
Just For Love 15
“ทำหน้ายุ่งอะไรขนาดนั้น” เสียงเฟยเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ
“ติดต่อฟางไม่ได้” ผมเอ่ยบอกเพื่อน มือก็กดโทรหาฟางไม่หยุด ั้แ่เมื่อเช้าที่บอกว่ามีงานหลังจากนั้นฟางก็ยังไม่ตอบหรืออ่านไลน์เลยโทรหาก็ไม่ติด พยายามคิดว่าโทรศัพท์อาจจะแบตฯ หมด แต่นานเข้ามันก็รู้สึกไม่ดีภายในใจ ผมโทรหาพี่บีมใน่สี่โมงเย็นพี่บีมเองก็ติดต่อฟางไม่ได้ จนตอนนี้จะหนึ่งทุ่มแล้วผมลนลานจนอยู่ไม่สุขแล้ว ไม่รู้ว่าติดต่อใครเพราะไม่รู้ว่าใครจะช่วยได้
“แบตเขาอาจจะหมด” โต้ เอ่ยเตือนสติ
“ฟางพกแบตสำรองตลอด” นี่คือสิ่งที่ผมหลอกตัวเองไม่ได้ ฟางพกแบตฯ สำรองตลอดถ้าใกล้หมดก็จะเอาออกมาชาร์ตไว้ ไม่ปล่อยให้เครื่องดับแล้วติดต่อไม่ได้แบบนี้
“มึงกูกลับก่อนนะ นัดเราครั้งหน้าแล้วกัน”
“เออ ๆ มีอะไรให้ช่วยก็โทรมาแล้วกัน”
“เออ ขอบใจมาก” ผมบอกเพื่อนจากนั้นก็เดินออกจากร้านอาหารที่นั่งทานอยู่กับเพื่อน ที่จริงเพิ่งสั่งอาหารไปยังไม่ทันจะได้อาหารผมก็ร้อนใจทนรอต่อไม่ไหว กดโทรศัพท์ต่อสายหาพี่บีมทันที รอไม่นานปลายสายก็รับด้วยท่าทีร้อนรนไม่ต่างกัน
“ติดต่อฟางได้หรือยังครับพี่บีม”
(ติดต่อไม่ได้เลย แต่พี่สะใภ้พี่ที่ไปด้วยบอกว่าผู้ใครไม่รู้อุ้มขึ้นรถออกไปแล้ว) อุ้มขึ้นรถเหรอ บ้าไปแล้ว! นี่คน ๆ หนึ่งเลยนะจะมาอุ้มกันไปง่ายแบบนั้นได้ยังไง
“รู้ไหมว่าทำไมถึงถูกพาตัวไป แล้วพาไปไหนเดี๋ยวผมจะบินไป”
(เดี๋ยวค่อยมาคุยกัน พวกพี่กำลังไปสนามบิน จองตั๋วหรือยัง)
“ยังครับ”
(เดี๋ยวพี่จัดการให้เจอกันที่สนามบิน หลบแฟนคลับด้วยนะ ถึงจะไปอยู่เื้ัแล้วก็ต้องระวัง)
“ครับ ผมแวะไปเอาพาสปอร์ตแล้วจะไปสนามบินเลย เจอกันครับพี่”
เื่ฟางวนเวียนอยู่ในหัวผมไม่หยุด ผมห่วงคนตัวเล็กจนแทบสติหลุด ใช้เวลาไม่นานผมก็พร้อมเดินทางที่สนามบิน รับตั๋วเครื่องบินจากพี่บีมก็มาเจอกับคุณโบ้ทพี่ชายของพี่บีมแล้วยังเป็พี่ชายของฟางอีก คุณโบ้ทปรายตามองผมนิ่ง ๆ แต่ก็ยังใจดีขยับให้ผมนั่งด้วย
“แฟนผมบอกว่ามีคนพาตัวฟางไป ตามไปไม่ได้รู้แค่ชื่อกับหน้าตา”
“มีชื่อหรือรูปไหมครับ” ผมถามเพราะติดต่อลุงหยางไว้แล้วว่าจะให้ช่วยหาคนให้
“ชื่อ เลี่ยง อี้เฉิน นี่รูป” คุณโบ้ทส่งรูปมาให้ดู
“ช่วยส่งเข้าในไลน์ผมหน่อยได้ไหมครับ เดี๋ยวให้คนช่วยตามหา” ไม่ถึงนาทีผมก็ได้รูปและชื่อมา ผมไม่รอช้าที่จะส่งต่อให้กับลุงหยาง ความหวังเดียวของผม เราเดินทางมาถึงไต้หวันโดยมีคนของลุงหยางมารอรับ เราขึ้นรถมาได้คนของลุงหยางก็รายงานเื่ที่ติดตาม ซึ่งทั้งผม พี่บีมและคุณโบ้ทน่าเข้าใจเพราะเขาใช้เป็ภาษาสากล
“คุณเลี่ยง อี้เฉิน พาตัวคุณฟางไปที่บ้านครับ บ้านที่มีทั้งพ่อและแม่ของเขาอยู่ด้วย” ผมเห็นพี่โบ้ทหันกลับไปมองพี่บีมที่นั่งอยู่ด้านหลังอย่างกังวล
“พอจะรู้ไหมว่าทำไมถึงพาไป พวกเขาเพิ่งเคยเจอกันนะครับ” ผมถามต่อ
“เหมือนในอดีตคุณเลี่ยงตามหาตัวใครบางคนแต่ไม่เจอ ตามหาทั้งไต้หวันและไทยแต่จับตัวคุณฟางมาแบบนี้เราจึงคิดว่าคนที่เขาตามหาน่าจะเป็คุณฟางครับ”
“พี่บีมครับ ฟางรู้จักอะไรกับคุณเลี่ยงนี่ไหม”
“พี่ไม่รู้ แต่ว่า...” พี่บีมเว้นเสียงพรางหันไปมองหน้าคุณโบ้ทอย่างกังวลใจ
“คุณโบ้ทพอจะรู้ไหมครับ” ผมเลือกที่จะถามออกไปตรง ๆ
“เรียกพี่เถอะ ที่จริงพ่อแท้ ๆ ของฟางอยู่ที่ไต้หวันแต่ไม่เคยเจอ ไม่เคยติดต่อกันเลยั้แ่คุณน้าพาฟางกลับไปที่ไทย”
“ถ้าเขาเป็พ่อของฟาง...”
“ถ้าตรงตามที่คนของคุณรายงาน และหลักฐานที่แม่พี่มีมันก็น่าจะเป็แบบนั้น”
“แต่เราไม่เคยติดต่อกับพวกเขาเลยนะ และพวกเขาก็ไม่ได้ติดต่อพวกเราเลยด้วย พี่ไม่รู้ว่าทำไมจู่ ๆ ถึงจับตัวฟางไปแบบนั้น” พี่บีมเล่าเสียงสั่นเครือ ไม่นานน้ำตาก็ไหลลงมากลายเป็พี่โบ้ทที่ต้องคอยปลอบ ก่อนไปที่บ้านคุณเลี่ยงอะไรนั่นเราแวะรับแฟนพี่โบ้ทที่โรงแรมก่อน ทันทีที่แฟนพี่โบ้ทหรือคุณอี้ขึ้นรถมา คุณโบ้ทก็รีบโอบและถามไถ่อย่างเป็ห่วงแต่อีกฝ่ายก็ตอบนิ่ง ๆ และเล่าเื่ที่เกิดขึ้นวันนี้ให้เราฟังแทน เหมือนกำลังเลี่ยงที่จะคุยกับพี่โบ้ท
“คุณเฉิง เราจะเข้าบ้านพวกเขาได้ยังไง”
“คุณหยางติดต่อทางนั้นแจ้งว่าจะเข้าไปคุณเื่ธุรกิจแล้วล่ะครับ ตอนนี้คุณหยางก็กำลังเดินทางมาน่าจะเจอกันที่บ้านคุณเลี่ยงเลยครับ”
“อีกนานไหมครับกว่าจะถึง” ผมเป็ห่วงฟาง ไม่รู้ว่าตอนนี้เป็ยังไงบ้าง ติดต่อไม่ได้นาน ๆ แบบนี้ ผมรู้สึกไม่ดีเลย
“อีกยี่สิบนาทีถึงครับ” ผมนั่งเงียบไปสักพักคนของลุงหยางก็ยื่นโทรศัพท์มาให้บอกว่าลุงหยางจะคุยด้วย ผมรีบรับโทรศัพท์มาและเอ่ยทักทายปลายสายเสียงเครียด
“ครับลุง”
(ลุงถึงแล้วนะ รอเข้าไปพร้อมกันหรือให้ลุงเข้าไปก่อน)
“รอได้ไหมครับ มีพี่สาวและพี่ชายของฟางมาด้วย”
(ได้ไม่มีปัญหาเดี๋ยวลุงรอ เหมือนเมื่อกี้ได้ยินเสียงผู้หญิงกรี๊ดด้วยนะ)
“ลุง!”
(รู้แล้ว ๆ ให้คนแอบไปสำรวจแล้ว มา ๆ รีบลงมาหาลุง) ลุงหยางบอกอย่างไม่ร้อนรน กลายเป็ผมที่เริ่มอยู่ไม่สุข สิบนาทีรถเลี้ยวเข้าไปจอดที่หน้าบ้านหลังใหญ่ มีลุงหยางยืนอยู่ข้างรถตรงข้ามลุงเป็ผู้ชายคนหนึ่งยืนรอต้อนรับด้วยท่าทีนอบน้อม พวกเขาคุยกันเป็ภาษาจีนพวกผมที่เพิ่งเข้ามาคงมีแค่พี่อี้ที่ฟังรู้เื่ ลุงหยางคุยอะไรไม่รู้กับผู้ชายคนนั้นก่อนที่เราจะถูกเชิญเข้าไปในบ้าน ระหว่างที่เดินเข้าไปผมก็สอดส่องสายตาเพื่อหาคนตัวเล็ก พี่โบ้ทประคองพี่อี้ไว้ชิดกับตัวส่วนพี่บีมมีการ์ดของลุงหยางคอยเดินประกบอยู่สองคน เราไปนั่งที่ห้องนั่งเล่นจากนั้นพวกเขาก็แนะนำตัวกันแบบผ่าน ๆ ลุงหยางก็ชวนอีกฝ่ายคุยเื่ธุรกิจ ผมทนไม่ไหวจึงขอตัวเดินไปเข้าห้องน้ำ แต่ความจริงแอบเดินสอดส่องดูรอบ ๆ บ้านเผื่อจะเจอ
“กรี๊ด! ช่วยด้วย ฮื่อ”
“ไม่นะ! ไม่ ฮื่อ! ใครก็ได้ช่วยด้วย ช่วย กรี๊ด!!” เสียงกรีดร้องทำให้เท้าที่กำลังก้าวเดินชะงักหันไปยังแหล่งที่มา เสียงสิ่งของตกแตกทำให้ผมรีบเดินออกไปยังส่วนที่เป็บันได พี่โบ้ทเองก็รีบวิ่งมาพร้อมกับการ์ดสองคน เรามองหน้ากันเงียบ ๆ ก่อนจะรีบวิ่งขึ้นข้างบน ไม่ได้สนใจเสียงโวยวายภาษาจีนที่ดังไล่หลังมาเลยสักนิด ด่ามาเถอะฟังไม่ออกหรอก
เราทั้งสี่คนวิ่งไปยังห้องหนึ่งที่มีคนยืนคุมเชิงอยู่หน้าห้อง การ์ดของลุงหยางพุ่งเข้าไปประชิดตัวต่อยอีกฝ่ายแรง ๆ สามหมัดแล้วปล่อยให้ร่างที่สลบร่วงลงบนพื้น ผมเปิดประตูเข้าไปในห้องก็ต้องใกับภาพที่เห็น ร่างเล็กในชุดที่ขาดวิ่นโดนผู้ชาย แก่ ๆ คร่อมอยู่เหนือร่าง แขนขาถูกผู้ชายสี่คนกดอยู่บนเตียงคนละมุมโดยที่ข้างเตียงมีหญิงชราคนหนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้นั่งจิบชามองอยู่ ผมโมโหจนพุ่งเข้าไปกระชากคนที่คร่อมร่างคนตัวเล็กออกมาและรัวหมัดใส่อย่างไม่คิดชีวิต เสียงกรีดร้องโวยวายดังขึ้นผสมปนเปกับเสียงร้องไห้ที่บาดหัวใจผม ไอ้แต่ตัณหากลับนั่นนอนจมเืกลบปากอยู่บนพื้น ผู้ชายอีกสี่คนถูกการ์ดทั้งสองคนและพี่โบ้ทจัดการไปแล้ว แจ็กเก็ตถูกถอดออกคลี่คลุมร่างบางไว้ ใบหน้าหวานดวงตาช้ำเนื่องจากผ่านการร้องไห้มาอย่างยาวนาน
“ไม่เป็ไรแล้วนะ ไม่เป็ไรแล้ว”
“ฮื่อ!!!” ตอนนี้ทำได้แค่กอดร่างเล็กไว้แน่น ๆ เพื่อคลายความหวาดกลัว
“ลงไปข้างล่างกันเถอะ” พี่โบ้ทเดินเข้ามาแตะที่ไหล่ผมเบา ๆ พยักหน้ารับรู้ก่อนจะพาฟางเดินออกจากห้องนั้น ผู้หญิงแก่คนนั้นได้แต่นั่งมองด้วยความใ เชื่อสิถ้าลุกขึ้นมาสภาพก็คงไม่ต่างจากพวกนั้นที่นอนหมดสภาพอยู่บนพื้น
“นี่มันอะไรกัน!!” เสียงตวาดเป็ภาษาไทยแปร่ง ๆ ดังจากผู้ชายที่ชื่อเลี่ยง อี้เฉิน
“ผมต่างหากที่ต้องถามว่านี่มันเื่อะไรกัน!” ผมตวาดกลับเสียงเข้ม อีกฝ่ายชะงักค้างไปไม่นานก็จ้องผมกลับพร้อมกับเดินเข้ามาใกล้ การ์ดนับสิบของเขาล้อมพวกผมไว้อย่างไม่เกรงกลัว เขาไม่รู้หรือไงว่าบ้านเขาตอนนี้ถูกการ์ดของลุงหยางล้อมไว้หมดแล้วเช่นเดียวกัน
“คุณทำอะไรผู้หญิงคนนั้น” ลุงหยางเอ่ยถามเ้าบ้าน
“ผม ผม นั่นลูกสาวผมนะ พวกคุณปล่อยเธอมาเดี๋ยวนี้” เขาไม่ยอมตอบคำถามแต่ตั้งท่าจะเดินเข้ามาหาฟางที่ตอนนี้ถูกผมโอบกอดไว้ข้างกาย
“ไม่ ไม่ใช่ เขาไม่ใช่” ฟางส่ายหน้าเบา ๆ พึมพำเสียงสั่น
“หยุด! ถ้าก้าวมาอีกแค่ก้าวเดียวทั้งธุรกิจและบ้านของคุณได้หายไปในพริบตาแน่” ผมบอกอีกฝ่าย ไม่ได้ขู่ แต่ทำได้จริง ๆ
“คุณทำอะไรเธอกันแน่คุณเลี่ยง”
“ผมจะทำอะไรก็ได้นี่ นั่นลูกสาวผม” เขายังลอยหน้าลอยตาตอบ
“ไม่ใช่!” ฟางหันไปตวาดใส่คนที่เพิ่งพูดจบเสียงดัง มือเล็กที่จับมือผมไว้สั่นไปหมด ฟางคงทั้งกลัวและโกรธในเวลาเดียวกัน
“หนูเป็ลูกพ่อนะลูก มาหาพ่อมา”
“ไม่! แกมันบ้า แกมันโรคจิต”
“เอ๊ะ นังนี่!”
“รอรับหมายศาลจากทางเราด้วยนะครับคุณเลี่ยงอี้ เฉิน คนที่คุณพามาและทำร้ายร่างกายเขาจนร่างกายบอบช้ำ เราจะดำเนินการให้ถึงที่สุด และอย่าคิดเล่นไม่ซื่อกับตระกูลผม เพียงแค่คุณคิดบ้านที่คุณอยู่ธุรกิจของคุณจะหายไปในพริบตา” ลุงหยางบอกอีกฝ่ายเสียงนิ่ง ก่อนจะหันมาส่งสัญญาณให้ทั้งผมและพี่โบ้ทพาทุกคนออกไป ผมไม่รู้ว่าลุงหยางอยู่คุยอะไรกับอีกฝ่ายต่อ แต่เมื่อขึ้นรถมาได้คนของลุงหยางก็พาออกจากบ้านหลังนี้ทันที ผมปล่อยให้สาว ๆ ทั้งสามนั่งด้วยกันและปลอบกันไป ส่วนผมกับพี่โบ้ทที่เห็นเหตุการณ์ระยำนั่นได้แต่นั่งกำหมัดแน่นทั้งสองคน
เมื่อถึงบ้านพักหลังใหญ่ลุงหยางสั่งให้แม่บ้านพาสาว ๆ ขึ้นไปพัก ส่วนผมกับพี่โบ้ทเดินไปคุยกับลุงหยางกับเื่ที่เกิดขึ้น
“เื่ทางกฎหมายลุงจะจัดการให้เองไม่ต้องห่วง รอทนายลุงมาแล้วค่อยคุยลงลึก”
“ขอบคุณครับลุง”
“บ้านนี้เคยมีประวัติค้าประเวณีด้วยนะ แต่ลุงไม่ได้ใส่ใจมากเพราะทำธุรกิจคนละสายอยู่แล้ว” ลุงหยางเล่า
“ค้าประเวณี” เสียงคุ้นเคยที่ดังอยู่หน้าประตูทำให้เราทั้งหมดหันไปมอง ฟางยืนนิ่งค้าง ผมลุกขึ้นยืนพร้อมกับพี่โบ้ท แต่ผมก็ต้องหยุดเท้าที่กำลังก้าวเพื่อให้พี่โบ้ทได้ทำหน้าที่พี่ชาย ฟางถูกประคองให้นั่งลงตรงข้ามผมโดยมีพี่โบ้ทนั่งอยู่ข้าง ๆ
“ใช่ลูก ค้าประเวณีแต่เหมือนจะหยุดไปนานแล้วนะ”
“...”
“อ้อ อีกอย่าง คนที่เจอวันนี้เขามีแฝดด้วยนะ น่าจะเป็คนน้อง ส่วนแฝดคนพี่ไม่อยู่...”
“...”
====
เค้าเครียดเลยเข้ามาอัพให้อีกตอน T_T สอบเค้าเลื่อนเพราะสถานการณ์ COVID-19 เลยว่างแล้ว แต่ช้าแต่ เค้าเสียดายค่าตั๋วเครื่องบินที่เสียไป ฮื่อออ กอดปลอบเค้าโหน่ยยยย