หลังจากที่ซือเจิ้นเฉียงพูดจบไม่เพียงหลิวชิงหยู่ ที่ตกตะลึง แต่สมาชิกคณะกรรมาธิการเองก็เช่นกัน เพราะทุกคนต่างเดาได้ว่าที่เทศมณฑลออกเอกสารฉบับนี้มา เพื่อใช้สกัดหลิวชิงหยู่อย่างแน่นอน ดังนั้นสมาชิกคณะกรรมาธิการทั้งหลายต่างเฝ้ารอจะได้เห็น หลิวชิงหยู่ กลายเป็นตัวตลก แต่แล้วเรื่องที่ไม่มีใครคาดคิดอย่าง ทางสำนักงานประมูลราคา จะให้หลิวชิงหยู่เป็นหัวหน้าทีมประเมิน ในการประมูล ดังนั้นมันทำให้หลิวชิงหยู่มีโอกาสขยับตัว
ในขณะที่ทุกคนกำลังหน้าหม่นหมอง
หลิวชิงหยู่ก็ผงะไปชั่วขณะแล้วพูดขึ้นอย่างไม่ลังเล “ไม่มีปัญหา ผมเห็นด้วย”
ซือเจิ้นเฉียงพยักหน้า “เอาล่ะผมจะกลับไปรายงานสำนักงานประมูลของเทศมณฑลก่อน คุณก็รอฟังกำหนดการแจ้งวันประมูลจากทางสำนักงานประมูลก็แล้วกัน”
หลิวชิงหยู่ พยักหน้ารับโดยไม่มีปัญหาแต่อย่างใด
หลังจากกลับไปที่สำนักงาน หลิวชิงหยู่ก็ขมวดคิ้วแน่น เขามั่นใจแล้วว่า เสวี่ยเหวินหลงออกเอกสารนี้มาเพื่อเล่นงานเขาอย่างแน่นอน หลิวชิงหยู่ยังมั่นใจอีกว่า เสวี่ยเหวินหลงที่มีอิทธิพลมากในจิงหลิน สำนักงานประมูลราคาย่อมต้องเชื่อฟังเขา นอกจากนี้มันคงเป็นไปไม่ได้ที่สำนักงานประมูลราคาตัดสินใจแต่งตั้งให้เขาเป็นหัวหน้าทีมประเมิน ทั้งๆ ที่เขาเคยทุบตีเสวี่ยเหวินหลง มันจึงทำให้เขารู้สึกสงสัยมากว่าทำไม มันมีเหตุผลอะไรซ่อนอยู่เบื้องหลัง นี่อาจจะเป็นกับดักใช่หรือเปล่า?
หลิวชิงหยู่เป็นคนที่วิเคราะห์สถานการณ์หลายชั้นด้วยความรอบคอบ มันเป็นนิสัยติดตัวตั้งแต่ที่เขาอยู่ในหน่วยรบพิเศษ
หลิวชิงหยู่ เป็นหัวหน้าหน่วยรบพิเศษที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ เขามักจะเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ทั่วโลกเพื่อปฏิบัติภารกิจที่มีความเสี่ยงสูง เป้าหมายของภารกิจมักจะเป็นคนที่มีชื่อเสียงและผู้มีอำนาจ การสู้กับบุคคลระดับนั้น ความแข็งแกร่งอย่างเดียวมันย่อมไม่เพียงพอ มันต้องมีแผนการกลยุทธ์ รู้จักอ่านแผนการของอีกฝ่าย ประกอบกับปัจจัยที่สำคัญส่วนอื่นๆ อีกมากมาย ดังนั้นด้วยสภาพแวดล้อมแบบนั้น จึงทำให้หลิวชิงหยู่เป็นคนมีไหวพริบ คิดอ่านอย่างรอบคอบในช่วงเวลาสำคัญ ยิ่งสถานการณ์มีความสุ่มเสี่ยงมากเท่าไหร่ เขายิ่งจำเป็นต้องคิดให้ลึกซึ้งมากเท่านั้น
หลิวชิงหยู่ได้เผชิญกับศัตรูที่มีไหวพริบทุกรูปแบบ ซึ่งบางคนนั้นร้ายกาจราวกับปีศาจ บางครั้งคนที่ดูไม่เหมือนไม่สำคัญ ปราศจากอันตราย ก็อาจจะซ่อนเจตนาในการสังหาร
ดังนั้นเสวี่ยเหวินหลงที่เคลื่อนไหว โดยใช้สำนักงานประมูลเป็นเครื่องมือ ผลักดันให้เขาเป็นหัวหน้าทีมรับผิดชอบแบบนี้ต้องมีเจตนาแอบแฝงอยู่เบื้องหลัง แต่ว่ามันคืออะไร
สมองของหลิวชิงหยู่ กำลังขับเคลื่อนประมวลผลอย่างรวดเร็ว
หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน หลิวชิงหยู่ ก็เห็นวัตถุประสงค์ที่มีโอกาสเป็นไปได้สูง ดังนั้นเขาจึงแสยะยิ้มแล้วพูดว่า “เสวี่ยหวินหลง สมกับเป็นจิ้งจอกเฒ่าจริงๆ แกคิดจะใช้แผนสมคบคิดสินะ แกคงตั้งใจจะใช้แผนการนี้เพื่อเขี่ยฉันให้พ้นทาง การที่ฉันไม่เคยใช้แผนการใดๆ เล่นงานแก ทำให้แกคิดว่าฉันเป็นแค่เด็กเมื่อวานซืนสินะ รอก่อนเถอะ ฉันจะทำให้แกได้รู้ว่า การขว้างงูไม่พ้นคอมันต้องเจอกับอะไร”
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้อารมณ์ของหลิวชิงหยู่ ก็ผ่อนคลายลง แม้ภายนอกดูเหมือนเขาจะไม่ได้จริงจังอะไรมาก แต่หลิวชิงหยู่ก็ไม่ได้ละทิ้งความตั้งใจนี้ เขาวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ของตำบลกวนซานจากห้องเก็บเอกสาร และจากคิดอย่างละเอียดรอบคอบ เขาก็ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ยอมถูกซือเจิ้นเฉียงกดขี่อีกต่อไป เขาต้องตอบโต้กลับ ทว่าการตอบโต้กลับต้องวางแผนกลยุทธ์และใช้เวลา โดยเฉพาะสถานการณ์ ณ ปัจจุบันนี้ หลิวชิงหยู่จำเป็นต้องมุ่งเน้นไปที่เรื่องการบรรเทาทุกข์ ดังนั้นเขาจึงต้องเร่งมือแก้ไขปัญหานี้ หลังจากนั้นก็ถึงเวลาเปิดฉากต่อสู้ทางการเมือง ดั่งคำกล่าวที่ว่ารู้เขารู้เรารบสิบครั้งชนะสิบครั้ง ดังนั้นหลิวชิงหยู่ ต้องใช้เวลาที่มีอยู่จำกัด ทำการรวบรวมข้อมูลสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในกวนซาน รวมถึงรูปแบบการจัดการปัญหาของ ซือเจิ้นเฉียง เขารู้ว่าหากแก้ไขปัญหาเรื่องการบรรเทาทุกข์น้ำท่วมเรียบร้อยแล้ว อนาคตเขาย่อมสามารถเตรียมแผนการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในตอนบ่าย หลิวชิงหยู่รับโทรศัพท์จากสำนักงานประมูลราคาของเทศมณฑล เพื่อแจ้งให้หลิวชิงหยู่ทราบว่า พรุ่งนี้เขาต้องมุ่งหน้าไปยัง สำนักงานประมูลราคา ก่อนเวลา 9.30 น. เพื่อเข้าร่วมประชุมการจัดซื้อสินค้าต่างๆ สำหรับบรรเทาทุกข์ภัยพิบัติ
หลิวชิงหยู่ รีบตรงไปยังสำนักงานประมูลราคา ตั้งแต่เวลา 8.30 น. ติงจื่อหย่วน ผู้อำนวยการสำนักงานประมูลราคา ก็ได้มารับหลิวชิงหยู่เป็นการส่วนตัวหลังจากสนทนากันราวๆ ครึ่งชั่วโมง จนถึงเวลา 9.00น. เขาก็รับเอกสารขั้นตอนการประมูลและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการประมูลร่วมกัน ซึ่งออกโดยทางเทศมณฑล แล้วส่งให้หลิวชิงหยู่อ่านทำความคุ้นเคยกับมันก่อนการประมูลจะเริ่มต้นขึ้น
หลิวชิงหยู่ถือเอกสารฉบับหนาเตอะ พลางขมวดคิ้วลง เขามีเวลาแค่ครึ่งชั่วโมง ซึ่งต้องอ่านเนื้อหาทั้งหมดนี้ เห็นชัดว่าเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจ คนธรรมดาย่อมไม่มีทางอ่านได้หมด หลิวชิงหยู่ รู้ได้ทันทีว่ามันมีข้อกำหนดบางอย่างที่เสวี่ยเหวินหลงกำหนดไว้ในเอกสารเหล่านี้เพื่อกีดกันเขา และที่ผู้อำนวยการสำนักงานประมูลราคา ชวนเขาคุยก็เพื่อที่จะถ่วงเวลาไว้ จนเขาไม่สามารถอ่านเอกสารเหล่านี้ได้ทัน ก่อนหน้านี้เมื่อเขาถามถึงปัญหาและขั้นตอนกระบวนการ เขาก็ได้รับคำตอบกลับมาว่า ไม่ต้องใส่ใจนัก มันไม่มีปัญหาใดๆ ชัดเจนว่านี้เป็นแผนการสมรู้ร่วมคิดของอีกฝ่าย ทำให้หลิวชิงหยู่ถึงกับแสยะยิ้มขึ้นมาด้วยความดูถูก
อุบายนี้ อาจจัดการกับคนอื่นได้ แต่อีกฝ่ายหารู้ไม่ว่าอุบายนี้มันอาจย้อนมาทำร้ายตัวเอง เชื่อว่าติงจื่อหย่วนคงไม่เคยตรวจสอบประวัติของเขามาก่อน เขาเข้ารับการศึกษาในมหาวิทยาลัยซิงหวาตั้งแต่อายุ 14 ปี และสำเร็จการศึกษาระดับชั้นปริญญาโท ถึงสองคณะ ด้วยวัย 17 ปี แม้เขาจะไม่เคยเขียนระบุเอาไว้ แต่ความจำและทักษะการอ่านของเขาย่อมเหนือกว่าคนทั่วไป ดังนั้นหลิวชิงหยู่จึงแสร้งทำเป็นไม่ตั้งใจ ขณะเปิดดูเอกสารเหล่านั้นอย่างรวดเร็ว และ หลิวชิงหยู่ ก็อ่านมันจนครบทุกตัวอักษรโดยที่ยังเหลือเวลาอีก 5 นาที ก่อนที่จะเก้าโมงครึ่ง
ติงจื่อหย่วนมองไปยังหลิวชิงหยู่ด้วยสายตาเย็นชา ใจของเขาเต็มไปด้วยการดูถูกเหยียดหยาม เขาคิดว่าหลิวชิงหยู่ผู้นี้เป็นเด็กที่อวดดี โดยแกล้งทำเป็นอ่านมัน เพราะด้วยความเร็วที่พลิกหน้าขนาดเขายังอ่านได้ไม่ชัดเจน ด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นมันทำให้เขาเชื่อว่าแผนการของผู้ว่าการเสวี่ยที่ฝากฝังต้องเป็นไปได้อย่างราบรื่น
หลังจากที่หลิวชิงหยู่ ได้อ่านเอกสารทั้งหมดแล้วเนื้อหาทุกประโยคได้ถูกบันทึกไว้ในสมองของหลิวชิงหยู่ เมื่อตรวจสอบ เขาก็รู้แล้วว่าทำไม ทางสำนักงานประมูลราคาถึงตั้งเขาเป็นหัวหน้าทีม ปรากฏว่าเอกสารที่ออกมาเร็วๆ นี้ ได้กำหนดไว้อย่างเคร่งครัดว่า เพื่อความสะดวกในการประเมิน ดังนั้นความรับผิดชอบที่เดิมต้องเป็นของสำนักงานประมูลราคาจะตกอยู่ในความรับผิดชอบของหัวหน้าทีมประเมินการประมูล ดังนั้นการเสนอราคาทั้งหมดจะต้องผ่านการลงนามโดยหัวหน้าทีมจึงจะมีผลบังคับใช้ และเมื่อเกิดปัญหาหัวหน้าทีมจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ พอเข้าใจเนื้อหาแล้วเขาก็พอเดาออกว่าเสวี่ยเหวินหลงคิดจะทำอะไร
ในเวลานั้นติงจื่อหย่วนก็กล่าวขึ้นว่า “ท่านนายกหลิว เวลาใกล้ถึงแล้ว เราไปที่ห้องประมูลกันเถอะ ซัพพลายเออร์ทั้งหลายต่างกำลังรอเราอยู่ที่นั่น”
หลิวชิงหยู่ พยักหน้าแล้วเดินตามติงจื่อหย่วนไปห้องประมูลที่จัดในที่ร่ม
สถานที่จัดการประมูลเป็นห้องประชุมเล็กๆ ทางทิศเหนือของห้องประชุมมีโต๊ะประชุมยาว ซึ่งมีซัพพลายเออร์สามคนที่สำนักงานประมูลราคาของเทศมณฑลเชิญเข้าร่วมการประชุม ส่วนทางทิศใต้มีสมาชิกในทีมประเมินการเสนอราคา ผู้รับผิดชอบ และคณะผู้จัดงาน รวมอยู่
เมื่อทุกคนนั่งลงแล้ว ติงจื่อหย่วนก็กล่าวขึ้นว่า “เอาล่ะตอนนี้ ผมก็ขอเริ่มการประมูลเสนอราคา เพื่อจัดซื้อสิ่งของบรรเทาทุกข์ภัยพิบัติในกวนซาน ต่อไปนี้เราจะให้บริษัทส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องในการประมูลราคา หลังจากส่งเอกสารเสร็จแล้ว ขอเชิญบริษัททั้งสามรออยู่ด้านนอก ซึ่งคณะกรรมการจะพูดคุยและหารือกันเกี่ยวกับรายละเอียดที่แต่ละบริษัทยื่นเสนอมา”
ซัพพลายเออร์ทั้งสามส่งเอกสารเสร็จก็เดินออกไป ติงจื่อหย่วนมองไปยังหลิวชิงหยู่แล้วกล่าวขึ้นว่า “ท่านนายกหลิว คุณเป็นหัวหน้าทีมประเมินการประมูล คุณว่าเอกสารพวกนี้มีปัญหาหรือไม่?”
หลิวชิงหยู่ ยังไม่ได้ดูเอกสารเลยด้วยซ้ำ เขาจึงหยิบเอกสารขึ้นมาแล้วพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มว่า “อืม ผมยังไม่ได้อ่านเลย ขอผมอ่านก่อนแล้วค่อยถามความคิดเห็นของผม”
ติงจื่อหย่วน คิดจะปัดความรับผิดชอบให้กับหลิวชิงหยู่อยู่แล้ว เขาจึงไม่ได้กังวลอะไรมากนัก ฉะนั้นเขาจึงพูดด้วยรอยยิ้มว่า “โอเคพวกเราจะรอท่าน”
หลิวชิงหยู่ หยิบเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการประมูลขึ้นมา แต่เมื่อเปิดดูผ่านๆ ไม่ถึง 5 นาทีเขาก็วางมันลงแล้วพูดขึ้นว่า “ผมคิดว่าผมจะทิ้งรายละเอียดพวกนี้ไป ฉะนั้นเอกสารเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องอ่านมันก็ได้ เพราะผมเป็นหัวหน้าฝ่ายประเมินจริงไหม ซึ่งผมย่อมมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ ดังนั้นผมจะเสนอความคิดเห็นของผม สามเงื่อนไขก็แล้วกัน ข้อแรกคือ ซัพพลายเออร์จะต้องตรวจสอบการจัดหาสินค้า ถ้าหากคุณภาพของสินค้าไม่ผ่านมาตรฐานคุณภาพต่ำกว่าเกณฑ์เราจะไม่จ่ายเงินให้ ข้อสองคือ ซัพพลายเออร์จะต้องตรวจสอบระยะเวลาในการจัดส่งให้ดี มิฉะนั้นเราจะใช้มาตรการลงโทษของตำบลกวนซาน ข้อที่สามราคาเสนอสินค้าของผู้ที่ชนะการประมูลจะต้องต่ำกว่าราคาท้องตลาด หากกวนซานเราพบว่า มันสูงกว่าราคาตลาดเราจะไม่จ่ายเงินให้ ผมไม่ขอลงรายละเอียดอะไรมาก ขอแค่ปฏิบัติให้ตรงตามเงื่อนไขสามข้อนี้ของผมก็พอ โอ้ จริงด้วย ผมคิดว่าการเขียนใบเสนอราคาแค่รอบเดียวในเอกสารการประมูล คงจะไม่เป็นการรอบคอบ เพราะผมคิดว่าจะทำให้ควบคุมราคาได้ยาก ผมแนะนำให้ส่งใบเสนอราคาสามรอบ ผู้ที่ให้ราคาต่ำสุดจะเป็นผู้ชนะไป แน่นอนหากพวกคุณมีความเห็นใดๆ คุณก็สามารถเสนอขึ้นมาได้เช่นกัน เช่นนั้น ผมขอฝากทุกคนด้วย”
หลิวฉิงหยู่ เป็นหัวหน้า เขาจึงไม่ลังเลที่จะออกความเห็นของตัวเอง ทันใดนั้นดวงตาของ ติงจื่อหย่วน และคนอื่นๆ ก็ฉายความประหลาดใจ เห็นได้ชัดว่าสีหน้าของติงจื่อหย่วนและสมาชิกฝ่ายประเมินล้วนถอดสี
ไม่มีใครคิดว่าหลิวชิงหยู่ จะใช้อำนาจในฐานะหัวหน้าทีม ตอบโต้ได้อย่างเฉียบคมแบบนี้
อย่างไรก็ตาม พวกติงจื่อหย่วนคงคิดไม่ถึงว่า การตอบโต้ของหลิวชิงหยู่ครั้งนี้เป็นแค่จุดเริ่มต้น ยังมีความร้ายกาจอย่างอื่นที่ยังไม่ถูกปล่อยออกมาอีก