จวนแม่ทัพโจว
หลังจากหลินซือเยว่จากไปแล้ว่ดึกท่านหมอเจินได้เดินทางกลับมาพอดี เขาได้ตรวจดูอาการของโจวจื่อถงปรากฏว่าร่างกายของชายหนุ่มดีขึ้นถึงสามส่วนชุยเหลียงรีบนำกระดาษที่หลินซือเยว่ให้ไว้มอบให้เขาตรวจดูหลังจากนั่งพิจารณาอยู่ครู่ใหญ่ ท่านหมอเจินดวงตาฉายแววยินดีออกมา
“นี่เป็หมอเทวดาท่านไหนกัน”
“ไม่ใช่หมอเทวดาที่ไหนหรอกเป็แม่นางน้อยผู้หนึ่งเท่านั้น”
“แล้วนางอยู่ที่ไหนข้า้าหารือเื่รักษากับนาง”
ชุยเหลียง “ท่านหมอเจินนี่หมายความว่า”
“เ้าโง่นักอาการของคุณชายใหญ่ดีขึ้นหลังนางฝังเข็มให้ นั่นหมายความว่านางรักษาได้ผลแล้วรูปแบบการฝังเข็มเช่นนี้ มหัศจรรย์ยิ่งนัก ข้าเองก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่าสามารถฝังเข็มรักษาแบบนี้ได้”
ชุยเหลียงได้รับคำยืนยันเช่นนี้ เกิดนึกเสียดายในโอกาสรักษาของคุณชายใหญ่จึงเล่าเื่ราวทั้งหมดให้ท่านหมอเจินได้รับรู้หลังฟังจบท่านหมอเจินมีเพียงคำพูดเดียว คือน่าเสียดายจริง ๆแต่ว่าเขายังมีความหวังอยู่ เพราะหลินซือเยว่ได้แนะนำวิธีการรักษาไว้อย่างละเอียดเพียงแค่เขาต้องหาท่านหมอมากฝีมือ มาช่วยกันพิจารณาร่วมถึงจะลงมือฝังเข็มในครั้งต่อไปได้
หลังจากโจวจื่อถงตื่นขึ้นได้รู้ความจริงเข้าว่าคู่หมั้นของตัวเองนั้นหายจากอาการปัญญาอ่อนแล้วอีกทั้งยังเป็คนรักษาเขาเมื่อคืนที่ผ่านมาจึงถามถึงสถานการณ์ของหลินซือเยว่ในตอนนี้ และได้รู้ว่าหลังจากรักษาให้เขานางถูกจับกุมตัวไปอยู่ในคุก รวมกับครอบครัวของนาง และเช้านี้คนตระกูลหลินกำลังถูกเนรเทศออกจากเมืองหลวงไป
“คุณหนูรองบอกว่าการหมั้นหมายของคุณชายใหญ่กับนางให้เป็อันยกเลิกไปขอรับ”
“เดิมทีนางไม่เคยคิดอยากรักษาข้าพอข้ามอบเงินให้นางนางถึงได้ตอบแทนเช่นนี้และเอ่ยคำว่ายกเลิกการหมั้นหมายโดยไม่ลังเล”โจวจื่อถงรู้สึกเหมือนกำลังกลืนก้อนเืคาว ๆ ลงคอบอกไม่ได้ว่าตัวเองรู้สึกเช่นไร
“นางทิ้งวิธีการรักษาเอาไว้ให้ข้ากลับคิดว่านี่เป็ทางออกที่ดีที่สุดของคุณชายใหญ่นะขอรับ”
“จริงของเ้า ข้าไม่สมควรโกรธแค้นนางอากาศข้างนอกเป็อย่างไรบ้าง” โจวจื่อถงยังคงขยับท่อนล่างไม่ได้เหมือนเดิมเพียงแต่เขารู้สึกสดชื่นขึ้นกว่าทุกวัน
“หิมะเริ่มตกแล้วขอรับ”
“นางเดินทางท่ามกลางอากาศเช่นนี้ไม่ดีนักเ้าไปเตรียมรถม้าคันหนึ่งให้นาง ใส่ของใช้สำหรับหน้าหนาวให้เต็มรวมถึงอาหารแห้งจำเป็สำหรับการเดินทางด้วย เพิ่มเงินให้นางไปอีกสองพันตำลึง”
“คุณชายใหญ่ไม่มากไปหรือขอรับ”
“ไม่มากหรอก หากวิธีการรักษาของนางได้ผลแค่นี้ไม่นับว่าอะไรหรอก”
“แล้วหากไม่ได้ผลเล่า”
“เช่นนั้นข้าคงโง่ถูกนางหลอกเข้าแล้ว”
เห็นท่าทีไม่แยแสของผู้เป็นายชุยเหลียงจึงไม่อาจขัดคำสั่งของเขาได้ รีบไปจัดเตรียมรถม้าคันใหญ่พร้อมสิ่งของจำเป็และตั๋วเงินให้คนไปมอบให้หลินซือเยว่ที่ขบวนเนรเทศของคนตระกูลหลินแต่ว่าคนของชุยเหลียงมาช้าไป พวกเขาออกเดินทางไปถึงหน้าประตูเมืองแล้ว จึงต้องรีบเร่งควบม้าไปให้เร็วที่สุด
ทหารที่รั้งท้ายขบวนขวางทางพวกเขาไว้ครั้นเห็นป้ายจวนแม่ทัพโจว และได้รับเงินมามากถึงห้าสิบตำลึงทหารจึงยอมปล่อยให้คนเข้าไปมอบของได้
“คุณหนูหลินโปรดรอก่อนขอรับ”คนของชุยเหลียงเคยเห็นหน้าหลินซือเยว่มาก่อนเขาคือคนที่ถูกทิ้งไว้ที่หน้าเรือนเฟยเฟิ่งเมื่อคืนที่ผ่านมา
“เ้าเรียกคุณหนูของข้ารึ”เผิงฉือจดจำใบหน้าของเขาได้
“ขอรับท่านป้าคุณชายใหญ่ของข้ามีของฝากมาให้คุณหนูหลินขอรับ”
หลินซือเยว่หยุดอยู่กับที่ก่อนจะหันหลังเดินย้อนกลับไปไม่กี่ก้าว ทว่าคนอื่น ๆ ในขบวนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกันกลับถูกทหารกระตุ้นให้เดินทางต่อ เหลือไว้เพียงหลินซือเหว่กับคนของนาง
“พวกเราเป็พ่อแม่ของนางให้เราอยู่กับนางเถอะ” เถียนฮูหยินรีบบอกทหารที่กำลังชี้ดาบมาทางพวกตนจากนั้นรีบเดินไปรวมตัวอยู่กับลูกสาวคนโตของนางไม่วายดึงสามีกับลูกสาวคนเล็กตามไปด้วย
หลินซือเยว่ประหลาดใจนักรถม้าคันนี้ค่อนข้างใหญ่โต มีสิ่งของจำเป็เต็มคันรถไหนเลยจะเหมือนรถม้าของคนกำลังถูกเนรเทศแต่พอมองดูบิดามารดาและน้องสาวของนางที่กำลังเดินมาทางนี้ ไม่รับคงไม่ได้
“ฝากขอบคุณคุณชายใหญ่ของท่านด้วยข้าไม่มีสิ่งใดตอบแทนเขาจริง ๆ”
“มิกล้า ๆ ขอบคุณคุณหนูหลินด้วยขอรับที่ช่วยรักษาโรคให้คุณชายใหญ่”
“ข้าทำเพราะ้าตอบแทนคุณเช่นนั้นก็กำชับท่านหมอที่รักษา ให้ระมัดระวังในเื่ฝังเข็มด้วยหากไม่แน่ใจให้ลองกับคนที่ร่างกายแข็งแรงดูก่อนจะได้ไม่เกิดข้อผิดพลาดยามลงมือฝังเข็มจริง”
“ข้าจะนำความไปบอกต่อขอรับ”
“ไปเถอะ”
“เยว่เอ๋อร์คนผู้นั้นคือใครกัน”หลินเต๋อทำใจกล้าเอ่ยถามบุตรสาวผู้แสนเ็าของตน เขาไม่ได้ยินทั้งคู่พูดคุยกันจึงไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็ใคร
“พวกเขาติดค้างข้าในบางเื่จึงได้ส่งของมาขอบคุณ” หากบอกว่าเป็คนของจวนแม่ทัพโจวดูจะเป็การไม่เหมาะสมเท่าใดนัก เมื่อนางไม่อยากเกี่ยวข้องกับการหมั้นหมายนี้เช่นนี้ก็ทำเป็ไม่เกี่ยวข้องกันต่อไปเถิด
“ท่านแม่รถม้าคันใหญ่ท่านกับน้องสามขึ้นไปนั่งด้านในเถอะ”
“ได้อย่างไรเช่นนั้นเ้าก็ขึ้นมาด้วยกัน”
“ท่านแม่ของบนรถม้าค่อนข้างหนักเกรงว่าจะเดินได้ไม่เท่าไรม้าอาจจะหมดแรงเสียก่อนเอาเป็ว่าผลัดกันขึ้นนั่งบนรถม้าจะดีกว่า”
หลินเต๋อมองดูสัมภาระบนรถม้าแล้วรู้สึกว่าบุตรสาวของตนเอ่ยมานั้นเป็ความจริง“ฮูหยินเ้าเชื่อคำที่เยว่เอ๋อร์บอกเถอะ”เขาเห็นคนบ้านใหญ่ให้เด็กและสตรีขึ้นรถม้า และอีกคันก็ให้มารดาของตนขึ้นเหมือนกันเช่นนั้นคันนี้ให้ภรรยากับบุตรสาวคนเล็กนั่ง ย่อมเหมาะสมที่สุดแล้ว
ด้านหน้าของขบวนมีกลุ่มคนที่ถูกล่ามโซ่ตรวนนับรวมกันได้ราวยี่สิบกว่าคน ถัดมาก็เป็รถม้าของฮูหยินเฒ่าตามด้วยรถม้าของครอบครัวหลินเฉิน จากนั้นก็เป็บรรดาบ่าวรับใช้ในจวนทั้งหมดรั้งท้ายสุดคือครอบครัวของหลินเต๋อ พวกเขาได้รถม้ากลับไม่ได้คิดจะแซงหน้าบ่าวไพร่ขึ้นไปด้านหน้า
“เหตุใดเ้ารองถึงได้ไปอยู่รั้งท้ายเช่นนั้นเล่า”ฮูหยินเฒ่านึกแปลกใจจึงได้เอ่ยถามบุตรชายคนโต ที่เดินตามขบวนอยู่ด้านข้าง
“ข้าจะให้คนไปถามดูขอรับท่านแม่”หลินเฉินหันไปสั่งพ่อบ้านหม่าให้เขาหาคนไปถามดู
ไม่นานนักพ่อบ้านหม่าก็เดินเข้ามารายงานใกล้ๆ “เห็นว่ามีคนมอบรถม้ากับของใช้ให้มาขอรับ พวกเขาจึงอยู่รั้งท้ายขบวนนายท่านรองฝากบอกมาว่าไม่ต้องเป็ห่วงพวกเขาขอรับ”
“เช่นนี้นี่เอง”หลินเฉินโบกมือให้พ่อบ้านหม่าแล้วหันไปทางมารดารายงานเื่ที่เกิดขึ้นให้ท่านรับรู้
ฮูหยินเฒ่า “นับว่ายังมีสหายดีอยู่บ้าง”
การเดินทางเป็ไปอย่างลำบากทหารคุ้มกันขบวนต่างได้รับมอบหมาย ให้พาคนไปให้ถึงจุดตั้งของกระโจมแต่ละแห่งจะมีการตั้งครัวชั่วคราว เพื่อแจกจ่ายอาหารให้แก่นักโทษการพักแรมได้มีการเตรียมเอาไว้ทุกจุด บางวันเป็กระโจมใหญ่นอนแออัดกันบางวันเป็วัดร้าง บางวันก็เป็โรงเลี้ยงสัตว์เปล่า แล้วแต่สถานการณ์จะเป็ไป
การเดินทางวันที่สามกลุ่มคนที่ถูกล่ามโซ่ไว้ที่มือมีฮูหยินผู้หนึ่งล้มป่วยลง เนื่องจากเสื้อผ้าของพวกเขานั้นกันความหนาวได้ไม่ดีคนที่เหลือได้เอ่ยขอร้องให้ทหารช่วยหาหมอมารักษาแต่ไม่ว่าจะร้องขอเช่นไรก็ไม่เป็ผลคราวนี้หลินซือเยว่ได้นำรถม้ามาอยู่ด้านหลังของคนบ้านใหญ่นางลอบสังเกตคนกลุ่มนี้มาสองวันเต็ม มองเห็นกลิ่นอายความแข็งแกร่งของพวกเขาในทันทีหาใช่คนร้ายจิตใจโเี้ไม่ ดูไปแล้วไม่แคล้วเป็นักรบมากฝีมือ
ขบวนนี้เนรเทศคนดีหรอกรึ
นางหัวเราะในใจ
เผิงฉือเดินเข้ามาใกล้ ๆแล้วกระซิบบอกนางเสียงค่อย “คุณหนูเ้าคะ ข้าตรวจดูของที่อยู่บนรถม้าแล้วหากกินแค่พวกเราก็น่าจะอยู่ได้ถึงครึ่งเดือน แต่หากเผื่อแผ่ผู้อื่นเกรงว่าจะไม่พอ”
หลินซือเยว่ตรวจดูชะตากรรมของเส้นทางนี้นางพบว่าอุปสรรคใหญ่หลวงคือเื่อาหารการกิน เพราะสภาพอากาศไม่เป็ใจการเดินทางจะต้องล่าช้าออกไป แต่ละวันทหารไม่สามารถนำทางไปถึงจุดนัดหมายได้ดังนั้นอาหารบนรถม้าจึงสำคัญเป็อย่างมาก
“อย่าเพิ่งกินของที่อยู่บนรถม้าให้กินของที่ทหารมอบให้ไปก่อน”
“เ้าค่ะคุณหนู”
ยามพักกินข้าวมื้อเที่ยงกันอยู่นั้นพ่อบ้านหม่าได้เข้ามารายงานหลินเฉิน ว่ากลุ่มคนที่ถูกล่ามโซ่ด้านหน้านั้นเป็คนของตระกูลหยาง
“ตระกูลหยางแม่ทัพหยางห่าวอู๋เช่นนั้นรึ” หลินเฉินใเป็อย่างมากเขารู้เพียงว่าตระกูลหยางเป็ตระกูลนักรบมีชื่อเหตุใดถึงได้กลายเป็นักโทษถูกเนรเทศเช่นนี้ได้
“มีคนกล่าวหาว่าแม่ทัพหยางห่าวอู๋ติดต่อกับพวกฏแสร้งแพ้ในาทางใต้ขอรับเห็นว่ามีหลักฐานเป็แผนที่หนังแกะของแม่ทัพหยางในมือของข้าศึกพวกมันบอกว่าแม่ทัพหยางเป็คนมอบให้ แม่ทัพคนอื่น ๆที่อยู่ในเหตุการณ์จึงจับกุมแม่ทัพหยางกับคนของเขา และถูกส่งตัวมาคุมขังไว้ในคุกหลวงเพื่อรอการตัดสินโทษอย่างเงียบ ๆ”
“เื่ใหญ่เช่นนี้แม้แต่ข้ายังไม่รู้”หลินเฉินเพิ่งเข้าใจว่าตัวเขาไม่ได้เป็คนสำคัญในตำแหน่งหน้าที่การงานที่ทำอยู่เลยคนที่มีตำแหน่งสูงกว่าจึงไม่เคยเอ่ยเื่นี้กับเขา
หลินซือเยว่มองเห็นชะตาของการถูกใส่ร้ายจากพวกเขานางคิดว่าเื้ัเื่นี้คงมีคนใหญ่คนโตชักใยอยู่แม้แต่ท่านลุงของนางเองก็ใช่ด้วยทว่าตอนนี้นางกลับไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขสิ่งใดได้ดวงชะตาของพวกเขาไม่เกี่ยวพันกับเมืองหลวงอีกต่อไป
อาหารที่เหล่าทหารแจกจ่ายมาไม่ถูกปากหลินจื่อรั่วนางจึงอ้อนขอให้บิดานำอาหารที่อยู่บนรถม้าออกมาให้นางกินหลินเฉินนั้นรักบุตรีบุตรชายจากภรรยาเอกเป็อย่างมากนางร้องขอนิดหน่อยก็นำออกมาให้ และไม่ลืมที่จะแสดงความกตัญญูต่อมารดาของเขาด้วยทว่ากับอนุภรรยาทั้งสองและบุตรสาวนั้นกลับถูกลืมเลือนไปเสีย
อนุหลิว หลิวลี่อิน หันไปมองหน้าอนุจางจางซูเจิน แล้วมองไปยังบุตรสาวของพวกนาง นายท่านใหญ่หลงลืมอนุเช่นพวกนางนั้นไม่ว่าแต่เหตุใดถึงลืมบุตรสาวทั้งสองคนนี้ได้
อาหารแห้งที่นำออกมากินกับข้าวต้มนั้นดูเหมือนจะเป็เนื้อทอดและขนมอบแห้งต่าง ๆ ที่เก็บไว้ได้นานหลินเฉินมอบให้หลินจางเหว่ยนำไปให้หลานชายทั้งสองของเขากินเขามองดูจำนวนอาหารอันน้อยนิดนี่ คงไม่สามารถแจกจ่ายให้ครบได้ทุกคนจึงแสร้งทำเป็ไม่เห็นบุตรสาวจากอนุภรรยาทั้งสอง
“ท่านยังกล้าไปขออยู่ไหม”เถียนฮูหยินมองเหตุการณ์ตรงหน้าแล้วแค่นหยันเบา ๆ ขนาดลูกสาวของตัวเองยังไม่ให้กินน้องชายกับน้องสะใภ้ทางนี้ก็อย่าหวัง
“เ้าก็พูดมากเสียจริงเยว่เอ๋อร์บนรถม้าของเ้ามีของกินหรือไม่” หลินเต๋อหันไปถามลูกสาวตัวเองดูแต่นางยังไม่ทันเอ่ยตอบ เถียนฮูหยินก็เอ่ยขึ้นเสียก่อน
“ตอนข้าอยู่บนนั้นเห็นแต่เครื่องนุ่งห่มไม่มีของกินหรอก” เถียนฮูหยินไม่ได้โกหกเพียงแต่นางมองไม่เห็นอาหารที่ถูกซ่อนเอาไว้ในกล่องไม้ด้านหลังจึงมองผิวเผินเห็นเพียงเครื่องนุ่งห่มกับอุปกรณ์กันความหนาว
“สหายเ้าผู้นี้ไม่รู้ความเสียจริง”
หลินซือเยว่ไม่อยากพูดอันใดให้มากความนางรู้ว่าพ่อบ้านหม่าได้ยินคำพูดของมารดาของนางเขากำลังเดินไปรายงานฮูหยินเฒ่ากับหลินเฉินได้รู้
“เ้าเอาครอบครัวตัวเองให้รอดก่อนเถอะเ้าใหญ่บ้านเ้ารองนั้นไม่ได้สำคัญอันใด” ฮูหยินเฒ่าย่อมเห็นบ้านใหญ่สำคัญที่สุด
หลินซือเยว่มีสายตากว้างไกล หูที่ได้ยินไกลกว่าผู้อื่น นางอมยิ้มเล็กน้อยท้ายที่สุดคนก็ย่อมเลือกเห็นแก่ตัวกันทั้งนั้น