ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    บทที่ 28-2 (เล่ม 2): สอนการบ้านเด็กประถม2

            อิสราน่าจะลงไปถึงชั้นล่างแล้วแซทจ้องผมด้วยสายตาเจ้าเล่ห์

            “ข้อต่อไปถ้าท่านตอบไม่ได้ไม่ต้องมาจีบน้าเราเลยนะ”

            “เดี๋ยวก่อนเรายังไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย” ผมรีบพูดออกไปอย่างร้อนตัว

            เด็กชายหัวเราะหึๆ “คิดว่าเราเชื่อจริง ๆ หรือ จีบกันตรง ๆ ก็บอกมา”

            เจ้าเด็กนี่ช่างเซนส์ดีจริง ๆ

            ผมคิดในใจแขกมากหน้าหลายตาก็เคยมาเยือนบ้านหลังนี้ไม่เว้นแม้กระทั่งธรณีผมมีอะไรที่พิเศษกว่าพวกเขาอย่างนั้นหรือ ผมสลัดความคิดเรื่องอิสราไปก่อน จากนั้นชี้ไปที่แท็บเล็ตของเด็กชาย“รีบ ๆ ถามมาได้แล้ว”

            ผมไล่วิจารณ์ข้อที่แซทไม่มั่นใจไปทีละข้อยอมรับว่าตนเองก็คาดเดาไม่ต่างกันถึงกระนั้นก็ทำสุดความสามารถเท่าที่กลั่นกรองจากประสบการณ์สามเดือนในโลกใบนี้คำถามวิชาการปกครองสั่งให้จับคู่คำที่มีความหมายตรงข้ามโดยใช้การอ้างอิงประวัติศาสตร์พร้อมทั้งอธิบายเหตุผล

     

    1.ประชาธิปไตย  2.คอมมิวนิสต์ 3.เผด็จการ  4.ทุนนิยม  5.อนุรักษ์นิยม

    6.เสรีนิยม  7.ก้าวหน้า 8.ราชาธิปไตย  9.สาธารณรัฐ 10.คณะราษฎร

             

            “เราว่าไม่มีคำตอบหรอกคำพวกนี้สุดท้ายก็แค่ชื่อเรียก บางทีความหมายยังถูกบิดเบือนเปลี่ยนไปตามยุคสมัย”แซทบอก

            “เราเห็นด้วยน่าจะต้องดูบริบทและรายละเอียด ไม่งั้นทุกคนก็จะพูดว่าตัวเองเป็นประชาธิปไตยตัวเองเป็นเสรีนิยมอย่างแท้จริง เพราะคำพูดเหล่านี้มันฟังดูเป็นแง่บวก เผลอ ๆคำพวกนี้สร้างขึ้นมาเพียงเพื่อให้มีคู่ตรงข้าม ซึ่งเป็นศัตรูของเรานั่นแหละ”ผมเสริม นึกถึงความขัดแย้งในช่วงเวลาของผมบางครั้งก็เถียงกันเพียงเพราะนำคำเหล่านี้ไปผูกกับบางสิ่งเกิดเป็นวาทกรรมที่จะสร้างความเกลียดชังฝ่ายตรงข้ามบางทีแค่ลงรายละเอียดว่าแต่ละฝ่ายต้องการอะไรบ้างไล่เรียงมาทีละข้อจากข้อหนึ่งถึงข้อสิบ ก็ยุติความบาดหมางได้ง่าย ๆบางคนนิยามประชาธิปไตยว่าต้องเลือกตั้ง 100% เท่านั้น ในขณะที่อีกคนบอกว่าแต่งตั้ง 50% ก็ยังนับเป็นประชาธิปไตย

            { แซทชี้ให้ผมดูข้อต่อไปในวิชากฎหมาย

             

    1. สมมุติว่าประเทศ A ได้มอบหมายให้องค์กร B ปกครองเมือง C แต่ประเทศ A กลัวว่าองค์กร B จะใช้อำนาจในทางที่ผิด จึงออกกฎหมายมาควบคุม ถามว่าในสองจักรวาลคู่ขนานต่อไปนี้องค์กร Bจากจักรวาลไหนมีอำนาจมากกว่ากันเพราะเหตุใด

    - ในจักรวาลคู่ขนานที่ 1: กฎหมายเขียนว่า องค์กร B มีหน้าที่และอำนาจดูแลและจัดทำบริการหรือกิจกรรมสาธารณะ เพื่อประโยชน์ประชาชนเมือง C ตามที่กฎหมายกำหนดในข้อ 1-100

    - ในจักรวาลคู่ขนานที่ 2: กฎหมายเขียนว่า องค์กร B มีอำนาจในการดูแลและจัดทำบริการหรือกิจกรรมสาธารณะใด ๆ เพื่อประโยชน์ประชาชนเมือง C ยกเว้นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับประเทศ A เช่น นโยบายเศรษฐกิจ

     

            ผมเปิดโอกาสให้แซททดลองตอบมาก่อนในขณะที่หัวสมองใช้ความคิดอย่างหนัก คำถามจะยากไปไหนรู้แค่ว่าเกี่ยวข้องกับหลักการกระจายอำนาจ

            “ที่คิดไว้คือ ภาระการพิสูจน์[1]ต่างกันเมื่อสงสัยว่าองค์กร B ทำเกินอำนาจ คนจากส่วนกลาง A ก็จะมาสอบสวน ทีนี้ การพิสูจน์ว่าไม่มีข้อที่ห้ามไว้ ง่ายกว่าพิสูจน์ว่าทำตามที่เขียนเพราะคนที่ฟ้องอาจแย้งโดยตีความเข้าข้างตัวเองว่าไม่ได้เขียนอย่างนั้นอย่างนี้ที่สำคัญกว่าคือจักรวาลที่สองจะทำให้คนกล้าทำสิ่งใหม่ ๆ มากกว่า ส่วนจักรวาลแรกก็จะทำให้คนทำงานเดิมๆ เป็นกิจวัตร”เด็กชายวิพากวิจารณ์ ดูหลักแหลมเกินกว่าอายุจริง

            “แต่ถ้าข้อห้ามมี 100ข้อเท่ากันล่ะ”

            “ตลกละใครจะไปห้ามเยอะขนาดนั้น ต้องมีเหตุผลสิถ้ามีจริงจะลองถามคนคิดว่าจำข้อห้ามได้รึเปล่า”

            “ยอดเยี่ยมไปเลย”ผมกล่าวชมเด็กชายไว้ก่อน ทั้งที่คิดตามไม่ทัน

            พวกเราไปกันต่อที่ข้อสองเรื่องสภาเดี่ยว-สภาคู่ คำถามนี้ยิ่งทำให้ผมมึนตึบ อยากตีคนออกข้อสอบแทน

     

    2. ท่านอยากเป็นพลเมืองประเทศไหนมากกว่ากันเพราะเหตุใด

    -ประเทศ X มีสองสภา ใช้เวลาในการออกกฎหมายหนึ่งฉบับเร็วสุด 6 เดือนแต่จะถูกต้อง 99% และมีความผิดพลาดทำให้ประชากรเสียประโยชน์ 1 %

    -ประเทศ Y ใช้สภาเดี่ยว ใช้เวลาในการออกกฎหมายหนึ่งฉบับเร็วสุด 1 เดือนแต่จะถูกต้อง 70% และมีความผิดพลาดทำให้ประชากรเสียประโยชน์ 3%

     

            “คำถามนี้ตั้งแต่เราเกิดมาก็ได้ยินพวกผู้ใหญ่เถียงกันไม่มีวันจบหรอก เพราะมันมีข้อดีข้อเสียตัวเอง ไม่มีถูกผิดสุดท้ายก็คงตัดสินจากเสียงส่วนใหญ่” เด็กชายออกความเห็น สีหน้าดูเบื่อหน่าย

            “ส่วนตัวน้าว่าสภาคู่ก็ดีอยู่แล้วนะมีคนคนช่วยดูหลาย ๆ คน จะได้รอบคอบ”

            “กฎหมายทุกฉบับ ประชาชนที่เป็นนักกฎหมายก็ช่วยดูออนไลน์ตั้งแต่ชั้นกรรมาธิการได้อยู่แล้วนะส่วนตัวเราจะเลือกประเทศ Y” แซทบอกเหตุผลอีกอันต่อ “ถ้าเราโดนสุ่มเป็นประชากรที่เสียประโยชน์ในประเทศ X เราก็จะมีความทุกข์อย่างน้อยหกเดือนก่อนแก้ไขกลับสู่ภาวะปกติเทียบกับเวลาแค่หนึ่งเดือนในประเทศ Y”

            ผมพยักหน้าแล้วตั้งข้อสังเกต “แล้วรู้ได้ไงว่าจะทุกข์แค่เดือนเดียวแก้ครั้งเดียวก็อาจยังทุกข์เหมือนเดิมก็ได้”

            “ธรรมชาติไม่ได้เป็นแบบนั้นปัญหาที่เราเรียกร้องต้องเป็นหัวข้อในการแก้ในครั้งถัดไปอยู่แล้วแม้อาจจะไม่สมบูรณ์อีก ยังไงก็ไม่มีทางถึงหกครั้งหกเดือนแน่แต่ก็ต้องยอมรับว่ามีความเสี่ยงที่จะมีคนใหม่ซึ่งไม่ใช่ 30% เดิมได้รับความทุกข์ขึ้นมาใหม่” แซทโต้กลับ

            “นั่นไงไม่แก้ให้ดีก็วุ่นวาย มีปัญหาโดยรวมมากขึ้น” ผมพูดเหมือนได้ชัยชนะ

            “แต่มันคือการกระจายความทุกข์ให้คนได้รับไปหลายๆ คน แทนที่จะกองรวมกันอยู่แค่ 1% คน 30% ใหม่ก็จะเห็นความสำคัญของกฎหมายนี้เชื่อว่า 99% ในประเทศ X ไม่สนใจกฎหมายนี้หรอก เพราะไม่เดือดร้อน”

            “แต่สภาก็ต้องทำงานหนักเลยนะ”ผมยังไม่ยอมแพ้ ลืมไปเสียสนิทว่าอีกฝ่ายเป็นหลานชายที่รอคอยการสอนการบ้าน รู้สึกเหมือนกำลังถกเถียงอยู่กับธรณีนึกภาพตอนที่เขาวิ่งอย่างเริงร่าประสาเด็กไปบอกคุณน้าเรื่องฝันเปียกไม่ออก

            “ใช่ เป็นสิ่งที่แลกมา มันเป็นหน้าที่ของสภาอยู่แล้วแต่ประเทศจะได้เรียนรู้โดยการลงมือทำ อาจเห็นปัญหาได้ดีกว่าการนั่งเทียนคุยกันนะ”คำตอบของเด็กชายมีเหตุผล ผมเข้าใจทุกอย่าง แต่อดใจเถียงกลับไม่ได้

            “แล้วรู้ได้ไงว่าประเทศ X จะผิดพลาด 1% อาจจะเป็น0% ก็ได้นี่”

            “แล้วรู้ได้ไงว่าประเทศ Y จะผิดพลาด 30%อาจจะผิดพลาดแค่ 1% ก็ได้เหมือนกัน แต่เราเชื่อว่าไม่มีอะไร 100% แน่ ๆ”

            ผมอ้ำอึ้ง จะหาช่องโหว่แย้งกลับแต่สมองดันตื้อตันไปหมดเด็กชายยังจ้องหน้าผมราวกับรอคอยให้พูดอะไรสักอย่าง

            “ตอบได้ดีเลย แซทเก่งนะเนี่ย”ผมตัดบทด้วยคำชม แซทยิ้มมุมปาก โชคดีที่เขาไม่ถามผมกลับ }

            ผมแสร้งดูข้อสอบในแท็บเล็ตต่อกลบเกลื่อนสีหน้าที่ทึ่งในความอัจฉริยะของเด็กสมัยนี้ ต่อไปเป็นวิชาพลเมืองถามง่าย ๆ ว่าใครรักชาติหรือไม่รักชาติ

            เห็นได้ชัดๆ ว่า F เคยรักชาติแต่คงเปลี่ยนใจส่วนรัฐบาลรักเช่นกัน เพราะรถถังก็ได้ใช้ป้องกันประเทศ

            ผมขบคิดในใจแต่สุดท้ายก็ตัดสินใจยับยั้งไว้ก่อน แค่เห็นคำถามก็ปวดหัวแล้วนี่ยังต้องมาเถียงกับเด็กที่ดื้อรั้นอีกยังไงความเห็นของประชาชนแต่ละรุ่นก็คงได้คำตอบแตกต่างกันถึงผมจะบอกใครเขาก็ไม่มีทางฟังถ้าผมไปสั่งสอนเขาว่าอย่าเถียงผู้ใหญ่ผมคงโดนสวนกลับทันที เด็กชายไม่ได้เคารพผมตั้งแต่แรกเหมือนที่เขานับถืออิสรา

            “เราว่าข้อสอบวิชาพลเมืองนี่คำถามคิดได้หลายแบบเลยนะ ถ้าคุยไปกลัวว่าจะยาว” ผมหาข้ออ้างบอกหลานอิสรา

            “เหรอ...นี่ท่านเป็นนักข่าวทุติยภูมิการเมืองจริงๆ รึเปล่า เรารู้สึกว่าเราทำเองก็ไม่ต่างกัน”เด็กชายเอ่ยขึ้นพลางส่งสายตาสงสัยมาทางนี้ น้ำเสียงเขาค่อนข้างมั่นใจในตัวเองผมเสียหน้าจนไม่อยากอยู่ต่อ แต่ก็ไม่รู้จะปฏิเสธยังไง

            โชคดีที่อิสรากลับเข้ามาพอดีผมลุกขึ้นยืน แล้วกระซิบให้เธอฟังว่าอยากไปเที่ยวชมส่วนอื่นบ้าง

            “เดี๋ยวน้ากับน้าประชาขอตัวก่อนนะ”อิสราพูดขึ้นในที่สุด ไม่รู้ว่าเพราะสังเกตสีหน้าพะอืดพะอมได้หรือไม่เด็กชายพยักหน้ารับ

            “เดี๋ยวผมทำที่เหลือได้เองขอบคุณมากครับ คุยกับน้าประชาสนุกกว่าที่คิดทีแรก...ไว้วันหลังมาใหม่นะ”แซทเหล่มองด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ขณะเอ่ยชื่อผม

            “แน่นอน ไว้เจอกันใหม่”ผมยิ้มแห้งแกมใจดี แล้วรีบหมุนตัวเปลี่ยนสีหน้ามองบน

            สนุกแน่สิกูโดนอัดอยู่ฝ่ายเดียว ยังมาเยาะเย้ยกูอีก

            ผมบอกตัวเองรู้สึกว่าการสนทนาตลอด 20 นาทีที่ผ่านมาโดนบี้เกือบจะเละเป็นโจ๊ก ทั้งอายทั้งขำในตัวเองไม่คิดเลยว่าการลองเชิงสอนการบ้านเด็กอายุ 12 ปีจะท้าทายได้ถึงเพียงนี้

             

            พวกเราออกมายืนหน้าห้องปล่อยให้เด็กชายใช้สมาธิกับการบ้านตนเองต่อตามลำพัง ผมโล่งอกที่รอดมาได้อิสราบอกว่าเมื่อครู่แม่ของเธอเรียกลงไปช่วยดูโปรแกรมการท่องเที่ยวที่ครอบครัวของเธอวางแผนว่าจะไปช่วงต้นปีหน้าผมไม่ได้ถามต่อว่าตัดสินใจได้หรือยังว่าจะเดินทางไปประเทศไหนเธอเองก็ยังไม่กล้าชวนผม

            “ลองไปดูห้องเราไหม”อิสราชวนผม แม้น้ำเสียงจะดูราบเรียบเป็นปกติ แต่ทำให้ผมจินตนาการไปไกลธรณีเล่าว่าตอนมาที่บ้านอิสราก็ไม่เคยได้มีโอกาสขึ้นมาดูห้องนี้แสดงว่าผมเป็นคนพิเศษส่วนใหญ่จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ลึกซึ้งมักเริ่มต้นจากการชวนไปห้องนอนนี่แหละถ้าเป็นหนังไทยสมัยก่อนฉากนี้คงเป็นฉากที่พระเอกขืนใจนางเอกครั้งแรก ใจผมเต้นตึก ๆแบบไม่รู้ตัว กางเกงในแบบพิเศษที่ผมสวมมาได้ผลชะงัด ไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงใด ๆจากภายนอก เธอจ้องผมด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่มระหว่างรอคำตอบ ผมควรตอบอย่างไรดีถ้าปฏิเสธจะดูเป็นการรังเกียจรึเปล่า เธอคงไม่ได้คิดอะไรลึกหรอกแค่อยากให้ดูการตกแต่งกระมัง หรือว่าเธอกำลังลองใจผมว่าจะเป็นคนฉวยโอกาสหรือไม่อีก

            “ยังไงก็ได้แล้วแต่ท่านเลย” ผมหาทางออกจนได้

            “งั้นก็ไปกันเถอะ”อิสราไม่รอช้าดึงชายเสื้อผม แล้วนำเปิดประตูเข้าไปในห้องเพิ่งสังเกตว่าสัญญาณไฟของเครื่องเอวีเอสอีของเธอกำลังเปิดอัดอยู่ผมคงไม่กล้าทำมิดีมิร้ายอะไรเธอเป็นแน่

            เมื่อเข้ามาถึงก็ดูเป็นห้องนอนธรรมดาอันหนึ่ง แต่ดูทันสมัยแตกต่างจากส่วนอื่นในบ้านเตียงหกฟุตตั้งอยู่มุมหนึ่งของห้องหมอนนุ่มฟูถูกจัดเรียงเป็นระเบียบบนผ้าปูที่นอนสีขาว พับผ้าห่มไว้อย่างเรียบร้อยผิดกับผมที่ตื่นมาก็ม้วน ๆ กองไว้บนโซฟาทุกเช้าโต๊ะทำงานของอิสราสามารถพับเก็บไว้ได้ข้างผนังเมื่อยังไม่ได้ใช้

            มีเครื่องฉายภาพอันหนึ่งห้อยลงมาจากผนังตรงกลางห้องเธอเคยบอกผมว่าเจ้าแอทโมสเฟียร์เครื่องนี้สามารถเปลี่ยนบรรยากาศของห้องให้เสมือนทะลุมิติไปอยู่ที่ไหนก็ได้กลางป่าเขา กลางธรรมชาติ หรือในอวกาศ ในโฆษณาบอกไว้ว่ามันมีสองโหมดรูปแบบแรกคือการแสดงผลภาพพื้นหลังบนหน้าจอขนาดใหญ่ทั้งสี่ด้านและเพดานผ่านคำสั่งเสียง ได้ทั้งภาพสองมิติและฮอโลแกรมสามมิติแต่หากต้องการประหยัดพลังงานก็สามารถฉายภาพลงบนผนังเปล่าแทนได้แต่แสงจะเจิดจ้ากว่า และเกิดเงาบดบังได้ตอนเดินผ่านเหมาะกับช่วงกลางคืนที่นอนสงบนิ่งบนเตียง

            อิสราบอกให้ผมทำตัวตามสบายผมจึงเดินสำรวจชื่นชมศิลปะการตกแต่งโดยรอบ รู้สึกถึงตัวตนหญิงสาวได้อย่างดีตรงมุมหนึ่งของห้องมีชั้นหนังสือซึ่งทำจากพลาสติกแต่ตกแต่งให้ลายเหมือนไม้เป็นเอกลักษณ์ มีหนังสือหลากหลายประเภทเรียงเป็นตับทั้งความรู้ทั่วไป ประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ บ่งบอกความฉลาดและนิสัยรักการอ่านของเธอได้เป็นอย่างดีไม่แปลกที่เธอจะยกคำคมจากหนังสือเหล่านี้มาพูดบ่อย ๆ

            “ถ้าท่านสนใจเรื่องไหนก็ยืมไปอ่านได้นะ” อิสราแสดงความมีน้ำใจผมกวาดตาดูก็ไม่รู้สึกว่ามีเล่มไหนที่ดูคุ้นเคยเมื่อพลิกดูปีที่พิมพ์ก็พบว่าส่วนใหญ่เกิดขึ้นหลังจากปี 2020 ที่ผมจากมา

            { ผมถือวิสาสะหยิบเล่มหนึ่งที่สะดุดตาบนชั้นออกมาดูเป็นตัวอย่าง

            THE MURDERER GAME

            BETA PARTICLE

            ชื่อเรื่องเขียนเต็มหน้าปกสีแดงดำซึ่งไร้รูปประกอบใด ๆพอพลิกดูปกหลังจึงรู้ว่าเป็นนวนิยายที่เขียนเมื่อ 50ปีก่อนเท่าที่ผมรู้คือยุคนี้คนกว่า 80% ไม่นิยมอ่านหนังสือในรูปแบบเล่มอีกแล้วเพราะพกพาลำบากแม้ร้านขายหนังสือเก่าก็มักสแกนเก็บเป็นอีบุ๊กหมดแล้วถ้าอยากได้สัมผัสสมจริงไม่ได้ดูผ่านจอภาพ ก็แค่เข้าไปในโลกเสมือนก็ทำได้หน้ากระดาษกับปกดูใหม่เกินกว่าอายุของหนังสือ หญิงสาวไขข้อสงสัยให้ผมฟังภายหลังว่าเธอใช้เครื่องพิมพ์สามมิติสร้างออกมาสะสมไว้เอง หลงใหลผิวสัมผัสลื่นมันของกระดาษตอนพลิกหน้าราวกับมีมนต์ขลังบางอย่างพ่อแม่ซื้อเครื่องพิมพ์สามมิติไว้ผลิตของเล่นให้อิสราตั้งแต่ตอนเป็นเด็กตกทอดเรื่อยมาจนถึงรุ่นของแนรี่และแซท จากนั้นก็เก็บเข้ากรุ ไม่ได้ใช้อีก เธอเพิ่งหยิบมันจากห้องเก็บของมาปัดฝุ่นใช้พิมพ์หนังสือพวกนี้ตอนนี้เก็บใส่กล่องวางไว้ชั้นบนสุดของตู้ สาเหตุที่ไม่ซื้อใหม่ก็เพราะไม่คุ้มค่าสู้ไปซื้อของที่ผลิตมาแล้วจากห้างราคาถูกกว่า

            “ดร.เบต้าเขียนหนังสือเล่มนี้ตั้งแต่ตอนที่เขาเป็นวัยรุ่นแล้วเขาเคยให้สัมภาษณ์ว่าเขียนเอง ไม่ได้ใช้เอไอด้วยนะ เราลองอ่านดูแล้วเข้าใจเลยภาษาไม่ได้สละสลวยถึงขั้นเพอร์เฟกต์เนื้อเรื่องก็ไม่ได้หวือหวา แต่ที่เราสนใจเพราะเขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เรานับถือ”อิสราเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นผมหยิบมันมาดูอย่างสนใจ

            “อ้าว ตกลงเป็นชื่อคนหรอกเหรอนึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของชื่อหนังสือซะอีก”ผมรู้สึกยังไม่คุ้นชินกับชื่อแปลกประหลาดของคนยุคนี้สักที

            “ใช่ ดร.เบต้า พาร์ติเคิล (Dr.BetaParticle)ผู้โด่งดังไง เขาเป็นหนึ่งในทีมงานที่พัฒนาเกมเดอะเมเยอร์รุ่นแรก” หญิงสาวชี้แจงผมแกล้งทำทีเป็นพยักหน้าอือออ แล้วสอดหนังสือกลับไปในช่องว่างที่เดิม }

            สายตาผมไปสะดุดกับอีกเล่มหนึ่งจึงดึงออกมาจากชั้นปกหนังสือที่มีรอยยับและฉีกขาดบางส่วนถูกห่อหุ้มด้วยพลาสติกใส 

            การแข่งขันในระบอบเผด็จการ (TheDictatorship’s Game) เขียนโดย คำมียืนยง

            “ท่านเคยอ่านเล่มนี้ไหม”อิสราชะเง้อมองหนังสือในมือผม

            “ไม่เคย”ผมไม่เคยได้ยินชื่อหนังสือหรือชื่อผู้เขียนมาก่อน แต่พอพลิกดูคร่าว ๆเกี่ยวกับเนื้อหาในหนังสือ แล้วรู้สึกคุ้น ๆ อย่างบอกไม่ถูกมันมีบางจุดที่คล้ายกับบทความที่ปฐพีเคยเขียนไว้ตอนนั้นเพื่อนวัยเด็กของผมตั้งชื่อบทความว่า ‘เผด็จการแอบแฝง’

            “ไม่แปลกหรอกคำมี ยืนยง เขียนไว้ตั้งแต่ปี 2030 แล้วเราไปเจอที่งานเลหลังขายหนังสือเก่า ไม่รู้ว่าตอนนี้ทั้งประเทศเหลือกี่เล่ม”

            “เราจะไม่มีทางตัดสินความดีของผู้เล่นได้เลยภายใต้การแข่งขันที่อยู่ภายใต้อำนาจบางอย่าง” จู่ ๆ ผมก็พึมพำเปรยออกมาอิสราเบิกตาโพลงด้วยความสนใจใคร่รู้

            “ทำไมท่านรู้ล่ะที่บอกเมื่อกี้คือใจความของหนังสือเลยนะ ท่านไม่เคยอ่านจริง ๆ เหรอ”

            “ไม่เคยอ่านจริงๆ สงสัยเราไปได้ยินมาจากที่ไหนสักที่ในอินเทอร์เน็ต จำไม่ได้แล้ว” ผมแก้ตัวประโยคที่ผมบอกไปคือสิ่งที่ปฐพีเคยบอกผม ไม่มีทางเป็นงานชิ้นเดียวกันได้เพราะว่าบทความที่เพื่อนผมเขียนไว้มีแค่ห้าหน้ากระดาษ ยกเว้นว่าคนชื่อ ‘คำมี’จะคัดลอกเอาผลงานมาขยายความเพิ่มเติมพิมพ์เป็นหนังสือของตนเองแต่ตอนนี้จะไปถามเขาก็ไม่ได้ เพราะ ดร.ปฐพี อสัตตาผู้ร่วมก่อตั้งองค์กรวิจัยเมด้าโดนรถชนเสียชีวิตไปแล้ว ตั้งแต่ปี 2035ถ้าเขายังอยู่แล้วรู้ว่าผลงานที่เคยทำไว้โดนขโมยไอเดียคงโวยวายแน่

            “ท่านจะยืมไปอ่านก็ได้นะ”อิสราบอก สีหน้าดูจริงใจ

            “ไม่เป็นไรหรอกแค่อ่านข่าวสรุปเนื้อหาทุกวันนี้ก็แทบตายแล้ว” ผมตอบติดตลกแล้วสอดหนังสือกลับเข้าที่เดิม เมื่อดูไปจนสุดขอบทางขวามือสายตาผมก็เหลือบไปเห็นกระเป๋ารูปทรงเฉพาะตัววางอยู่ในซอกหลืบหลังตู้หนังสือ

            “ท่านมีเจ้านี่ด้วยเหรอ”ผมชี้ไปที่กีตาร์ที่เก็บไว้อย่างดีในกระเป๋าที่แอบอยู่หลังตู้หนังสือ

            “อยากลองหัดเล่นดู เลยลองหาคอร์สในอินเทอร์เน็ตปกติตั้งแต่เด็กมาเราเล่นแต่ของปลอมมาโดยตลอด ทดลองทั้งแบบฮอโลแกรมกับในซิมูเลชันมาแล้วสักพักก็เบื่อตอนมัธยมเลยลองเข้าชมรม จับของจริง แต่ก็ยังอดใช้เอไอช่วยเล่นไม่ได้ตอนนี้เลยอยากลองเปลี่ยนทำอะไรใหม่ ๆ บ้าง”

            อิสราบอกตรงตามข้อมูลที่ผมรับรู้มายุคนี้คนไม่ค่อยสนใจเล่นดนตรีแล้ว เพราะเครื่องดนตรีทุกชนิดมีแบบเล่นอัตโนมัติโดยออกคำสั่งว่าจะให้เล่นเพลงอะไร เล่นสไตล์ไหน คุณแค่ฝึกฝนการแสดงเป็นนักดนตรีทำท่าทางให้สมจริง ซึ่งง่ายกว่าการฝึกเล่น ผู้ชมที่เป็นมือสมัครเล่นก็จะแยกไม่ออกว่าเสียงนั้นมาจากความสามารถของคุณหรือเอไอ ทว่าอาชีพนี้ไม่ทำเงินอาจจะไส้แห้งได้ง่าย ๆ เคยมีการแข่งขันเล่นกีตาร์ระหว่างคนกับหุ่นยนต์ โดยเชิญเหล่านักดนตรีที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกเก้าคนมาฟังแต่เสียงโดยห้ามเห็นหน้าจากนั้นให้เล่นเพลงเดียวกัน แล้วก็ให้คะแนนตามความไพเราะและเทคนิค ลีลาที่พลิ้วไหวปรากฏว่าหุ่นยนต์ชนะไปด้วยคะแนนหกต่อสาม ข่าวนี้ดังไปทั่วโลกตั้งแต่นั้นมาคนก็เลยไม่ฝึกเล่นกีตาร์อีกเพราะว่าเสียเวลาโปรแกรมสำเร็จรูปง่ายกว่า ทำนองเดียวกับการพูดภาษาอังกฤษถูกทดแทนด้วยโปรแกรมแปลภาษาอย่างสมบูรณ์วิชาบังคับในโรงเรียนจึงกลายเป็นวิชาเลือกอิสระแทน

            “แล้วท่านเรียนถึงไหนแล้ว”ผมลองหยั่งถามเธอดู

            “ยังเล่นไม่เป็นเพลงเลย...จริงด้วยสิเราเคยได้ยินว่าท่านเล่นกีตาร์เป็น เล่นให้เราฟังหน่อยได้ไหม”

            “ได้สิ” ผมตอบในทันทีสาบานได้ว่าไม่มีแผนจะเสนอตัวเป็นครูเพื่อเข้าใกล้หญิงสาวเลยจนกระทั่งเธอเป็นคนเอ่ยปากก่อนผม อย่างน้อยก็มีสิ่งหนึ่งที่ทำได้ดีกว่าเธอผมแกะกีตาร์โปร่งออกมานั่งลงริมขอบเตียงของเธอ ไม่แน่ใจว่าเป็นรุ่นไหนถ้าให้ใกล้เคียงสุดก็เป็น KazukiLite รุ่น Top Solid ซึ่งมีรูปทรงมาตรฐาน Dreadnought Cutaway เหมาะสำหรับการโซโล่จากนั้นก็เริ่ม ผมเริ่มต้นดีดเบา ๆ จากนั้นก็ตีคอร์ด ผมเลือกเพลง ‘ปล่อย’ของหนุ่ม กะลา ซึ่งเป็นหนึ่งในเพลงโปรดจังหวะที่ช้าถึงปานกลางเข้ากับบรรยากาศอย่างน่าประหลาดที่สำคัญคืออารณ์ความโศกเศร้าที่แฝงอยู่ในบทเพลง  

            “...ปล่อยความคิดทิ้งไว้ให้ใจไม่ต้องคิด...ปล่อยชีวิต ไปตามแต่โชคชะตา...”ปากผมร้องเนื้อเพลงออกไปเอง เกินคำสั่งของหญิงสาว แม้ว่าเสียงจะไม่ได้ดีมากนักแต่ผมก็มั่นใจว่าไม่ผิดคีย์

            อิสรานั่งลงบนพื้นบนเสื่อไหมพรมเงยมองผมที่กำลังก้มหน้าดีดกีตาร์อย่างตั้งใจเหมือนเป็นผู้ชมที่กำลังดูจากล่างเวที

     

    ปล่อยให้เธอได้เจอทางที่ดี

    ปล่อยให้เธอได้มีชีวิตใหม่

    ปล่อยให้การเฝ้ารอของเธอได้เจอจุดหมาย

    ปล่อยความรักนำทางให้เธอ

             

            เธอยิ้มให้ผมด้วยแววตาซาบซึ้งตลอดการฟังเพลงบางทีเธออาจสัมผัสได้ถึงความขมขื่นที่ซ่อนไว้ในทุกคอร์ดและทุกถ้อยคำที่เปล่งออกมา

            “ปล่อยความรักให้เป็น แค่คำเพ้อเจ้อ...ปล่อยฉันให้ละเมอ”ผมร้องท่อนสุดท้ายแล้วเล่นท่อนเอาต์โทร เสียงกีตาร์จบลง ความเงียบปกคลุมชั่วอึดใจหนึ่งก่อนอิสราจะกล่าวชมพร้อมกับปรบมือ

            "เพลงเพราะจัง" อิสรายิ้มกว้างพยายามคลายความอึดอัด กว่าจะถึงจุดนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายผมนึกถึงสมัยมัธยมปลายตอนที่ปฐพีสอนเล่นทุกเย็นหลังเลิกเรียนไม่ใช่คนมีพรสวรรค์อะไร กว่าจะเล่นได้ขนาดนี้ใช้เวลาฝึกเป็นปี ๆ จนนิ้วด้าน

            “เพลงนี้มีความหมายอะไรต่อท่านรึเปล่าเห็นท่านน้ำตาคลอ”

     


    [1]Burden of proof คือหน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในคดีความที่ต้องนำพยานหลักฐานมาแสดงต่อศาลเพื่อให้ศาลเชื่อในข้อเท็จจริงที่ตนกล่าวอ้าง

    คล้ายกับเรื่องประชา : 2090 (จบแล้ว) ที่คุณอ่าน

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    หมื่นจักรภพสยบราชันย์

    หมื่นจักรภพสยบราชันย์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.77M 4643
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    [จบแล้ว] นครแห่งบาป - City of Sin

    [จบแล้ว] นครแห่งบาป - City of Sin

    นิยาย แฟนตาซี
    282K 1440
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    377K 775
    สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    791K 1635
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    อหังการยอดคนเหนือยุทธ

    อหังการยอดคนเหนือยุทธ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    423K 2687