ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดจนน้ำในถ้วยชาแทบจะกลายเป็นน้ำแข็ง กลิ่นอายสังหารและแรงกดดันระหว่างฉินอวี้และเสิ่นจื่อเจี้ยนแผ่ซ่านจนแขกเหรื่อรอบข้างต่างพากันลุกหนีไปแอบหลังเสา ความเงียบงันปกคลุมอยู่ครู่หนึ่งประหนึ่งก่อนพายุจะพัดถล่ม ทว่าทันใดนั้น เสียง "ซดซุป" ดังโฮกสนั่นหวั่นไหวก็ทำลายความขลังของฉากเผชิญหน้าจนพินาศสิ้น!
"เฮ้อ... น้องฉิน ข้าล่ะสงสัยจริงๆ" ลู่ชิงวางถ้วยซุปพรวดลงพลางใช้ไม้จิ้มฟันแคะฟันอย่างไม่เกรงใจสายตาใคร
"เจ้าพยัคฆ์เขียวที่ยืนพุงกางอยู่ตรงนี้น่ะ เขาเป็นโรคประหลาดรึเปล่า? ดูจากโหงวเฮ้งแล้วเหมือนคนมีเงินแต่ไม่มีวาสนานะเนี่ย หน้าตาดูหมองคล้ำเหมือนคนทำเงินหล่นหายสักหมื่นตำลึง หรือไม่ก็อาจจะโดนบรรพบุรุษสาปแช่งเพราะเอาดิ้นเงินมาปักชุดลายแมวขโมยแบบนี้... ดูสิ หน้าแดงก่ำเหมือนไก่ชนที่แพ้รวดมาสิบสนามแถมยังโดนเจ้าของจับถอนขนไม่มีผิด!"
เสิ่นจื่อเจี้ยนที่กำลังปั้นหน้าขรึมดูสูงส่งถึงกับชะงักกึก ใบหน้าที่เคยขาวผ่องราวน้ำนมบัดนี้เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำสลับเขียวประหนึ่งกิ้งก่าหลงทิศ เหนียงใต้คอสั่นกระเพื่อมด้วยความโกรธจนแทบจะพ่นไฟออกมาได้ ส่วนฉินอวี้ที่ตอนแรกโกรธจนตัวสั่น กลับต้องรีบเบือนหน้าหนีพลางยกมือขึ้นกุมปาก ไหล่ของเขาสั่นระริกจากการกลั้นขำอย่างสุดความสามารถจนหน้าดำหน้าแดงไม่แพ้กัน
"เจ้า... เจ้าบัณฑิตปากสุนัข! เจ้ากล้าดียังไงมาวิจารณ์อาภรณ์หยกมรกตของข้า!" เสิ่นจื่อเจี้ยนเค้นเสียงรอดไรฟัน เขาพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ จนพุงแฟบเพื่อปรับบุคลิกให้กลับมาดูทรงอำนาจดังเดิม พลางสะบัดพัดปัดฝุ่นที่ไม่มีอยู่จริงออกด้วยท่าทางกรีดกราย
"หึ! ฉินอวี้... ข้าไม่นึกเลยว่านายน้อยตระกูลแม่ทัพที่เคยยิ่งใหญ่จะตกอับถึงขนาดต้องเอา 'ตัวตลกขอทาน' มาเลี้ยงไว้แก้เหงาเช่นนี้ รสนิยมต่ำตมสมกับฐานะที่กำลังจะพังพินาศเสียจริง คบคนเช่นไรก็เป็นคนเช่นนั้น... เศษสวะย่อมดึงดูดเศษสวะด้วยกัน"
เขายิ้มเย็นเยียบพลางมองทั้งคู่ด้วยสายตาที่มีเล่ห์นัยแฝงความร้ายกาจประหนึ่งงูพิษที่รอจังหวะฉก
"วันนี้ข้าจะปล่อยพวกเจ้าไปก่อน เพราะข้ามีนัดสำคัญกับผู้มีอำนาจระดับสูง... ไม่ว่างพอจะมาเสวนากับพวกไร้หัวนอนปลายเท้า แต่จำไว้เถอะ ข้าจะทำให้พวกเจ้าได้รู้ว่า ถ้าไม่มี 'เงิน' และ 'อำนาจ' ของตระกูลเสิ่นหนุนหลัง พวกเจ้าก็เป็นได้แค่ฝุ่นใต้รองเท้าข้าเท่านั้น!"
พูดจบเขาก็สะบัดชายเสื้อเดินนำกลุ่มสตรีโฉมงามและบุรุษขี้เมาลงชั้นล่างไป ทิ้งไว้เพียงกลิ่นแป้งหอมฉุนและสายตามาดร้ายที่ทิ้งท้ายไว้ตรงบันได
ฉินอวี้ถอนหายใจยาวพลางผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่เขม็งเกลียว
"ช่างเถอะพี่ลู่ อย่าไปถือสาคนประเภทที่เห็นเงินเป็นพ่อแบบนั้นเลย พรุ่งนี้ก็ถึงวันสมัครสอบจอหงวนรอบสำคัญแล้ว เรากินมื้อนี้ให้เสร็จแล้วรีบกลับไปพักผ่อนเตรียมตัวดีกว่า ข้าไม่อยากให้พวกเสนียดจัญไรมาทำให้ท่านเสียสมาธิก่อนวันสำคัญ"
"ได้เลยน้องฉิน กินๆ ของฟรีห้ามเหลือ โดยเฉพาะเป็ดนี่... ข้าจะกินเผื่อไอ้ชุดเขียวนั่นด้วย!" ลู่ชิงตอบกลับด้วยรอยยิ้มซื่อๆ พลางคีบเป็ดชิ้นโตเข้าปากอย่างสบายใจ
ทว่า... ภายใต้รอยยิ้มที่ดูไร้เดียงสานั้น ดวงตาของลู่ชิงกลับฉายแววเย็นวาบดุจกระบี่อาบหิมะ! สำหรับลู่ชิงแล้ว ใครจะด่าเขาว่ายาจกหรือขอทาน เขามิเคยนำมาใส่ใจแม้แต่น้อย แต่ใครที่บังอาจมาทำร้ายจิตใจหรือหมิ่นเกียรติสหายรักที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา... ลู่ชิงไม่มีทางปล่อยให้มันเดินชูคออย่างเป็นสุขแน่! เขาส่งสัญญาณทางจิตเพียงเล็กน้อย หนิงเซียนที่ซ่อนตัวอยู่บนขื่อคาเข้าใจเจตนาของเจ้านายทันที นางคลี่รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ประหนึ่งปีศาจจิ้งจอก ก่อนจะสะบัดนิ้วเรียวงามเบาๆ ปล่อยละอองมนตราดำมืด "มนต์ฝันร้ายอนธการ" เข้าใส่เงาหลังของเสิ่นจื่อเจี้ยนและพวกพ้องที่กำลังก้าวพ้นประตูภัตตาคารไป
'หึๆ... รับรองเลยว่าคืนนี้ คุณชายเสิ่นผู้สูงส่งจะได้นอนฝันเห็นตัวเองกลายเป็นสุนัขขี้เรื้อนที่ถูกรุมประชาทัณฑ์ หรือไม่ก็ฝันว่าเงินทองที่มีกลายเป็นกระดาษกงเต๊กทั้งหีบ! เตรียมตัวตาโหลจนสอบตกได้เลย!' ลู่ชิงคิดในใจพลางยิ้มเยาะอย่างสะใจ
โดยที่ฉินอวี้ไม่ได้เอะใจเลยสักนิดว่า บัณฑิตผู้ดูเหมือนจะห่วงแต่เรื่องกินข้างๆ เขา เพิ่งจะวางยาค่ายกลทางจิตสั่งสอนมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งให้ "ขวัญผวา" ไปตลอดทั้งคืนเรียบร้อยแล้ว!