สวรรค์นิรันดร์กาล

การหลอมอุปกรณ์ที่น่าทึ่ง

        ฉางเฟิงได้เดินทางมาถึงทวีปชางหลางในเวลาไม่นานซึ่งก็เสียเวลาค่อนข้างมากกว่าฉางเฟิงจะเดินทางมาถึงเพราะร่างใหม่นี้ไม่ได้ฝึกฝนเต๋ามิติหรือมีอุปกรณ์ที่ช่วยในการเดินทาง

        “กฎฟ้าดินเปลี่ยนไปมากจริงๆการบ่มเพาะของผู้คนนั้นง่ายมากขึ้นและยังสามารถทลายขีดจำกัดได้ง่ายกว่าเดิมอีกด้วยดูเหมือนโลกโกลาหลจะกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง” ฉางเฟิงยิ้มและเดินเข้าไปในเมืองแห่งหนึ่ง

        ในเมืองแห่งนี้คือเมืองชางเป็นหนึ่งในเมืองที่ผู้คนอาศัยอยู่มากที่สุดเพราะที่นี่มีมรดกที่ยิ่งใหญ่ปรากฎและยังไม่เคยได้รับมรดกที่แท้จริงเลยและมรดกนั้นคือ หอคอยแห่งการต่อสู้

        “พี่ชายหอคอยแห่งการต่อสู้นี่เปิดให้ทุกคนเข้าไปทดสอบหมดเลยงั้นเหรอ” ฉางเฟิงเดินไปหาชายคนหนึ่งและกล่าวถาม

        “ใช่แล้วแต่ตามจริงหอคอยแห่งการต่อสู้ถูกควบคุมโดยตระกูลถัง เจ๋อ และหู่แต่ว่าหลังจากที่พวกนั้นไม่สามารถพิชิตหอคอยแห่งการต่อสู้ได้พวกนั้นก็ปล่อยให้ผู้คนสามารถเข้าไปฝึกฝนได้อย่างอิสระแน่นอนว่าจะต้องจ่ายให้กับพวกเขาด้วยศิลาปราณระดับสูง”

        “เป็นแบบนี้นี่เองแสดงว่าสามตระกูลมีตัวตนระดับเซียนอยู่สินะ” ฉางเฟิงกล่าว

        “ใช่แล้วถ้าไม่มีเซียนคอยปกป้องพวกเขาจะกล้าเก็บเงินกับพวกเราเจ้าดูสิที่นี่มีระดับจักรพรรดิขั้นสูงสุดจำนวนมากพวกเขาแต่ละคนไม่ได้อ่อนแอถ้าไม่ใช่ว่าอีกฝ่ายมีเซียนสามตระกูลคงถูกทำลายไปแล้ว”

        “แบบนี้นี่เองแล้วหอคอยแห่งการต่อสู้มันต้องทำยังไงบ้างพอดีข้ายังไม่เคยเข้าไปทดสอบเลย”

        “หอคอยแห่งการต่อสู้ก็ตามชื่อหอคอยมีทั้งหมด 100 ชั้น และแต่ละชั้นจะมีการทดสอบที่แตกต่างกันออกไปบ้างชั้นก็เป็นการต่อสู้กับสัตว์อสูร บางชั้นก็เป็นเขาวงกต บ้างก็เป็นการประลองกับผู้ดูแลชั้นนั้นๆและตั้งแต่หอคอยแห่งการต่อสู้ปรากฏก็ยังไม่มีใครไปถึงชั้นที่ 50 เลยด้วยซ้ำ”

        “อะไรกันมันยากขนาดนั้น”ฉางเฟิงตกใจ

        “แน่นอนเพราะกฎเกณฑ์ภายในจะทำให้เจ้าพบเจอกับระดับพลังเดียวกันอย่างเช่นถ้าเซียนเข้าไปสัตว์อสูรที่เจอ ผู้ดูแลชั้นที่เจอก็จะเป็นขั้นเซียนทั้งหมดขนาดเซียนของสามตระกูลยังไปได้ใกลมากที่สุดแค่ 35 ชั้นเท่านั้น”

        “น่าสนใจมากจริงๆ”ฉางเฟิงตื่นเต้น

        “แน่นอนแม้พวกเราจะไม่ได้รับอะไรเลยแต่การได้ต่อสู้และผ่านประสบการณ์มากมายก็ถือว่ายอดเยี่ยมสำหรับพวกเราแล้ว”

        ฉางเฟิงบอกลาอีกฝ่ายก่อนจะหาที่พักก่อนเป็นอันดับแรกจากนั้นฉางเฟิงก็หาซื้อวัสดุและเช่าโรงหลอมในพื้นที่ทันที

        “เจ้าหนูเจ้ามั่นใจเหรอว่าจะไม่ให้พวกเราหลอมอุปกรณ์ให้แต่จะหลอมขึ้นมาเอง”ชายวัยกลางคนมองฉางเฟิงด้วยสายตาสงสัย

        จากที่ดูฉางเฟิงไม่น่าจะเป็นปรมาจารย์นักหลอมอะไรเลยแต่ฉางเฟิงก็มายืมเตาหลอมและสถานที่

        “ขอบคุณผู้อาวุโสที่ข้าขอหลอมเองดีกว่าเพราะอาวุธของข้ามันออกจะพิเศษนิดหน่อย”ฉางเฟิงยิ้ม

        “ถ้าเช่นนั้นข้าจะไม่คิดค่าเช่าเตาหลอมข้าขอดูเจ้าหลอมอาวุธได้หรือไม่แน่นอนว่าข้าไม่คิดจะบอกใครเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นข้าแค่อยากจะดูว่าอาวุธพิเศษที่เจ้าว่ามันเป็นแบบใหน”ชายวัยกลางคนกล่าว

        “ข้าก็ไม่มีปัญหาหรอกแต่ท่านต้องรับปากข้าว่าห้ามบอกใครถึงสิ่งที่เกิดขึ้นถ้าเป็นไปได้ข้าอยากให้ท่านสาบานต่อเต๋าสวรรค์”

        “ได้ข้าสาบานต่อเต๋าสวรรค์เลยถ้าข้าบอกคนอื่นขอให้ข้าต้องตาย” ชายวัยกลางคนกล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว

        “ถ้าเช่นนั้นก็ไม่มีปัญหา”

        ฉางเฟิงได้ทำการหลอมกระบี่เล่มหนึ่งออกมาในตอนนี้เต๋ากระบี่ของฉางเฟิงได้นำหน้าเต๋าดาบและอื่นๆไปแล้วดังนั้นฉางเฟิงจึงต้องการจะหลอมกระบี่เป็นอันดับแรกและด้วยความรู้ของพระเจ้าเพลิงอมตะที่ฉางเฟิงได้รับมาฝีมือการหลอมและการใช้ไฟของฉางเฟิงพัฒนาขึ้นอย่างมากน่าเสียดายที่เพลิงวิเศษไม่ได้ติดตามฉางเฟิงมาด้วยไม่งั้นการหลอมของฉางเฟิงจะง่ายกว่านี้

        ชายวัยกลางคนแข็งทื่อและมองฉางเฟิงหลอมอุปกรณ์อย่างไม่วางตาเพราะการหลอมกระบี่ของฉางเฟิงมันไม่เหมือนกับพวกเขาแต่กลับดีกว่าพวกเขาหลายเท่าแร่ต่างๆถูกทำให้บริสุทธิ์และไม่เหลือสิ่งเจือปนเลยแม้แต่น้อยและเมื่อขึ้นรูปกระบี่เสร็จฉางเฟิงก็ยังไม่หยุดจากนั้นฉางเฟิงก็ปลดปล่อยพลังจิตออกมาวาดค่ายกลและสลักไว้ที่ตัวกระบี่

        “มันทำแบบนี้ได้ด้วยงั้นเหรอถึงกับสลักค่ายกลเอาไว้ที่ตัวกระบี่ ไม่นั่นมันอะไร สิ่งนั้นคืออะไร” ชายวัยกลางคนไม่สามารถรักษาความสงบได้

        ฉางเฟิงได้สร้างตราประทับสลักไว้ที่ตัวกระบี่อีกชั้นทำให้กระบี่ของฉางเฟิงไม่เพียงแต่มีพลังของค่ายกลแต่ยังมีพลังของตราประทับเต๋ากระบี่อีกด้วย

        “ค่ายกลที่ข้าสลักคือค่ายกลแรงโน้มถ่วงมันจะเพิ่มและลดน้ำหนักตามที่ข้าต้องการและน้ำหนักมากที่สุดที่สามารถทำได้คือขนาดภูเขาขนาดใหญ่ลูกหนึ่งเลยทีเดียว”ฉางเฟิงยิ้มอย่างพอใจ

        “นี่มันอะไรกันเจ้าเป็นใครกันแน่ความรู้ของเจ้ามันเหนือกว่าขั้นเซียนไปใกลแล้ว” ชายวัยกลางคนเป็นถึงปรมาจารย์หลอมอุปกรณ์เซียนแน่นอนว่าย่อมมองออกถึงความยอดเยี่ยมของฉางเฟิงที่แสดงออกมา

        “ตอนนี้ข้ายังบอกอะไรมากไม่ได้เพราะความโลภของมนุษย์มันอาจจะทำให้เกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นได้”ฉางเฟิงยิ้มและเริ่มหลอมอุปกรณ์อื่นๆต่อ

        สุดท้ายฉางเฟิงก็ใช้ศิลาระดับสูงไปจำนวนมากถ้าไม่ใช่เพราะร่างเซียนทั้งสองของฉางเฟิงพอมีศิลาปราณติดตัวบวกกับตลอดทางฉางเฟิงสังหารกลุ่มโจรหรือพวกที่ดักปล้นฉางเฟิงไปด้วยละก็ฉางเฟิงคงไม่มีศิลาปราณมากขนาดนี้

        “อุปกรณ์เซียนขั้นสูงทั้งหมดเลยงั้นเหรอเจ้าทำได้ยังไง” ชายวัยกลางถึงกับล้มลงด้วยความตกใจ

        “ขอบคุณผู้อาวุโสที่ให้ยืมเตาหลอมกับสถานที่”ฉางเฟิงไม่พูดอะไรมากและออกไปทันที

        “ฟุบ!!!!!!!!!!”

        ในตอนที่ฉางเฟิงก้าวเท้าออกไปรองเท่าของฉางเฟิงส่องแสงตราประทับออกมาและความเร็วของฉางเฟิงก็ระเบิดประกายสายฟ้าออกมาทำให้ความเร็วของฉางเฟิงพุ่งทะยานส่วนเสื้อเกาะก็มีค่ายกลสลักเอาไว้ทำให้ทนต่อการโจมตีธาตุ

        “การเตรียมตัวแค่นี้ก็น่าจะพอแล้วด้วยพลังของข้าคือระดับจักรพรรดิขั้นที่ 9 และอุปกรณ์เซียนข้าน่าจะไปได้ใกลกว่าเซียนพวกนั้น”ฉางเฟิงคิดก่อนจะตรงไปยังหอคอยแห่งการต่อสู้

        ฉางเฟิงใช้ศิลาปราณส่วนสุดท้ายเพื่อจ่ายค่าผ่านทางและตรงเข้าไปเมื่อฉางเฟิงขึ้นมายังชั้นที่1 ก็พบเจอกับพื้นที่ขนาดใหญ่ซึ่งเป็นทะเลทรายอันกว้างใหญ่

        “บททดสอบแรกจงเอาชีวิตรอดให้ได้ 1 วัน จากอสูรทะเลทราย แต่ถ้าเจ้าสามารถสังหารสัตว์อสูรทั้งหมดในชั้นที่1 ได้นอกจากผ่านไปยังชั้นที่ 2 แล้วยังจะได้รับรางวัลพิเศษอีกด้วย” มีเสียงดังออกมา

        “คอยมีคนทำได้หรือไม่”

        “แน่นอนว่ามีแต่ในยุคสมัยนี้ยังไม่เคยมีใครทำได้”

        “ขอบคุณผู้ดูแลที่ชี้แนะ”ฉางเฟิงเผยรอยยิ้ม นั่นหมายความว่ายังไม่เคยมีคนได้รางวัลในยุคนี้

        งดลงนิยายวันที่30 นะครับ ยังเหลืออีกตอน

คล้ายกับเรื่องสวรรค์นิรันดร์กาล ที่คุณอ่าน