจะมีเกียรติหรือเสื่อมเกียรติล้วนเกี่ยวโยงกับสถานะของเจ้า เจ้าเป็นคนฉลาดคงทราบดีว่าต้องวางตัวอย่างไร”
“บ่าวทราบแล้วเจ้าค่ะ”
คุณหนูกำลังพูดให้ตนเองอยู่ข้างนาง วันนี้การที่อีกฝ่ายเปิดอกตรงๆ เช่นนี้ก็เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นแล้วว่าสงครามประสาทกำลังเปิดฉาก ส่วนนางถอยกลับไม่ได้เช่นกัน
“ออกไปเถิด! อย่าทำให้ผู้อื่นคิดว่าคุณหนูอย่างข้าทารุณเจ้าเลย”
เหยียนจื่อม่อโบกมือ สาเหตุที่นางดึงเจี่ยวเย่ว์มาเป็นพวกเพราะมารดาของอีกฝ่ายมีอำนาจในโรงครัวไม่น้อย การมีคนคุ้นเคย เวลาจะทำอะไรย่อมง่าย อย่างไรเรือนหลังเช่นนี้มีแต่เรื่องลึกลับดำมืดที่ไม่อาจเปิดเผยได้ทั้งนั้น
ตั้งแต่ตอนที่ 30 เป็นต้นไป ติดตามตอนต่อไปได้ที่
https://www.readawrite.com/a/c0cafac5894162f86357def5eaab6bd5