ภารกิจเลี้ยงสามียุค 70

    ตอนที่ 19: แก้แค้น

    หลังจากต่อสู้ไปได้สักพักฉู่เฉิงที่มีกำลังน้อยกว่าก็ต้องพ่ายแพ้ไป หนังสือนิทานที่อยู่ในกระเป๋าถูกแย่งชิงไปแล้ว ฉู่เฉิงรู้สึกโกรธจนปอดแทบจะระเบิด เขาถูกบดขยี้ลงไปกับพื้นและได้แต่จ้องมองเด็กผู้ชายที่เป็นหัวโจกเปิดหนังสือของเขาอ่านไปมาก่อนจะโยนหนังสือของเขาลงไปบนพื้นแล้วเหยียบลงไปอีกหลายครั้ง ดวงตาของเด็กน้อยทอประกายวาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะ ฟันของเขาบดเข้าหากันแน่นจนได้ยินเสียงกึกๆ ใบหน้าดุดันจ้องมองใบหน้าของคนทั้ง 4 แล้วสลักมันเอาไว้ในใจ  หลินซีเห็นว่าพระอาทิตย์ใกล้จะลับหุบเขาไปแล้วแต่ฉู่เฉิงก็ยังไม่กลับบ้านจึงรู้สึกร้อนรนขึ้นมาในใจ แต่ขณะที่กำลังจะออกไปดูเธอก็พบกับฉู่เฉิงที่แบกตะกร้าเดินกะเผลกๆกลับมาด้วยสภาพสะบักสะบอม หลินซีตื่นตกใจแล้วรีบเข้าไปรับตะกร้าที่เขาแบกเอาไว้บนหลังก่อนถามขึ้น “เกิดอะไรขึ้น? ทะเลาะกับคนอื่นมาเหรอ” ฉู่เฉิงพยายามฝืนยิ้มพูดออกมา “ไม่มีอะไรหรอกครับ ผมแค่ไม่ระวังจนลื่นล้มเฉยๆ” หลินซีมองบาดแผลบนใบหน้าของเขาแล้วรู้สึกว่ามันไม่เหมือนลื่นล้มเลยสักนิด แต่เมื่อเธอกำลังจะไล่ถามต่อไปฉู่เฉิงก็พูดขึ้นมาก่อน “พี่ครับ ให้ผมไปล้างเนื้อล้างตัวก่อนได้ไหมครับ?” หลินซีถอนหายใจออกมาแล้วไปต้มน้ำร้อนให้เขาเพื่อช่วยเขาเช็ดล้างทำความสะอาดบาดแผล ว่าแล้วเธอก็ยังไม่ค่อยวางใจเท่าไรจึงพาเขาไปหาหมอซ่ง หมอซ่งเป็นคนมีประสบการณ์ แค่มองปราดเดียวเขาก็รู้แล้วว่าเด็กคนนี้ไปทะเลาะต่อยตีกับคนอื่นมา แต่เพราะฉู่เฉิงขอร้องเอาไว้หมอซ่งจึงไม่ได้พูดออกไปแล้วให้ยาเขาไปกิน แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังเตือนอีกฝ่ายว่าไม่ควรมีเรื่อง ฉู่เฉิงตกปากรับคำ ยังดีที่บาดแผลทั้งหมดล้วนเป็นบาดแผลภายนอก คอยดูแลรักษาไม่กี่วันก็คงหายดี หลังจากกินข้าวเย็นแล้วฉู่เฉิงก็บ่นว่าเหนื่อยและอยากเข้านอนเร็วหน่อย คำถามต่างๆที่หลินซีอยากจะถามล้วนติดอยู่ในลำคอ เธอรู้ดีว่าเด็กคนนี้กำลังหลบเลี่ยง แต่พอคิดคิดดูแล้วเด็กอายุ 10 ขวบก็คงมีความคิดเป็นของตัวเอง ตัวเธอคงไม่จำเป็นต้องถามลึกลงไปถึงต้นตอ ดังนั้นเธอจึงได้แต่บอกให้เขาพักผ่อนให้มากๆ ถ้ารู้สึกไม่สบายตรงไหนก็ให้บอก ฉู่เฉิงรับคำแล้วกลับไปนอนที่ห้องของตัวเอง  กลางดึกในยามที่ทุกคนกำลังหลับใหล ฉู่เฉิงนอนเบิกตาโพลงไม่มีวี่แววง่วงงุนแม้แต่น้อย จากนั้นเขาก็หยิบหนังสือนิทานแสนรักเล่มน้อยออกมา หนังสือนิทานในตอนนี้เปลี่ยนไปจนไม่เหลือเค้าเดิม หน้ากระดาษหลายหน้าหลุดออกไป และยังมีอีกหลายหน้าที่ถูกฉีกจนเสียหาย ฉู่เฉิงนำส่วนที่ถูกทำลายกลับมาด้วย เขามองหนังสือที่มีสภาพยับเยินก่อนที่เพลิงโทสะจะลุกโชนขึ้นมาในใจของเด็กน้อยและกลืนกินสติรับรู้ของเขาไปจนหมดสิ้น ตั้งแต่เล็กจนโตเขามีของของตัวเองอยู่ไม่มาก นี่เป็นของที่พี่สาวซื้อให้เขา มันจึงนับว่าเป็นสมบัติล้ำค่าของเขา นี่เป็นของของเขาแท้ๆทำไมมันถึงได้ถูกทำลายจนเป็นแบบนี้ได้? ฉู่เฉิงรีดรอยยับบนหนังสือให้เรียบก่อนจะนำหน้ากระดาษที่หลุดออกไปสอดกลับคืนที่เดิม เขาจ้องมองหนังสือเล่มนั้นอยู่นานก่อนจะค่อยๆเดินออกไปจากประตู  กลางดึกเงียบสงัดไม่ใช่อุปสรรคสำหรับเด็กตัวน้อยคนนี้ เขาอาศัยแสงสว่างของดวงจันทร์เดินผ่านเข้าไปในหมู่บ้าน  เช้าวันต่อมาในหมู่บ้านมีเสียงโหวกเหวกโวยวายดังขึ้นมา ผู้แทนฯถังถูกล้อมหน้าล้อมหลังไปด้วยครอบครัวจำนวนหนึ่ง เมื่อคืนมีโจรขึ้นบ้านพวกเขาและขโมยสิ่งของในบ้านไป พวกผู้หญิงพากันร้องไห้และก่นด่าเสียงดังจนทำให้ผู้แทนฯถังปวดหัวไปหมด แต่ถึงอย่างนั้นก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี เขาต้องจัดการเรื่องนี้แน่ แต่ก่อนอื่นคงต้องปลอบโยนคนพวกนี้ก่อนแล้วค่อยสอบถามเหตุการณ์อย่างละเอียด จากนั้นค่อยไปตรวจสอบดูบ้านแต่ละหลัง หลินซีไม่ได้ติดต่อกับคนในหมู่บ้านมากนัก เธอรู้เรื่องนี้ก็ตอนที่หลิวเสียมาเตือนเธอนั่นเอง หลินซีรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาเล็กน้อยจึงดึงฉู่เฉิงมาถาม “ในหมู่บ้านของพวกเรามีใครมือเท้าไม่สะอาดบ้าง?” ฉู่เฉิงตกตะลึงไปเล็กน้อยก่อนเอ่ยปากถามขึ้นมา “พี่ครับ เกิดอะไรขึ้น?” หลินซีลุกลี้ลุกลนเล็กน้อย “เธอรู้อะไรก็บอกฉันมานะ ฉันจะได้เตรียมการป้องกัน ถ้าขโมยขึ้นบ้านของพวกเราจะทำยังไง?” ฉู่เฉิงคิดไม่ถึงว่าเรื่องนี้จะทำให้หลินซีตกใจ เขาจึงเอ่ยปากปลอบขวัญออกไป “พี่ครับ ไม่มีขโมยอะไรหรอก พี่ไม่ต้องกลัวนะครับ” “ไม่ใช่ว่ามีคนโดนขโมยขึ้นบ้านหรอกเหรอ? ถ้าไม่มีขโมยแล้วจะถูกปล้นได้ยังไง” หลินซีถาม  “บางทีเขาอาจจะทำเรื่องเลวร้ายเอาไว้มากก็เลยถูกกรรมตามสนองก็ได้” ฉู่เฉิงพูดออกมาด้วยสีหน้าราบเรียบ  หลินซีมองฉู่เฉิงพลางรู้สึกว่าคำพูดของเด็กคนนี้แปลกๆ ฉู่เฉิงรู้ดีแก่ใจเพราะเขาเป็นคนทำเรื่องนี้ด้วยตัวเอง เมื่อวานเขาเดินทางไป ‘เยี่ยมเยียน’ บ้านของครอบครัวทั้ง 4 พวกนั้นก็คือครอบครัวของคนที่ทำหนังสือของเขาเละเทะไม่มีชิ้นดีนั่นเอง มี 2 ครอบครัวที่ถูกเขาดึงผักออกมาจากแปลงผักจนเกลี้ยง อีกครอบครัวหนึ่งก็ถูกขโมยไก่ที่เลี้ยงไว้มา 1 ตัว ส่วนครอบครัวที่ค่อนข้างยากจนอีกครอบครัวหนึ่งก็ไม่มีอะไรในบ้านเลยสักอย่าง เขาจึงได้แต่ปล่อยไป ผักที่เขาขโมยมาได้เขาก็เอาไปเก็บไว้ที่ห้องเก็บของ ส่วนไก่ตัวนั้นก็ถูกเขาซ่อนเอาไว้แล้ว  ทั้ง 3 ครอบครัวถูกโจรปล้นภายในชั่วข้ามคืน เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่ไปทันที ผู้คนในหมู่บ้านต่างพากันเดาสุ่มว่าใครเป็นคนทำ แต่ไม่มีใครสงสัยฉู่เฉิงตัวน้อยเลยแม้แต่คนเดียว ผู้แทนฯถังเอาแต่วุ่นวายตรวจสอบเรื่องนี้ขณะที่ฉู่เฉิงยังคงใช้ชีวิตไปตามปกติ แต่เพราะฉู่เฉิงได้รับบาดเจ็บหลินซีนจึงไม่ยอมให้เขาออกจากบ้านและให้เขาอยู่บ้านอ่านหนังสือไปเงียบๆ เด็ก 2 คนจากบ้านของผู้แทนฯถัง ถังเสี่ยวเหม่ยและถังซูมักจะมาเล่นกับฉู่เฉิงเสมอ ฉู่เฉิงมองสองคนพี่น้องด้วยใบหน้าเรียบเฉย หลินซีเห็นว่ามีเด็กๆมาเล่นกับฉู่เฉิงก็รู้สึกดีใจจึงนำน้ำและของว่างออกมาให้ราวกับเด็ก 2 คนนั้นมาเล่นกับตัวเธอเอง ฉู่เฉิงจ้องมองภาพเหล่านั้นแล้วขมวดคิ้วขึ้นมาขณะที่ในใจของเขาก็รู้สึกไม่ชอบใจไปด้วย  หลินซีดึงฉู่เฉิงที่นิ่งอยู่นานมาพูดด้วย “เธอเล่นกับพวกเขาดีๆนะ เดี๋ยวพี่จะเอาหนังสือมาให้เธออีก 2 เล่ม พวกเธออ่านด้วยกันได้ไหม?” เด็กพวกนี้ไม่มีของเล่นหลินซีเลยไปเอาหนังสือออกมาให้พวกเขาอ่านแก้เบื่อ คิ้วของฉู่เฉิงขมวดเป็นปมแน่นยิ่งขึ้น หลินซีรู้ดีว่าเขาเริ่มหวงของขึ้นมาแล้วจึงเข้ามาปลอบโยน “เล่นกับพวกเขาหน่อยเถอะ กลับไปแล้วพี่จะซื้อหนังสือซื้อของเล่นให้เธออีก ตกลงไหม?” ฉู่เฉิงรู้ถึงความตั้งใจของหลินซีจึงได้ฝืนยิ้มออกมา “ได้ครับ” ภายในสวนเด็กทั้ง 3 คนถือหนังสือนิทานเอาไว้คนละเล่ม ถังเสี่ยวเหม่ยและถังซูล้วนได้เรียนหนังสือ ทำให้การอ่านอักษรของพวกเขาไม่มีปัญหา ทั้งสามคนจึงอ่านหนังสือไปเงียบๆ หลินซีเข้าไปทำอาหารภายในครัว ฉู่เฉิงกำลังจะเข้าไปช่วยแต่ก็ถูกหลินซีไล่ออกไปเสียก่อนเพราะอยากให้เขาไปเล่นกับพวกเพื่อนๆ ฉู่เฉิงเริ่มรู้สึกโกรธพลางมองไปยังสองพี่น้องนั่นด้วยสีหน้าถมึงทึง ถังเสี่ยวเหม่ยรู้สึกหวาดกลัวฉู่เฉิงขึ้นมาเล็กน้อย เขามักจะทะเลาะกับเด็กๆในหมู่บ้านเป็นประจำและยังมีนิสัยดุร้ายมากด้วย แต่ถังซูกลับไม่ค่อยสนใจเท่าไร การมีหนังสือนิทานให้อ่านนับเป็นเรื่องที่ทำให้เขามีความสุขมาก เขาจึงดื่มด่ำกับเรื่องราวที่อยู่ภายในหนังสือโดยไม่ได้รู้สึกถึงอะไรทั้งสิ้น  เมื่อถึงเวลากินข้าวเที่ยงหลินซีก็ชักชวนเด็กทั้งสองคนมาร่วมกินอาหารเที่ยงด้วยกันอย่างกระตือรือร้น ถังเสี่ยวเหม่ยโตแล้วจึงค่อนข้างรู้ความ ดังนั้นเธอจึงอยากกลับบ้านมากกว่า แต่ถังซูคนโง่กลับมองซุปลูกชิ้นที่กำลังส่งกลิ่นหอมอบอวลออกมาโดยไม่ยอมก้าวขาออกไปไหนแม้แต่ก้าวเดียว สุดท้ายแล้วบนโต๊ะตัวนั้นก็มีคน 4 คนนั่งล้อมวงกันด้วยสีหน้าที่แตกต่างกันออกไป ฉู่เฉิงหน้าบึ้ง หลินซียิ้มหวาน ถังเสี่ยวเหม่ยอับอายเล็กน้อย ส่วนถังซูก็กำลังตื่นตาตื่นใจ  หลินซีเห็นว่าถังเสี่ยวเหม่ยมีท่าทางแก้ๆกังๆจึงเป็นคนคีบอาหารให้เธอเอง ฉู่เฉิงจึงฉวยโอกาสในตอนที่หลินซีไม่ทันสังเกตเห็นปรายสายตาคมกริบเหมือนใบมีดไปทางถังเสี่ยวเหม่ย ถังเสี่ยวเหม่ยตกใจจนหัวใจเต้นตูมตามและไม่กล้าแม้แต่จะขยับตะเกียบ หลิ่วชุนเยี่ยนตามมาเรียกเด็กๆกลับไปกินอาหารเที่ยงที่บ้าน แต่สุดท้ายเธอกลับพบว่าเด็กทั้งสองคนกำลังกินข้าวอยู่ที่บ้านของคนอื่น ตรงหน้าเจ้าเด็กโง่ของเธอมีซุปลูกชิ้นถ้วยใหญ่วางอยู่ เสียงกิน “อึกๆ” ของเขาฟังดูน่าขายหน้าจริงๆ และมันก็ทำให้เธอคิดว่าเธอจะต้องอบรมสั่งสอนลูกชายเสียหน่อยแล้ว หลินซีรีบเข้าไปไกล่เกลี่ยแล้วบอกว่าตัวเองเป็นคนบอกให้เด็กๆอยู่ทานข้าวเที่ยงด้วยกัน จากนั้นก็โน้มน้าวให้หลิ่วชุนเยี่ยนกลับไปก่อน เมื่อเด็กทั้งสองคนกินอาหารเที่ยงจนเรียบร้อยแล้วหลินซียังบอกอีกว่าให้พวกเขามาเล่นด้วยกันอีกในครั้งหน้า ถังซูพยักหน้าหงึกหงักแล้วสัญญากับหลินซีว่าเขาจะต้องมาอีกแน่ แต่ถังเสี่ยวเหม่ยจอมขี้ขลาดกลับรีบลากน้องชายของตัวเองวิ่งกลับบ้านไปทันที หลินซีส่งเด็กทั้งสองคนกลับบ้านไปแล้วก็หันมาลูบหัวฉู่เฉิงพร้อมพูดขึ้น “ดีใจไหมที่มีคนมาเล่นกับเธอ?” ฉู่เฉิงยิ้มๆ หลินซีจึงคิดว่าเขาน่าจะดีใจโดยไม่รู้เลยว่าฉู่เฉิงกำลังคิดว่าครั้งต่อไปจะไล่คนพวกนั้นออกไปยังไงดี น่ารำคาญจริงๆ หนังสือก็มีแค่ไม่กี่เล่ม อ่านไปได้ไม่กี่วันก็คงรู้สึกเบื่อหน่าย หลินซีคิดว่าฉู่เฉิงไม่มีของเล่นอะไร วันๆเอาแต่อ่านหนังสือคงจะน่าเบื่อเกินไป เธอจึงคิดจะหาวิทยุมาสักเครื่องจะได้ฟังรายการออกอากาศทุกวัน ฉู่เฉิงไม่ได้รู้สึกเบื่อหน่ายเลยสักนิด เขาเห็นว่าใกล้จะถึงฤดูหนาวแล้ว แต่ละบ้านก็เริ่มทำผักตากแห้งแล้วเช่นกัน ฉู่เฉิงเป็นคนรับผิดชอบจัดการเรื่องต่างๆในแปลงผักเพราะหลินซีไม่ค่อยคุ้นเคยกับมัน ดังนั้นเมื่อเห็นฉู่เฉิงจัดการได้เป็นอย่างดีเธอจึงไม่รู้สึกกังวล ด้วยเหตุนี้เธอจึงไม่รู้ว่าในโรงนามีไก่และพืชผักเพิ่มขึ้นมาอีกมาก  หลินซีเรียกระบบออกมา หลังจากระบบได้ทำการอัพเดทแล้วหลินซีก็สามารถสื่อสารกับระบบได้ด้วยตัวเอง เธอตรวจสอบร้านค้าระบบสักพักจนพบว่าในนั้นมีวิทยุเครื่องหนึ่งราคา 200 เหรียญทอง หลินซีแอบด่าระบบอยู่ในใจว่าเจ้าร้านค้าใจดำ ตอนนี้เหรียญทองของเธอมีไม่ถึง 100 เหรียญด้วยซ้ำ ยังขาดไปอีกมากทีเดียว  จากนั้นหลินซีจึงคิดเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ “ที่นายยื่นเรื่องไปให้กับสมองหลักเมื่อครั้งก่อนเป็นยังไงบ้าง?” หลินซีอยากได้เหรียญทอง ตอนนี้เธอขัดสนจริงๆนะ! ระบบส่งเสียงหัวเราะเยาะหลินซีคนตื้นเขินออกมาเงียบๆก่อนพูดขึ้น “ฟังก์ชั่นช่วยเหลือที่เปิดใช้งานก็คือระบบรักษาพยาบาล จากนี้ไปถ้าเธอกับฉู่เฉิงป่วยก็ไม่จำเป็นต้องไปหาหมออีกแล้ว ระบบจะช่วยเธอทำการวินิจฉัยโรคและรักษาให้เอง” “ฟรีหรือเปล่า?” หลินซีถูกระบบต้มมาหลายรอบแล้วเธอจึงรู้ว่าระบบใจดำแค่ไหน “ใช่สิ” เมื่อได้ยินระบบพูดแบบนั้นในใจของหลินซีจึงสงบลง เพราะถ้าเหรียญทองมีไม่พอใช้มันก็คงทำอะไรไม่ได้ “แล้วระบบนี้ใช้ยังไงล่ะ?” หลินซีถาม  ระบบตอบกลับมา “เธอก็แค่บอกว่าฉันจะต้องวินิจฉัยโรคให้ใคร พอระบบสแกนหาคนคนนั้นได้แล้วก็จะทำการวินิจฉัยโรคทันที ขั้นตอนการใช้ง่ายมากๆ” เพื่อยืนยันคำพูดของระบบหลินซีเลยเรียกฉู่เฉิงมา จากนั้นระบบก็ทำการสแกนฉู่เฉิง ไม่นานผลการวินิจฉัยโรคก็ปรากฏขึ้นมา หลินซีพูดอะไรบางอย่างกับฉู่เฉิงอยู่ 2 ประโยคก่อนจะบอกให้เขาออกไปเล่น ฉู่เฉิงรู้สึกงุนงงเล็กน้อย แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยอมทำตามคำพูดของพี่สาวอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง  ในผลการวินิจฉัยมีค่าชี้วัดต่างๆในร่างกายของฉู่เฉิง หลินซีสังเกตเห็นว่าในผลการวินิจฉัยโรคระบุว่าฉู่เฉิงตัวเล็กกว่าเด็กวัยเดียวกันเล็กน้อยและยังมีพัฒนาการช้า แนะนำว่าควรจะเพิ่มสารอาหาร หลินซีเข้าใจว่านี่เป็นเพราะร่างกายของเขาทรุดโทรมไปในช่วงก่อนหน้านี้ ถึงตอนนี้หลินซีจะทำอาหารตามปกติให้ฉู่เฉิงแล้วแต่ก็ดูเหมือนจะยังไม่พอ จากนั้นหลินซีก็ให้ความสำคัญกับการจัดอาหาร 3 มื้อต่อวัน ภารกิจที่เธอต้องทำก็คือการเลี้ยงฉู่เฉิงให้อุดมสมบูรณ์ ฉู่เฉิงกินอาหารที่หลินซีทำให้ด้วยความตั้งใจพลางรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องเพราะกลัวว่าตัวเองจะกินจนพี่สาวไม่มีกิน แต่คำพูดเหล่านั้นอย่าเพิ่งพูดออกไปเลยจะดีกว่า  ตอนนี้หลินซีเอาแต่คิดเรื่องการซื้อวิทยุ วิทยุที่อยู่ในร้านค้าระบบมีราคาแพงเกินไปเธอคงซื้อไม่ไหว ดังนั้นเธอก็เลยตัดสินใจจะเข้าไปดูในเมือง ฉู่เฉิงรู้ว่าหลินซีจะเข้าไปในเมืองจึงถามขึ้น “พี่ครับ พาผมไปด้วยได้ไหม?” หลินซีรู้สึกขำเล็กน้อย สีหน้าแสดงออกว่าอยากไปด้วยชัดซะขนาดนั้น ทำไมยังต้องเอ่ยปากถาม หลินซีจึงแกล้งเขากลับ “ครั้งนี้ไม่เป็นไร ฉันไปเองได้” ฉู่เฉิงได้ยินดังนั้นใบหน้าของเขาก็ฉายแววผิดหวังขึ้นมาเล็กน้อย เขาก้มหน้าต่ำเหมือนลูกสุนัขถูกรังแกจนทำให้หลินซีต้องมองเขาอย่างสนใจแล้วลูบใบหน้าของเขาเบาๆ พร้อมพูดขึ้น “ล้อเล่นน่า พวกเราไปด้วยกันเถอะ” ฉู่เฉิงเผยรอยยิ้มหวานออกมาทันที แต่ไม่นานเขาก็ต้องยิ้มไม่ออก เพราะในตอนเช้ามีคนนั่งอยู่บนรถไถนาจำนวนไม่น้อย ยุวปัญญาชนหลายคนก็จะเข้าเมืองไปเหมือนกัน หยวนเฮ่อมองเห็นหลินซีและฉู่เฉิงก็ส่งเสียงทักทายออกมาทันที “หลินซี มานั่งตรงนี้สิ” หลินซีดึงฉู่เฉิงไปนั่งข้างๆหยวนเฮ่อ ฉู่เฉิงรีบก้าวเข้าไปหนึ่งก้าวเพื่อนั่งลงคั่นกลางระหว่างหลินซีและหยวนเฮ่อ หยวนเฮ่อเห็นแบบนั้นก็ได้แต่ตกใจแต่ไม่ได้คิดอะไรมาก เด็กหนุ่มตัวเล็กนิดเดียว พอนั่งลงไปแล้วก็ไม่ได้ส่งผลต่อการคุยกับหลินซีนักหรอก หลินซีเองก็พูดคุยกับหยวนเฮ่อตามปกติ