หลังจากที่อ๋องจินอู่ออกจากวัง เขาก็ตรงไปที่ร้านบะหมี่ทันทีแน่นอนว่าเขาย่อมไม่เข้าประตูหน้า เพราะเขาไม่อยากปะทะกับตี้ไหลข่า ที่ทำหน้าที่เป็แมวเฝ้าประตูเขาลอบเข้าทางด้านหลังและปีนเข้าทางหน้าต่างห้องของฉีซื่อ และทันทีที่เข้าไปในห้องทุกอย่างคือความเงียบงัน ที่นอนถูกพับเก็บไว้อย่างเป็ระเบียบ ข้าวของถูกวางไว้เรียบร้อยสะอาดสะอ้าน... หรืออาฉีจะลงไปที่ห้องครัวเพื่อต้มน้ำแกง... เมื่อเขาคิดได้แบบนั้นก็ตัดสินใจว่าจะรออยู่บนนี้เพราะเดี๋ยวพอฉีซื่อทำงานเสร็จยังไงก็ต้องกลับมาที่ห้องเพื่อพักผ่อนอยู่แล้วดังนั้นเขาไม่จำเป็ต้องรีบร้อน
เขาใช้เวลาระหว่างที่รอฉีซื่ออยู่ที่ห้องเดินไปเดินมาสำรวจข้าวของภายในห้อง รวมไปถึงคิดถึงเ้าของห้องไปพลางเพราะในห้องนี้ยังมีกลิ่นของเ้าของห้องปะปนหอมพุ้งลอยอยู่ในอากาศ เขานั่งลงที่เตียงของฉีซื่อมือััลงไปที่ที่นอนของฉีซื่อก่อนเขาจะเอนตัวนอนลงเพื่อสูดดมกลิ่นที่เขาโหยหาก่อนจะผล็อยหลับไป จากเที่ยงวันเป็บ่าย จากบ่ายเป็เย็น จากเย็นกลายเป็พลบค่ำ
“ท่านหลับสบายดีหรือไม่”ตี้ไหลข่าที่ตอนนี้นั่งอยู่ตรงกันข้ามกับอ๋องจินอู่
“เ้าเข้ามาทำไม...” อ๋องจินอู่ที่รู้สึกตัวตื่น รีบลุกขึ้นมาถึงได้พบว่า ตอนนี้พลบค่ำแล้ว
“หึ! คงไม่ต้องถาม ข้าก็พอจะเดาได้ว่าท่านคงหลับสายดีแต่ท่านรู้ไหมว่าเ้าของห้องนี้ ไม่เคยนอนหลับได้เลยสักคืนเดียว เขาต้องใช้ชีวิตอย่างหวาดผวามาโดยตลอดเพราะเขากลัวว่าท่านจะมาทำร้ายเขาอีกยังไงละ” ตี้ไหลข่าพูดออกมาด้วยความโกรธแค้นแค้นจนอยากจะฉีกอ๋องจินอู่ออกเป็ชิ้นๆ
“ข้า้าคุยกับอาฉี”อ๋องจินอู่ถามหาเ้าของห้องทันที
“ท่านปล่อยเขาไปเถอะ ท่านเองก็มีอำนาจล้นฟ้า แค่กระดิกนิ้วชายบำเรอสักร้อยคนคงหาได้ไม่ยาก” ตี้ไหลข่าเหน็บแนมกลับทันที
“ข้าจะถามเ้าอีกครั้ง อาฉีอยู่ไหน” อ่องจินอู่ชักกระบี่ออกมาจ่อที่คอของตี้ไหลข่า แต่เขาก็ไม่สะทกสะท้านกลับยิ้มให้เขาอย่างสมเพศเสียด้วยซ้ำ
“เฮ้อ... ตามสบายเลยท่านอยากจะหาก็เดินหาได้เลยตามใจท่าน แต่กระหม่อมจะบอกอะไรสักย่างเพื่อไม่ให้ท่านเสียเวลาห้องแห่งนี้ไม่มีคนอยู่มานาน 4 วันแล้วขอรับ แต่ถ้ารวมววันเข้าไปด้วยก็ 5 วันแล้วขอรับ” ตี้ไหลข่าพูดจบ เขาก็เดินออกไปจากห้องของฉีซื่อทันที
เพล้ง!!! เสียงขอลกระบี่หลุดมือร่วงลงพื้น อ๋องจินอู่มือไม้อ่อน ขาหมดแรง ทรุดลงไปที่พื้นเขาไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ตี้ไหลข่าพูด เพราะเขาไม่ได้พูดตรงๆเสียหน่อย เขาเพียงแค่โกหกเท่านั้นหรือเปล่าเพราะคนคนนี้ขัดขวางเขาให้ออกห่างจากฉีซื่อมาโดยตลอด
“ข้าไม่เชื่อ...อาฉีจะไปที่ไหนได้ เขารักร้านนี้จะตายไปไม่มีทาง ... ในครัว หรือเขาจะยังอยู่ในครัว” อ๋องจินอู่รีบพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นแล้วกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกไปหาฉีซื่อที่ห้องครัวทันที
“อาฉี เ้าอยู่ในนี้ใช่ไหม...อาฉี... อาฉี”อ๋องจินอู่เดินหาฉีซื่อทั่วทั้งห้องครัว สวนหลังร้าน หรือแม้แต่เดินออกไปหน้าร้านเขาหาทุกซอกทุกมุมเรียกชื่อของฉีซื่อดั่งคนบ้า แต่ทุกอย่างที่ได้กลับมาคือความว่างเปล่าไม่มีแม้แต่ร่องลอยของฉีซื่อหลงเหลืออยู่เลย
“อย่างที่ข้าบอก เขาไม่อยู่แล้ว เขาจากคนสารเลวอย่างท่านไปไกลแล้ว”ตี้ไหลข่าที่ยืนนิ่งดูเหตุการณ์อยู่พักใหญ่ ตัดสินใจบอกไปตามตรงเพราะเขาหวังจะให้อ๋องจินอู่รีบกลับไปเสียที
“ไปไหน อาฉีไปไหน เ้าเอาเขาไปซ่อนไว้ที่ไหน” อ๋องจินอู่ถามด้วยความร้อนใจ
“อย่างที่ข้าพูด ท่านปล่อยเขาไปเถอะ อย่าให้เขาต้องมาทรมานเพราะท่านอีกเลย”ตี้ไหลข่าพูดจบเขาก็เดินออกไปด้านหลังร้านทันทีโดยทิ้งให้อ๋องจินอู่ยืนเคว้งรับความว่างเปล่าอยู่เพียงลำพังก่อนที่เขาจะค่อยๆเดินออกจากร้านไปอย่างเงียบๆ
...ไปซะได้ก็ดี หวังว่าเขาจะไม่มาที่นี่อีกน่ะ ข้าี้เีจะต้อนรับเขาแล้ว ... ตี้ไหลข่ายืนมองจากในร้านไกลๆพร้อมกับบ่นในใจเพราะทุกครั้งที่เขาเจออ๋องจินอู่ เขามีแต่อารมณ์ที่พุ่งพล่านอยากจะชักดาบออกมาสู้ให้รู้เื่กันไปแต่ก็ทำได้แค่คิด หากทำจริงๆเห็นทีร้านบะหมี่ที่ฉีซื่อรักนักหนาแห่งนี้คงพังยับเยินไปนานแล้ว
.............................................................
คืนวันเหตุการณ์ ก่อนหน้านั้น 5 วัน ณร้านบะหมี่
“อ้าก!! ไม่ ไม่ อย่าอย่าทำข้า ข้ากลัวแล้ว ได้โปรด ปล่อย ปล่อยกระหม่อมไปเถิด ฮือๆๆ กลัวแล้วๆ”เสียงร้องอย่างหวาดผวาของฉีซื่อดังลั่นออกมานอกห้องทำให้ตี้ไหลข่าที่นอนอยู่ห้องตรงข้ามต้องรีบวิ่งตรงมาที่ห้องของฉีซื่อทันทีเพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉีซื่อเป็แบบนี้ เขาจะร้องแบบนี้แทบจะทุกคืนั้แ่เกิดเื่ในวันนั้น สติของฉีซื่อก็ยังกลับมาไม่ปกติเรียกง่ายๆเลยก็คือยังเสียขวัญอยู่นั่นเอง
“อาฉีๆ นี่ข้าเอง อาตี้ไง อาตี้ สหายของเ้าไงเ้าได้ยินข้าหรือไม่” ตี้ไหลข่า พยายามเรียกชื่อของฉีซื่อเพื่อเป็การเรียกสติ
“อาตี้...ฮือๆๆ อาตี้เ้ามาช่วยข้าแล้ว...เ้ามาแล้วมาแล้วจริงๆ ฮือๆ” ประโยคนี้ของฉีซื่อทำเอาตี้ไหลข่าทั้งเจ็บทั้งจุกไปถึงแกนหัวใจเขาได้แต่โทษตัวเองที่วันนั้นเขาไม่รู้เื่อะไรเลยไม่รู้ว่าฉีซื่อกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้าย ฉีซื่อสู้อ๋องจินอู่ไม่ได้ ฉีซื่อคงกำลังรอให้ตนไปช่วยอยู่เป็แน่แต่ตนก็ไม่ได้ไป จนทำให้ฉีซื่อต้องมีภาพเช่นนี้
ตี้ไหลข่า ทนเห็นฉีซื่ออยู่ในสภาพนี้ต่อไปไม่ไหวแล้วสภาพที่ทั้งซูบผอม เพราะแทบจะไม่ยอมกินอะไรเลย นั่นเป็เพราะหากกินเข้าไป เวลาฉีซื่อขับถ่ายออกมาเขาเ็ปทรมานมากจากช่องทางด้านล่างที่ยังไม่หายดีอีกทั้งยังโทรม ขอบตาคล้ำ เพราะนอนแทบไม่ได้ พอนอนทีไรก็จะฝันร้ายทุกที บางคืนที่นอนสงบได้ก็เพราะได้ยาช่วยให้หลับแต่ถ้ายาหมดฤทธิ์เมื่อไหร่ ฉีซื่อก็จะเป็เช่นนี้เสมอ
“อาฉี เ้าอยากจะไปท่องเที่ยวสัก ปีสองปีหรือไม่”ตี้ไหลข่าถามผู้เป็สหาย
“ไม่ ข้าไม่อยากออกไปที่ไหนเลย ข้า...”
“ข้ารู้ว่านี่อาจจะไม่เหมาะที่จะพูดเื่นี้แต่ข้าเป็ห่วงเ้า ที่นี่เ้ามีแต่คนสารเลวนั้นอยู่ในความทรงจำเต็มไปหมด แบบนี้แล้วเ้าก็จะเก็บเอาไปฝันร้ายอยู่บ่อยๆ”
“ข้า...พยายามแล้วอาตี้...แต่ไม่รู้ทำไมถึงยังได้...”
“เอาละ ไม่ต้องพูดแล้วข้าอยากให้เ้าไปจากที่นี่ไปยังที่ที่ไม่มีคนสารเลวนั่นอยู่ในความทรงจำ แน่นอนว่า ที่ที่เ้าจะไป ต้องไม่ใช่ที่บ้านตระกูลโจวที่ไหนก็ได้ ที่เ้าอยากจะไป ข้าจะให้อาตู้ไปกับเ้าด้วยดีหรือไม่” ตี้ไหลข่าพยายามโน้มน้าวฉีซื่อ
“แล้วหากข้าไปแล้ว ท่านพ่อท่านแม่กลับมาเล่า...”
“เื่นั้นเ้าไม่ต้องห่วง ข้าจะบอกแทนเ้าเองว่า...ดังนั้นเื่ทางนี้เ้าไม่ต้องห่วง ข้าจะเป็วัวเป็ควายให้เ้าใช้งานเอง” ตี้ไหลข่าพยายามตบมุกให้ฉีซื่อยิ้มออกมาบ้าง
“เป็วัวเป็ควายอะไรกัน เ้าเป็สหายข้าน่ะจนบางที ข้ายังอยากให้เ้าเป็พี่ชายของข้าด้วยซ้ำ” ฉีซื่อพูดทั้งน้ำตาด้วยความซาบซึ้ง
“เฮ้อ!! ข้าทำดีกับเ้าขนาดนี้ยังได้เป็พี่ชายของเ้าหรือนี่ เอาอย่างนี้ก็แล้วกันวันที่เ้ากลับมาที่นี่อีกครั้ง เราค่อยจะมาสาบานเป็พี่น้องกันดีหรือไม่” ตี้ไหลข่ายื่นข้อเสนอกับฉีซื่อเพื่อให้เขามีชีวิตกลับมา เพราะเขาเกรงว่าหากไปไกลตาเขาแล้วฉีซื่อจะคิดสั้น เลยหาทางให้ฉีซื่อยอมรับปากสัญญากับตนว่าจะกลับมาอีกครั้ง
“ได้ซิ หากวันนึงข้ากลับมา ข้าจะมาทำตามสัญญาก็แล้วกัน”พูดจบตี้ไหลข่าก็สั่งให้คนในร้านเตรียมรถม้าให้ฉีซื่อ รวมถึงข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็ทั้งหมดเพราะเขาจะให้ฉีซื่อเดินทางคืนนี้เลย
“อาฉี เื่เงินทองเ้าใช้ตั๋วแลกเงินได้เลยรวมไปถึง เ้าสามารถไปรับตั๋วเงินที่ตระกูลตี้ของข้าได้ข้าจะส่งเงินในส่วนการค้าของเ้าให้เป็ระยะ...แล้วนี่ก็คือ ตราประจำตัวของข้าในตระกูลตี้เ้าพกมันติดตัว ยามเ้าเจอเื่ลำบาก ตระกูลของข้าพร้อมช่วยเหลือเ้ายังไงๆข้าก็หวังให้เ้า เดินทางท่องเที่ยวอย่างราบรื่น แล้วเราพบกันใหม่” ตี้ไหลข่ากล่าวอำลาก่อนจะส่งฉีซื่อขึ้นรถม้า
“อาตี้ ข้ารู้ว่าเ้าโทษตัวเองมาตลอดถึงเื่ในวันนั้นที่เ้าไม่สามารถไปช่วยข้าได้ จริงๆแล้ว เ้าไม่เคยคิดว่าเ้าผิดเลยอย่าโทษตัวเองอีกเลยนะ เ้าทำดีทีที่สุดแล้ว” ฉีซื่อกล่าวทิ้งท้ายก่อนจะขึ้นรถม้าฉีซื่อไม่ยอมให้ตู้ตู้ติดตามไปด้วย อยากให้อยู่ช่วยงานที่ร้านมากกว่า เพราะตู้ตู้เป็เพียงตนเดียวที่รู้สูตรอาหารของฉีซื่อทั้งหมดฉีซื่อเลยคิดว่าให้อยู่ที่นี่น่าจะเป็ประโยชน์กว่าที่จะไปเร่ร่อนกับตน
ในยามค่ำคืนที่ดึกสงัด ตามท้องถนนไร้ซึ่งผู้คนมีเพียงแสงไฟจากโคมที่ส่องสว่างเป็ระยะ รถม้าของฉีซื่อหยุดลงที่หน้าด่านทางออกเพื่อทำการให้ตรวจค้น ฉีซื่อถูกตี้ไหลข่าจับแต่งหญิง เขาอยากให้อำพลางตัวออกไปเงียบๆเพราะตี้ไหลข่ารู้ดีว่า คนที่อยู่หน้าด่านประตูเมืองนั้น ล้วนแต่เป็คนของอ๋องจินอู่ทั้งสิ้นอย่างน้อยหากแต่งหญิงก็พอจะหลบสังเกตุได้บ้าง และยิ่งเดินทางในเวลากลางคืนแบบนี้ยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่ ทหารหน้าด่าน เดินตรวจอยู่ครู่เดียว ก่อนจะปล่อยให้ออกไป รถม้าเคลื่อนตัวออกไปช้าๆผ่านประตูด่านออกไปเรื่อยๆจนพ้นประตูใหญ่ พร้อมกับประตูก็ถูกปิดลง
........................................................................
วันปัจจุบัน ที่พระราชวัง
“ถวายบังคมฝ่าา” อ๋องจินอู่รีบเข้าวังแต่เช้าเพื่อขอเข้าเฝ้าฮ่องเต้
“วันนี้ข้าไม่ได้เรียกเ้าเข้ามา แต่ดันมาด้วยตัวเองสงสัยวันนี้จะมีเื่มาให้ข้าปวดหัวซะแล้ว” ฮ่องเต้พูดไปพลางหยอกนกในกรงปพลาง
“เสด็จพี่ ท่านทราบใช่หรือไม่ว่า ฉีซื่อเขา...เขาจากไปแล้ว...”
“ข้าก็เพิ่งรู้ไม่นานมานี้เอง หลังจากเ้ากลับไปคนของข้าก็เพิ่งจะกลับมารายงาน”
“ท่านพี่...นี่ท่าน สนุกมากใช่ไหมพะยะคะที่เห็นพระหม่อมเป็เช่นนี้” อ๋องจินอู่แสดงอาการไม่พอใจ ที่พี่ชายของตนรู้เื่ทุกอย่างแต่กลับไม่ยอมส่งข่าวให้ตนเลย
“เ้าจะโทษข้าไม่ได้ สำหรับเื่นี้ข้าก็แค่คนนอกจะยื่นมือไปสอดก็เกรงว่าจะเสียเื่”
“ท่านพี่ ข้าขอถามท่าน นอกจากเื่ที่เขาออกไปจากเมืองแล้วท่านรู้ใช่หรือไหมว่าเขาไปที่ใด” อ๋องจินอู่ถามอย่างคาดหวังในคำตอบที่จะได้ฟัง
“จินอู่ เ้าใจเย็นๆหน่อยเถิด นี่ขนาดข้าเป็พี่ชายของเ้าเ้ายังคาดคั้นได้ขนาดนี้ ถ้าหากเป็ฉีซื่อ เ้าจะไม่บีบคอถามเลยหรือ” ฮ่องเต้พูดจี้ใจอ๋องจินอู่เข้าอย่างจัง
“ท่าน!” แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ทำอะไรไม่ได้
“เขาออกเดินทางในยามราตรี เมื่อ 4-5วันก่อนเขาอำพลางตัวเองโดยแต่งเป็สตรี ใช้ชื่อของคนอื่นในการผ่านด่านออกไป ดังนั้นเ้าไม่ต้องแปลกใจหากคนของเ้าจะไม่รู้”
“แต่งเป็หญิงงั้นรึ...ท่านแน่ใจได้อย่างไรว่าเป็อาฉี”อ๋องจินอู่ยังคงไม่เชื่อกับสิ่งที่ได้ฟัง
“คนของข้าตามสืบมาจนแน่ใจ ถึงได้มารายงานข้า แถมเขายังบอกอีกว่าฉีซื่อผู้นี้ ยามแต่งบุรุษก็งามสะดุดตา ยามแต่งเป็สตรีก็งามจนแทงทะลุใจ มิน่าเล่าพอขาดเขา เ้าถึงได้เป็คนสิ้นคิดขนาดนี้” ฮ่องเต้ร่ายยาวจนอ๋องจินอู่ไม่อยากฟังแล้วเขารับไม่ได้ที่จะให้ใครมาชมฉีซื่อต่อหน้าเขา มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่สามารถพูดชมฉีซื่อได้
“ท่านพี่ สรุปท่านไม่รู้ว่าเขาไปที่ใดใช่หรือไม่”
“ข้าไม่รู้ เพราะเดิมทีข้าไม่ได้ให้คนของข้าไปสะกดรอยเขาอยู่แล้วข้าเพียงให้คนของข้าไปสืบเื่ราวความเป็มาของเขาเท่านั้น”
“งั้น กระหม่อมทูลลาพะยะคะ” พูดจบ อ๋องจินอู่ก็ลุกขึ้นแล้วเดินออกไปจากตำหนักของฮ่องเต้ทันที