บทที่ 35
ลืมตาขึ้นได้เพียงครู่เดียว
“แน่นอน อีอัน”
เมฟตอบพร้อมกับพยักหน้า สายตาโล่งใจเหมือนกับว่าอีอันไม่ได้ปฏิเสธ
เธอพูดต่ออีกครั้ง
“ข้าสัญญาว่าจะตอบแทนอย่างเหมาะสมเพราะมันเป็นเรื่องสำคัญและอันตราย ถ้าต้องการ ข้าให้ตำแหน่งได้นะ…”
“สิ่งที่สำคัญตอนนี้ไม่ใช่เงื่อนไข” อีอันตัดบท
“ก่อนอื่นต้องดูรายละเอียดของสัญญาอีกครั้ง”
“รายละเอียด...? ทำไม?”
สายตาของอีกฝ่ายงุนงง
ไม่เข้าใจในส่วนนี้สินะ
อีอันยักไหล่พูด “หากจุดประสงค์ต่อไปของท่านคือการตามหาและลงโทษผู้ทรยศ ถ้ายังเดินทางด้วยกัน ท่านคงทำไม่สำเร็จหรอก”
เมฟหยุดทันที
“…เจ้าคงมีเหตุผลที่พูดแบบนั้น”
“เพราะว่าท่านโดดเด่นมาก ท่านเองก็รู้ดีไม่ใช่เหรอ?”
อัศวินในชุดเกราะเหล็กทั้งตัวนั้นหายากมากในอะเกลลัน ไม่ว่าไปที่ไหนก็จะได้รับความสนใจ เฉกเช่นตอนที่เข้ามาในหมู่บ้านนี้
“ไม่อาจหลีกเลี่ยงสายตาของพวกคนทรยศได้งั้นสิ” เมฟพูดออกมา
อีอันพยักหน้าเสริม
“แล้วยังมีเหตุผลที่ท่านต้องไปที่ปราสาทด้วย ถ้าไม่นับว่าเสียเวลา หากก้าวเข้าไปในปราสาทแล้วก็จะไม่ได้ออกมาอีกง่าย ๆ ข้าเป็นพยานยืนยันการมีอยู่ของนักเวทดำ ส่วนกษัตริย์ก็เตรียมพร้อมสำหรับสงคราม”
“สุดท้ายแล้ว สงครามในสถานการณ์แบบนี้…”
“นักเวทดำกำลังวางแผนการร้าย ในขณะเดียวกันก็มีผู้ทรยศเข้ามามีเอี่ยวด้วย ท่านคิดว่าพระราชาจะล้มเลิกทำสงครามงั้นเหรอ”
เมฟหุบปากลงราวกับพูดไม่ออก เธอเองก็ไม่แน่ใจว่าพระราชาจะตัดสินใจอย่างไร
“เพราะฉะนั้น หากข้าจะรับคำร้องขอใหม่ก็ต้องแบ่งหน้าที่กัน ท่านอยู่ข้างใน ส่วนข้าอยู่ข้างนอก” อีอันพูดอย่างช้า ๆ พร้อมกับสบตาเมฟ “แล้วแต่ละคนก็จะหาผู้ทรยศได้มากขึ้น”
ถึงแม้จะบอกเหตุผลไปแบบนั้น แต่สุดท้ายก็จะไปคนเดียว
อย่างไรก็ตาม เควสต์ส่วนใหญ่ที่เขาต้องแก้ไขเกี่ยวข้องกับผู้เสื่อมถอยในอะเกลลัน ดังนั้น แค่ทำในสิ่งที่จะทำในตอนแรกก็เพียงพอที่จะทำตามคำร้องขอของเธอและเควสต์ที่เกี่ยวข้องได้
เป็นผลพลอยได้ที่เมฟจะไม่โดนพวกผู้เสื่อมถอยหลอกล่อ
อย่างน้อยก็มีส่วนที่เชื่อได้บ้าง
เมฟที่ไม่รู้ความในใจของอีอันนั้นจมอยู่กับความคิดไปชั่วขณะ
“...มีเหตุผลสินะ อีอัน” ในที่สุดเธอก็เปิดปากพูด
“แต่อย่างที่เจ้าบอก ต้องมีคนนอกเป็นพยานพิสูจน์การมีอยู่ของนักเวทดำ”
“ก็…ทหารรับจ้างในที่นี้ไม่ได้มีแค่ข้าคนเดียวนี่”
“…! จริงด้วย ยังมีมิเกลอยู่”
เมฟถอนหายใจพร้อมกับเบิกตาขึ้น
ในความเป็นจริง ไม่ว่านิสัยจะเป็นอย่างไร มิเกลก็เป็นเหมือนทหารรับจ้างที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชน นับเป็นบุคคลที่เหมาะสมในฐานะพยาน
ในขณะที่เจ้าตัวยังไม่รู้ร้อนรู้หนาว มิเกลก็ได้ถูกติดสินแล้ว
“ค่อย ๆ คิดไปก็ได้ว่าควรทำก่อนอะไร ยังมีเวลาอยู่” อีอันพูดเสริมอย่างช้า ๆ
อีอันมั่นใจว่าเมฟจะยอมรับข้อเสนอ จากที่อยู่ด้วยกันมาจนถึงตอนนี้ เธอไม่สามารถเป็นคู่ต่อสู้ของอีอันในส่วนนี้ได้
“เข้าใจแล้ว” เมฟพยักหน้า อยู่ดี ๆ ก็มองเขาและพูดว่า “ไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ข้าคิดว่าเจ้าจะถามว่าจะตอบแทนด้วยอะไรซะอีก”
ทุก ๆ อย่างมีสิ่งที่เรียกว่าขั้นตอนอยู่
อีอันนึกในใจก็หัวเราะออกมา
“เพราะงั้นท่านถึงพูดเรื่องตำแหน่งออกมาอย่างนั้นเหรอ?”
“ไม่ใช่ซะทีเดียว ข้าเชื่อว่าเจ้าจะมีบทบาทสำคัญในอาณาจักรนี้”
“น่าเสียดายที่ข้าต้องปฏิเสธมัน แม้จะได้เงินมากขึ้นก็ตาม”
“เงินคือสิ่งที่จะตกอยู่ในมือเมื่อมีอำนาจ”
“แต่เราทิ้งไปไม่ได้ ยังต้องรับใช้พระราชาอีก”
“มันคงจะดีกว่าการใช้ชีวิตเร่ร่อนไปวัน ๆ”
“ที่พูดเพราะมีเหตุผลที่ดีพอที่จะทำแบบนั้น” เสียงของอีอันเบาลง
เขาต้องไปให้ถึงตอนจบของโลกใบนี้ ต้องหาให้ได้ว่าใครเป็นต้นเหตุที่ทำให้เขาต้องมาอยู่ที่นี่ ถึงแม้ว่าจะเป็นพระเจ้า ก็อยากจะถามด้วยตัวเองว่าทำไมถึงทำแบบนี้
ถ้าไม่ได้คำตอบ อย่างน้อยก็ต้องจัดการสักครั้งถึงจะพอใจ
ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลืออัศวินศักดิ์สิทธิ์ที่อาจกลายเป็นผู้ล้างแค้นจอมคลั่งหรือการทำเควสต์ในการกำจัดพวกที่ลุ่มหลงในความมืดหรือความบ้าเลือดของกำแพงดำ ก็เป็นเพียงขั้นตอนในการค้นหาคำตอบ
“…อืม คงมีสาเหตุสินะ” เมฟพูดออกมาเหมือนกับกำลังบอกว่าเข้าใจ
อีอันยักไหล่ หยิบตะเกียงที่วางอยู่บนหินขึ้นมา
“งั้นเรากลับกันดีไหม? อยากอาบน้ำตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว”
“ได้ ไปกันเถอะ”
ทันทีที่เมฟพยักหน้า อีอันก็หมุนตัวราวกับกำลังรอให้พูดคำนี้อยู่พอดี เมฟที่หันหลังให้ก้อนหินเดินเซอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเธอก็เดินตามมาข้าง ๆ อีอันโดยไม่มีความรู้สึกอะไร จากนั้นอีอันก็เปิดปากพูด
“จะว่าไปแล้ว…คำพูดของท่านก็จริงอยู่”
“…หมายความว่าอะไร”
“พระเจ้าเฝ้ามองข้าอยู่จริง ๆ”
“…!”
***
วันรุ่งขึ้น คณะออกเดินทางจากหมู่บ้านหลังเที่ยงเล็กน้อย อานม้าทั้งสองด้านที่เพิ่งซื้อใหม่มีถุงเสบียงรวมถึงอาหารและข้าวของเครื่องใช้ของแต่ละคนแขวนอยู่เต็มไปหมด เนื่องจากทางที่จะไปป่าสุสานไม่มีหมู่บ้านอีกต่อไปแล้ว
หมายความว่าไม่มีเวลามากพอที่จะย้อนกลับมาอีก
ความเงียบที่เกิดขึ้นระหว่างเดินทางไม่ได้เกิดจากความเศร้า เมฟเงียบเพราะมัวแต่คิดถึงเรื่องที่อีอันพูดและยังเลื่อนที่ปิดหน้าลงด้วย
“…”
“…”
ฟิลลิปและมิเกลไม่แม้แต่จะสบตากันตั้งแต่เมื่อคืน พวกเขาไม่พูดอะไรกันเพราะมัวแต่ระแวงอีอัน
อีอันเป็นสาเหตุของความเงียบไปโดยปริยาย
“อืม…”
เช่นเดียวกับทุกครั้ง เขาไม่เคยสนใจสถานการณ์ตื้นลึกหนาบางเลย กลับพอใจกับความเงียบสงบและจดจ่ออยู่กับสัมผัสบนฝ่ามือ
ทันทีที่อีอันยื่นมือออกไป ลูกแก้วสีขาวโปร่งแสงก็โผล่ขึ้นมา พลังเวทที่เต็มเปี่ยมอยู่ข้างในเปี่ยมล้นออกมาเหมือนกลุ่มหมอก
หนึ่งในสองแก่นพลังเวทที่ได้รับการชำระล้างในวัดเป็นสิ่งล้ำค่าที่มีมูลค่ามากจนไม่สามารถเปรียบเทียบกับหินพลังเวทได้ ซึ่งเป็นได้แค่แหล่งจ่ายพลังเวท
แก่นพลังเวทนั้นทรงพลังมากกว่าและยังเป็นเครื่องขยายพลังเวท หมายความว่าอีอันที่รู้เพียงเวทมนตร์ระดับกลางก็แสดงพลังเทียบเท่าจอมเวทได้
‘น่าเสียดายที่เป็นของใช้แล้วทิ้ง แต่…’
อย่างน้อยในขณะที่แก่นพลังเวททำหน้าที่ของมัน จะไม่มีคู่แข่งคนไหนในอะเกลลันเทียบเท่าเขาได้
สายตาของอีอันสั่นไหวด้วยความพึงพอใจหลังจากกำหมัด
‘…ถ้ามีโอกาสพิสูจน์ได้ว่าทำงานได้จริงไหมก็คงจะดี’
เช่นเคย โอกาสมาถึงหลังจากผ่านไปได้ไม่เท่าไหร่
คณะเดินทางเข้าสู่เส้นทางลัดที่มิเกลบอกอย่างสมบูรณ์ บริเวณชานเมืองของหุบเขามีสีแดง ซึ่งต่างจากชื่อเพราะคล้ายกับสีเทามากกว่า เส้นทางแคบและคดเคี้ยวมากสมกับที่บอกว่าคนรู้จักทางเท่านั้นที่จะรู้ เหล่าคณะเดินทางต่างต้องเผชิญกับอุปสรรคยากลำบากอย่างแท้จริง
“นี่มันอะไรกัน? ขี่ม้าเข้าไม่ได้เลยด้วยซ้ำ” ฟิลลิปที่กำลังลงเดินจากหลังพูดออกมา
หญ้ากับต้นไม้เริ่มหนาแน่นขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งยังมีกิ่งก้านที่งอกขึ้นตามธรรมชาติขัดขวางเส้นทางการขี่ม้าตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
ในที่สุดทุกคนก็ลงจากหลังม้า ถือบังเหียนไว้ในมือ และเคลื่อนที่ไปเป็นแถวเดียว ต้องขอบคุณที่เดินอยู่ข้างหลังมิเกล ฟิลลิปจึงเริ่มระบายความไม่พอใจของเขา
“นายท่านทั้งสองกำลังลำบาก ถ้าม้าเกิดขาหักขึ้นมา จะยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลง”
“ก็ใช่นะ แต่…ห่าเอ้ย แปลก ๆ นะเนี่ย แต่ก่อนไม่เคยเป็นแบบนี้นะ”
มิเกลเกาคอพลางบ่นพึมพำ
หว่างคิ้วของฟิลลิปแคบลง
“แต่ก่อนที่ว่า หมายถึงตั้งแต่ตอนไหน?”
“ไม่แน่ใจ น่าจะสามหรือสี่ปีที่ผ่านมาได้มั้ง…? แต่ยังไม่ถึงห้าปีแน่ ๆ เพราะข้าใช้ทางนี้ลงไปยังเมืองบัลค์”
“อะไรนะ? นานขนาดนั้นแล้วกล้าดียังไงถึงได้มาแบบนี้?”
“แต่มันก็มีทางอยู่จริง ๆ นี่”
เอาอีกแล้ว ไอ้พวกนี้
อีอันที่เดินตามมาอยู่ด้านหลังสุดเริ่มอารมณ์เสีย แต่ไม่จำเป็นต้องบอกให้พวกเขาปิดปาก เนื่องจากมีข้อมูลสำคัญในแบบของตัวมันอยู่
‘อารมณ์เสียแปลก ๆ’
ทิวทัศน์รอบข้างดูแล้วรู้สึกไม่ดี เหล่าหญ้าและต้นไม้ดูไร้สีสัน กระด้าง และไม่มีชีวิตชีวา ในขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกคุ้น ๆ เหมือนที่ไหนสักแห่ง