หลังจากที่เห็นผู้ฝึกตนของตระกูลซือตายไปนับสิบ ในเวลานี้เหลือเพียงแค่สามคนเท่านั้นที่กำลังเคลื่อนกายไปหาต้นท้อ ทว่าเมื่อพวกเขาเข้าใกล้มันท้องฟ้าบริเวณนั้นพลันมืดครึ้มและมีสายฟ้าแลบไปมาดูน่าหวาดสะพรึงยิ่ง
ลั่วอู่หลินที่ตอนนี้กำลังใช้ดวงเนตรอสรพิษสวรรค์ก็เห็นร่างของวิหคสีม่วงขนาดใหญ่ที่ลอยอยู่เหนือเมฆดำนั้น 'ระดับวีรชน สถานที่แห่งนี้ถึงกับมีวีรชนอสูร'
ชายหนุ่มที่เห็นวิหคขนาดใหญ่ถึงกับตลึงไป ดินแดนแห่งนี้รับแค่รุ่นเยาว์ไม่ใช่หรือแถมส่วนใหญ่ยังมีระดับแค่จักรพรรดิเท่านั้น แล้วทำไมถึงมีระดับวีรชนได้กัน หากใครเผลอเข้าไปเก็บผลท้อโดยไม่ระวังละก็มีหวังคงไม่ได้ตายดี
"ตูม!!!"
ลั่วอู่หลินคิดถึงเรื่องนี้ได้ไม่ถึงสามลมหายใจ สายฟ้าสามสายฝ่าลงมาทะลวงร่างกายของผู้ฝึกตนกระกูลซือที่เหลือสามคนสลายหายไปโดยพลัน
'อ๊า เจ้าพวกนี้มันบ้ากันหรือไง ก็เห็นๆอยู่ว่าสถานการณ์ไม่ปกติยังจะเข้าไปใกล้อีก'ชายหนุ่มก่นด่าในใจพร้อมกุมขมับ ความโลภทำให้ผู้ฝึกตนตบะระดับจักรพรรดิตายง่ายดายปานนี้เชียวหรือ เจ้าพวกนี้ช่างไม่มีหัวคิดและสติอย่างแท้จริง
"ศิษย์พี่ การเก็บผลท้อเซียนอัสนีคงไม่มีโอกาสแล้วขอรับ ท่านเห็นท้องฟ้านั่นหรือไม่ มันมีสัตว์อสูรที่เราไม่อาจจะสู้ได้ พวกเราควร....ถะ ถอย"ในขณะที่ลั่วอู่หลินกล่าว เขาก็พลันชะงักไปเมื่อมองไปยังหลี่อิงและหยางเหมยกุ้ย ดวงเนตรอสรพิษสวรรค์ของเขาแข็งค้างก่อนที่จะกลับกลายสีแดงทับทิมดังเดิม
ในเวลาเดียวกันนั้นทั้งหยางเหม่ยกุ้ยและหลี่อิงก็พากันพยักหน้าให้โดยที่กำลังสนใจเจ้าตัวที่อยู่บนฟ้าและไม่ได้หันมองศิษย์น้องของตนที่กำลังอึ้งงันไปเลยแม้แต่น้อย
'บัดซบ นี่ข้าถึงกับแยกไม่ออกว่าชายหรือหญิง'เมื่อตั้งสติได้ลั่วอู่หลินก่นด่าตัวเองในใจ ตั้งแต่อาศัยอยู่ด้วยกัน ทำภารกิจด้วยกันมาตลอดระยะเวลาสี่เดือน ลั่วอู่หลินไม่เคยใช้ดวงเนตรอสรพิษสวรรค์ในการมองศิษย์พี่ทั้งสองของเขาเลยจนกระทั้งเมื่อครู่นี้
และต้องไม่ลืมว่าทักษะแรกของดวงเนตรนี้คือ 'มิอาจปิดกั้น' หรือก็คือการมองสรีระร่างกายของฝั่งตรงข้ามได้อย่างทะลุปรุโปร่งทำให้ลั่วอู่หลินได้เห็นความลับบางอย่างเข้า นั่นคือหลี่อิงแท้จริงนั้นเป็นหญิงหาใช่ผู้ชายไม่
ลั่วอู่หลินในเวลานี้รู้สึกราวกับตนเองช่างอ่อนต่อโลกยิ่งนัก เหตุใดเมื่อก่อนเขาจึงไม่เอะใจกัน อีกทั้งนางใช้วิธีใดที่ปลอมแปลงร่างกายให้คล้ายบุรุษได้แม้กระทั้งลูกกระเดือก อีกทั้งมีเสียงยังดูห้าวทุ้มเช่นนี้ได้
'น้องชายข้าก็คิดอยู่ว่าเมื่อไรเจ้าจะรู้ว่านางเป็นหญิงอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แต่เจ้ากลับซื้อบื้อเกินไปไม่แม้แต่จะใช้ดวงเนตรอสรพิษสวรรค์มองพวกนางด้วยซ้ำ ข้าก็เลยเลือกที่จะไม่บอกเจ้าเช่นกันเพราะท่าทางที่เจ้าทะเลาะกับนางมันก็น่าขบขันดี'ไฉ่เยว่เอ่อร์กล่าวอย่างเบื่อหน่าย
'พี่สาวท่านรู้นานแล้ว.....ระ หรือ?'ชายหนุ่มคิดจะกล่าวถามนางแต่ก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้
"พี่สาวบอกเลยนะโชคชะตาเรื่องผู้หญิงของเจ้ามันดีจริงๆ พยายามเข้านะหนุ่มน้อย" คำกล่าวนี้ของไฉ่เยว่เอ่อร์เมื่อครั้งที่รอบคัดเลือกเข้าตำหนักเปลวเพลิงโชติช่วง ในเวลานี้ชายหนุ่มเข้าใจจนแจ่มแจ้ง ที่แท้ไฉ่เยว่เอ่อร์รู้มาตลอดว่านางเป็นหญิงแต่กลับไม่บอกเขา
ลั่วอู่หลินพองแก้มพร้อมกับทำหน้ามุ้ยทันทีเมื่อรับรู้ ทันใดนั้นศิษย์พี่ทั้งสองของเขาก็หันมาพอดี และเป็นหยางเหมยกุ้ยที่เอ่ยปากถามไถ่ด้วยความสงสัย"ศิษย์น้องเจ้าเป็นอะไรน่ะ ถึงได้ทำหน้าเช่นนี้"
"เอ่อ.....ไม่เป็นไรขอรับ พวกเราเดินทางต่อเถอะ ส่วนท้ออัสนีนี้รอให้มีพลังมากพอค่อยมาเก็บมันก็ได้"ชายหนุ่มกล่าวอย่างอายๆทั้งหยางเหม่ยกุ้ยและหลี่อิงก็ตอบรับในทันที ก่อนที่พวกเขาจะบินทะยานกันออกไป
'ช่างเถอะๆคิดไปก็เปล่าประโยชน์ ในเมื่อนางไม่อยากทำตัวเป็นสตรีข้าก็จะไม่ถือว่านางเป็นสตรีก็แล้วกัน'ชายหนุ่มคิดในใจ หลังจากบินทะยานไปไม่นานนักในที่สุดเวลาก็มาถึงตอนค่ำ พวกเขาทั้งสามจึงทำได้แค่ลงไปเบื้องล่าง จากนั้นก็ทำที่พักสำหรับพักผ่อนในค่ำคืนนี้เนื่องจากไม่อย่างที่จะเดินทางตอนกลางคืนนั่นเอง
"ศิษย์พี่ พวกท่านไปทำที่พักนะขอรับเดี๋ยวข้าจะไปหาอาหารมาให้"ทั้งสองคนพยักหน้าในทันใด ลั่วอู่หลินเมื่อเดินลพ้นสายตาศิษย์พี่ทั้งสองของเขาก็ปลดปล่อยตบะของตัวเองทันทีและบินทะยานกลับไปยังทางเดิมที่มีต้นท้อเซียนอัสนีอยู่
ด้วยตบะระดับบรรพชนขั้นที่เก้าของเขาใช้เวลาเพียงไม่นานก็มาถึงที่หมาย ลั่วอู่หลินยกยิ้มเย็นปลดปล่อยพลังของราชามังกรอัสนีบาตทรราชออกมา และพุ่งเข้าไปหาต้นท้อในทันที แล้วก็เป็นดังเช่นศิษย์ของตระกูลซือ เจ้าวิหคสีม่วงที่อยู่บนเมฆดำปลดปล่อยสายฟ้าสีม่วงออกมาใส่ชายหนุ่มโดยไม่คิดดูเชิงอะไร
'เมื่อเป็นสายฟ้า เจ้าย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้า'ชายหนุ่มเงยหน้ามองก่อนที่เขาจะรับสายฟ้านั้นไว้ด้วยมือที่ตอนนี้กลายเป็นกรงเล็บมังกรสีดำทมิฬ ในเวลาเดียวกันอีกมือก็เรียกหอคอยมหาสมบัติออกมาและชักนำให้มันลอยไปอยู่เหนือต้นท้อเซียนอัสนีและดูดกลืนมันเข้าไปทั้งต้นก่อนที่ต้นท้อเซียนอัสนีจะปรากฏอีกครั้งในชั้นหนึ่งของหอคอยมหาสมบัติใจกลางป่าใหญ่
เมื่อเสร็จสิ้นการขโมยต้นท้อ ชายหนุ่มก็ไม่คิดจะสู้กับเจ้าวิหคตนนี้ให้เสียเวลาอีกต่อไป และใช้กระดูกสัตว์มายาขาซ้ายดำดิ่งลงไปในเงาหายไปอย่างไร้ร่องลอย
เจ้าวิหคระดับวีรชนเมื่อเห็นว่าผู้บุกรุกนั้นหายไปพร้อมกับต้นท้อ ด้วยความโมโห ตัวมันก็สร้างสายฟ้าทำลายล้างเป็นวงกว้างในทันที แต่ทว่าน่าเสียดายนักที่ลั่วอู่หลินไม่ได้อยู่ที่นั่นแล้ว การกระทำของมันจึงนับได้ว่าเปล่าประโชน์อย่างยิ่ง
"ฮิฮิ เจ้านกนั่นคงหัวเสียไม่น้อย ป่านนี้คงออกตามล่าเจ้าแล้วกระมัง"ไฉ่เยว่เอ่อร์กล่าวอย่างขบขัน ลั่วอู่หลินยกยิ้มบาง เมื่อสิ้นเขตของเจ้าวิหคนั่นเขาก็พุ่งทะยานกลับในทันที และด้วยควาดเร็วที่มากล้นบวกกับกลิ่นอายที่เปลี่ยนไปชายหนุ่มไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะไล่ตามเขามาได้อย่างแน่นอน
"หืม ดูเหมือนจะมีพวกหนูสกปรกคิดจะรุมศิษย์พี่ของข้า"เมื่อมาถึง ลั่วอู่หลินสัมผัสได้ว่าตอนนี้ทั้งหยางเหมยกุ้ยและหลี่อิงกำลังโดนล้อมจากผู้ฝึกตนที่ไม่รู้ที่มา เมื่อเป็นเช่นนั้นเขาจะยอมได้อย่างไร อีกทั้งหากไปด้วยฐานะศิษย์น้องก็ออกจะดูแปลกไปหน่อยดังนั้นชายหนุ่มจึงเลือกที่จะไปช่วยในฐานะจักรพรรดิน้ำแข็งเสียเลย
ซึ่งในเวลาเดียวกันนั้นเอง ทั้งหยางเหมยกุ้ยและหลี่เองก็ดูท่าจะลำบากยิ่ง นั่นเพราะศัตรูที่พวกนางรับมือไม่ใช่มนุษย์แต่เป็นปีศาจระดับจักรพรรดิขั้นเก้าถึงสองตนด้วยกันอีกทั้งยังมีระดับจักรพรรดิขั้นต้นอีกมากมาย ลักษณะของพวกมันนั้นคล้ายกับครึ่งมนุษย์ครึ่งค้างคาวสีผีวขาวซีดแต่กลับมีลวดลายสีดำ ดวงตาของมันนั้นดำสนิทไร้ซึ่งตาขาวด้านหลังมีปีกหนึ่งคู่ระดับเอาไว้ ดูน่าหวาดสะพรึงยิ่ง
ทั้งหลี่อิงและหยางเหมยกุ้ยยืนหันหลังให้กับเนื้อตัวเต็มไปด้วยบาดแผลแม้จะไม่สาหัสมากแต่กลับมีพิษปราณมืดติดมาทำให้พวกนางอ่อนแรงอย่างง่ายดาย แม้กระทั้งหยางเหมยกุ้ยที่มีเกราะเปลวอัคคีคุ้มกายยังไม่วายที่จะได้รับบาดแผลจากการโจมตีของพวกมัน
ส่วนทางด้านพวกปีศาจนั้นพวกมันก็สูญเสียลูกน้องไปนับสิบคนเช่นเดียวกัน เรียกได้ว่ามันคือการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม
"เอาอย่างไรดี หากเป็นแบบนี้ต่อไปพวกเราตายแน่"หลี่อิงกล่าวพร้อมกับกระชับกระบี่เพลิงในมือ
"มีเพียงแต่ต้องสู้เท่านั้น เพราะหนีไปก็ตายอยู่ดี"หยางเหม่ยกุ้ยกล่าว ในใจกลับคิดไปถึงลั่วอู่หลินว่าอย่าให้เขามาตอนนี้เลยไม่เช่นนั้นจะต้องพากันตายจนหมดเป็นแน่แท้
"เคี๊ยกๆๆชงหยู เจ้าดูมนุษย์สองคนนี้สิ ดูห้าวหาญเช่นนี้ข้าว่าวิญญาณจะต้องอร่อยมากแน่ๆ"
"ชงเหยียน เจ้าอยากจะกินก็กินบุรุษเข้าใจไหม ส่วนสตรีนางนี้ข้าจะนำนางไปเป็นนางบำเรอ อย่าได้ฆ่าเด็ดขาด"ปีศาจระดับจักรพรรดิขั้นเก้าทั้งสองพากันพูดคุยแบ่งผลประโยชน์ด้วยความความมั่นใจประดุจดังได้ชัยชนะแล้วอย่างไรอย่างนั้น
"กินวิญญาณ! นางบำเรอ! เห็นทีว่าพวกเจ้าไม่อาจที่จะทำมันได้เสียแล้ว"
"เพล้ง!"
"แกร๊ก!"
ในขณะที่มันแบ่งผลประโยชน์กันอย่าสบายใจเสียงปริศนาพลันดังขึ้นพร้อมกับลูกน้องทั้งหมดของมันที่โดนแช่แข็งชั่วพริบตา ในเวลานี้ดวงตาของหยางเหม่ยกุ้ยและหลี่อิงเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงยิ่ง อีกทั้งสมองของพวกนางยังตามสถานการณ์ไม่ทัน
"บัดซบใครกัน!!"ปีศาจระดับจักรพรรดิทั้งสองอุทานด้วยความตกใจเจือความเดือดดาล ทว่าเมื่อสายตาของพวกมันมองไปบนท้องนภานั้นสิ่งที่เห็นกลับทำให้พวกมันสั่นกลัวอย่างช่วยไม่ได้
ชายชุดขาวสวมหน้ากากยักษาน้ำแข็งตอนนี้กำลังจ้องมาที่พวกมัน ด้านหลังของชายคนนี้คือวงแหวนเซียนเทียนสีขาวเก้าวงที่หมุนวนอย่างเชื่องช้า แล้วจะไม่ให้มันหวาดกลัวได้อย่างไร
"ชะ เซียนเทียนเก้าวง บัดซบมนุษย์มีคนมากพรสวรรค์เช่นนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไร"ชงหยูและชงเหยียน ปีศาจสองพี่น้องราวกับไม่ยินยอมในโชคชะตาแต่ทว่ามันกลับทำอะไรมิได้
ลั่วอู่หลินในคราบจักรพรรดิน้ำแข็งยกมือขึ้นจากนั้นก็กำมือในทันใด ปีศาจทั้งสองที่เมื่อครู่เหมือนจะพูดอะไรบัดนี้ได้กลายเป็นแท่งน้ำแข็งไปก่อนจะแตกละเอียดและสลายหายไป เพราะลั่วอู่หลินไม่คิดจะสนทนากับพวกมัน
"บะ บรรพชนขั้นเก้า"ทั้งหยางเหมยกุ้ยและหลี่อิงที่ได้เห็นก็กล่าวออกมาอย่างอึ้งงัน ทว่าลั่วอู่หลินไม่ได้กล่าวอะไรกลับไป เพียงแค่ลอยลงไปจับมือพวกนางขึ้นมาและดูดกลืนพิษปราณมืดออกจากร่างกายของทั้งสอง ก่อนที่จะบินลอยหายไป ทิ้งให้หยางเหม่ยกุ้ยและหลี่อิงต้องเรียงลำดับสถานการณ์กันเอง
"เหอะๆน้องชายเจ้าช่างเจ้าเล่ห์นัก พิษปราณมืดแค่นั้นไม่เห็นจะต้องจับมือพวกนางเจ้าก็น่าจะดูดกลืนมันได้สบายๆ"ขณะออกมาจนลับสายตาหญิงงามและกำลังที่จะเปลี่ยนชุดนิกาย ไฉ่เยว่เอ่อร์อดหยอกล้อน้องชายคนนี้ไม่ได้
ลั่วอู่หลินที่ได้ยินก็พลันหัวเราะร่าในทันที "ข้าไปช่วยเหลือพวกนางรอดพ้นจากความตายเชียวนะ ขอข้าจับมือนิดๆหน่อยๆไม่ได้หรือไงกัน"