วันต่อมา หว่านซีที่อาการดีขึ้นมากแล้วได้ไปเรียนรู้ธรรมเนียมปฏิบัติกับเหล่าหญิงงาม ในขณะที่พูดคุยกับทุกคน หว่านซีรู้สึกถึงความริษยาและการพยายามกีดกันของคนอื่นๆ ได้อย่างชัดเจน
นั่นเป็สิ่งที่คาดหมายได้ ในฐานะที่หว่านซีคือหนึ่งในสตรีที่งดงามสะดุดตาที่สุด ดังนั้นการที่นางยังอยู่ย่อมหมายความว่าคนอื่นมีโอกาสน้อยลงไปอย่างแน่นอน
สำหรับการเป็หญิงงาม ไม่ว่าจะได้อยู่ในวังต่อหรือได้รับใช้องค์ชายก็ถือเป็เส้นทางที่ดีที่สุด เพียงแต่ว่าหว่านซีในชาติที่แล้วไม่รู้ความจึงทำให้ตนเองต้องพบกับจุดจบในที่สุด แต่ในตอนนี้นางพร้อมที่จะแข่งขันอย่างถึงที่สุดจะไม่ปล่อยให้ผู้อื่นมาคิดแผนการลงมือกับนางอย่างโง่เขลาไม่รู้ตัวอีกเด็ดขาด
ธรรมเนียมปฏิบัติที่หมัวมัวผู้ดูแลสั่งสอนนั้นคล้ายคลึงกับข้อปฏิบัติที่นางเคยเรียนรู้ยามอยู่ที่บ้าน ยกเว้นสตรีจากกองธงฮั่น[1]ที่อาจไม่คุ้นเคยกับการต้องใส่รองเท้าทรงกระถาง[2] ส่วนสตรีชาวแมนจูและมองโกลนั้นดูผ่อนคลายกว่าอย่างเห็นได้ชัด
วันเวลาหมุนผ่านไปวันแล้ววันเล่า หญิงงามในวังหลวงก็ลดน้อยลงเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับสตรีจำนวนมากที่ถูกคัดเลือกมาในตอนแรกยามนี้คนที่เหลือไม่เพียงแต่ถูกเลือกมาอย่างพิถีพิถันเท่านั้น แต่พวกนางทุกคนยังแสดงความสามารถเฉพาะตัวเพื่อที่จะได้ยืนหยัดอยู่จนถึงตอนนี้
อาจเป็เพราะสถานการณ์ใกล้จะได้ข้อยุติแล้ว ดังนั้นไม่ว่าจะเป็อาหารสามมื้อต่อวันหรือนางกำนัลที่คอยรับใช้อยู่ก็ยิ่งให้ความเคารพและเอาใจใส่มากขึ้น อาจเป็เพราะกลัวว่าหลังจากที่มีการกำหนดสถานะแล้ว เหล่าหญิงงามที่มีตำแหน่งเหล่านี้จะกลับมาเล่นงานพวกนางภายหลังก็เป็ได้
เมื่อเร็วๆ นี้ นายหญิงตำหนักต่างๆ ก็เริ่มเรียกตัวเหล่าหญิงงามให้เข้าเฝ้าไปทีละคนแล้วเมื่อวันก่อนหว่านซีถูกเต๋อเฟยเรียกตัว ส่วนวันนี้ก็เพิ่งจะถูกอี้เฟยเรียกตัวไปยังตำหนักอี้คุน
อย่าได้เชื่อถือบรรยากาศในตำหนักในที่ดูสงบกลมเกลียวกัน เพราะแท้ที่จริงแล้วคลื่นใต้น้ำนั้นเชี่ยวกรากไม่เบาเลย
ถงกุ้ยเฟยเปี่ยมอำนาจแต่ไร้ทายาท ดูคล้ายว่านางสามารถควบคุมได้ทุกสิ่งทว่าแท้จริงแล้วกลับไม่อาจทำสิ่งใดได้ ในบรรดาสนมชั้นเฟยทั้งสี่ หรงเฟยและฮุ่ยเฟยที่อายุมากขึ้นลดการแย่งชิงความโปรดปรานลงและมุ่งความสนใจไปที่ตำหนักในของบุตรชายตนเอง เต๋อเฟยและอี้เฟย อายุไล่เลี่ย สถานะเท่าเทียมกัน เรียกขานกันเป็พี่สาวน้องสาว แต่แท้จริงแล้วก็เหมือนน้ำกับไฟที่ไม่อาจเข้ากันได้
วันก่อนเต๋อเฟยเรียกตัวหญิงงามสามคนรวมถึงหว่านซีด้วย วันนี้อี้เฟยเพิ่มหญิงงามมาอีกคนและเรียกตัวพวกนางมาที่ตำหนักอี้คุนพร้อมกัน
ปกติแล้วหญิงงามทั้งสี่ก็ไม่ได้พบปะสังสรรค์กันมากนักระหว่างทางก็พูดจากันเพียงเล็กน้อย ยามนี้พวกนางรออยู่นอกตำหนักให้อี้เฟยเรียกตัวเข้าเฝ้าแต่พวกนางทั้งสี่ที่กำลังยืนนิ่งกลับได้เห็นองค์ชายห้าและองค์ชายเก้าเดินออกมาจากห้องโถงด้านหน้า
“หม่อมฉันถวายบังคมองค์ชายห้าและองค์ชายเก้า” สตรีทั้งสี่ถวายความเคารพด้วยท่วงท่าสง่างาม
“ลุกขึ้นเถิด” อิ้นฉีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเป็มิตร
เมื่อได้ยินคำอนุญาต หญิงงามคนอื่นก็ถอยมายืนด้านข้างด้วยท่าทางนอบน้อม หว่านซียืนอยู่ตรงนั้นด้วยความสับสน นางก้มหน้าหลับตา แต่ยังไม่อาจเรียกสติตนเองกลับมาได้ในทันที หญิงงามที่ดูขวัญกล้าสักหน่อยซึ่งยืนอยู่ด้านข้างนางเริ่มเหลือบมองการปรากฏตัวขององค์ชายทั้งคู่ด้วยสายตาประเมินในที
อิ้นฉี องค์ชายห้าผู้รูปงาม แต่เขาเสียโฉมตอนเข้าสู่สนามรบ แผลเป็เล็กน้อยบนใบหน้าทำให้เขาดูเหมือนบัณฑิตน้อยลงและเป็วีรบุรุษมากขึ้น องค์ชายเก้าอิ้นถัง รูปลักษณ์ของเขานุ่มนวลคล้ายสตรีเพศแต่กลับไม่ทำให้ผู้ที่พบเห็นรู้สึกถึงกลิ่นอายของสตรีเลยแม้แต่น้อยยามนี้เขายกมุมปากขึ้นยิ้มดวงตาดอกท้อทั้งคู่ทำให้เหล่าหญิงงามที่เฝ้าดูอยู่ต่างหน้าแดงหัวใจเต้นรัวไปตามๆกัน
หว่านซียืนอยู่ด้านข้างด้วยท่าทีเรียบเฉย ความคิดยุ่งเหยิงอลหม่าน อิ้นถังที่ยังคงจดจำภาพหญิงงามอุทยานหลวงอันตราตรึงได้ไม่คลายสังเกตเห็นนางได้อย่างรวดเร็ว
"เ้าคือ?" อิ่นถังก้าวไปข้างหน้า สายตาจดจ้องไปยังหว่านซีพลางเอ่ยถาม
"หม่อมฉันธิดาจากสกุลหวันเหยียน ถวายบังคมองค์ชายเก้า" สายตาหนักแน่นขององค์ชายเก้าทำให้หว่านซีรู้สึกหนังศีรษะชาวาบ แม้นางจะยังคงรักษาท่าทางนอบน้อมเอาไว้ แต่น้ำเสียงนุ่มนวลไพเราะนั้นก็ช่างดึงดูดผู้คนนัก
เมื่อได้ยินเสียงอ่อนหวานจนเกือบทำให้ใจละลาย แววตาของอิ้นถังพลันวาบลึกแฝงนัยบางอย่าง แต่เขาเพียงยิ้มแล้วเอ่ย “คุณหนูหวันเหยียน ไม่เลว”
สตรีคนอื่นๆ ต่างอิจฉาที่หว่านซีสามารถดึงดูดสายตาขององค์ชายเก้าได้แม้ว่าจะมีข่าวลือหนาหูว่าเขาเป็คนเ้าชู้มากรัก มีทั้งชายาและอนุพรักพร้อม ทว่ายังไม่มีบุตรดังนั้นหากมีใครที่สามารถคลอดบุตรชายคนแรกได้ก่อน แม้ว่าจะไม่ได้ตำแหน่งพระชายาทว่าก็ย่อมมีสถานะมั่นคงอย่างแน่นอน
หว่านซีมองดูแผ่นหลังของอิ้นถังที่ห่างออกไปเรื่อยๆก่อนปกปิดเงาแสงริบหรี่ในแววตา นางไม่ได้สนใจคำเย้ยหยันและเสียงซุบซิบของสตรีที่เหลือทำเพียงเตรียมตัวเข้าเฝ้าอี้เฟยอย่างสงบเท่านั้น
แม้อี้เฟยประทับอยู่ด้านในตำหนัก แต่ไม่ได้หมายความว่านางไม่รับรู้เื่ที่เกิดขึ้นด้านนอกแต่อย่างใด
บุตรชายทั้งสองคนของนาง อิ้นฉี องค์ชายห้าได้รับการเลี้ยงดูจากฮองเฮาั้แ่ยังเด็ก แม้ว่ามารดาและบุตรชายจะไม่สนิทกัน แต่ความสัมพันธ์แม่ลูกนั้นดียิ่ง อิ้นถัง องค์ชายเก้านั้นนางได้เลี้ยงดูมาด้วยตนเอง จึงอดไม่ได้ที่จะรักใคร่ลำเอียงมาทางเขามากกว่าเล็กน้อย ทว่าบุตรชายคนนี้ฉลาดหลักแหลม มีความคิดเป็ของตัวเองไปเสียทุกเื่ แม้นางจะเป็แม่ก็ทำได้เพียงให้คำแนะนำแต่ไม่อาจห้ามความคิดของเขาได้
“หมัวมัว ท่านว่าหวันเหยียนผู้นี้มีสิ่งใดพิเศษหรืออิ้นถังถึงได้ตกหลุมรักนางเพียงได้เห็นแค่แวบเดียวเท่านั้น" อี้เฟยถือถ้วยชาไว้ในมือ ขณะเอ่ยถามฉีหมัวมัวนางกำนัลคนสนิทของตนเองที่ยืนอยู่ด้านข้าง
“พระสนม เื่นี้บ่าวเองก็ไม่ทราบเหมือนกันเพคะ แต่วีรบุรุษล้วนพ่ายหญิงงาม แม่นางหวันเหยียนเองก็เป็โฉมสะคราญผู้หนึ่งส่วนเื่อื่นๆ บ่าวเองก็ไม่แน่ใจนัก ตอนนี้คุณหนูหวันเหยียนกำลังรออยู่ด้านนอก เหตุใดท่านไม่เรียกนางที่นี่เล่าเพคะ” เมื่อเห็นว่าผู้เป็นายไร้ท่าทีไม่พอใจ ฉีหมัวมัวจึงเอ่ยถ้อยคำชี้แนะออกไป
อี้เฟยคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงวางถ้วยชาในมือลง พลางพยักหน้าแล้วพูดว่า “ก็ดี”
เ้านายอนุญาตแล้ว ฉีหมัวมัวจึงรับคำสั่งก่อนออกจากห้องด้านในและเดินออกไปยังโถงด้านนอก
“คุณหนูทั้งหลาย อี้เฟยเรียกพวกท่านเข้าพบ โปรดเข้ามาข้างในด้วยเ้าค่ะ” คำพูดที่มาอย่างกะทันหันของฉีหมัวมัวทำให้หว่านซีตื่นจากภวังค์ในที่สุด
“ฉีหมัวมัว” เมื่อเห็นร่างที่กำลังเดินตรงมา หว่านซีก็รีบสงบใจลง ครั้นอีกฝ่ายค้อมคำนับ นางก็โค้งกายลงครึ่งหนึ่งเพื่อคำนับตอบกลับดังเช่นคนอื่นๆที่เหลือ
ในฐานะที่ฉีหมัวมัวคือคนใกล้ชิดของอี้เฟย ดังนั้นแม้ว่ายามนี้หว่านซีจะถือว่ามีสถานะเป็เ้านายในวังแล้วแต่ก็ยังไม่กล้าปฏิบัติต่ออีกฝ่ายอย่างขอไปที
ทันทีที่หว่านซีเอ่ยปาก น้ำเสียงไพเราะนุ่มนวลของนางทำให้ดวงตาของฉีหมัวมัวเปล่งประกายขึ้นมาทันควัน หากกล่าวว่ารูปลักษณ์ของหว่านซีโดดเด่น หญิงงามคนอื่นๆ ก็ไม่ได้ด้อย แต่น้ำเสียงนี้แม้แต่หญิงชราอย่างนางก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกประทับใจเมื่อได้ยิน นับประสาอะไรกับเหล่าบุรุษ
“คุณหนูทั้งหลายอย่าได้กังวลไปเลยเ้าค่ะ พระสนมเป็คนที่ตรงไปตรงมาและไม่ถือตัว" ฉีหมัวมัวกวาดสายตามองหญิงงามทั้งหมดพร้อมกับยิ้มจางๆก่อนที่จะหยุดนิ่งที่หว่านซี
“ขอบคุณฉีหมัวมัวที่ชี้แนะ“
ฉีหมัวมัวมองดูหว่านซีที่มีท่าทางสุภาพอ่อนน้อมเมื่อพิจารณาอย่างละเอียดก็พบว่าแม้นางจะสวมรองเท้ากระถาง แต่การเคลื่อนไหวของหว่านซีกลับไม่ได้งุ่มง่ามเงอะงะทั้งยังคงความสง่างามดุจหลิวลู่ล่อลม[3]
ด้วยรูปลักษณ์นี้ น้ำเสียงนี้ ท่วงท่าเช่นนี้ไม่แปลกใจเลยที่นางจะกลายเป็ที่ปรารถนาขององค์ชายเก้า
หลังจากเข้าไปในตำหนักอี้คุนแล้ว ฉีหมัวมัวก็โค้งคำนับแล้วจึงไปยืนอยู่ข้างหลังอี้เฟย หว่านซีและหญิงงามอีกสามคนที่เหลือต่างไม่ได้เหลือบมองซ้ายขวาเพียงหลุบตามองต่ำอย่างสุภาพ
“ถวายบังคมอี้เฟยขอจงทรงพระเจริญเพคะ”
“ลุกขึ้นเถิด!” อี้เฟยนั่งอยู่บนตั่งประธานควันสีเขียวลอยเอื่อยมาจากกระถาง แลดูคล้ายกับภาพฝันเลือนราง
หว่านซีค่อนข้างคุ้นเคยกับฉากนี้ ชาติที่แล้วเมื่อตอนที่นางถวายตัวกับอิ้นถัง ยามนั้นเขายังไม่ได้แยกออกไปอยู่ข้างนอก ดังนั้นนางต้องอาศัยอยู่ที่นี่ และเนื่องจากนางเป็ที่โปรดปรานจึงได้พบกับอี้เฟยอยู่บ่อยครั้ง ทว่าภรรยาเอกก็คือภรรยาเอก อนุภรรยาก็เป็ได้เพียงอนุภรรยาเท่านั้นไม่อาจเปรียบเทียบศักดิ์ฐานะกันได้ แม้ว่านางจะได้อยู่ที่นี่แต่ก็ต้องเฝ้าระวังรับใช้เหมือนบ่าวทาสผู้หนึ่งอยู่นั่นเอง
"คุณหนูหวันเหยียน พระสนมเรียกท่านอยู่!”
[1] กลุ่มชายฉกรรจ์ที่มีเชื้อสายชาวฮั่นจึงถูก เรียกสั้น ๆ ทหารฮั่น (汉军) ได้รับการจัดตั้งเป็ทหารกองธงเหมือนกัน แต่มีชื่อเรียกต่างหากว่า "ทหารฮั่นแปดกองธง" 八旗汉军 คนที่สังกัดกองทหารนี้จึง ถูกเรียกว่า “ชาวกองธงเชื้อสายฮั่น”(汉军旗人)
[2] รองเท้าส้นสูงของชาวแมนจู ้าบานกว้าง ตรงกลางเว้าคอด ฐานด้านล่างที่ััพื้นเป็ทรงสี่เหลี่ยม ดูคล้ายกระถางดอกไม้
[3] หมายถึงหญิงงามที่เคลื่อนไหวอย่างนิ่มนวลอ่อนหวาน มาจากเื่ความฝันในหอแดง