The SRP (ปราชญ์พิสดาร ผนึกมาร สังหารเทพ)

    เล่มที่ 1 บทที่ 33 กลุ่มซัลวาโตเร

            สัมผัสเย็นเยียบจากปลายกระบอกโลหะถูกเอามาจิ้มเข้าที่คอของตัวผู้นำกลุ่ม มันสะดุ้งตกอกตกใจแต่ก็กัดฟันไม่พูดตอบคำถามอะไรอีก แต่กลับผิดคาดมิเนอร์วาไม่ได้ลั่นกระสุนสั่งตายให้มันเป็นคนแรก



            ปัง!



            เสียงชายคนหนึ่งที่นั่งคุกเข่าจับมือผู้นำกลุ่มล้มลงไปนอนจมกองเลือด ไม่มีโอกาสได้ร้องสักแอะ มิเนอร์วาก้าวเดินไปเบื้องหลังของทุกคนอย่างใจเย็นทีละก้าว หนึ่งคน หนึ่งก้าว ร่างกายไร้วิญญาณของสมาชิกกลุ่มตั๊กแตนมรณะค่อยๆ นอนร่วงทีละคนตามจังหวะการก้าวเดินที่ล่วงผ่าน กลุ่มคนที่ยังมีชีวิตรอดต่างพากันหวาดกลัวให้กับมัจจุราชเลือดเย็นที่กำลังเดินมาเก็บเกี่ยวความตาย เสียงด่าทอให้แก่หัวหน้ากลุ่มตั๊กแตนมรณะถูกสบถด่าออกมาจนอีกฝ่ายหน้าเปลี่ยนสี ไม่คิดว่าลูกสมุนชั้นต่ำจะกล้าด่าทอมัน



            ปัง!



            หนึ่งนัด หนึ่งวิญญาณ เสียงกระสุนที่ดังขึ้นในแต่ละครั้งได้สร้างวิญญาณอาฆาตที่ไม่ยินยอมให้กับความตายที่เกิดขึ้น และแน่นอนต่อให้เป็นวิญญาณอาฆาตที่มีความแค้นมากกว่านี้ก็ไม่สามารถทำอันตรายเด็กหนุ่มได้ พวกมันได้แต่หวีดร้องเสียงแหลมเปลี่ยนเป้าหมายไปหาผู้นำกลุ่มตั๊กแตนมรณะ ที่บัดนี้กำลังคุกเข่าหันหลังให้มิเนอร์วา แขนทั้งสองข้างถูกศพสองร่างรั้งน้ำหนักไว้เนื่องจากไร้สัญญาณชีพแล้ว



            มันกัดฟันพูดอย่างอาฆาตเพราะรู้ตัวว่ายังไงก็คงหนีความตายไม่พ้น ความเหี้ยมโหดของเด็กหนุ่มที่แสดงออกมาผ่านการฆาตกรรมหมู่ในครั้งนี้ทำให้มันหมดหวังสบถสาบานว่าจะล้างแค้น



            "ต่อให้กลายเป็นผีข้าก็จะตามจองเวรเจ้า ลูก....."



            ปัง!



            หนึ่งนิ้วขยับ หนึ่งเสียงก็เงียบลง แต่การตายย่อมไม่ใช่จุดจบที่แท้จริงของเรื่องนี้ มิเนอร์วาย่อมรู้ดีถึงกฎพื้นฐานของโลกวิญญาณ หากมีผู้ที่สามารถมองเห็นวิญญาณเดินผ่านมาต้องตกตะลึงกับภาพที่ดวงวิญญาณทั้ง 7 ซึ่งกำลังเกรี้ยวกราดแหกปากกว้างไร้เสียง พวกมันลอยมาหยุดอยู่ทางด้านหลังของเด็กหนุ่มที่กำลังยืนมองไปในเศษซากอาคารที่ไหม้เกรียม สายตาเด็กหนุ่มจับจ้องไปยังเหล่าดวงวิญญาณแห่งผู้วายชนม์เสียชีวิตเพราะเพลิงไหม้เมื่อก่อนหน้านี้



            "ตามสัญญาข้าได้พาพวกมันมาขอขมาพวกท่านถึงที่แล้ว สุดท้ายผลลัพธ์ก็ขึ้นอยู่กับพวกท่านแล้วว่าจะตัดสินพวกมันเช่นใด"



            เด็กหนุ่มหลับตาลงคิดไปถึงหลายสิ่งหลายอย่างเพื่อปรับสภาพจิตใจ การฆ่าครั้งแรกย่อมไม่ใช่เรื่องปกติ แต่ครั้งแรกของมิเนอร์วาถึงกับพรากชีวิตไปแล้วไม่ต่ำกว่า 30 ศพ ถ้ายังหลงเหลือความเป็นมนุษย์อยู่บ้างย่อมต้องได้รับผลกระทบทางจิตใจ เหล่าวิญญาณอาฆาตที่ยืนจ้องอยู่ทางด้านหลัง พุ่งลอยเข้าไปหาวิญญาณอาฆาตของเหล่าตั๊กแตนมรณะที่สิ้นชีพ



            ทันทีที่เด็กหนุ่มหลับตาลงความพยาบาทไร้สิ้นสุดได้เข้าดูดกลืนกัดกินร่างวิญญาณของกลุ่มตั๊กแตนมรณะจำนวนมาก พวกมันที่พึ่งละทิ้งกายหยาบยังคงจมอยู่กับความเสียใจ ความแค้น และแรงปรารถนาจึงยังไม่อาจรู้ถึงกฎของโลกวิญญาณ



            ทุกดวงวิญญาณสามารถถูกซึมซับจากดวงวิญญาณที่แข็งแกร่งกว่าได้ แม้แต่ทวยเทพหรือปีศาจยามที่ร่วงหล่นละทิ้งกายหยาบ ต่อให้เป็นมนุษย์ธรรมดาก็สามารถดูดซับวิญญาณของอีกฝ่ายได้ถ้าแข็งแกร่งมากพอ แต่การทำเช่นนี้ก็ยังคงมีข้อเสียหากผู้อ่อนแอไม่เจียมตนพยายามจะดูดซับก็ต้องพร้อมรับทุกสิ่งที่วิญญาณดวงนั้นเคยเป็นมา หากรับไม่ไหวจะถูกความเลวทรามของอีกฝ่ายปนเปื้อนจนกลบทับจิตสำนึกของตัวเอง มันผู้นั้นถ้าไม่กลายเป็นคนวิปลาสบ้าคลั่งก็ต้องกลายเป็นคนเสียสติไร้สมอง หากแค่ด้านดีเลวตีกันก็ยังดีหน่อย แต่ถ้าพลังที่ดูดซับมามีมากเกินไปหรือแข็งแกร่งเกินกว่าที่ดวงวิญญาณจะรับได้ไหว ผลลัพธ์มีเพียงข้อเดียวคือการที่กายวิญญาณระเบิดแหลกสลาย กายดับวิญญาณมลาย



            มิเนอร์วาลืมตาขึ้นมามองอีกครั้งก็เห็นหญิงชราที่น่าสงสารผู้นั้น นางกำลังกอดคอลอยตัวเอาหน้าซุกคอผู้นำกลุ่มที่กำลังกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว ปากดำมืดเหลือแต่เหงือกไร้ซึ่งฟันขาวเฉกเช่นมนุษย์ปกติกำลังอ้างับดูดคออีกฝ่ายอย่างเกลียดชัง ทันทีที่สัมผัสได้ถึงสายตาที่จ้องมองมาของเด็กหนุ่มแววตาอาฆาตแค้นของหญิงชราก็เปลี่ยนไป เป็นสายตาอ่อนโยนที่จ้องมองตอบกลับมา เส้นขนทั่วร่างลุกชี้ชันจนมิเนอร์วาต้องรีบหันหน้าเบือนสายตามองไปทางอื่น



            ถึงแววตาจะเปลี่ยนมาเป็นอ่อนโยนไร้ซึ่งจิตคุกคามใด แต่ภาพของหญิงชราที่ปากเหลือแค่เหงือกนางอ้าปากดูดซอกคอของอีกฝ่าย อ้างับดูดกลืนไม่ยอมปล่อยให้มองกี่ครั้งก็ยังรู้สึกน่าขนหัวลุกอยู่ดี เมื่อสงครามระหว่างผีรุ่นพี่และผีรุ่นน้องได้จบลง ปรากฏการณ์พิสดารพลันบังเกิด



            สายลมที่เหมือนกับท่วงทำนองปลดปล่อยดวงวิญญาณ ได้พัดผ่านทั่วร่างกายของสิ่งมีชีวิตบริเวณนั้น เหล่าดวงวิญญาณเหยื่อผู้ประสบกับเคราะห์ร้ายของเพลิงไหม้ทั้งหมด ต่างพร้อมใจพากันคุกเข่าทำความเคารพให้แก่เด็กหนุ่มเป็นครั้งที่ 2 มีบ้างที่ร้องไห้ยินดี บ้างอาลัยหลากหลายอารมณ์ผสมปนเป แต่ที่มีเหมือนกันคือความรู้สึกขอบคุณ ซึ้งใจที่เด็กหนุ่มช่วยปลดปล่อยให้พวกมันเป็นอิสระจากพันธะแห่งความเกลียดชังคั่งแค้น ที่ได้ผูกมัดดวงวิญญาณเอาไว้จนไม่สามารถจากไปได้อย่างสงบ



            ในเวลานี้เหนือดวงวิญญาณของพวกมันทั้งหลายขึ้นไปกลางอากาศที่ว่างเปล่า ราวกับถูกความมืดมิดสูบกลืนทีละน้อยดวงวิญญาณระเหยออกมากลายเป็นไอหมอกลอยไปรวมกันเป็นก้อนกลมสีขาวน้ำนม



            "โฮ่!... ไม่คิดว่าเจ้าจะโชคดีได้เห็นการปรากฏขึ้นของไข่มุกแห่งชีวิต ยอดสมบัติวิเศษหายากที่แม้แต่ตัวข้าเองก็ยังไม่เคยเห็นการถือกำเนิดของมัน นี่แหละยอดสมบัติที่สามารถปลุกกระตุ้นโลภะในกายของเหล่าทวยเทพทั้งหลายให้ตื่นขึ้น ถึงจะแปลกแตกต่างไปจากที่ข้าเคยได้ยินมาแต่นี่แหละต้องใช่แน่ๆ ตัวข้าย่อมไม่มีวันลืมเลือนกลิ่นอายของไข่มุกแห่งชีวิต"



            แอสคลีเพียสจ้องมองภาพเหตุการณ์ที่ไอวิญญาณจากเหล่าดวงวิญญาณทั้งหลาย ซึ่งกำลังลอยมารวมตัวกันจนกลายเป็นก้อนกลม และมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ



            "พ่อหนุ่ม ถ้ายังอาศัยอยู่แถวนี้ก็ฝากดูแลหลานยายด้วยนะ ขอบคุณมากถ้าชาติหน้ามีจริงยายจะตามไปตอบแทน"



            "พี่ชาย ชีวิตนี้ข้าไม่เคยเอ่ยปากขอร้องใครยอมอดทนเล่าเรียนเพื่อในอนาคตจะได้หาเงินมาใช้หนี้ให้มารดา ข้าเคยได้ยินมาว่าท่านก็ชอบเรียนหนังสือนี่ ได้โปรดหากสักวันหนึ่งที่ท่านมีความสามารถมากพอ ได้โปรดช่วยท่านแม่ของข้าด้วย"



            "พ่อหนุ่มลุงไม่มีห่วงแต่ก็หวังว่าเจ้าจะคอยปกป้องผู้คนในย่านการค้าแห่งนี้ ขอบคุณมาก ตอบแทนที่ภพหน้า"



            "น้องชายถึงเราจะพูดคุยกันไม่บ่อย แต่ข้าก็ซาบซึ้งใจ หวังว่าจะได้ตอบแทน"



            "พี่ชาย ข้าหายเจ็บปวดแล้ว!"



            "ท่านเป็นดั่งทวยเทพที่มาปลดปล่อยพวกข้าจากพันธะแห่งความอาฆาต ไม่อย่างนั้นก็ไม่รู้ต้องรออีกกี่หลายสิบปี พวกมันถึงจะตายกันหมด ขอบคุณมาก"



            มิเนอร์วาพยักหน้าให้กับทุกคนเป็นการตอบรับ ราวกับจะสื่อให้รู้ว่าไม่ต้องมีห่วงใดให้ค้างคา แสงจากดวงวิญญาณที่สว่างอยู่กำลังหม่นแสงลง ทุกคนต่างพากันก้มตัวหมอบกราบ ปากก็เอ่ยเสียงซึ้งใจ จนกระทั่งควันวิญญาณบนร่างพวกมันไม่มีให้ดึงออกมาอีกต่อไป หลงเหลือเพียงร่างวิญญาณบางเบาที่พร้อมจะสลายหายไปได้ทุกเมื่อ มิเนอร์วาจ้องมองไปที่ไข่มุกเม็ดขาวสีน้ำนม มันบวมเป่งมีขนาดใหญ่เท่าผลส้ม



            "นี่คือของขวัญตอบแทนจากพวกข้า ได้โปรดรับไว้ด้วย!"



            ไข่มุกแห่งชีวิตราวกับวิวัฒนาการครั้งสุดท้ายมันบีบอัดตัวเองจนพลังวิญญาณภายในเข้มข้นขนาดหดลดลงจนเหลือเท่าเม็ดถั่ว ร่างวิญญาณสีเทาของทั้ง 7 คน สลายหายไปกับความว่างเปล่าทีละคน



            "Oh Dio Salvatore!"



            "หืม?... ไม่เป็นไร… ลาก่อน"



            ชายกรามใหญ่ผมสีดำใบหน้าคมเข้มวิญญาณดวงสุดท้าย เขาพูดภาษาอะไรสักอย่างที่มิเนอร์วาเองก็ไม่รู้จัก แต่ก็คงจะมีความหมายในเชิงขอบคุณหรือไม่ก็สั่งเสีย ถึงจะแปลกใจเล็กน้อยแต่ก็รีบตอบกลับ ก่อนที่ร่างวิญญาณอีกฝ่ายจะสลายหายไปทั้งๆ ที่ยืนยิ้ม



            “Che Dio vi benedica! grazie…”



            ความเงียบเข้าปกคลุม แสงสีขาวนวลส่องออกมาเลือนรางจากไข่มุกแห่งชีวิตที่ลอยอยู่ เด็กหนุ่มยืนปลงตกให้ดวงวิญญาณที่จากไปอย่างสงบ ยืนนิ่งไว้อาลัยให้ผู้วายชนม์



            "ศิษย์ข้า เจ้าไม่ต้องกังวล พวกเขาได้เข้าสู่ห้วงการเกิดดับแล้ว ตราบใดที่วัฏสงสารยังคงอยู่และดวงวิญญาณของพวกเขาไม่ถูกดูดซับโดยผู้อื่น พวกเขาจะมีชาติภพเป็นของตัวเองไปจนกว่าจะแข็งแกร่งมากพอที่จะหลุดพ้นได้ด้วยตนเอง"



            อีฟริทที่คอยสังเกตการณ์เงียบๆ มานานเอ่ยปลอบศิษย์ด้วยความหวังดี



            "ไข่มุกแห่งชีวิตเม็ดนี้เป็นของไม่สมบูรณ์ ข้าก็ว่าแล้วการถือกำเนิดของมันไม่เหมือนจากที่เคยได้ยินมา แต่ก็ยังแปลกอยู่ดีดวงวิญญาณแค่ไม่กี่สิบชีวิต แต่กลับสามารถสร้างไข่มุกที่มีพลังวิญญาณเกือบ 2 ส่วนได้ เจ้าหนูปล่อยทิ้งไว้ก็เสียของรีบดูดซับมันซะที ไข่มุกแห่งชีวิตมีแต่คุณไม่มีโทษเรียกได้ว่าบริสุทธิ์ที่สุดในจักรวาลแห่งนี้แล้ว"



            มิเนอร์วาพยักหน้า ทำตามคำสั่งสอนของแอสคลีเพียสอย่างไม่ลังเล ไข่มุกขนาดเท่าเม็ดถั่วถูกหยิบขึ้นจากกลางอากาศ โยนเข้าไปในปากโดยไม่ต้องเคี้ยวก็กลืนลงคอ ความอบอุ่นอ่อนโยนไหลผ่านลำคอจนกระทั่งตกสู่กระเพาะอาหาร พลังวิญญาณเข้มข้นแพร่กระจายออกมาให้ดูดซับ ราวกับได้รับการบำรุงดูแลดอกบัวพิษ 3 สีขยายขนาดขึ้นไม่หยุดยั้ง จนบดบังกิ่งก้านใบที่เหลือ กดทับจนพวกมันต้องจมลงไปใต้ผิวน้ำ บนผิวแม่น้ำแห่งความมืดขณะนี้เหลือเพียงดอกบัวพิษ 3 สีเพียงดอกเดียวเท่านั้น มังกรสวรรค์อนธการก็ตัวยาวขึ้นเกล็ดหนามเริ่มงอกย้อยออกมาตามลำตัว มันคำรามก้องฟ้าอย่างตื่นเต้น



            เสียงแผดคำรามกระทบเข้ากับบางสิ่ง ซึ่งมิเนอร์วาค่อนข้างมั่นใจว่านั่นคือพันธนาการแห่งชีวิตชั้นที่ 3 หากทำลายได้ก็จะก้าวเป็นเหนือมนุษย์อย่างเต็มตัว เป็นก้าวที่จะสร้างแก่นสัมผัสกฎ ขนาดแก่นทั้งสองของมิเนอร์วายังคงเหมือนเดิมไม่มีความเปลี่ยนแปลง ไข่มุกแห่งชีวิตละลายหายไปพร้อมกับการเจริญเติบโตของพื้นฐานทั้งสองที่หยุดลง ถึงจะบอกว่าสัมผัสได้แต่ก็ได้เพียงเล็กน้อย ยังห่างไกลจากการสัมผัสได้ทั้งหมดอีกมากมายนัก



            "คงจะเป็นผู้วิเศษระดับสูงขั้นกลางแล้วกระมัง?"



            ป๊อก!



            มิเนอร์วาที่ยืนพึมพำกับตัวเองได้หยิบขวดยาพิษออกมา เทราดซากศพรวดเดียวจนหมดขวด ภาพที่จุดสีดำขนาดเล็กลุกลามกัดกินซากไร้ชีวิต รวมไปถึงของเสียทั้งหลายวิ่งลามเหมือนไฟลามทุ่ง จากศพหนึ่งไล่ลามไปตามมือที่มัดติดกันไว้มุ่งไปหาอีกศพหนึ่ง จนกระทั่งศพทั้งหมดได้หายไปเหลือทิ้งไว้เพียงเสื้อผ้าและข้าวของติดตัว ของมีค่าทุกอย่างถูกเด็กหนุ่มหยิบไปจนเกลี้ยง มิเนอร์วากระจายหมอกดำออกไปไกลใช้เสียงเอ่ยเรียกผู้คนทั้งหมดผ่านพลังวิญญาณ อดีตสมาชิกกลุ่มใบไม้หอม และเหล่าผู้คนที่อาศัยอยู่ในย่านนี้รีบเดินกลับมาทันที



            อาจเป็นเพราะยังคงหวาดกลัวกับเสียงสยดสยองที่ดังขึ้นอยู่หลายครั้ง ทั้งเสียงอ้อนวอนร้องขอชีวิต เสียงก่นด่าสาปแช่ง และเสียงปืนที่ดังขึ้นเป็นระยะ ยิ่งเหตุการณ์ความเงียบที่ยาวนานซึ่งทำให้บรรยากาศโดยรอบเปลี่ยนไป ราวกับตกลงไปในทะเลสาบน้ำแข็งเหน็บหนาว สยดสยองขนลุกสั่นคลอนจิตในตอนหลังนั้น ยิ่งทำให้ผู้คนเกิดความเคารพยำเกรงในตัวมิเนอร์วาอย่างไม่รู้ตัว เด็กหนุ่มไม่ใช่คนใจร้ายละโมบโลภมากในสิ่งของมีค่าใดที่ยึดมาได้ โดยเฉพาะกองเงินทอง เด็กหนุ่มแบ่งให้ทุกครอบครัวอย่างเหมาะสมเรียกได้ว่าสามารถไถ่ชีวิตตัวเองและใช้ชีวิตได้อย่างไม่เดือดร้อน ทางกลุ่มใบไม้หอมก็ได้รับรางวัลไม่น้อยหน้าเช่นกัน มิเนอร์วาเดินแจกเงินให้สมาชิกใบไม้หอมไปตลอดทาง จนกระทั่งมาหยุดยืนอยู่ที่เด็กหนุ่มคิ้วแหลมบางตาตี่เล็ก



            "เจ้าคงหิวมากใช่หรือไม่ ทำไมเจ้าถึงได้กล้าขายลูกพี่ตัวเองกินกัน เจสันมันเลี้ยงเจ้าไม่ดีหรืออย่างไร?"



            "ท....ท่านพูดเรื่องอะไร ข้ารักกลุ่มใบไม้หอมจะตาย… ย่อมไม่ขายข้อมูลของลูกพี่ให้ผู้อื่นแน่นอน"



            ทุกคนต่างจ้องมองมาที่เด็กหนุ่มซึ่งน่าจะมีอายุเพียง 17 ถึง 18 ปี เป็นสายตาเดียวกัน



            "ทำไมเจ้าไม่พูดด้วยเลยล่ะว่าตายแทนเจสันได้!"



            "แน่นอนข้ายอมตายแทนลูกพี่ได้ ไม่ยอมเป็นคนทรยศอย่างแน่นอน!"



            "งั้นก็ตายซะ!"



            มิเนอร์วาควักปืนขึ้นมาจ้ำชี้ไปที่หน้าผากอีกฝ่ายจนอีกฝ่ายแข้งขาอ่อนแรง เนตรอนธการบีบคั้นดวงจิตก่อตัวเป็นความมืดหมุนวนราวสายน้ำเปลี่ยนแปลงสภาพ ภายในดวงตามรกตคู่นั้นบังเกิดภาพเหตุการณ์ที่อีกฝ่ายกระทำชั่วมากมาย ขายพี่ทิ้งน้องฟ้องศัตรู เอาตัวเองรอดเพียงผู้เดียว ภาพหลากหลายได้ปรากฏขึ้นในห้วงสติ ภาพเหล่าดวงวิญญาณอาฆาตของกลุ่มตั๊กแตนมรณะเองจู่ๆ ก็เผยตัวออกมา พวกมันพุ่งเข้าไปหาอีกฝ่ายที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของพลัง ชายผู้นี้หวีดร้องเสียงแหลมหวาดกลัวเส้นผมลุกชัน



            "ข้าไม่ได้ทำ ช่วยด้วย! พี่น้องข้าช่วยด้วย!"



            ผู้คนโดยรอบยังคงตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่รู้จะทำอย่างไรเพื่อช่วยเหลืออีกฝ่ายดี นั่นเป็นเพราะไม่มีใครคิดจะทำอะไรอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย ตัวมิเนอร์วาที่ควักปืนออกมาชี้หน้าผากก็ยังยืนนิ่งกอดอกมองอีกฝ่าย ที่เดินไปซ้ายทีขวาทีและหวีดร้องอย่างหวาดกลัว



            "คนทรยศที่มิเนอร์วาพูดมาเป็นความจริงหรือไม่?"



            ราวกับมีใครบางคนเริ่มจับต้นชนปลายได้ คำถามมากมายถูกคาดคั้นถามจนอีกฝ่ายรู้สึกหวาดกลัว มันขดตัวลงนอนคู้ตัวงอเหมือนกุ้งที่ถูกต้มสุก



            "ข้าผิดไปแล้ว ข้าขอโทษ พวกมันข่มขู่ข้า ช่วยข้าด้วย! ไม่เอาแบบนี้แล้ว"



            ผู้คนทั้งหมดไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นคนทรยศถึงได้ดูหวาดกลัวนัก ยอมสารภาพความจริงทั้งหมดออกมา หลายคนถึงกับอยากจะวิ่งเข้าไปรุมสกรัมอีกฝ่ายให้ตกตายคาเท้า แต่ก็ถูกสมาชิกระดับสูงบางคนก้าวขาเดินขึ้นมาบังไว้เสียก่อน



            "ชั่วชีวิตข้าไม่เคยนับถือใครนอกจากท่านเจสัน มิเนอร์วาท่านเป็นบุคคลที่ 2 ในนามตัวแทนของกลุ่มใบไม้หอมซึ่งได้รับอนุญาตจากท่านเจสันแล้ว ขอประกาศว่าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปกลุ่มใบไม้หอมจะสลายตัวแล้วรับใช้อยู่ภายใต้ท่านมิเนอร์วา… ผู้ใดใคร่อยู่ อยู่! ผู้ใดอยากจากไป ข้าไม่ห้าม! คุกเข่า! ทำความเคารพหัวหน้าคนใหม่!"



            ชายคนนี้ชื่อมาร์ตี้เป็นที่ปรึกษามือขวาของเจสัน มันพูดสั่งเสียงดัง คนทั้งหมดพากันคุกเข่าหนึ่งข้างทำความเคารพไม่เว้นแม้แต่ชาวบ้านธรรมดาที่อาศัยอยู่แถวนี้ก็คุกเข่าตาม



            "ลูกพี่ท่านมีชื่อกลุ่มหรือยังขอรับ?"



            "ชื่อ?... อ่า… มีสิเอาเป็นซัลวาโตเรก็แล้วกัน"



            มิเนอร์วาตั้งตัวไม่ทัน ไม่คาดคิดว่าเหตุการณ์จะออกมาในรูปแบบนี้ ชื่อที่พอจะนึกได้ก็มีแค่คำพูดที่ไม่รู้ความหมายของชายผมทองผู้นั้น ที่ได้พูดทิ้งไว้ให้ก่อนจะสลายไป มาร์ตี้ผงกหัวรับคำไม่ถามสักคำว่ามีความหมายเช่นไรแฝงอยู่



            "จากนี้ไปย่านการค้าแห่งนี้และกิจการทุกอย่างที่กลุ่มใบไม้หอมโดนช่วงชิงไป จะนำกลับมาอยู่ภายใต้การดูแลของกลุ่มซัลวาโตเร พรุ่งนี้พวกเราจะเข้ายึดครองกิจการทุกอย่างของกลุ่มตั๊กแตนมรณะ ผู้ใดขวางเราจะทำสงครามเข้าใจหรือไม่?"



            "ทราบ!"



            มาร์ตี้ยืนเอ่ยแจกแจงกำหนดการมากมาย เนื่องจากมิเนอร์วาได้แอบส่งเสียงผ่านสัมผัสวิญญาณให้อีกฝ่ายจัดการตามสมควร เด็กหนุ่มย่อมไม่เคยสั่งการคนเป็นจำนวนมาก ยังคงต้องเรียนรู้จากมาร์ตี้อีกเยอะ



            "กลุ่มซัลวาโตเรของข้ายึดถือหลักปฏิบัติปกป้องคนอ่อนแอ ไม่รังแกคนไร้ทางสู้ พวกเราจะไม่หาเรื่องใครก่อน แต่ก็จะไม่ยอมให้ใครมาหาเรื่องเช่นกัน หากใครกล้ายุ่งกับคนของเรา พวกเราจะตามไปทวงคำอธิบายจากพวกมัน"



            "ซัลวาโตเร!"



            มิเนอร์วาจำเป็นต้องทำตามคำแนะนำของมาร์ตี้ ที่บอกให้หัวหน้ากล่าวปลุกใจและพูดถึงแนวทางของกลุ่มให้สมาชิกที่จะเข้าร่วมได้ตัดสินใจ พวกมันไม่มีใครค้านอะไร พากันตะโกนชื่อกลุ่มออกมาอย่างน่าเกรงขาม



            "พวกท่านอาจจะสงสัยทำไมข้าถึงรู้ว่าชายผู้นั้นทรยศกลุ่มใบไม้หอม หนึ่งในความสามารถพิเศษของข้าคือการสื่อวิญญาณ และเหล่าดวงวิญญาณของผู้วายชนม์ที่เกิดจากเหตุเพลิงไหม้ได้บอกความจริงทั้งหมดให้กับข้า ข้าตามสืบเรื่องนี้อยู่หลายวันจนได้รับรู้ความจริง"



            มิเนอร์วาเอ่ยอธิบายชี้นิ้วไปที่ชายตาตี่ที่คาดว่าน่าจะเป็นบ้าไปแล้ว เนื่องจากเกิดความหวาดกลัวสุดขีด



            "พี่ชาย… ท่านเห็นท่านยายของข้าหรือไม่?"



            เด็กสาวโพล่งถามขึ้นจากที่ไกลด้วยความอาลัย



            "แน่นอนย่อมต้องเห็นทั้ง 7 คน พวกเขาได้รับการปลดปล่อยและตอนนี้พวกเขาได้จากไปแล้ว เข้าสู่โลกคนตายอย่างสมบูรณ์ พักผ่อนในโลกอันเป็นนิรันดร์"



            มิเนอร์วาเอ่ยอธิบายตัดบทเด็กสาวไม่เปิดโอกาสให้ใครถามเซ้าซี้ก็พูดต่อ



            "อย่างที่ทุกท่านเห็นในกลุ่มมีคนทรยศ เพื่อไม่ให้เหตุการณ์เกิดขึ้นซ้ำสอง จะมีเพียงผู้ที่ยอมกลืนกินของสิ่งนี้เท่านั้นที่จะถูกนับว่าเป็นสมาชิกซัลวาโตเรที่แท้จริง ผู้ใดตัดสินใจได้ให้เข้าแถวแล้วเดินมารับไปจากข้า"



            การจัดการที่เด็ดขาดย่อมสามารถควบคุมสิ่งมีชีวิตในเผ่าได้อย่างสมบูรณ์ไร้ปัญหา นี่คือหนึ่งในแนวคิดการปกครองของเผ่ามังกรสวรรค์อนธการ เด็กหนุ่มหยิบยืมคำสอนของผู้เป็นอาจารย์มาปรับใช้กับกลุ่มของตัวเอง บนมือปรากฏกลีบดอกบัวสีดำจำนวนมาก ที่ถูกดึงออกมาจากบัวดอกใหญ่ภายในร่าง อดีตสมาชิกกลุ่มใบไม้หอมไม่มีแม้แต่คนเดียวที่คิดปฏิเสธหรือไถ่ถาม พวกมันทั้งหมดให้ความเคารพนับถือในจิตใจและความสามารถของเด็กหนุ่ม เมื่อทุกคนได้รับกลีบบัวจนครบทุกคน พวกมันยืนพลิกหน้าพลิกหลังสังเกตไม่กี่อึดใจ ก็โยนกลีบบัวเข้าปากกลืนลงท้องไปพร้อมกันไร้ความลังเล มิเนอร์วาที่เห็นทุกคนยอมทำตามก็พ่นลมออกปากอย่างโล่งใจ



            "ยินดีต้อนรับ สมาชิกครอบครัวทั้งหลายของข้า ซัลวาโตเรจะยึดถือกฎแห่งความเงียบเป็นหลักปฏิบัติไม่แพร่งพรายเรื่องภายในครอบครัว คนนอกไม่มีสิทธิ์ได้รับรู้เรื่องภายใน ไม่ให้ศัตรูเห็นอาวุธที่ซ่อนอยู่ในเงามืด กลีบบัวที่ทุกท่านกลืนลงไปจะช่วยให้พวกท่านมีภูมิต้านทานพิษที่สูงขึ้น พิษธรรมดาไม่อาจกล้ำกราย"



            ทุกคนต่างพาคนเงียบเสียงลงไม่เว้นแม้แต่กลุ่มคนธรรมดาที่ยืนอยู่ถัดไปไกล



            "มีด้านดีย่อมมีด้านร้าย ในทุกๆ ปีข้าจะจัดงานเลี้ยงสำหรับมอบยาแก้พิษให้กับทุกคน"



            "พิษ?"



            มาร์ตี้เลิกคิ้วขึ้นถามอย่างสงสัย



            "โทษเบาละเว้นได้… แต่โทษหนักจุดจบคือตายสถานเดียว! ใช่แล้วพิษร้ายแรงที่มีเพียงข้าคนเดียวเท่านั้นที่มียารักษา หากผู้ใดไม่ซื่อสัตย์ต่อซัลวาโตเร หากผู้ใดแพร่งพรายความลับภายในของซัลวาโตเร หากผู้ใดกล้าทรยศซัลวาโตเร จะไม่มีโอกาสเป็นครั้งที่สอง มีเพียงความตายที่รออยู่สำหรับผู้ทรยศ หากคิดจะเปลี่ยนใจตอนนี้ก็ยังไม่สายถือว่าข้าใจดีให้โอกาส"



            มิเนอร์วายกยิ้มเจ้าเล่ห์หงายมือขึ้น ในมือปรากฏกลีบดอกบัวสีขาวนวลรอคอยให้ผู้ที่คิดเป็นอื่นเข้ามาหยิบจับไป แววตาแฝงไปด้วยความอันตรายข่มขู่จิต

    คล้ายกับเรื่องThe SRP (ปราชญ์พิสดาร ผนึกมาร สังหารเทพ) ที่คุณอ่าน