Evolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว

เล่มที่ 6 บทที่ 170 สหพันธรัฐหวาดหวั่น! ความลับของนายพลหลี่

        ห้องทำงานที่เต็มไปด้วยการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดกลุ่มคนสิบคนที่กุมอำนาจสูงสุดของสหพันธรัฐ มีหกคนเร่งรุดเดินทางมาถึง

        ส่วนอีกสี่คนที่เหลือจำต้องประจำการอยู่ในแต่ละพื้นที่จึงไม่สามารถปลีกตัวมาพบได้

        แต่เนื่องจากความรุนแรงของสถานการณ์แม้แต่ขุนพลคู่บ้านคู่เมืองอย่างนายพลหลี่ ก็ยังต้องมอบหมายงานให้ผู้ช่วยแล้วรีบเดินทางมาด้วยเครื่องบินรบลับสุดยอดในคืนนั้น

        ‘เครื่องบินรบลับสุดยอด’ หรือที่เรียกกันว่า เครื่องบินรบพลังวิญญาณถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรับมือกับเหล่านกกลายพันธุ์โดยเฉพาะ

        มันสามารถลดเสียงรบกวนได้มหาศาลและเน้นความเร็วถึงขีดสุด

        เรื่องจะเข้าปะทะนั้นเป็นไปไม่ได้

        บนบกน่ะยังพอว่า

        ในทะเลอาศัยเทคโนโลยีระดับสูงก็ยังพอต้านทานได้

        ทว่าบนฟากฟ้านั่นไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์จะสามารถก้าวล่วงได้จริงๆ

        ต่อให้เป็นขีปนาวุธนำวิถีที่คล่องตัวที่สุดก็ยังไม่สามารถไล่ตามความพลิ้วไหวของนกกลายพันธุ์ได้ทัน แล้วจะไปสู้อะไรได้

        โดยทั่วไปแล้วตราบใดที่นกกลายพันธุ์ไม่บุกเข้าหาเมือง มนุษย์ก็จะไม่ไปตอแยเจ้าเวหาพวกนี้เด็ดขาด

        สิ่งที่ต้องจ่ายมันไม่คุ้มกับสิ่งที่ได้รับเลย

        ด้วยเหตุนี้มนุษย์จึงเลือกที่จะหลีกเลี่ยงให้ได้มากที่สุด

        “พวกคุณบอกว่าดาวเทียมตรวจวัดพลังวิญญาณถูกโจมตีเหรอ?”

        คนยังไม่ทันมาถึงทว่าเสียงทุ้มต่ำที่เย็นเยียบกลับดังแว่วมาจากที่ไกลๆ

        “นายพลหลี่...”

        “นายพลหลี่...”

        ท่ามกลางเสียงทักทายคนทั้งห้าที่นั่งอยู่ต่างก็มีสีหน้าไม่สู้ดีนัก

        ดาวเทียมตรวจวัดพลังวิญญาณถูกโจมตีนี่ไม่ใช่เรื่องที่สามารถละเลยได้จริงๆ

        จึงไม่แปลกที่นายพลหลี่ที่ปกติมักจะเก็บงำอารมณ์จะมีสีหน้าถมึงทึงขนาดนี้

        “ใช่ครับนายพลหลี่ จนถึงปัจจุบันดาวเทียมตรวจวัดพลังวิญญาณหมายเลข 3 ถูกทำลายลงอย่างสมบูรณ์การเฝ้าระวังและการวางแผนในเขตเทียนฝู่ได้รับความเสียหาย...”

        พูดมาถึงตรงนี้ผู้อำนวยการหน่วยเฝ้าระวังพลังวิญญาณกำหมัดแน่น

        การที่เรื่องนี้เกิดขึ้นเขาจะรับผิดชอบด้วยชีวิตก็ยังไม่พอ

        ต้องรู้ว่านอกจากดาวเทียมตรวจวัดพลังวิญญาณจะสอดส่องไปทั่วแผ่นดินแล้วมันยังเกี่ยวข้องกับโครงการลับสุดยอดอีกโครงการหนึ่งของสหพันธรัฐ นั่นคือ...การสร้างอาวุธ ‘แสงแห่งมนุษยชาติ’ ที่เหนือชั้นยิ่งกว่านิวเคลียร์ ทำลายล้างทุกสรรพสิ่งในนามของจุดจบโลก

        ดาวเทียมตรวจวัดพลังวิญญาณแต่ละดวงที่ลอยอยู่นอกอวกาศต่างก็ได้รับการปรับปรุงและเสริมแกร่งอย่างต่อเนื่อง

        และความหวังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสหพันธรัฐคือการใช้ดาวเทียมตรวจวัดพลังวิญญาณทำหน้าที่เป็นดวงตาเพื่อล็อกเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ จากนั้นจึงใช้อาวุธที่เหนือชั้นกว่านิวเคลียร์คือ‘แสงแห่งมนุษยชาติ’ ลอบสังหารจากระยะไกล

        กล่าวได้ว่าภารกิจที่ดาวเทียมตรวจวัดพลังวิญญาณแบกรับอยู่นั้นมันยิ่งใหญ่เกินกว่าจะจินตนาการได้

        ถึงขั้นส่งผลกระทบต่อแผนการร้อยปีของสหพันธรัฐเลยทีเดียว

        “เฮ้อ...”

        นายพลหลี่ผมสีเงินผ่อนลมหายใจยาวด้วยสีหน้ามืดมน

        “เอาผลการตรวจสอบปัจจุบันมาให้ผมดูหน่อย”

        พูดจบนายพลหลี่ที่เดินเข้ามาในห้องทำงานก็นั่งลงที่ตำแหน่งท้ายโต๊ะ

        เรื่องที่ส่งผลถึงแผนการร้อยปีของสหพันธรัฐแบบนี้นายพลหลี่มีอำนาจตัดสินใจเด็ดขาดสูงสุดและอีกคนหนึ่งที่มีอำนาจพอกันก็คือผู้นำสหพันธรัฐ

        ทว่าผู้นำสหพันธรัฐมักจะเน้นที่การวางนโยบายขณะที่นายพลหลี่เป็นผู้ลงมือปฏิบัติ

        คนหนึ่งคุมภายใน อีกคนคุมภายนอกนี่คือรากฐานความมั่นคงของสหพันธรัฐในปัจจุบัน

        ในสายตาของประเทศอื่นผู้นำสหพันธรัฐและนายพลหลี่ ได้รับการขนานนามว่าเป็น‘สองผู้ยิ่งใหญ่แห่งสหพันธรัฐ’

        ความหวาดเกรงที่มีต่อทั้งคู่นั้นมิอาจประเมินได้

        โดยเฉพาะนายพลหลี่ที่ไม่ใช่คนใจดีเลยสักนิดนอกจากจะทำงานรวดเร็วเด็ดขาดแล้ว ฝีมือยังอำมหิตถึงขีดสุด

        เมื่อไม่นานมานี้เพราะปัญหาข้อพิพาทเรื่องวัฒนธรรมและอาณาเขตบางประการนายพลหลี่ถึงกับส่งกองทัพประชิดชายแดนทันทีโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง

        ตอนนี้ไม่ใช่ยุคสันติภาพอีกต่อไป

        กำลังรบคือสิ่งเดียวที่เป็นสัจธรรม

        และนายพลหลี่ก็เป็นผู้ยึดมั่นในสิ่งนี้แม้ประเทศอื่นจะคิดขัดขวาง ทว่าส่วนใหญ่ก็ยังเอาตัวเองไม่รอดแล้วจะเอาปัญญาที่ไหนมาขวาง

        และที่สำคัญมหาอำนาจเพียงหนึ่งเดียวที่พอจะงัดกับสหพันธรัฐได้ในตอนนี้อย่างสหพันธรัฐอิสระก็อยู่ไกลออกไปอีกฝั่งของมหาสมุทร

        เพียงแค่สามวัน ประเทศเล็กๆแห่งหนึ่งก็จำต้องยอมศิโรราบภายใต้แรงกดดัน มิหนำซ้ำยังออกประกาศเองว่า‘หวังว่าจะได้รับความคุ้มครองจากสหพันธรัฐ’

        แน่นอนว่ารายละเอียดเบื้องลึกไม่มีใครรู้

        รู้เพียงแค่ว่า ประเทศเล็กๆแห่งนั้นได้เปลี่ยนตัวผู้ครองเป็นเจ้าชายวัยห้าขวบแทน

        ด้วยเหตุนี้ จึงมีเรื่องเล่าที่แฝงไปด้วย‘เจตนาอันชั่วร้าย’ แพร่กระจายไปทั่วร้อยกว่าประเทศว่า‘มหาอาณาจักรในอดีตกำลังหวนคืนสู่อำนาจวันเวลาที่นานาประเทศต้องมาน้อมรับใช้คงอยู่อีกไม่ไกลแล้ว’ ....

        ....

        ผู้อำนวยการหน่วยเฝ้าระวังพลังวิญญาณไม่รอช้าแจกจ่ายรายงานให้แก่ทั้งหกคนที่นั่งอยู่

        พร้อมกับเปิดภาพฉายโฮโลแกรมขึ้นมา

        ภาพโฮโลแกรมที่ดูเสมือนจริงนั้นฉายภาพวิดีโอความยาวสิบวินาที

        ในภาพสิ่งที่ปรากฏเป็นอย่างแรกคืออวกาศที่เวิ้งว้างไร้ขอบเขต

        และในอวกาศนั้นมีดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงหนึ่ง...

        ทว่าเพียงชั่วครู่...

        “ฉัวะ!”

        มิติพลันถูกฉีกกระชาก รอยแยกเล็กๆที่แทบมองไม่เห็นจู่ๆ ก็ปรากฏขึ้นจากนั้นท่ามกลางความตกตะลึงจนรูม่านตาหดวูบของเหล่าผู้มีอำนาจรัศมีแสงห้าสีพลันส่องประกายวูบออกมาจากรอยแยกนั้น

        พริบตาเดียว...

        “ตูม”

        การระเบิดที่ไร้ซึ่งเสียงกลายเป็นเพียงจุดเล็กๆ ในห้วงอวกาศ...ที่ผลิบานออกมาอย่างเงียบเชียบ

        “ฉีกกระชากมิติ เป็นไปได้อย่างไร?...”

        ท่ามกลางเสียงที่เคร่งเครียดถึงขีดสุดนายพลหลี่ถึงกับสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างมาก

        “นายพลหลี่การฉีกกระชากมิติมันหมายถึงอะไรครับ?”

        ข้างๆ กัน มีคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้น

        “ระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สามและไม่ใช่ขั้นที่สามธรรมดาด้วย ตามทฤษฎีแล้วต้องรวบรวมพลังวิญญาณนับล้านมาไว้ที่จุดเดียวถึงจะมีความเป็นไปได้ที่จะเจาะทำลายมิติได้...”

        คำอธิบายที่แทบไม่เคยได้ยินมาก่อนทำให้ทั้งห้องทำงานตกอยู่ในความเงียบงันดั่งป่าช้า

        “ขั้นที่...สาม?”

        ศาสตราจารย์เหยียนเสียงแห้งผากถึงกับล้มตัวลงบนเก้าอี้

        ในฐานะที่เขาคือผู้ที่ศึกษาเรื่องพลังวิญญาณลึกซึ้งที่สุดเขาย่อมเข้าใจความหมายของระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สามเป็นอย่างดี

        มหันตภัย มันคือมหันตภัยอย่างแน่นอน...ประเทศเล็กๆ ไม่มีทางต้านทานได้และประเทศใหญ่อย่างพวกเขาก็ต้องทุ่มแสนยานุภาพทั้งหมดถึงจะพอรับมือไหว

        มันคือการมีอยู่ของสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวอย่างที่สุด

        ทว่าในตอนนั้นเองผู้นำสหพันธรัฐราวกับนึกอะไรขึ้นได้ จึงเอ่ยถาม

        “อย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องที่ว่าระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สามปรากฏตัวขึ้นมาได้อย่างไรที่สำคัญคือทำไมมันถึงโจมตีแค่ดาวเทียมตรวจวัดพลังวิญญาณหมายเลข 3 เท่านั้นล่ะ? ด้วยความสามารถระดับนั้นมันคงทำลายดาวเทียมตรวจวัดพลังวิญญาณทั้งเก้าดวงของเราได้ง่ายๆ เลยไม่ใช่หรือ?”

        “ไม่หรอก มันไม่น่าจะง่ายขนาดนั้นแม้ผมจะไม่รู้ว่าระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สามในตอนนี้น่ากลัวขนาดไหนแต่ความสามารถในการฉีกกระชากมิติแบบนั้นคงไม่ใช่เรื่องง่ายแน่นอนเพราะถ้ามันทำได้โดยไม่มีผลกระทบใดๆ เลย พวกคุณรู้ไหมว่ามันหมายถึงอะไร?”

        พูดมาถึงตรงนี้ใบหน้าของนายพลหลี่เคร่งเครียดขึ้นสามส่วน จากนั้นเขาก็เสริมว่า

        “เพียงแค่กลิ่นอายของเราถูกมันล็อกเป้าได้ก็สามารถข้ามระยะทางนับพันนับหมื่นลี้มาปลิดชีพพวกเราได้ทันที”

        “...”

        ท่ามกลางความเงียบงันดั่งความตายสีหน้าของทุกคนต่างก็เปลี่ยนไป

        คำพูดที่ว่าของนายพลหลี่พวกเขาไม่มีความสงสัยแม้แต่น้อย

        เพราะภูมิหลังของนายพลหลี่ลึกลับเกินกว่าที่ใครจะจินตนาการได้

        มีคนบอกว่าตอนนายพลหลี่อายุสิบห้าเขาก็เคยเห็นนายพลหลี่หน้าตาแบบนี้นึกไม่ถึงว่าพอเขาอายุหกสิบนายพลหลี่ก็ยังหน้าตาแบบเดิมเป๊ะ

        แน่นอนว่านั่นเป็นเพียงเรื่องเล่า

        ทว่านายพลหลี่คือตัวตนที่เป็นปริศนาของสหพันธรัฐจริงๆ

        โผล่มาอย่างกะทันหันโผทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดอย่างแข็งกร้าว...

        บุคคลในตำนานเช่นนี้แต่ก่อนหน้านี้กลับเก็บตัวจนแม้แต่ชื่อยังไม่มีใครล่วงรู้คิดดูเอาเถอะว่าลึกลับขนาดไหน

        “เฮ้อ....”

        นายพลหลี่ถอนหายใจยาวพลางกดอารมณ์ในใจไว้ดวงตาคมกริบกวาดมองทุกคนพลางเอ่ยเสียงต่ำ

        “ตามความเห็นของผม นี่น่าจะเป็นการเตือนและเดาว่าหากไม่มีอะไรผิดพลาด ตัวตนที่น่าสะพรึงกลัวนี้ต้องอยู่ในเขตเทียนฝู่บนแผ่นดินใหญ่นี่เอง”

        “เรื่องนี้... น่าจะเป็นความจริงครับ”

        ผู้อำนวยการหน่วยเฝ้าระวังพลังวิญญาณพยักหน้าเขาลุกขึ้นยืนอีกครั้ง พร้อมกับหยิบเอกสารชุดหนึ่งออกมาส่งให้

        “เมื่อไม่นานมานี้มีคนเห็นรัศมีแสงห้าสีพุ่งขึ้นมาจากขุนเขาแห่งหมอกทั้งยังมีภาพมายาต้นไม้เสียดฟ้าค่อยๆ แผ่ขยายกิ่งก้านออกมาด้วยครับ...”

         

คล้ายกับเรื่องEvolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว ที่คุณอ่าน