หลังจากทั้งหมดเดินออกมาจากห้องสมบัตินั้น จินเข่ออี๋ได้กล่าวกับอี้เหรินเฟิ่งในทันได
"นี่คุณชายเฟิ่ง จะเป็นการรบกวนท่านไหม ถ้าข้าจะเชิญท่านร่วมทานอาหารกันในตอนนี้" เนื่องจากจินเข่ออี๋นั้นในตอนนี้นางได้เกิดอาการคลั่งไคล้จินฉานเข้าไห้แล้ว นางจึงพยายามที่จะเข้าใกล้อี้เหรินเฟิ่งเพื่อที่จะได้อยู่ใกล้ๆจินฉาน นางถึงกับจะเสนอไห้อี้เหรินเฟิ่งอยู่พักที่ จินซานฟู่กุ้ยเลยด้วยซ้ำ
อี้เหรินเฟิ่งไม่ได้คิดอ่ะไรมาก จึงตอบตกลงกับนางไป จากนั้นทั้งหมดจึงไปรับประทานอาหารยังห้องอาหารของอาคาร
อี้เหรินเฟิ่งเมื่อกินข้าวเสร็จจึงจะขอตัวกลับไปยังที่พัก แต่เขานั้นได้ถูกจินเข่ออี๋รั้งไว้ นางบอกว่าที่แห่งนี้มีห้องพักมากมาย พร้อมทั้งมีคนดูแลตลอดเวลา ไม่จำเป็นจะต้องไปพักที่อื่น อีกอย่างนั้นตัวนางมีการค้าที่จะมอบไห้กับอี้เหรินเฟิ่งเช่นกัน
ส่วนรายละเอียดนั้น นางจะคุยกับเขาในเช้าวันรุ่งขึ้น อี้เหรินเฟิ่งไม่เหตุผลที่จะปฏิเสธคำขอของนางแต่อย่างได เดินตามผู้ดูแลไปยังส่วนของห้องพักด้านหลังอาคาร
เรือนพักของเขาอยู่ติดกับเรือนพักของ จินเข่ออี๋ เป็นเรือนไม้ชั้นเดียวขนาดใหญ่หลังหนึ่ง ด้านหน้ามีสวนหย่อมและบ่อปลา บรรยากาศร่มรื่นน่าอยู่ยิ่ง
เมื่ออี้เหรินเฟิ่งและจินฉานเข้ามายังเรือนพัก ทั้งสองก็ตรงเข้าไปยังห้องนอน ปิดประตูลงกลอนแล้วนำกล่องใบนั้นออกมาสำรวจในทันที
"ท่านพี่ท่านลองเปิดดู ข้าสัมผัสได้ถึงพลังทางสายเลือดรุนแรงยิ่ง แต่ไม่ทราบว่าด้านในนั้นเป็นสิ่งได"
"ได้ ข้าจะลองเปิดมันเดี๋ยวนี้แหละ"จากนั้นอี้เหรินเฟิ่งจึงพยายามเปิดกล่องใบนั้น แต่ไม่ว่าจะใช้แรงมากเท่าไหร่ ใส่พลังไปแค่ไหน เจ้ากล่องใบนี้ก็ไม่ขยับแม้เพียงสักนิด
"นี่จินฉาน ข้าเปิดมันไม่ออก เจ้าลองดูสิ"
จินฉานจึงได้กระโดดไปยังกล่องไม้ใบนั้น มันพยายามใช้พลังเปิดเช่นกัน แต่ก็ไม่มีปฏิกิริยาไดๆเลยงับก็แล้ว เตะก็แล้ว เอาลิ้นดึงก็แล้ว ยังไม่สามารถเปิดกล่องใบนั้นได้
"นี่จินฉาน เจ้าว่าเจ้าสัมผัสพลังของสายเลือดจากมันได้ เจ้าลองหยดเลือดของเจ้าลงไปสิ"
จินฉานได้ยินดังนั้นก็ตาลุกวาว เหตุไดจึงคิดไม่ออกแต่แรกกันนะ
"ได้ ข้าจะลองเดี๋ยวนี้"
จากนั้นจินฉานจึงได้พ่นแก่นโลหิตของตัวเองลงบนกล่องไม้สีดำใบนั้น ทันไดนั้นเองเมื่อเลือดของจินฉานกระทบเข้ากับกล่องไม้ เหมือนมีชั้นแสงบางๆที่ห่อหุ้มกล่องไม้ใบนั้น ได้แตกกระจาย พังทลายลงไปในทันได กลิ่นอายโบราณคลุ้งกระจายเต็มห้อง
เห็นดังนั้นจินฉานจึงใช้ลิ้นของมันดันเปิดฝากล่องอย่างช้าๆ ภายในกล่องนั้น มีเหรียญทองอยู่หนึ่งเหรียญ เหรียญทองวงกลม ตรงกลางเหรียญมีรูเล็กๆรูปสี่เหลี่ยมอยู่ มีอักษรสลักอยู่สี่ทิศ
จินฉานเมื่อเห็นดังนั้นภายในจิตใต้สำนึก พลังสายเลือดถูกกระตุ้นขึ้นมา เขาทราบในทันทีว่าสิ่งนี้คืออะไร ใช้ทำหน้าที่อะไร มันใช้ลิ้นตวัดเหรียญทองคาบเอาไว้ในปากทันที
ทันไดพลังของมันเหมือนจะเพิ่มขึ้น ไอปราณโบราณเอ่อล้นออกมาจากร่างกาย เหมือนสัตว์โบราณดึกดำบรรพ์ จินฉานหันมามองอี้เหรินเฟิ่ง แล้วบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเหรียญทองนี้ไห้กับอี้เหรินเฟิ่งได้รับฟัง
"เหรียญทองเหรียญนี้ มีชื่อว่า เหรียญทองอี้จิงทำนายสวรรค์ เป็นอาวุธวิเศษประจำเผ่าพันธุ์ของข้า มันได้หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ไปกว่าห้าแสนปีแล้ว"
"เดิมมีไว้เพื่อบ่งบอกถึงตำแหน่งราชาของเผ่าพันธุ์ของข้า เมื่อมีไว้ครอบครอง ว่ากันว่าสามารถดึงดูดของมีค่ามากมาย สามารถทำนายถึงของวิเศษสะท้านโลก ช่วยไห้ข้าสามารถบ่มเพาะพลังได้รวดเร็วขึ้นนับสิบเท่า"
"และมันยังบรรจุไว้ด้วยยอดวิชาประจำเผ่าพันธุ์ของข้า ซึ่งจะมีเฉพาะราชาเท่านั้น จึงจะมีสิทธิได้ฝึกฝนมัน"
"ยอดวิชานั้นมีนามว่า ทำนายเป็นตาย ผู้ฝึกสำเร็จขั้นสูงสุด ว่ากันว่าด้วยการโยนเหรียญทำนายเพียงครั้งเดียว หากออกหัว ศัตรูที่มีระดับการบ่มเพาะเท่ากันหรือน้อยกว่า จะถูกสังหารในทันที หากออกก้อย ศัตรูก็จะถูกสังหารในทันทีเช่นกัน !! "
"เป็นยังไง ร้ายกาจใช่หรือไม่ แต่ว่าใช้ได้เพียงวันละหนึ่งครั้งเท่านั้น เพราะมันใช้พลังงานจำนวนมาก"
อี้เหรินเฟิ่งได้ยินก็คิ้วกระตุกในทันได จะบอกหัวบอกก้อยอันไดกัน ออกด้านไหนก็ตายมิใช่หรือ?? จินฉานได้กล่าวต่อไปว่า
"หากเจอยอดฝีมือที่ฝีมือเหนือกว่า ยอดวิชานี้ สามารถทำไห้เราหลบรอดการโจมตีถึงตายได้หนึ่งครั้ง แล้วหายออกไปจากสนามรบนับร้อยกิโลเมตรเลยทีเดียว ถือเป็นยอดวิชาที่ใช้ทั้งโจมตีและหลบหนีเลยทีเดียว"
"เห็นไหมท่านพี่ เพียงแค่ข้ามีเจ้าสิ่งนี้ ข้าคือราชาของโลกใบนี้ ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า"....
"ยินดีกับเจ้าด้วย จะน่ายินดีกว่านี้ถ้าเจ้าจะโม้ให้มันน้อยๆหน่อย"
"ข้าจะพักผ่อนแล้ว เจ้าก็ด้วยเล่นเหรียญนั้นเสร็จก็นอนได้แล้ว ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้แม่สาวนั่นจะขอร้องอะไรเจ้า"
"ข้าทราบแล้วท่านพี่" จากนั้นอี้เหรินเฟิ่งก็พักผ่อนในทันที
เช้าวันต่อมา ผู้ดูแลหญิงคนหนึ่งได้เข้ามาเชิญอี้เหรินเฟิ่ง ไห้ไปร่วมทานอาหารเช้ากับจินเข่ออี๋ อี้เหรินเฟิ่งและจินฉานทั้งสองจึงตามไปอย่างว่าง่าย
เมื่อร่วมทานอาหารเสร็จแล้ว จินเข่ออี๋จึงได้กล่าวกับอี้เหรินเฟิ่งและจินฉานเกี่ยวกับทุระในทันที
"คุณชายอี้เหริน ข้ามีการค้ามาไห้ท่าน วันนี้เราจะไปล่าสมบัติภายในเมืองกัน"
"เมื่อวานนี้ ข้าดูแล้วท่านคงจะใช้ความสามารถของจินฉานในการผ่าหยกใช่หรือไม่"
"ดังนั้น วันนี้พวกเราจะใช้ความสามารถนี้ ออกไปตามล่าหาสมบัติสะท้านฟ้าภายในเมืองมาไห้หมด"
"พวกเราจะพลิกทั้งเมืองเพื่อรวบรวมหยกวิเศษมาไว้ครอบครอง ดีหรือไม่ ส่วนแบ่งนั้นแบ่งกันคนละครึ่ง ข้าจะเป็นคนออกเงินซื้อหินหยกเอง"
เนื่องจากเมืองจินเฉิงแห่งนี้ เป็นเมืองขนาดใหญ่ มีผู้อยู่อาศัยนับสิบๆล้านคน เต็มไปด้วยการค้า หอสมบัติมากมาย รวมไปถึงลานประมูลหินอย่างของจินซานฟู่กุ้ยนั้น ก็มีนับร้อยแห่ง สำหรับผู้ที่ชอบเสี่ยงโชคนั้น การผ่าหินหยกนับเป็นอันดับหนึ่ง ทำไห้ได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่ง
ทำไห้กิจการชนิดนี้มีอยู่เต็มเมืองไปหมด และเนื่องจากจินเข่ออี๋นั้น รู้ถึงความสามารถของจินฉาน นางจึงมองเห็นโอกาสนี้ โอกาสหากำไรอันงดงาม สตรีน้อยนางนี้นั้นชื่นชอบเงินทองของมีค่าเป็นที่สุด
อี้เหรินเฟิ่งตรึกรองดูก็ตอบตกลง เนื่องจากว่าตนไม่ได้เสียหายอะไร และจินฉานนั้นตัวมันก็ชื่นชอบการออกไปหาสมบัติเช่นนี้ยิ่งนัก ทั้งสองจึงตกลงโดยพลัน
แต่การจะออกไปด้านนอกนั้นเพื่อไม่ไห้เป็นที่จดจำนั้น พวกเขาจึงต้องแต่งกายอย่างมิดชิดปิดบังใบหน้าเป็นอย่างดี เพื่อที่จะไม่ไห้ตกเป็นเป้าสายตาแล้วถูกติดตามโดยง่าย
จากนั้นพวกเขาก็ได้แอบออกจากจินซานฟู่กุ้ยจากทางประตูลับหลังร้าน หายไปในเมืองที่ผู้คนพลุกพล่าน ทั้งสองจะเดินทางไปยังสุดขอบกำแพงเมืองด้านทิศใต้ก่อน จากนั้นจึงจะตระเวนไปยังลานประมูลหยกในที่ต่างๆทั่วทั้งเมือง
จินเข่ออี๋นั้นกะระยะเวลาคร่าวๆไว้แล้ว ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด พวกเขาน่าจะใช้เวลาประมาณสิบวัน กว่าจะเดินเลือกหาหินวิเศษไห้ทั่วทั้งเมืองได้สำเร็จ
และเมื่อพวกเขาเดินทางมายังฝั่งใต้ได้สำเร็จนั้น อี้เหรินเฟิ่งก็ได้ตื่นตะลึงในความสวยงามของฝั่งใต้ ที่นี่เต็มไปด้วยท่าจอดเรือ ผู้คนมากมายมาจากทุกสารทิศ อัดแน่นไปด้วยพ่อค้าวาณิช กลิ่นอายเงินทองลอยละล่องมาตามลม “นี่มันสถานที่แห่งเงินทองโดยแท้”