ทุกคนทราบ ทุกครั้งที่นาคามูระ โยชิอิ เอ่ยวาจาล้วนรวบรัดมีความหมายชัดเจนอย่างยิ่ง
เรื่องสำคัญเช่นนี้ หากไม่มั่นใจย่อมไม่กล่าวออกมา
สายตาทุกคู่จึงหันไปจับจ้อง บุรุษเหล็กแห่งหมู่ตึกบูรพาทันที
นาคามูระ โยชิอิกล่าวสืบต่อไปว่า
“จากเรื่องทั้งหมด ข้าพเจ้าประเมินจากสถานการณ์ว่า พวกมันอาศัยเรือลำใหญ่เป็นที่หลบซ่อนกำลังคน ทุกครั้งเมื่อลงมือ ล้วนเดินทางไปยังจุดหมายโดยใช้ทางน้ำเป็นหลัก พวกมันหลังลงมือแล้ว ไม่ว่าสำเร็จหรือล้มเหลว หากยังมีชีวิตรอดย่อมล่าถอยโดยทางเรือ...”
ทุกคนได้ฟังดังนั้นต่างครุ่นคิด...
เป็นคำอธิบายที่ง่ายดายยิ่ง...แต่กลับไม่มีใคร เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน!
นักพรตเฉินซื่อเอ่ยถามอย่างกระตือรือร้น
“ไม่ทราบ ท่านมีข้อสนับสนุนใดบ้าง?”
นาคามูระ โยชิอิกล่าวตอบว่า
“เหตุการณ์ที่ศาลานอกเมือง...ตรงนั้นเป็นสถานที่เปิดโล่งไม่เหมาะกับการล้อมจับกุม ข้อสงสัยแรกของข้าพเจ้าคือ เหตุใดมันเลือกลงมือในจุดที่เสียเปรียบเช่นนั้น
“ข้อสงสัยที่สอง ไฉนเรือของเราจึงถูกปล้นชิง ในเวลาไล่เลี่ยกันคล้ายล่วงรู้ความเคลื่อนไหวของข้าพเจ้า สองเหตุการณ์นี้ สามารถเชื่อมโยงกันได้หากสันนิษฐานว่า พวกมันเคลื่อนไหวโดยใช้ทางเรือ”
ติงฝูหรงพยักหน้าเห็นด้วย กล่าวว่า
“ศาลานอกเมือง อยู่ไม่ห่างท่าเทียบเรือ พวกมันหากเดินทางโดยเรือย่อมสามารถเคลื่อนย้ายคนจำนวนมาก โดยไม่มีใครรู้บุรุษชุดดำผู้นั้นย่อมหนีไปลงเรือได้ พวกมันยังอาศัยช่วงที่ท่านออกนอกเมืองจัดส่งกำลังคนไปขโมยเรือของหมู่ตึกบูรพา จากนั้นดำเนินแผนล่อให้ท่านติดตามแล้วลงมือลอบทำร้าย...”
หยางป๋อหูพยักหน้า กล่าวขึ้นบ้างว่า
“อืมม์...อารามของท่านต้าซือ ตั้งไม่ห่างจากลำน้ำ แม้เป็นลำน้ำสายเล็กแต่พวกมันย่อมถ่ายคนเดินทาง โดยเรือเล็กได้ แม่นางหลินก็พักรักษาตัวบริเวณท่าเทียบเรือเล็กเช่นกัน ปะเหมาะพอดีพวกมันสามารถเคลื่อนกำลังจู่โจมสะดวกง่ายดาย จากการเลือกสถานที่ลงมือเช่นนี้แสดงว่าพวกมันเชี่ยวชาญทางน้ำยิ่ง...”
หยางป๋อหูระบายลมหายใจออกมา
“ข้าพเจ้าโง่เขลาจริง ๆ กลับไม่เคยคิดถึงข้อนี้มาก่อน”
นาคามูระ โยชิอิกลับกล่าวว่า
“มิใช่ท่านโง่เขลา แต่พวกท่านไม่คุ้นเคย กับการใช้ชีวิตบนเรือมาก่อนดังนั้นไม่ทันคิดถึงข้อนี้ บางทีพวกมันก็ทราบว่า พวกท่านต้องไม่ทันคิดจึงเลือกลงมือโดยวิธีนี้”
บัณฑิตไร้ร่องรอย สูดลมหายใจลึกยาว ตาเป็นประกายบัดนี้มันค่อยตั้งข้อสันนิษฐาน บอกต่อทุกคนได้
“หรือพวกมัน...เป็นไปได้หรือไม่ว่า พวกมันอาศัยเกาะแห่งหนึ่งเป็นที่พักพิงอย่างนั้นไม่ว่าพวกมันตระเตรียม ฝึกฝนกำลังคนอย่างไรภายนอกย่อมไม่มีใครระแคะระคาย...”
สายตาของโยชิโอกะ ริวจิหันไปจับจ้องสองพี่น้องตระกูลซ่างกวนโดยไม่ได้ตั้งใจ
เนื่องเพราะจากข้อสันนิษฐานนี้ กลุ่มคนที่น่าสงสัยที่สุดกลับเป็นตระกูลซ่างกวน!
โยชิโอกะ ริวจิหวนคิดถึงเสียงผิวใบไม้ซึ่งเรียกคุณชายฟางออกจากอาราม...หรือนางมีส่วนจริง ๆ ...
ตั้งแต่เริ่มสนทนา พี่น้องตระกูลซ่างกวน ไม่ได้เอ่ยปากร่วมสนทนาเลยเวลานี้พวกนางย่อมทราบ เมื่อได้ข้อสันนิษฐานเช่นนี้คล้ายตั้งข้อสงสัยตระกูลของพวกนาง แต่พวกนางพี่น้องยังนิ่งเฉย...
ไม่เฉพาะพวกนาง เมื่อวิเคราะห์มาถึงตอนนี้ ทุกคนล้วนไม่เอ่ยสิ่งใดอีกทั้งหมดทราบว่าการสาวเบาะแส สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้เอง...
ข้อสันนิษฐานว่าพวกมันใช้เรือ ในการเดินทางย่อมมีน้ำหนักยิ่งส่วนที่ว่าพวกมันใช้เกาะแห่งหนึ่ง เป็นแหล่งซ่องสุมกำลัง ก็สมเหตุสมผลเช่นกันแต่ทั้งสองประการเพียงเป็นการคาดเดา ไม่มีหลักฐานใดมายืนยันแม้ทั้งสองประการล้วนถูกต้อง แต่จะสืบสาวไปถึงเกาะแห่งนั้น ของพวกมันได้อย่างไร
ดังนั้นพูดคุยต่อไป ก็ไม่มีความคืบหน้าอันใด ยิ่งไม่มีประโยชน์จะสอบถามจากตระกูลซ่างกวน หากเหตุการณ์ทั้งหมด เกี่ยวข้องกับตระกูลซ่างกวนจริงพวกนางย่อมตระเตรียมวาจาไว้แล้ว หากพวกนางไม่เกี่ยวข้องการสอบถามรังแต่จะเกิดข้อบาดหมาง
ทว่าการสนทนายังไม่ยุติ...
นักพรตเฉินซื่อคารวะท่านผู้เฒ่า เอ่ยถามว่า
“ท่านผู้เฒ่าช่วยชี้แนะ...จากนี้พวกเราควรทำอย่างไรต่อไป?”
น้ำเสียงทุ้มของท่านผู้เฒ่าแซ่กงซุนตอบเพียง
“เราเพียงแต่รอ...”
ในเมื่อพวกมัน หมายชิงคัมภีร์พันอักษรย่อมต้องลงมืออีกครั้ง...หากแต่เมื่อไร...
ต่างจำต้องยอมรับว่า เบาะแสทั้งหมด เมื่อไม่อาจสาวไปถึงที่มาแหล่งต้นตอพวกมันได้ ประการเดียวที่สามารถกระทำ คือรอให้พวกมันลงมืออีกครั้ง
กลุ่มคนลึกลับย่อมต้องลงมืออีก เนื่องเพราะเป้าหมายพวกมันยังไม่บรรลุผลพวกมันทุ่มเทให้กับเรื่องครั้งนี้อักโข ย่อมไม่รามือโดยง่ายดาย
การตั้งรับแม้มิใช่วิธีที่ดี หากบางครั้งยังจำต้องกระทำ...
ทุกคนทราบ...การสนทนาในเรื่องนี้ มาถึงที่สุดแล้วจริง ๆ ...
ท่านผู้เฒ่าแซ่กงซุนก็ทราบ ไม่อาจได้ความคืบหน้าใดจากการสนทนาดังนั้นคิดยุติเพียงเท่านี้
“รบกวนทุกคนจนดึกโขแล้ว...หากไม่มีเรื่องใดสนทนา...”
มู่หยงไฉ่จิ่งกลับรอเวลานี้อยู่ นางยังมีเรื่องคาใจดังนั้นคารวะท่านผู้เฒ่าอย่างนอบน้อม แล้วกล่าวว่า
“ข้าพเจ้ายังมีเรื่องสนทนา...แม่นางซ่างกวนไม่ทราบคืนนั้นท่านไปยังอารามท่านต้าซือด้วยเหตุใด”
ซ่างกวนหมิงจูแค่นหัวร่อเบา ๆ รู้ว่านางตกเป็นเป้าสงสัย ตอบอย่างเฉื่อยชา
“ข้าพเจ้านำจดหมาย ของท่านเจ้าอาวาสวัดเส้าหลิน ไปส่งมอบให้ท่านต้าซือแต่เมื่อเกิดเรื่องขึ้นในอาราม เราพี่น้องจึงตัดสินใจ เดินทางมายังหมู่ตึกพันอักษรท่านนักพรตก็ทราบเรื่องนี้ สามารถเป็นพยานให้ข้าพเจ้าได้”
“ถูกต้องเราเป็นพยานได้ แม่นางซ่างกวนได้รับไหว้วานจริง ๆ”นักพรตเฉินซื่อพยักหน้าอย่างหนักแน่น
“อย่างนั้นขอถามแม่นางซ่างกวนอีกเรื่องเหตุใดตระกูลท่านจึงคิดจับกุมตัวศิษย์พี่!”
ซ่างกวนจึงเหม่ยแค่นเสียงกล่าวว่า
“เจ้าใช้สิทธิ์อะไร มาก้าวก่ายเรื่องของตระกูลเรา!”
“นี่เจ้า!...”
ซ่างกวนหมิงจูหันไปกล่าวกับมู่หยงไฉ่จิ่ง น้ำเสียงสดใสเป็นปกติ
“เจ้าย่อมถามไถ่เรื่องของตระกูลเราได้ แต่ข้าพเจ้าในฐานะประมุขตระกูล ย่อมมีสิทธิ์ไม่ตอบกระมัง”
มู่หยงไฉ่จิ่งฉุกคิดได้ ถึงกับอึ้งไป นางค่อยได้คิด เวลานี้ซ่างกวนหมิงจูเป็นประมุขตระกูลซ่างกวนแล้ว มีฐานะเช่นเดียวกับท่านผู้เฒ่าดังนั้นแม้ด้วยอายุจะห่างจากนางไม่กี่ปี แต่ศักดิ์ศรีของซ่างกวนหมิงจูตอนนี้ มีสิทธิ์เต็มที่จะปฏิเสธคำถามผู้ใดก็ได้
เมื่อเข้าใจ มู่หยงไฉ่จิ่งจึงได้แต่นิ่งเงียบ...
นักพรตเฉินซื่อกลับเข้าร่วม หัวข้อสนทนานี้ด้วย
“แม่นางมู่หยง...เจ้าคงเข้าใจบางเรื่องราวคลาดเคลื่อนไป...”
มู่หยงไฉ่จิ่งขมวดคิ้ว ลดโทสะลงกล่าวว่า
“เชิญท่านนักพรตสั่งสอน...”
นักพรตเฉินซื่อกล่าวน้ำเสียงจริงจัง
“สั่งสอนกลับมิกล้า...แต่จำต้องบอกกล่าวให้กระจ่าง บอกทุกท่านตามจริงเมื่อได้รับไหว้วานจากแม่นางซ่างกวน เรามีความมั่นใจเพียงครึ่งเดียวที่จะเชิญจอมยุทธ์อี่มายังหมู่ตึกพันอักษร แล้วพวกท่านทราบหรือไม่จอมยุทธ์อี่กลับถูกทำร้ายโดยท่านไป๋หนึ่งหมัด...”
มันพูดเพียงเท่านี้...แต่เพียงพอแล้ว
ทุกคนในที่นั้นย่อมเข้าใจ จอมยุทธ์กระบี่เหล็กอี่ไป๋เฮ่อไม่มีทางถูกทำร้ายโดย ไป๋เถี่ยเยี่ยนแห่งคุนหลุนแน่นอน ทุกคนย่อมทราบระดับฝีมือของทั้งสองต่างกันเกินไป แม้รวมหมิงกังเตี๋ยอีกคนก็ยังห่างชั้นกับอี่ไป๋เฮ่ออักโข
เนื่องเพราะอี่ไป๋เฮ่อ รับสืบทอดวิชากระบี่ จากราชันย์กระบี่เหล็กโดยตรง
ไม่ว่าผู้ใดต่างยอมรับ เพลงกระบี่ของราชันย์กระบี่เหล็กเป็นหนึ่งในยุทธจักร!
เกือบยี่สิบปีก่อน หลังการประลองครั้งที่สอง ณ หมู่ตึกพันอักษรผ่านไปไม่นาน
ณ หมู่บ้านนอกเมืองแห่งหนึ่ง ใกล้กำแพงใหญ่ทางทิศเหนือ พลันปรากฏมือกระบี่หนุ่มผู้หนึ่งอุบัติขึ้น...
มันไร้ที่มา...ไร้ชื่อแซ่...มันปรากฏขึ้น พร้อมกระบี่ในมือเล่มหนึ่ง...
กระบี่ซึ่งมองดูสามัญธรรมดา ไม่มีที่ใดสะดุดตา...
คนผู้หนึ่ง ไหนเลยไม่มีชื่อแซ่...ครั้งกระโน้นมันตอบ ผู้ถามคำถามนี้ว่า
“ข้าพเจ้าเป็นกำพร้า...ท่านอาจารย์มิได้ตั้งชื่อให้”
เมื่อถามต่ออีกว่า อย่างนั้นจะให้เรียกมันว่าอย่างไร
ผู้ซึ่งได้พบมันเวลานั้น ล้วนหัวร่อกับคำตอบของมัน
“ท่านอาจารย์กล่าวว่า...ข้าพเจ้าเรียกได้อย่างเดียว...ราชันย์กระบี่...”
แรกเมื่อมันปรากฏตัว ทุกคนล้วนหัวร่อคำตอบของมัน บ้างว่ามันโง่งมบ้างว่ามันหลงทระนงตน บ้างว่ามันคล้ายเสียสติ
ทว่า...ไม่ถึงเดือนหลังการปรากฏของมัน ค่ายเหล่าโจรซึ่งคอยรังควานชาวเมืองเลยไปถึงซ่องโจรบนภูเขา ละแวกใกล้เคียง ล้วนถูกทำลายจนสิ้น!
ไม่มีโจรร้าย รอดชีวิตแม้แต่คนเดียว...
มีคนสอบถามมัน...พวกโจรเหี้ยมหาญถึงขนาด ไม่มีใครยอมขอชีวิตเลยหรือมันจึงสังหารจนสิ้น?
คำตอบของมัน สร้างความตื่นตระหนกต่อผู้คนจริง ๆ !
มันตอบว่า...
“พวกมันไม่เพียงยอมแพ้ ทั้งยังอ้อนวอนขอชีวิต แต่พวกมันเป็นโจรร้ายไม่มีเหตุผลใดจะปล่อยพวกมัน ไปก่อกรรมทำเข็ญอีก...”
ดังนั้นโจรร้ายหลายร้อย ล้วนตายสิ้นใต้คมกระบี่ ซึ่งมองดูธรรมดาสามัญเล่มนั้นของมัน!
เหตุใดมันต้องเข่นฆ่าพวกโจร ได้มีผู้สืบเสาะเรื่องราว ตอนมันเข้าสู่ยุทธจักรใหม่ๆ เรื่องราวมีอยู่ว่า
ขณะนั้นมันไร้ที่พักพิง ไม่มีเงินพักโรงเตี๊ยม ทั้งไม่มีเงินจะเดินทางต่อไม่มีกระทั่งเงินซื้ออาหาร ดังนั้นมันขออาศัยบ้านชาวนาชราคู่หนึ่งเป็นที่พักพิง
กลางวันช่วยสองตายาย เจ้าของบ้านทำงาน ตกเย็นขึ้นเขาเก็บสมุนไพรขายเพื่อหาเงินใช้เป็นค่าเดินทาง มันตั้งใจเก็บเงินซื้อม้าดีสักตัวแล้วค่อยเดินทางต่อ
จนกลางดึกวันหนึ่ง มีโจรร้ายกลุ่มหนึ่งผ่านทางมาพวกมันเมามายพังประตูบ้านเข้ามา คิดเข่นฆ่าสองตายาย บุรุษหนุ่มไร้ชื่อเมื่อพบเห็นย่อมยื่นมือช่วยเหลือ สังหารโจรร้ายกลุ่มนั้นสิ้น
มิคาด สองตายายกลับยิ่งร้องห่มร้องไห้ บอกว่าทีนี้เมื่อบุรุษหนุ่มจากไปเหล่าโจรร้ายพวกพ้องโจรที่ถูกฆ่า ต้องตามมาแก้แค้น สองตายายต้องเผชิญการทรมานสาหัสจนตายแน่นอน มันสองคนแก่ชราปานนี้ ไม่มีเรี่ยวแรงหนีไปหลบซ่อนที่ใดได้แต่รอคอยให้โจรร้ายมาเชือดเฉือนแล้ว
บุรุษไร้ชื่อเพียงยิ้มจาง ๆ ...หากวาจาที่กล่าวหนักแน่น เปี่ยมความเชื่อมั่นในตนเองยิ่ง
“ขอเพียงพวกพ้องของมันตายหมด ท่านทั้งสองก็ไม่ต้องกังวลแล้ว”
สองตายายไม่มีสิ่งใดให้กังวลจริง ๆ ...ค่ายโจรละแวกนั้นไม่หลงเหลือโจรร้ายแม้สักคน...
ทั้งหมดจบสิ้นด้วยกระบี่ในมือมัน!
กระบี่ของมันเป็นกระบี่เหล็ก...ไม่ทราบสร้างขึ้นจากวัตถุใดรูปร่างและขนาดธรรมดาสามัญ รูปลักษณ์ภายนอกดูเหมือนกระบี่ทั่วไปแต่ไม่ทราบเพราะเหตุใด กระบี่ของมันจึงหนักอึ้ง กว่ากระบี่ธรรมดาหลายสิบชั่ง!
ความข้อนี้มิมีใครล่วงรู้มาก่อน เนื่องเพราะยามมันสะบัดใช้กระบวนท่า ดุจกระบี่ในมือปราศจากน้ำหนัก!
จนวันหนึ่ง...ขณะมันถูกยอดฝีมือ ชาวมิจฉาชีพกลุ่มใหญ่กลุ้มรุมฟังว่ามีผู้อาวุโสท่านหนึ่งเข้าช่วยเหลือมัน ทั้งยังพามันไปรักษาตัวระหว่างเดินทางท่านมีโอกาส สัมผัสกระบี่ของมันโดยบังเอิญ
นั่นเอง...เหล่าชาวยุทธ์ค่อยทราบ ความพิสดารในความสามัญของกระบี่เหล็กเล่มนั้น...
จากเรื่องนี้ทุกคนจึงทราบว่า พลังภายในของบุรุษไร้ชื่อต้องไม่เป็นรองผู้ใดในแผ่นดิน!
สามารถสรุปได้เช่นนั้น โดยไร้ข้อกังขา เนื่องเพราะทั้งที่ใช้กระบี่เหล็กน้ำหนักหลายสิบชั่ง บุรุษไร้ชื่อยังวาดลีลากระบี่ ดุจวัตถุในมือไร้น้ำหนักทั้งยังพุ่งแผ่ลมปราณกระบี่ กล้าแข็งกราดเกรี้ยว จนคล้ายเป็นเกราะไร้สภาพชนิดหนึ่ง
พลังลมปราณเช่นนี้ ยังมีผู้ใดในแผ่นดินเทียบได้...
หลังมันกวาดล้าง ค่ายโจรรอบเมืองสิ้น ชาวบ้านล้วนแซ่ซ้องชาวยุทธ์ที่ทราบเรื่องต่างครั่นคร้าม คหบดีใหญ่น้อยในละแวกนั้นได้รับความเดือดร้อนจากภัยโจรมานาน จึงคิดตอบแทนบุญคุณดังนั้นรวบรวมเงินได้ก้อนใหญ่ นำไปมอบให้มัน
มันตอนนั้นยากไร้ยิ่ง ดังนั้นไม่ปฏิเสธเงินจำนวนนั้นแต่มันไม่เก็บไว้คนเดียวทั้งหมด แบ่งครึ่งหนึ่งให้สองตายายจากนั้นซื้อม้าดีหนึ่งตัว เดินทางเข้าเมืองใหญ่...
มีคนไต่ถามมันมีจุดมุ่งหมายที่ไหน?
บุรุษหนุ่มไร้ชื่อตอบว่า
“ข้าพเจ้าต้องการใช้ชื่อ...ราชันย์กระบี่...”
เพราะเหตุนี้มันจึงมุ่งหน้า ไปยังหมู่ตึกตระกูลมู่หยง...
ตระกูลมู่หยงแม้ไม่โดดเด่น เท่าตระกูลใหญ่ทั้งห้ากระนั้นยังเป็นตระกูลทรงอิทธิพล วิชาประจำตระกูลซึ่งสืบทอดกันมาเป็นเพลงกระบี่ที่ร้ายกาจยิ่งแขนงหนึ่ง
ประมุขตระกูลมู่หยงคนปัจจุบันพลังฝีมือยิ่งล้ำเลิศ สามารถจัดอยู่ในสิบอันดับแรกของยอดมือกระบี่ได้อย่างเต็มภาคภูมิ