หลี่ซวนนั่งนิ่งอยู่บริเวณหน้าปากโพรงถ้ำตลอดทั้งคืน
สายฝนที่ตกลงมาเมื่อครู่ค่อย ๆ ซาลง จนเหลือเพียงเสียงหยดน้ำที่ไหลตกจากยอดไม้ลงสู่พื้นดินอันเปียกชื้น
เขาไม่รู้ว่าตนเองนั่งอยู่ตรงนั้นนานเพียงใด... ในอ้อมแขนของเขายังคงกอดร่างไร้ิญญาของผู้เป็ปู่ ชายชราที่เลี้ยงดูเขามาั้แ่ยังเป็ทารก ชายชราผู้สอนให้เขารู้จักก้าวเดิน ตัดฟืน หุงหาอาหาร และสั่งสอนสิ่งต่าง ๆ มากมายในชีวิต
ชายชราผู้นั้น... จากไปแล้วจริงๆ
เมื่อแสงแรกของรุ่งอรุณเริ่มจับขอบฟ้า หลี่ซวนค่อย ๆ ช้อนอุ้มร่างของหลี่ิเจ๋อขึ้นมาอีกครั้ง สีหน้าของเขาสงบนิ่ง ทว่าภายในดวงตากลับเต็มไปด้วยความโศกเศร้าลึกล้ำที่ไม่อาจปิดบัง
เขาออกก้าวเดินออกจากปากถ้ำอย่างเชื่องช้า... ไร้จุดหมาย ไร้ซึ่งคำพูดใด มีเพียงภาพความทรงจำในอดีตที่พรั่งพรูไหลย้อนกลับเข้ามาในหัวไม่หยุดยั้ง
...
ภาพในวัยเด็กผุดขึ้นทีละภาพ... ภาพที่ปู่อุ้มเขาเดินรอบหมู่บ้าน ภาพที่ปู่หัดให้เขาตัดฟืนเป็ครั้งแรก ภาพที่ปู่หัวเราะยามเขาหกล้ม หรือภาพที่ทั้งสองนั่งกินข้าวเย็นด้วยกันใต้แสงตะเกียงน้ำมันสลัว ๆ
ทุก ๆ ความทรงจำ... ล้วนมีชายชราคนนั้นอยู่ด้วยเสมอ
หลี่ซวนกัดริมฝีปากแน่น หยาดน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ค่อย ๆ ไหลรินลงมาอีกครั้ง
"ท่านปู่..." เขารำพันออกมาเบา ๆ "เหตุใดกัน... เหตุใดแม้ข้าจะกลายเป็เซียนแล้ว ก็ยังช่วยท่านไม่ได้..."
น้ำเสียงของเขาสั่นเครือ ทว่าไม่มีผู้ใดตอบกลับมา มีเพียงสายลมยามเช้าที่พัดผ่านผืนป่าไปอย่างเงียบงัน
...
ระหว่างที่เดินอย่างไร้จุดหมาย ทันใดนั้นเอง พื้นดินเบื้องหน้าพลันสั่นะเืขึ้นอย่างรุนแรง!
ตูม! ตูม!
เสียงฝีเท้าอันหนักอึ้งดังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ไม่นานนัก หมูป่าอสูรตัวมหึมาก็พุ่งพรวดออกมาจากพุ่มไม้ ขนของมันเป็สีแดงเข้ม เขี้ยวคู่ยาวโค้งคมกริบราวกับดาบ ร่างกายสูงใหญ่กว่ามนุษย์ธรรมดา
และมันก็คือ... หมูป่าอสูรตัวเดิมที่เคยพุ่งชนหลี่ซวนก่อนที่เขาจะค้นพบโพรงถ้ำ!
หมูป่าอสูรส่งเสียงคำรามลั่น ก้มศีรษะลงหมายจะพุ่งเข้าชนเต็มกำลัง หากเป็เมื่อหนึ่งปีก่อน หลี่ซวนคงต้องรีบหลบหลีกสุดชีวิต ทว่าในเวลานี้... เขากลับเพียงก้าวเดินต่อไป สายตายังคงทอดมองไปเบื้องหน้า ราวกับมองไม่เห็นหมูป่าตัวนั้นอยู่ในสายตาด้วยซ้ำ
ระยะห่างลดเหลือเพียงแปดจั้ง... หกจั้ง... สี่จั้ง... สองจั้ง!
หมูป่าอสูรโถมเข้าใส่ด้วยความเร็วเต็มที่ แต่ในวินาทีนั้นเอง หลี่ซวนค่อย ๆ เหลือบสายตากลับมามองมันเพียงครู่เดียว
ดวงตาสีฟ้าของเขาพลันเปลี่ยนเป็สีครามเข้ม เย็นเยียบ ไร้ซึ่งความรู้สึก! พร้อมกันนั้น ไอิญญาภายในร่างก็ปะทุออกมารอบกายโดยไม่คิดจะสะกดข่มไว้อีกต่อไป!
บรึ้มมมม!!
แรงกดดันมหาศาลแผ่ทะลักออกจากร่าง พลังของผู้บำเพ็ญระดับลมปราณแรกเริ่มขั้นกลางถูกปลดปล่อยออกมาจนหมดสิ้น อากาศรอบด้านพลันหนักอึ้ง ใบไม้หมุนเวียนกระจัดกระจาย แม้กระทั่งผืนดินยังสั่นะเืสั่นไหว
หลี่ซวนเอื้อนเอ่ยออกมารอบเดียว ด้วยน้ำเสียงเรียบเบา
"ไสหัวไป"
เสียงนั้นไม่ได้ดังลั่น แต่กลับเปี่ยมไปด้วยแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัว!
หมูป่าอสูรที่กำลังพุ่งเข้ามา เมื่อสบเข้ากับสายตาคู่นั้น ร่างทั้งร่างก็ชะงักแข็งค้าง! ดวงตาของมันเบิกกว้าง เหงื่อเย็นผุดซึมทั่วตัว สัญชาตญาณสัตว์อสูรเตือนมันเพียงอย่างเดียวว่า... มนุษย์ตรงหน้าอันตรายยิ่งกว่าผู้ล่าทุกตนที่มันเคยพบเจอมาทั้งชีวิต!
หมูป่าอสูรถึงกับร้องเสียงหลง รีบหันหลังกลับวิ่งหนีสุดชีวิต มันชนพุ่มไม้และต้นไม้หักโค่นตลอดทาง เพียงไม่กี่ลมหายใจ ร่างอันมหึมาของมันก็เลื่อนหายลับเข้าไปในป่าลึก
หลี่ซวนถอนหายใจออกมาเบา ๆ ไอิญญาที่ปะทุอยู่รอบกายค่อย ๆ ถูกดึงกลับเข้าสู่ร่าง ดวงตากลับคืนเป็สีเดิม เขาก้มลงมองร่างของผู้เป็ปู่ ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงแ่เบา
"ข้าว่า... พาท่านกลับหมู่บ้านเถิด ป่าอันเงียบเหงาเช่นนี้ ไม่เหมาะจะเป็สถานที่สุดท้ายของท่าน"
กล่าวจบ เขาก็ตระกองกอดร่างของหลี่ิเจ๋อ มุ่งหน้าเดินทางกลับสู่หมู่บ้านซีเหอ
...
เมื่อเดินมาถึงหมู่บ้าน แสงอาทิตย์ยามเช้าก็เริ่มสาดส่องไปทั่วท้องฟ้า ชาวบ้านหลายคนกำลังจุดไฟหุงหาอาหาร บางคนเตรียมเกวียนเพื่อนำสินค้าไปขายยังหมู่บ้านใกล้เคียง
ทว่าทันใดนั้น ทุกคนต่างหยุดชะงักการเคลื่อนไหวลงพร้อม ๆ กัน สายตาทุกคู่หันไปมองเด็กหนุ่มที่กำลังเดินเข้ามา
หลี่ซวน... กำลังอุ้มร่างของหลี่ิเจ๋อไว้ในอ้อมแขน สีหน้าของเขาเรียบนิ่ง ทว่าดวงตากลับแดงก่ำและเปี่ยมไปด้วยความโศกเศร้า
หญิงชราคนหนึ่งถึงกับยกมือขึ้นปิดปาก "นั่น... หลี่ิเจ๋อ..."
ชายวัยกลางคนหลายคนรีบก้าวเข้ามาถาม "เกิดอะไรขึ้น เมื่อวานยังเห็นท่านเดินอยู่เลย!"
หลี่ซวนเพียงส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงแหบพร่า "ท่านปู่... จากไปแล้วขอรับ"
ทั้งหมู่บ้านพลันตกอยู่ในความเงียบสงบ ไม่มีผู้ใดกล่าวสิ่งใดออกมา ทุกคนต่างรู้จักหลี่ิเจ๋อเป็อย่างดี ชายชราผู้ใจดีที่คอยช่วยเหลือผู้คนมาโดยตลอด แม้ชีวิตไม่ได้ร่ำรวย แต่กลับไม่เคยปฏิเสธที่จะช่วยเหลือใคร
ผู้เฒ่าคนหนึ่งเดินเข้ามาตบบ่าหลี่ซวนเบา ๆ "เด็กน้อย... พวกเราจะช่วยจัดการทุกอย่างเอง หลี่ิเจ๋อเป็คนของหมู่บ้านซีเหอ งานสุดท้ายของเขา... พวกเราจะส่งเขาให้ดีที่สุด"
หลี่ซวนก้มศีรษะลงช้า ๆ "ขอบคุณขอรับ..."
น้ำเสียงของเขาเบาราวกับสายลม ทว่าทุกคนกลับััได้ถึงความเ็ปอันลึกล้ำที่ซ่อนอยู่ภายใน
ไม่นานนัก ข่าวการจากไปของหลี่ิเจ๋อก็แพร่กระจายไปทั่วหมู่บ้าน ผู้คนต่างพากันมาที่บ้านของเขา บางคนนำอาหารมาให้ บางคนนำผ้าขาว บางคนนำดอกไม้ป่ามาวางไว้อย่างตั้งใจ ไม่มีผู้ใดเรียกร้องสิ่งตอบแทน เพราะสำหรับพวกเขา หลี่ิเจ๋อ... ก็คือคนในครอบครัวของหมู่บ้านซีเหอเช่นเดียวกัน
และในวันนั้นเอง ทั้งหมู่บ้านก็ร่วมใจกันเตรียมงานศพให้แก่ชายชราผู้เป็ที่รักของทุกคน...
งานศพของหลี่ิเจ๋อถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายตามประเพณีของหมู่บ้านซีเหอ แม้จะเป็เพียงหมู่บ้านเล็ก ๆ แต่ชาวบ้านกลับมารวมตัวกันแทบทุกคน ทุกคนต่างสวมอาภรณ์สีหม่น ใบหน้าเต็มไปด้วยความโศกเศร้า
หลี่ิเจ๋อเป็ผู้เฒ่าที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านมาั้แ่เกิด ตลอดชีวิตไม่เคยสร้างศัตรู มีแต่คอยช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็การตัดฟืน ซ่อมแซมบ้าน หรือแบ่งปันอาหาร หากบ้านใดเดือดร้อน เขามักเป็คนแรกที่ยื่นมือเข้าไปช่วย
เด็ก ๆ ในหมู่บ้านเองก็รักเขาไม่ต่างกัน หลายครั้งที่ถงจื่ออันกับจี้อันแอบหนีออกมาเล่นจนหิว ทั้งสองก็มักจะวิ่งมาหาหลี่ิเจ๋อ ชายชราจะหัวเราะเบา ๆ ก่อนหยิบขนมทำเองส่งให้ พร้อมกล่าวประโยคเดิมทุกครั้ง... "รับไปเถิด แต่อย่าให้พ่อแม่ของพวกเ้ารู้นะ"
เมื่อนึกถึงเื่ราวเ่าั้ ถงจื่ออันก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา ส่วนจี้อันได้แต่ก้มหน้าเงียบ ดวงตาแดงก่ำไม่แพ้กัน
...
หลายวันต่อมา พิธีการทุกอย่างสิ้นสุดลง ชาวบ้านต่างทยอยกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ ทว่าบ้านหลังเล็กของหลี่ซวนกลับเงียบงันยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ
ภายในบ้านไม่มีเสียงไอของผู้เป็ปู่อีกต่อไป ไม่มีเสียงเรียกให้ไปตัดฟืน ไม่มีเสียงหัวเราะเบา ๆ ระหว่างทานอาหาร เหลือไว้เพียงความว่างเปล่า...
หลี่ซวนนั่งอยู่บนเตียงไม้หลังเดิม เตียงที่หลี่ิเจ๋อเคยใช้นอนมานานหลายปี เขานำแผ่นไม้เล็ก ๆ ที่ผู้เป็ปู่มอบให้ก่อนสิ้นลมขึ้นมาพิศมองอีกครั้ง แผ่นไม้นั้นสลักชื่อของเขาไว้ว่า 'หลี่ซวน' อย่างประณีต
เขาใช้ปลายนิ้วลูบตัวอักษรบนแผ่นไม้อย่างแ่เบา ก่อนจะกำมันไว้แน่น
"ท่านปู่... ข้าจะรักษาของชิ้นนี้ไว้เท่าชีวิต"
...
หลายวันที่ผ่านมา หลี่ซวนแทบไม่ออกมาจากบ้านเลย ส่วนโพรงถ้ำที่ทั้งสามเคยใช้บำเพ็ญตน เขาก็ไม่ได้กลับไปอีก ถงจื่ออันและจี้อันยังคงไปที่นั่นเป็ครั้งคราว ทว่าเมื่อไม่เห็นหลี่ซวน ทั้งสองก็ไร้ซึ่งอารมณ์จะฝึกฝน ทำได้เพียงนั่งเงียบ ๆ อยู่ภายในถ้ำ ก่อนจะพากันแวะมาหาหลี่ซวนที่บ้านทุก ๆ สองสามวัน เพื่อคอยดูแลว่าเขาเป็อย่างไรบ้าง
...
เช้าวันหนึ่ง เสียงเคาะประตูไม้ดังขึ้น
"หลี่ซวน พวกข้ามาแล้ว เข้าไปได้หรือไม่" เสียงของถงจื่ออันดังมาจากเบื้องนอก
หลี่ซวนที่นั่งเหม่อลอยค่อย ๆ ลุกขึ้น ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงสงบ "เข้ามาเถิด"
ประตูไม้ถูกผลักเปิดออก ถงจื่ออันและจี้อันเดินเข้ามาภายในบ้าน ทั้งสองมองหลี่ซวนอยู่ครู่หนึ่ง แม้ใบหน้าของเขาจะกลับมาสงบนิ่งเหมือนเดิม ทว่ากลับแตกต่างจากเมื่อก่อนอย่างสิ้นเชิง เด็กหนุ่มที่เคยสดใสร่าเริง บัดนี้กลับดูสงบขรึมขึ้นมาก ดวงตาลึกซึ้งขึ้น ราวกับเติบโตเป็ผู้ใหญ่ภายในเวลาไม่กี่วัน
ทั้งสามนั่งลงโดยไม่มีผู้ใดเอ่ยคำ ภายในบ้านมีเพียงความเงียบปกคลุม ผ่านไปพักใหญ่ จี้อันจึงเป็ฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน
"หลี่ซวน... เ้าจะอยู่เช่นนี้ต่อไปหรือ เ้าจะขังตัวเองอยู่ในบ้านหลังนี้ตลอดไปอย่างนั้นหรือ"
หลี่ซวนไม่ได้ตอบ เขายังคงก้มมองแผ่นไม้ในมือ
ถงจื่ออันเอ่ยเสริม "ใช่แล้ว นี่ไม่ใช่หลี่ซวนที่ข้ารู้จัก! หลี่ซวนที่ข้ารู้จัก... ต่อให้ล้มลง ก็จะลุกขึ้นใหม่ ต่อให้เจออุปสรรค ก็จะหาทางทะลวงผ่านมันไป ไม่ใช่นั่งเงียบซึมอยู่เช่นนี้!"
หลี่ซวนยังคงนิ่งเงียบ เขารู้ดีว่าสหายทั้งสองเป็ห่วงเขามากเพียงใด แต่ในเวลานี้... เขากำลังครุ่นคิดว่าตนเองควรจะก้าวเดินไปทางใดต่อ
บรรยากาศกลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง ไม่มีผู้ใดเร่งรัด ทั้งสองทำเพียงนั่งรออย่างอดทน เพราะรู้ดีว่าหลี่ซวนกำลังใช้ความคิด
เวลาผ่านไปเนิ่นนาน ในที่สุด หลี่ซวนก็เงยหน้าขึ้น แววตาของเขาสงบนิ่งกว่าครั้งไหน ๆ ไร้ซึ่งความสับสนลังเล เหลือไว้เพียงความแน่วแน่มั่นคง
เขาหันไปมองสหายทั้งสอง ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างช้า ๆ
"ข้าตัดสินใจได้แล้ว"
ถงจื่ออันและจี้อันจ้องมองมาทันที หลี่ซวนกระชับแผ่นไม้ในมือแน่น ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นทรงพลัง
"ถึงเวลา... ที่ข้าต้องไปแล้ว"