ตอนที่ 3: เบาะแสในโรงเตี๊ยม
สายลมยามอัสดงพัดหอบเอาละอองฝุ่นทรายสีเหลืองคลุ้งไปทั่วประตูเมืองด่านตะวันตก ‘เมืองเยี่ยนเหมิน’ เป็จุดตัดสำคัญระหว่างดินแดนจงหยวนและทุ่งหญ้ารกร้างนอกด่าน บรรยากาศของเมืองชายแดนแห่งนี้เต็มไปด้วยความคึกคักที่แฝงกลิ่นอายอันตราย ผู้คนที่สัญจรไปมามีทั้งพ่อค้าเร่ ชาวยุทธ์พเนจร มือปราบหลวง และผู้ฝึกยุทธ์ฝ่ายนอกรีตที่หลบหนีคดีมาแฝงตัว กลิ่นสุราหมักราคาถูกคละเคล้ากับกลิ่นเนื้อย่างเสียบไม้และไอควันจากเตาดินเผาตลอดแนวถนนหินขรุขระ
ซูเม่ยและหลี่เหวินก้าวเท้าผ่านซุ้มประตูด่านเข้ามา ทั้งสองสะกดกลั้นประกายลมปราณเอาไว้อย่างมิดชิดเพื่อไม่ให้เป็ที่สะดุดตา ชุดรัดกุมของซูเม่ยถูกคลุมทับด้วยเสื้อคลุมผ้าเนื้อหยาบสีมอซอ แต่วงหน้างดงามหมดจดกับกิริยาอันสง่าผ่ายผอมยังคงดึงดูดสายตาละโมบของเหล่าอันธพาลข้างถนนได้ไม่น้อย ขณะที่หลี่เหวินใช้ผ้าฝ้ายผืนหนาพันรอบดาบสีนิลกาฬเล่มั์ไว้แ่า แสร้งทำตัวเป็เพียงนักเดินทางร่างสูงใหญ่ธรรมดาคนหนึ่ง
"เบาะแสของลายแทงส่วนที่สองชี้มายัง โรงเตี๊ยมเมฆาแดง" ซูเม่ยกระซิบเสียงเบาขณะกวาดสายตามองป้ายไม้สลักตัวอักษรสีชาดที่แกว่งไกวตามแรงลมอยู่เบื้องหน้า "มีข่าวลือว่าสายลับของพรรคมารใช้ที่แห่งนี้เป็จุดส่งต่อข้อมูลและของมีค่าจากราชสำนัก"
"โรงเตี๊ยมแห่งนี้ขึ้นชื่อเื่หูตาไว หากเราเดินดุ่มๆ เข้าไปในฐานะจอมยุทธฝ่ายธรรมะ คงถูกวางยาพิษในจานข้าวั้แ่ยังไม่ทันได้นั่งลงเก้าอี้แน่" หลี่เหวินหันมายิ้มพราย ดวงตาพราวระยับด้วยแผนการบางอย่าง "เพื่อความปลอดภัยและความแเี เราจำเป็ต้องมีฐานะบังหน้า"
"ฐานะอันใดของเ้า?" ซูเม่ยขมวดคิ้วด้วยความระแวงในท่าทีของเขา
"คู่สามีภรรยาพ่อค้าผ้าไหมตกยากที่กำลังเดินทางไปพึ่งญาติทางเหนือน่ะสิ" หลี่เหวินยิ้มกว้างอย่างเ้าเล่ห์ "สามีผู้ซื่อสัตย์กับภรรยาขี้บ่นและดุร้าย ช่างสมจริงยิ่งนัก ไม่มีผู้ใดสงสัยแน่นอน"
"เหลวไหล!"
ซูเม่ยหน้าตึงขึ้นมาทันควัน แก้มขาวเนียนพลันซับสีเืจางๆ "เหตุใดต้องเป็สามีภรรยา? เป็เพียงพี่ชายน้องสาวร่วมสายเืมิได้หรือไร!"
"แม่นางซู... สายตาที่เ้ามองข้าเ็าปานนั้น หากบอกว่าเป็พี่น้อง คงเป็พี่น้องที่เพิ่งแทงข้างหลังกันมาเป็แน่ แต่หากเป็สามีภรรยาที่กำลังทะเลาะกระเง้ากระงอด ผู้คนจะมองว่าเป็เื่ปกติธรรมดาของผัวเมีย ไม่มีใครใส่ใจสืบสาวราวเื่หรอก" หลี่เหวินไม่รอคำยินยอม
เขายื่นมือหนาไปคว้าข้อมือเรียวของนางแล้วดึงเข้ามาเกาะกุมไว้ ซูเม่ยสะดุ้งสุดตัวคิดจะสะบัดออก แต่หลี่เหวินกลับกระชับฝ่ามือแน่นขึ้นพร้อมกับส่งสายตาเตือนเป็นัยเมื่อทั้งสองก้าวข้ามธรณีประตูโรงเตี๊ยม
ภายในโรงเตี๊ยมเมฆาแดงมีเสียงจอแจของเหล่านักดื่ม โต๊ะไม้สี่เหลี่ยมตั้งเรียงรายเกือบเต็มทุกมุม กลิ่นสุรารสจัดและควันยาสูบฟุ้งตลบ เถ้าแก่ร่างท้วมสายตาเ้าเล่ห์ยืนอยู่หลังโต๊ะคิดเงิน ปรายตามองผู้มาใหม่ทั้งสองคนั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า
"เสี่ยวเอ้อร์ จัดโต๊ะริมหน้าต่างชั้นบนให้ข้ากับภรรยาสักที่เถิด!" หลี่เหวินะโบอกด้วยน้ำเสียงร่าเริงแบบชาวบ้านทั่วไป พลางโอบไหล่บางของซูเม่ยเข้ามาแนบชิดกาย
ร่างของซูเม่ยแข็งทื่อไปชั่วขณะ ไอร้อนจากฝ่ามือและแผ่นอกของเขาที่แนบชิดผ่านเนื้อผ้าทำให้หัวใจของนางเต้นระรัวอย่างไม่เคยเป็มาก่อน นางต้องสะกดกลั้นสัญชาตญาณที่จะชักกระบี่หงส์เหินออกมาบั่นคอคนข้างกาย แล้วแสร้งทำสีหน้าบูดบึ้งตามบทบาทที่เขาวางไว้
"ฮูหยินของข้าเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางมาทั้งวัน เ้าช่วยนำสุรารสดีกับเนื้อแพะตุ๋นมาให้พวกเราสักสองชามใหญ่ด้วยนะ" หลี่เหวินหยอดเงินตำลึงลงบนโต๊ะ เสี่ยวเอ้อร์รีบกุลีกุจอพาขึ้นไปบนชั้นลอยที่สามารถมองเห็นบรรยากาศชั้นล่างได้อย่างชัดเจน
เมื่อนั่งลงประจำที่ หลี่เหวินยังคงแสร้งคีบอาหารใส่ชามของซูเม่ยอย่างเอาอกเอาใจ "กินเยอะๆ นะน้องหญิง เ้าดูผอมแห้งลงไปมาก ขืนปล่อยให้เป็เช่นนี้ เมื่อไปถึงบ้านท่านลุง ข้าคงโดนตำหนิว่าดูแลภรรยาไม่ดี"
"ขอบน้ำใจท่านพี่..." ซูเม่ยกัดฟันเค้นเสียงหวานปนขู่ฟ่อออกมาทางไรฟัน นางใช้ปลายเท้าใต้โต๊ะเหยียบลงบนหลังเท้าของเขาอย่างแรงเต็มแรง หลี่เหวินสะดุ้งเฮือกแต่จำต้องกลืนความเ็ปลงคอแล้วส่งยิ้มแหยๆ กลับมา
ภายใต้ฉากหน้าที่ดูหยอกล้อกัน ทั้งสองต่างแผ่โสตประสาทเพื่อดักฟังความเคลื่อนไหวรอบข้าง บนโต๊ะใหญ่ตรงกลางชั้นล่าง มีชายฉกรรจ์สี่คนสวมชุดหนังสัตว์คาดผ้าโพกหัวสีแดง กำลังดื่มสุราและสนทนากันด้วยเสียงกระซิบกระซาบ
"ลายแทงส่วนของค่ายกลร้อยศพถูกนำไปเก็บไว้ที่สุสานโบราณท้ายหุบเขาแล้ว คืนนี้ท่านจ้าวเทียนหลงจะส่งคนมารับของเพื่อนำไปรวมกับส่วนอื่น" ชายหน้าบากคนหนึ่งกระซิบ
"จริงหรือ? ได้ยินว่าค่ายกลร้อยศพมีกับดักมรณะและไอพิษรุนแรง แม้แต่ยอดฝีมือก็ยากจะรอดออกมาได้" อีกคนหนึ่งเอ่ยถามด้วยความหวาดหวั่น
"เพราะเหตุนั้นอย่างไรเล่า ของวิเศษถึงได้ปลอดภัยอยู่ในนั้น คืนนี้ตอนเที่ยงคืน พวกเราต้องไปสมทบกับกองกำลังคุ้มกันที่ปากทางเข้าหุบเขา"
ซูเม่ยและหลี่เหวินสบตากันทันที ข้อมูลที่ได้มามีความกระจ่างชัดเจนยิ่งกว่าที่คาดการณ์ไว้ แผนที่ลายแทงซ่อนอยู่ในค่ายกลร้อยศพ และพวกพรรคมารกำลังจะเคลื่อนย้ายมันในคืนนี้
ขณะที่ทั้งสองกำลังเตรียมตัวจะลุกออกจากโต๊ะ ชายร่างั์ผู้หนึ่งที่นั่งดื่มสุราอยู่โต๊ะข้างๆ พลันลุกขึ้นยืนแล้วเดินเซเข้ามาขวางทาง สายตากรุ้มกริ่มของมันจ้องมองใบหน้าของซูเม่ยอย่างหยาบคาย
"แม่นางผู้นี้หน้าตางดงามหมดจด เหตุใดจึงยอมทนลำบากไปกับบุรุษยากจนเช่นนี้เล่า? มาดื่มสุรากับข้าสักสามจอก แล้วข้าจะมอบตั๋วเงินให้เ้าใช้สุขสบายไปทั้งชาติ!" ชายร่างั์เอื้อมมือหนาหมายจะคว้าคางของซูเม่ย
แววตาของซูเม่ยวาวโรจน์ด้วยจิตสังหาร นิ้วมือของนางขยับเตรียมจะดีดดรรชนีสกัดชีพจร ทว่าหลี่เหวินกลับเร็วกว่า เขาลุกขึ้นยืนขวางหน้านางไว้ มือข้างหนึ่งคว้าข้อมือของชายร่างั์แล้วบิดหมุนอย่างแรงจนเกิดเสียงกระดูกลั่นกร๊อบ
"อ๊ากกก!" ชายร่างั์กรีดร้องด้วยความเ็ป
"ขออภัยด้วยพี่ชาย ภรรยาของข้าขี้หึงและดุร้ายยิ่งนัก หากนางโกรธขึ้นมา แม้แต่ชีวิตของท่านก็คงรักษาไว้ไม่ได้" หลี่เหวินกล่าวด้วยรอยยิ้มเ็า ดวงตาของเขาวาวโรจน์ด้วยความดุดันที่แฝงพลังกดดันมหาศาล จนชายร่างั์หน้าซีดเผือดและรีบวิ่งหนีเตลิดลงบันไดไปทันที
หลี่เหวินหันกลับมาหาซูเม่ย แววตาดุดันเมื่อครู่มลายหายไป เหลือเพียงแววตาอบอุ่นและรอยยิ้มทะเล้นเช่นเดิม เขายื่นมือมาตรงหน้านาง
"ไปกันเถิดน้องหญิง รัตติกาลนี้ยังมีงานใหญ่รอเราอยู่"
ซูเม่ยมองมือหนาที่ยื่นมา ความรู้สึกปลอดภัยและอบอุ่นที่ได้รับจากการปกป้องของเขาทำให้หัวใจที่เคยเยือกเย็นสั่นไหวอย่างรุนแรง นางวางมือลงบนฝ่ามือของเขาอย่างช้าๆ ยอมปล่อยให้เขาจูงมือนางก้าวเดินออกจากโรงเตี๊ยมเมฆาแดง มุ่งหน้าสู่สุสานโบราณและค่ายกลร้อยศพที่กำลังรอคอยอยู่เบื้องหน้า