ตอนที่ 37
เริ่มตั้งตัว (3)
เช้าวันถัดมาหมิ่นอวี้เฟยได้จัดเตรียมทุกอย่างให้กับบุตรสาวของตนเองเพื่อให้พร้อมกับการออกเดินทางในวันถัดไป ภายในห่อผ้าเล็กๆมีอาหารและเครื่องใช้สำคัญจำนวนนึงถูกเก็บเอาไว้เป็นอย่างดี
ในช่วงยามเช้าของวันรถม้าคันหนึ่งได้วิ่งมาจอดอยู่บริเวณด้านหน้าบ้านของจูเฟย สองแม่ลูกเดินออกมาด้านนอกผู้เป็นแม่มองรถม้าขนาดเล็กด้านหน้า พี่มีท่านอาจารย์หยางนั่งเป็นสารถีอยู่
หยางซานเมื่อเดินทางมาถึงเขาก็กระโดดลงจากตำแหน่งสารถีของตนเองแล้วเดินมารับจูเฟย
อวี้เฟยได้ส่งห่อผ้าขนาดเล็กให้กับบุตรสาวของนางไปพร้อมกับก้มไปกล่าวสั่งสอนถึงการวางตัวต่างๆในเมื่อไปต่างเมือง จูเฟยยืนฟังคำสั่งสอนของมารดาอยู่สักพักใหญ่ๆกว่าที่นางจะได้เดินทางออกมาจากเมือง
เมื่อเสร็จเรียบร้อยหมดแล้วนางก็เดินทางออกมาจากสลัมเล็กๆนอกเมืองอู่หนาน รถม้าที่มีหนึ่งชายชรากับหนึ่งเด็กน้อยนั่งอยู่วิ่งตรงออกจากถนนเมืองอู่หนานเพื่อมุ่งตรงไปยังเมืองชิงอิง
เมืองแห่งนั้นตั้งอยู่ห่างจากเมืองอู่หนานถ้าใช้รถม้าในการเดินทางก็ประมาณสามวันแต่ถ้าเดินเท้ามันก็จะใช้เวลามากกว่านั้นขึ้นไปอีก แต่หลังจากที่นางนั้นนายกลับไปศึกษาเส้นทางมาปรากฏว่าการเดินทางไปที่เมืองชิงอิงใช้เส้นทางของเมืองอู่หนาน จะสามารถเดินทางไปที่เมืองนั้นได้โดยที่ไม่ได้ผ่านเมืองแห่งอื่นๆเลยสักนิด
คือพูดง่ายๆตลอดการเดินทางนั้น 2 ข้างทางจะเต็มไปด้วยป่า การเดินทางไปที่เมืองชิงอิงในครั้งนี้จูเฟยตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่านางนั้นจะเดินทางไปเพื่อหาลู่ทางในการทำการค้าขายและสร้างกำไร
ตามคำที่ท่านอาจารย์ของนางได้บอกกับท่านแม่ของนางเอาไว้ว่าจะไปทำธุระที่เมืองนั้นประมาณ 3 วันไปกลับเวลาก็กินเข้าไป 6 วันแล้วรวมเวลาอยู่ที่นั่นอีก 3 วัน ก็ประมาณ 9 ถึง 10 วันกว่านางจะได้เดินทางกลับมาอีกครั้ง
การเดินทางไปที่เมืองแห่งนั้นในครั้งนี้น่าจะอยู่ถึง3 วันนางก็ต้องหาทางทำธุรกิจให้ได้ไม่เช่นนั้นก็เท่ากับว่าการเดินทางมาที่สถานที่แห่งนี้มันเปล่าประโยชน์ เพราะว่านางอุตส่าห์ละทิ้งการทำกำไรกับพืชสมุนไพรของนางเดินทางมาที่แห่งนี้ตั้ง 10 วัน
การออกเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นรถม้าขนาดเล็กที่มีหยางซานนั่งเป็นสารถีมุ่งตรงออกไปบนถนนที่ไม่ใหญ่มากนัก ท้องนภาด้านบนม่านเมฆนั้นเปิดโล่งดวงอาทิตย์ในยามเช้านั้นส่องผ่านม่านเมฆลงมาให้ความอบอุ่นไปทั่วทั้งบริเวณ สายลมเย็นๆในยามเช้าพัดผ่านอยู่ตลอดเวลาทำให้
พวกเขาเดินออกมาจากเมืองอู่หนานในเวลายามเช้าตรู่ตอนที่ดวงอาทิตย์ยังไม่ขึ้นแต่ตอนนี้เมื่อเดินทางออกมาสักพักเมื่อแสงแดดปรากฏขึ้นบนท้องนภาก็ได้ปัดเป่าม่านหมอกยามราตรีที่ยังคงอยู่ให้หายไปจนหมด
ตอนนี้อากาศกำลังดีแสงแดดอ่อนๆส่องผ่านลงมาจากม่านเมฆแต่ว่าถ้าผ่านไปอีกสักพักหนึ่งบรรยากาศทั่วทั้งบริเวณคงเต็มไปด้วยความร้อนระอุในยามสาย
หลังจากที่เดินทางด้วยรถม้าผ่านไปอีกสักพักใหญ่ๆทั่วทั้งบริเวณก็เต็มไปด้วยความร้อนระอุในยามสายอย่างที่ตัวของจูเฟยนั้นคิดจริงๆ
ทั้งสองได้ตัดสินใจหยุดพักข้างริมลำธารขนาดใหญ่ที่ตัดผ่านสายธาราเส้นนี้มันเป็นสายธาราขนาดใหญ่ที่มันวิ่งตรงเข้าไปที่เมืองอู่หนาน
เมื่อมานั่งพักเหนื่อยใกล้ๆริมลำธาร จูเฟยถือโอกาสนี้ในการไถ่ถามบางอย่างกับท่านอาจารย์ของนาง
“ ว่าแต่ท่านอาจารย์เจ้าคะ ”
หยางซานที่กำลังล้างเนื้อล้างตัวอยู่นั้นก็ได้หันมามองศิษย์ตัวน้อยของตนเอง
“ มีอันใดงั้นรึ??? ”
“ ข้าอยากจะถามท่านอาจารย์มาสักพักแล้ว ที่ท่านเดินทางไปที่เมืองชิงอิงในครั้งนี้ท่านบอกว่าจะไปทำธุระนี่มันธุระอันใดหรือเจ้าคะ ” นี่เป็นเรื่องที่จูเฟยนั้นยังคงสงสัยอยู่
“ ข้าต้องไปพบคนสักหน่อย ”
“ พบคน??? ”
“ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้าหรอกยัยหนูจู ”
เมื่อท่านอาจารย์ตอบกลับมาเช่นนั้นมันยิ่งทำให้ตัวของจูเฟยนั้นประหลาดใจมากขึ้นไปอีก ท่านอาจารย์ไม่ยอมบอกนางตรงๆแต่กลับตอบปฏิเสธที่จะบอกมันต้องมีบางอย่างแน่นอน
แต่กระนั้นตัวของจูเฟยเก็บความสงสัยของตนเองเอาไว้ก่อนแล้วเริ่มเดินทางต่อ พวกเขาเดินทางต่อไปอีกประมาณ 3 วันกว่าจะเดินทางไปถึงเมืองชิงอิงในยามเช้าของวันที่สี่
รถม้าที่มีชายชราที่สวมใส่อาภรณ์สีดำสนิทนั่งเป็นสารถีและมีเด็กน้อยวัยเพียง 6 ปีนั่งอยู่ข้างกายตอนนี้วิ่งอยู่บนถนนเส้นหลักที่จะมุ่งตรงเข้าสู่เมืองชิงอิงเรียบร้อยแล้ว
ดวงตากลมโตของจูเฟยจ้องมองเมืองขนาดใหญ่ด้านหน้าอย่างไม่กระพริบตา ดวงตาทั้งสองข้างของนางเปล่งประกายออกมา
กำแพงเมืองหินสูงใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางลานกว้างขนาดใหญ่ เมืองชิงอิงตั้งอยู่ด้านหน้าของนางเมืองแห่งนี้แม้ว่าจะเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ห่างจากเมืองอู่หนานไม่มากนักแต่มันก็ตั้งอยู่คนละทิศทางกันจนทำให้พื้นที่ที่ตั้งของเมืองแห่งนี้มันอยู่ใจกลางลานกว้างขนาดใหญ่ที่รอบๆเมืองนั้นล้อมไปด้วยป่า
มันเป็นเมืองขนาดใหญ่ที่มีขนาดใหญ่กว่าเมืองอู่หนานประมาณ 4-5 เท่าตัวภายในหนังสือที่บ่งบอกถึงเมืองต่างๆภายในแคว้นหลิวที่ตัวของจูเฟยได้อ่านมามันบอกว่าเมืองแห่งนี้มีถนนมากมายหลายร้อยเส้นตัดผ่านกัน
เมื่อบอกว่าเมืองแห่งนี้มีขนาดใหญ่กว่าเมืองอู่หนาน4-5 เท่าตัวเมื่อได้มาเห็นกับตามันก็ไม่ผิดจากคำอธิบายเลยสักนิด
เมืองขนาดใหญ่ตอนนี้เมื่อเข้ามาเขตบริเวณถนนเส้นหลักที่จะมุ่งตรงเข้าไปภายในเมือง ทั้งถนนก็เต็มไปด้วยรถม้าที่วิ่งสวนไปมาจนเป็นที่สังเกต
ดวงตาคู่นั้นมองตรงไปด้านหน้าประตูเมืองขนาดใหญ่ก็มีรถม้าวิ่งเข้าออกอยู่ตลอดเวลาสมเป็นเมืองแห่งการค้าขายจริงๆ ในสถานที่แห่งนี้มีผู้คนและพ่อค้าวิ่งเข้าออกมากมายจูเฟยรู้ได้ทันทีเลยว่าสถานที่แห่งนี้มันจะต้องทำให้นางนั้นหาไอเดียในธุรกิจของนางเจออย่างแน่นอน
รถม้าขนาดเล็กที่มีตัวของหยางซานนั่งเป็นสารถีมุ่งตรงเข้าไปข้างในเมือง มาถึงด้านหน้าประตูเมืองก็มีทหารยามที่คอยเป็นด่านตรวจแต่ว่าการตรวจนั้นก็ไม่ได้เคร่งครัดอันใดมากนักก็สามารถเข้าไปด้านในได้อย่างง่ายดาย
นี่คือเมืองแรกที่นางได้มามองเห็นด้วยสายตาของตนเองนอกจากเมืองอู่หนานที่นางเคยอยู่ เมื่อรถม้าวิ่งผ่านประตูเมืองขนาดใหญ่เข้ามาดวงตาของเด็กน้อยที่นั่งอยู่บนรถม้าก็ได้กวาดสายตามองไปรอบบริเวณอย่างเปล่งประกายในทันที
เมืองแห่งนี้สมกับเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่เป็นอย่างมาก ถ้าเข้ามาด้านในทุกอย่างดูตื่นตาตื่นใจไปจนหมด
ถนนก็มีขนาดใหญ่มากกว่าเมืองอู่หนานตั้งไม่รู้กี่เท่าขนาดถนนนั้นใหญ่เพียงนี้แต่ผู้คนนั้นกลับเดินไปมาอย่างพลุ่งพล่าน นางนั้นกวาดสายตาไปมองรอบบริเวณอย่างตื่นตาตื่นใจ ร้านค้ามากมายแปลกตาประดับอยู่สองข้างทางอาคารบ้านเรือนก็สูงใหญ่
นี่ขนาดเมืองนี้ยังใหญ่เพียงนี้นางไม่อยากจะคิดถึงเมืองหลวงของแคว้นหลิวเลยสักนิด เมืองหลวงของแคว้นหลิวภายในตำราที่นางได้อ่านมาบอกว่ามีขนาดใหญ่โตกว่าเมืองแห่งนี้อีกประมาณ 1 เท่าตัวมันคงจะใหญ่โตราวกับนำเมืองที่มีขนาดเท่าเมืองอู่หนานมาหลอมรวมกันหลายสิบเมือง
ในขณะที่รถม้ากำลังวิ่งผ่านถนนเส้นหลักที่เป็นทางเข้าของเมืองมุ่งตรงไปเรื่อยๆ จูเฟยใช้ดวงตาทั้งสองข้างของตนเองกวาดมองไปรอบบริเวณ นางมองเห็นร้านมากมายมันมีทั้งร้านเครื่องประดับร้านอาหารและร้านอื่นๆอีก
จูเฟยที่นั่งอยู่บนรถม้าเองก็รู้ได้ทันทีหลังจากกวาดสายตามองไปทางซ้ายทีขวาที นางรู้ได้ทันทีเลยว่าที่เมืองแห่งนี้จะต้องมีธุรกิจมากมายให้นางศึกษาอย่างแน่นอน
รถม้าที่มีท่านอาจารย์ของนางนั่งเป็นสารถีมุ่งตรงผ่านถนนเส้นหลักแล้วไปย่านโรงเตี๊ยมของเมืองแห่งนี้
เข้าสู่ย่านโรงเตี๊ยมบริเวณโดยรอบก็มีโรงเตี๊ยมมากมายถูกตั้งเรียงรายเอาไว้ให้เลือกสรรแต่เมื่อเข้ามาดูเหมือนว่าท่านอาจารย์ของนางนั้นจะมีโรงเตี๊ยมที่อยู่ภายในใจของตนเองอยู่แล้ว
ท่านอาจารย์ของนางตรงไปที่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่สุดถนนเส้นนี้มันเป็นโรงเตี๊ยมเล็กๆที่มีห้องให้พักอยู่เพียงแค่ไม่กี่ห้องเท่านั้น
รถม้าจอดไว้ข้างๆโรงเตี๊ยมก่อนที่หนึ่งศิษย์หนึ่งอาจารย์จะเดินออกมาบริเวณด้านหน้าโรงเตี๊ยมแห่งนี้ เท้าทั้งสองข้างหยุดลงด้านหน้าโรงเตี๊ยมก่อนที่ดวงตากลมโตจะเงยหน้ามองโรงเตี๊ยมที่ตั้งอยู่ด้านหน้าของตน
แม้ว่ามันจะเป็นโรงเตี๊ยมเล็กๆแต่ว่าก็ถูกบำรุงรักษาเป็นอย่างดีทุกอย่างดูสะอาดเอี่ยมอ่องจนเรียกได้ว่าใหม่หมดจด
หลังจากนั้นท่านอาจารย์ของนางก็เลยพานางเดินเข้าไปด้านในและเลือกสรรห้อง พวกเขาทั้งสองอาศัยอยู่ห้องที่อยู่ติดกัน
พวกเขาเดินทางมาถึงในยามเช้าก็ทำการพักผ่อนร่างกายหลังจากเดินทางติดต่อกันมาเป็นเวลา 3 วันจนถึงในยามบ่าย
เมื่อถึงในยามบ่ายกูเป็นอาจารย์ก็ได้มาเคาะประตูห้องของจูเฟยแล้วชักชวนกันออกไปเดินชมภายในเมือง จูเฟยเองนางต้องการเช่นนั้นอยู่แล้ว ท่านอาจารย์ของนางเอ่ยปากชักชวนนางก็ได้รีบต่อปากรับคำแล้วออกไปในทันที
ทั้งสองพากันเดินออกไปด้านนอก โดยตัวของจูเฟยที่เดินอยู่ข้างกายของท่านอาจารย์ดวงตาของนางก็กวาดมองร้านขายของมากมายที่ตั้งอยู่ข้างทาง
บริเวณย่านโรงเตี๊ยมแห่งนี้ยังมีของขายไม่มากนักต้องเดินออกไปบริเวณหน้าเมืองถึงจะพบเจอร้านค้ามากมายเหมือนตอนที่ตัวของนางนั้นวิ่งผ่านเข้ามา
แต่เมื่อเดินตรงไปอยู่สักพักใหญ่มันก็ถึงย่านย่านหนึ่งก่อนที่มันจะทะลุไปด้านหน้าเมืองนั่นก็คือย่านการค้าทาสขนาดใหญ่
จูเฟยที่เดินทางมาถึงย่านนี้ขาทั้งสองข้างของนางก็ถึงกับผงะแล้วมองภาพตรงหน้าด้วยความตกตะลึง
จบตอน