Evolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว

    เล่มที่ 4 บทที่ 112 ฆ่าสังหาร อสูรในร่างมนุษย์

            “ตูม!”

            เสียงระเบิดกึกก้องกัมปนาทดังสนั่นท่ามกลางความมืดมิดยามราตรี

            “อ๊าก!”

            ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องโหยหวนอย่างแสนสาหัสในห้วงแห่งความมืดที่แท้จริง

            ไม่มีเวลาให้ทันตั้งตัวและไร้ซึ่งหนทางที่จะตอบโต้ได้ทันท่วงที

            เมื่อทุกคนพุ่งพรวดออกจากเต็นท์พวกเขาก็พบว่าชายวัยกลางคนมีหนวดเครารุงรังที่ทำหน้าที่เฝ้ายามคอพับไปแล้วร่างไหลลงไปกองกับพื้นช้าๆ

            “แกเป็นใคร!”

            เหล่าทหารที่เหลือในชุดเกราะเต็มยศต่างขบกรามแน่นจ้องมองไปยังชายร่างกำยำที่เร้นกายอยู่ในม่านหมอกหนาทึบไม่ละสายตา

            ท่อนแขนที่กำยำล่ำสันราวกับลำต้นของต้นไม้สวมใส่เพียงชุดหนังสัตว์หยาบๆ ผมเผ้ายุ่งเหยิงรุงรังราวกับคนป่า

            ใช่แล้ว... คนป่า

            ทว่า...นี่อาจเป็นคนป่าที่น่าหวาดหวั่นพรั่นพรึงที่สุดเท่าที่เคยพบมา

            เพราะในวินาทีนี้ทุกคนต่างสัมผัสได้ถึงไอเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านออกมาความหนาวเหน็บเริ่มเสียดแทงเข้าสู่ขั้วหัวใจ

            ราวกับสัมผัสได้ถึงอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามาชายหนุ่มคนหนึ่งตะโกนเสียงหลง

            “ระวัง!”

            สิ้นเสียงตะโกนกล้ามเนื้อขาทั้งสองข้างของเขาก็เบ่งพองขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเสียง...

            “ตูม!” เสียงแหวกอากาศดังสนั่นลูกเตะตวัดฟาดพุ่งเข้าใส่ร่างกำยำของชายลึกลับคนนั้นอย่างรุนแรง

            ทว่าในชั่วพริบตานั้นเองร่างกำยำที่ซ่อนตัวอยู่ในม่านหมอกกลับเลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย

            จนกระทั่งวินาทีถัดมา

            ทุกคนก็ได้เห็นร่างสองร่างพุ่งทะยานออกมาจากม่านหมอกพร้อมกันและทั้งคู่ต่างก็วาดลูกเตะเข้าใส่กันในคราวเดียว

            “ปัง!”

            แรงปะทะอันน่าสะพรึงกลัวทำให้สีหน้าของชายหนุ่มแปรเปลี่ยนไปอย่างใหญ่หลวง

            ทว่าก่อนที่เขาจะทันได้ตั้งหลักร่างกำยำนั้นก็แค่นเสียงออกมาคำหนึ่ง พลังวิญญาณพลันพลุ่งพล่านขึ้นในพริบตา

            “ตูม!” ด้วยแรงระเบิดอันมหาศาลร่างของชายหนุ่มปลิวละลิ่วออกไปดุจว่าวที่สายป่านขาดกระแทกเข้ากับต้นไม้หลายต้นจนหักโค่นลง

            “แค่ก... แค่ก...”

            เขากระอักออกมาหลายครั้งจนเริ่มมีลิ่มเลือดปนออกมาด้วย

            ถึงกระนั้นชายหนุ่มก็ยังคงพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นพลางย้ำเตือนเพื่อนร่วมรบอย่างยากลำบาก

            “ระวัง... ระดับสูง...เจ้านี่คือผู้แข็งแกร่งระดับสูง!”

            “ผู้แข็งแกร่งระดับสูงเหรอ?”

            เสียงพึมพำแผ่วเบาดังขึ้นบรรยากาศรอบข้างพลันหยุดนิ่ง

            คำว่า ‘ระดับสูง’ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ใดจะเอ่ยถึงได้โดยง่าย

            มันคือจุดสูงสุดของมวลมนุษยชาติซึ่งแม้แต่กองร้อยเต็มอัตราศึกก็ยังยากที่จะต่อกรด้วยได้

            แน่นอนว่ากองรบที่ว่านั้นย่อมหมายถึงกลุ่มคนที่ประกอบด้วยมนุษย์ธรรมดาทั่วไป

            “ฮู่ว...”

            เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆยอดฝีมือที่เหลือต่างสบตากันด้วยนัยน์ตาที่เฉียบคม

            จากนั้นเสียงคำรามกึกก้องที่ราวกับประกาศผ่านโทรโข่งก็แผดดังขึ้นท่ามกลางผืนฟ้า

            “ฆ่ามัน!”

            สิ้นคำสั่งสังหาร

            “ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ!”

            สี่ร่างพุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าขณะที่อีกสี่คนที่อยู่ด้านหลังรีบคว้าอาวุธขึ้นมาเตรียมพร้อมในทันที

            “ปัง! ปัง! ปัง!”

            แสงไฟจากปากกระบอกปืนที่สว่างวาบต่อเนื่องม่านหมอกหนาทึบพลันถูกฉีกกระชากหายไป

            ต้องยอมรับว่าคนเหล่านี้สมกับเป็นยอดฝีมือระดับแนวหน้าของมวลมนุษย์

            แม้จะมีถึงสี่คนพุ่งเข้าไปพัวพันกับชิงกังในม่านหมอกทว่ากลับไม่มีความลังเลใจเลยแม้แต่น้อย

            ห่ากระสุนที่สาดซัดออกไปอย่างหนาแน่นจนแทบสามารถปิดตายเส้นทางถอยของชิงกังได้อย่างชาญฉลาด

            “กึด...”

            ชิงกังกำหมัดแน่นจ้องมองสี่ร่างที่พุ่งเข้ามาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปเขาตัดสินใจว่าจะไม่ออมมืออีกต่อไปแล้ว

            ในเมื่อเข้ามารนหาที่ตาย...ฉันก็จะมอบความตายที่รวดเร็วที่สุดให้เป็นรางวัล

            เมื่อบอกกับตัวเองเรียบร้อยชิงกังก็ไม่มีความลังเลใจเหลืออยู่อีกต่อไป

            “พรสวรรค์เสริมสร้างกาย!”

            น้ำเสียงอันเย็นเยียบดังกึกก้องไปในอากาศ

            ในวินาทีเดียวกันนั้นร่างของชิงกังพลันสั่นสะท้านรุนแรง

            จากนั้นภายใต้สายตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงของเหล่าทหารร่างกายของเขาก็ขยายใหญ่ขึ้นอีกระดับ

            ที่น่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าคือผิวหนังของเขาดูเหมือนจะคล้ำลงอีก ทิ้งร่องรอยสีเลือดจางๆไว้ราวกับผิวหนังถูกฝืนขยายจนถึงขีดสุด

            ทว่าเมื่อได้เห็นร่างที่แผ่กลิ่นอายความแข็งแกร่งดุจศิลาผาทุกคนต่างก็ผุดลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมาในใจทันที

            และเพียงชั่วอึดใจชิงกังก็พิสูจน์ให้เห็นด้วยความจริงที่โหดร้ายว่าลางสังหรณ์ของพวกเขาไม่ได้ผิดพลาด

            “โฮก...”

            เสียงคำรามต่ำเค้นออกมาจากลำคอชิงกังแผดเสียงดุจสัตว์ร้ายที่คลุ้มคลั่ง ก่อนจะพุ่งเข้าใส่ประดุจอสูรในร่างมนุษย์

            รวดเร็ว...รวดเร็วจนไม่สามารถหาคำบรรยายได้ทัน!

            ทหารนายหนึ่งรู้สึกเพียงว่าภาพเบื้องหน้าพร่ามัวร่างกำยำมหึมาก็พุ่งมาหยุดอยู่ตรงหน้าเขาเสียแล้ว

            “ขอโทษ...”

            เสียงพึมพำแหบพร่าดังกระซิบที่ข้างหูทว่าดวงตาของทหารผู้นั้นกลับแข็งทื่อและดับสูญไปตลอดกาล

            นั่นก็เพราะในวินาทีนี้เอง...

            “กร๊อบ!” เสียงกระดูกแตกคมชัดร่างที่ไร้หัวล้มลงบนกองเลือด

            “อึก...”

            ทุกคนต่างกลืนน้ำลายลงคอด้วยความหวาดหวั่นเมื่อได้เห็นเพื่อนร่วมสนามรบคอหักตายในชั่วพริบตาใบหน้าแต่ละคนพลันซีดเผือดไร้สีเลือด

            ทว่ายามนี้พวกเขายังมีทางเลือกอื่นอยู่อีกหรือ?

            เมื่อต้องเผชิญหน้ากับอสูรร้ายที่พุ่งเข้ามาราวกับรถถังหุ้มเกราะพวกเขาทำได้เพียงแค่หยิบอาวุธขึ้นมาต่อสู้ดิ้นรนเป็นครั้งสุดท้าย

            “ปัง! ปัง! ปัง!”

            เสียงหมัดที่อัดแน่นด้วยพละกำลังมหาศาลกระแทกเข้ากับชั้นบรรยากาศจนเกิดเสียงระเบิดต่อเนื่องพุ่งเข้าใส่ร่างของผู้มีพลังเหนือธรรมชาติแต่ละคนอย่างโหดเหี้ยม

            เพียงไม่กี่อึดใจร่างหลายร่างก็กระเด็นว่อนไปคนละทิศคนละทาง

            อย่างไรก็ตามชิงกังมิได้หยุดยั้งเพียงเท่านั้น เขากระทืบเท้าลงพื้นดินใช้แรงสะท้อนกลับพุ่งเข้าหาพวกที่ถืออาวุธระยะไกลอีกครั้ง

            “ตายซะเถอะ!”

            ทหารนายหนึ่งแบกปืนยิงจรวดขึ้นบ่าตะโกนคำรามด้วยสีหน้าดุร้ายอำมหิต

            ทันใดนั้น เสียง“ตูม!” ก็ดังสนั่นลูกกระสุนเจาะเกราะพร้อมเปลวเพลิงพุ่งทะยานฉีกฟากฟ้ายามราตรีออกเป็นสองเสี่ยง

            “ช้าไป”

            พึมพำจบ ชิงกังหยุดฝีเท้ากะทันหันจากนั้นใช้เท้าซ้ายเป็นจุดหมุนเหวี่ยงตัว 180 องศาแล้วเตะเท้าขวาเข้าใส่ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลซึ่งมีขนาดหลายคนโอบอย่างรุนแรง

            “แกร๊บ!”

            พร้อมกับเสียงไม้หักโค่นต้นไม้ทั้งต้นล้มลงขวางวิถีกระสุนเจาะเกราะในพริบตา

            อานุภาพของกระสุนเจาะเกราะนั้นน่าพรั่นพรึงนัก

            “ตูม!”

            เพียงชั่วพริบตาเดียวมันก็ทะลวงต้นไม้ใหญ่จนเป็นรูโบ๋

            ทว่าในจังหวะที่มันกำลังทะลวงไม้นั้นชิงกังได้อาศัยช่วงเวลาเพียงเสี้ยววินาทีเคลื่อนกายหลบไปอีกด้านหนึ่งแล้ว

            “บึ้ม!” เสียงระเบิดดังสนั่นฝุ่นดินตลบอบอวลฟุ้งกระจายเต็มท้องฟ้าจากระยะไกล

            ทว่าในระยะประชิดกลับมีเพียงเลือดสีแดงฉานที่สาดกระจายไปทั่วบริเวณ

            ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องโหยหวนแทบขาดใจ...

            ......

            ไม่รู้เลยว่าเวลาผ่านไปเนิ่นนานเพียงใดม่านหมอกหนาที่ปกคลุมผืนป่าค่อยๆ เบาบางลง เผยให้เห็นลานโล่งที่นองไปด้วยเลือด

            แสงจันทร์สีซีดนวลสาดทาบทาลงมาบนร่างกำยำทำให้บรรยากาศยามราตรีดูเงียบสงัดจนน่าใจหาย

            ชิงกังจ้องมองผืนดินที่เต็มไปด้วยคราบเลือดและเศษซากชิ้นส่วนเขานิ่งเงียบ ไม่เอ่ยคำใดออกมา

            เขาสะกดสายตามองมือขวาที่อาบไปด้วยเลือดของตนเองด้วยแววตาที่เหม่อลอยและว่างเปล่า

            ทว่าในวินาทีนั้นเอง...

            เสียงหอบหายใจอันหนักหน่วงก็ดังขึ้นจากมุมมืดอย่างไม่ถูกจังหวะเวลา

            ชิงกังค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองเขาเห็นยอดฝีมือคนแรกที่ปะทะกับเขา ยามนี้กำลังถอยร่นหนีอย่างช้าๆดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสิ้นหวังถึงขีดสุด

            หนีไม่พ้นหรอก...

            ต่อหน้าปีศาจร้ายตนนี้ไม่มีทางที่จะหนีรอดไปได้จริงๆ อย่างนั้นหรือ?

            ยิ่งไปกว่านั้นในยามนี้ขาขวาของเขาก็หักสะบั้นลงแล้ว

            ใบหน้าฉายชัดถึงความสิ้นหวังยอดฝีมือหนุ่มคนนี้จ้องมองร่างกำยำที่ย่างสามขุมเข้ามาอย่างช้าๆก่อนจะกรีดร้องขอชีวิตเสียงหลงออกมาว่า

            “ปล่อยผมไปเถอะ... ปล่อยผมไปเถอะ...ได้โปรด... ผมขอร้อง!”

            “จริงๆ นะ ได้โปรดเมตตาปล่อยผมไปเถอะพ่อของผมเป็นมหาเศรษฐี เขารวยมาก คุณอยากได้เงินเท่าไหร่ เขาก็ให้ได้ทุกอย่าง!”

             

    คล้ายกับเรื่องEvolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว ที่คุณอ่าน