[จบแล้ว]ฉันจะไม่ยอมเป็นบอสที่ต้องตายตอนต้นเรื่องเด็ดขาด !

    44 ใต้ตระกูลม่อ

    “ มีทางเดินลงไปด้วยเจ้าค่ะ ” ยี่ยี่ส่องลงไปในทางเดินหลังจากคุณหนูของเธอยกหินหลายก้อนออกมาจากใต้ต้นท้อ ทางเดินลึกลงไปถูกปูด้วยหินขนาดเดียวกันกับก้อนที่ปิดทับเส้นทาง


    “ พี่สาวซินอี๋ ข้าจะลงไปด้านใน อย่าให้ผู้ใดตามข้าไปได้ล่ะ ”


    “ ให้ข้าลงไปสำรวจก่อนหรือไม่ ”


    “ ข้าคิดว่าไม่จำเป็น คงไม่มีกลไกหรือกับดักซ่อนเอาไว้ใต้ตระกูลม่อหรอก ”


    “ ให้ข้าไปด้วยได้หรือไม่เจ้าคะคุณหนู ” ยี่ยี่เสนอตัว


    “ เจ้าอยู่กับพี่สาวซินอี๋ที่นี่แหละ หากเสร็จธุระแล้วข้าจะรีบออกมา ”


    “ เจ้าค่ะคุณหนู ระวังตัวด้วยนะเจ้าคะ ”


    เสวี่ยหลงก้าวเท้าเหยียบลงไปยังขั้นบันได ร่างของเธอค่อยๆหายไปจากการมองเห็นของยี่ยี่ ซินอี๋ยังคงมองเห็นแผ่นหลังของคุณหนูได้ แต่ไม่นานคุณหนูของเธอก็หายไปในความมืด ต่อให้เธอจะเป็นห่วง ภายในตระกูลม่อคงไม่ได้วางกับดักอันตรายใดๆเอาไว้ นอกจากนั้นแล้วคุณหนูม่อเสวี่ยหรงสามารถเดินเข้าไปในที่มืดได้โดยไม่ถือคบไฟ เธอจึงมั่นใจว่าอีกฝ่ายจะต้องไม่เป็นอะไรอย่างแน่นอน


    เท้าที่กำลังก้าวสัมผัสได้ถึงความชื้นแฉะ เสวี่ยหรงไม่รู้ว่าทางเดินแห่งนี้ถูกปล่อยทิ้งร้างไว้นานเท่าใด นานเพียงใดแล้วที่ไม่มีใครเข้ามา บนพื้นไม่มีรอยเท้าเลยสักนิด เธอจึงคิดว่ามันน่าจะหายไปจากความทรงจำของผู้นำตระกูลม่อสักรุ่น จากนั้นมันจึงเป็นต้นเหตุให้ที่นี่ไม่มีใครรู้จัก


    ทันทีที่เดินมาจนสุดทางเธอก็พบเข้ากับประตูบานใหญ่ ด้านในมีลวดลายยันต์ขีดเขียนเอาไว้ เพียงแต่ว่ามันไม่มีปราณ เธอจึงใช้มือทั้งสองวางทาบแล้วออกแรงผลักเปิดจนประตูหินค่อยๆถูกดันเข้าไปข้างใน


    ตึง!


    “ โห มีของเช่นนี้ซ่อนเอาไว้ใต้ตระกูลด้วยหรือ ”


    ห้องโถงขนาดใหญ่ทรงกลมคือสิ่งที่เสวี่ยหรงมองเห็น ผนังของห้องถูกเจาะเป็นรูสี่เหลี่ยมมีรูปปั้นวางอยู่ด้านในยืนด้วยท่วงท่าต่างๆ


    เธอไม่รู้ว่าผู้คนเหล่านี้เป็นใคร แต่แรงกดดันที่ส่งออกมาน่าเกรงขาม เพียงแต่ว่ามีบางสิ่งดึงดูดความสนใจจนเธอหันมอง สิ่งนั้นคือเพดานห้อง มันกำลังส่องแสงจากวัตถุบางอย่าง


    “ ไข่มุกเรืองแสงเช่นนั้นรึ ”


    ในนิยายไข่มุกแห่งแสงคือวัตถุมีค่าเป็นอย่างมาก เพียง 1 ก้อนสามารถขายได้ราว 10 กวนหรือราว  100  เหลียง บนเพดานมีไข่มุกเรืองแสงราว 10 ก้อนกำลังส่องสว่าง


    แสงที่รวมตัวกันตกกระทบลงไปบนโลงศพหยกที่ตั้งอยู่กลางห้อง โดยมีคลองน้ำสีเขียวมรกตล้อมลอบเอาไว้


    เสวี่ยหรงจึงค่อยๆสำรวจที่แห่งนี้เพื่อดูว่ามีค่ายกลอยู่หรือไม่ ทว่ามันกลับไม่มีปราณหลงเหลืออยู่ เธอจึงรู้สาเหตุว่าทำไมในนิยายผู้คนที่หักหลังตระกูลม่อถึงหาสถานที่แห่งนี้ไม่เจอ เป็นเพราะที่นี่หมดพลังปราณไปแล้ว จึงใช้วิธีมองปราณจากด้านบนพื้นดินไม่ได้ ไข่มุกเรืองแสงไม่ต้องพึ่งปราณมันจึงเป็นสิ่งเดียวที่ยังคงทำงานอยู่


    เสวี่ยหรงจึงค่อยๆก้าวเท้าข้ามคลองน้ำสีเขียวมรกต มันคือน้ำธรรมดาไม่ได้มีความพิเศษแต่อย่างใดจนกระทั่งมาหยุดยืนอยู่ด้านข้างโลงศพสีเขียวมรกตสลักเอาไว้ด้วยลวดลายยันต์มากมาย เธอจึงเดินวนรอบๆจดจำลวดลายเหล่านี้เอาไว้ แล้วใช้ตาทิพย์ส่องดูว่าจะมีปราณจากภายในโลงศพหยกหรือไม่


    ภายในโลงล้วนแล้วไร้ซึ่งพลังปราณ เธอจึงใช้มือค่อยๆดันฝาโลงศพจากอีกฝั่งที่อยู่ใกล้สุด ด้วยกำลังของระดับกำเนิดลมปราณทำให้เธอสามารถผลักฝาโลงออกไปได้ง่ายๆ


    “ มันคือสิ่งใดกัน ”


    สิ่งที่วางอยู่ภายในโลงศพคือผ้าสีแดง ด้านบนมีของวางเอาไว้อยู่ 3 สิ่ง


    อย่างแรกคือลูกประคำสีขาว เนื้อของมันสร้างมาจากหยกล้วน เพียงใช้มือสัมผัสเบาๆเสวี่ยหรงสัมผัสได้ถึงความเย็นซ่านวิ่งผ่านปลายนิ้วมือเข้าสู่แขนแผ่กระจายเข้าสู่จุดโคจรต่างๆจนกระทั่งไปถึงตันเถียน


    เสวี่ยหรงสัมผัสได้ว่าปราณกำลังถูกชะล้าง ถึงปริมาณปราณจะไม่ได้เพิ่มขึ้น ปราณในร่างกายกลับให้ความรู้สึกพิเศษกว่า เธอเองก็ไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดได้จึงนำลูกประคำมาสวมใส่ไว้ที่ข้อมือขวากลัวว่าจะทำมันหาย


    สิ่งต่อไปคือตำราเล่มใหญ่มีความหนาราว 1 นิ้วข้อมือ สภาพของมันน่าสงสารมากเพราะถูกความชื้นภายในที่แห่งนี้เล่นงานจนเต็มไปด้วยเชื้อรา แค่จับเล็กน้อยเธอก็ได้ยินเสียงราวกับว่ามันจะฉีกขาดจึงใช้ช่องเก็บของเก็บมันเอาไว้


    เพียงใช้ปลายนิ้วสัมผัสหน้าปกแล้วคิดว่ามันหายเข้าไปในช่องเก็บของเพียงเท่านี้เธอก็เก็บตำราออกไปได้


    ของชิ้นสุดท้ายภายในโลงศพคือแท่งหยกสีขาวมีความยาวราว 1 ไม้บรรทัด ทั้ง 4 ด้านของมันมีขนาดเท่ากัน ความกว้างของมันเทียบเท่านิ้วชี้และนิ้วนางวางเรียงกัน เธอจึงหยิบสิ่งที่เหมือนท่อนไม้ขึ้นมามองดูด้วยความสงสัย 


    “ เอาไว้ทำสิ่งใดกัน ”


    เสวี่ยหรงหยิบแท่งหยกขึ้นมาแกว่ง เธอสัมผัสถึงความพิเศษจากมันไม่ได้ พอมองดูแล้วสิ่งที่อยู่ภายในมือคล้ายไม้ตะบอง เธอจึงคิดว่ามันน่าจะเป็นอาวุธที่ตระกูลม่อเคยใช้


    หลังจากค้นโลงศพจนทั่วเธอก็ไม่พบสิ่งใด เพียงแต่ว่าผ้าสีแดงที่ใช้รองของทั้ง 3 อย่างเอาไว้ดูน่าสนใจไม่น้อย เธอจึงหยิบมันติดมือมาด้วยเผื่อจะใช้งานได้


    “ โลงศพนี่จะขายได้หรือไม่นะ ”


    ลวดลายบนโลงศพดูสำคัญ เธอจึงคิดว่ามันไม่น่าจะขายได้ ลวดลายเหล่านี้อาจจะเป็นค่ายกลบางอย่างเธอจึงเก็บเอาไว้ก่อน


    ในช่องเก็บของตอนนี้เหลือที่ว่างเพียง 3 ช่อง  เท่านั้น ช่องแรกเธอใส่สร้อยลูกประคำ ช่องสองใส่ตำราที่พร้อมจะขาดหลุดรุ่ยได้ทุกเมื่อ ช่องสามเธอใส่ผ้าสีแดง ช่องสี่ใส่โลงศพหยกเอาไว้ อีก 3 ช่องใส่ยันต์สายฟ้า ยันต์เปลวไฟ และยันต์น้ำแข็งเอาไว้โจมตี


    หลังจากสำรวจรอบๆพื้นที่วางโลงศพเสร็จแล้วเธอจึงสำรวจรูปปั้นคนที่ยืนอยู่รอบๆ แม้มันจะปลดปล่อยแรงกดดันออกมาได้แต่ก็เป็นเพียงรูปปั้นธรรมดาทั่วไปเท่านั้น เธอไม่รู้ว่าคนเหล่านี้เป็นใครแต่จากที่คาดการณ์อาจจะเป็นผู้นำตระกูลม่อแต่ละรุ่น ซึ่งไม่มีคุณปู่ของเธอ  เพียงเท่านี้ก็ทำให้รู้แล้วว่าจะต้องมีสักรุ่นที่ลืมห้องแห่งนี้ จนไม่มีการนำรูปปั้นผู้นำตระกูลอีกหลายคนมาตั้งเอาไว้


    “ หากเป็นไปตามนิยายกลุ่มคนปริศนาที่เข้าร่วมสงครามจะมาเจอที่นี่  แล้วของพวกนี้ใช้ทำสิ่งใดได้บ้างนะ ”


    เสวี่ยหรงดึงความคิดช่วงกลางเรื่องของนิยายออกมา มีการเล่าถึงห้องลับตระกูลม่อ เธอจึงอยากรู้ว่าคนกลุ่มนั้นที่สืบทอดพลังตระกูลม่อทำสิ่งใดได้บ้างก่อนจะฉีกยิ้มกว้างเมื่อรู้พลังของตัวละครที่เอ่ยถึงน่าจะมาจากของทั้ง 3 สิ่ง


    สร้อยลูกประคำคือสิ่งที่ช่วยเสริมธาตุแสงให้กับปราณ มันจะทำให้ยันต์ของตระกูลม่อชำระล้างปราณปีศาจได้ดียิ่งขึ้นจนน่ากลัว


    ตำราในช่องเก็บของคงจะเป็นตำราเกี่ยวกับยันต์เมื่อครั้งในอดีตของตระกูลม่อ แม้มันจะใช้งานยากสู้ยันต์ในปัจจุบันที่มีการปรับแต่งมานับครั้งไม่ถ้วน พลังที่แสดงออกมากลับมากมายกว่ายันต์ปัจจุบัน


    สิ่งสุดท้ายที่ทำให้เธอยิ้มหน้าบาน ไม้ตะบองภายในมือคือสิ่งที่ใช้สั่นคลอนพลังชั่วร้าย ไม่ว่าจะเป็นปีศาจหรือมารหากถูกไม้ตะบองปราณปีศาจกระแทกเข้าไปจะทำให้ปราณภายในของพวกมันปั่นป่วน


    เสวี่ยหรงที่รู้ว่าตนเองได้ของดีมาแล้วอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา ถึงแม้จะไม่มีวรยุทธ์ระดับสูงของตระกูลม่อ เธอกลับไม่เสียใจเพราะได้หนังสือเกี่ยวกับยันต์ดั้งเดิมมาไว้ในมือแล้ว


    “ ไม่มีวรยุทธ์ระดับสูงเลยหรือ….  เดี๋ยวก่อน ”


    เท้าที่กำลังก้าวเดินออกจากห้องหยุดลงแล้วหันไปมองรูปปั้นที่ตั้งอยู่ตามผนัง เธอหันมองเพราะเห็นถึงความน่าสงสัย 


    รูปปั้นของผู้นำตระกูลแต่ละคนอยู่ในท่วงท่าที่น่าเกรงขาม แม้พวกเขาจะไม่ได้ถืออาวุธภายในมือท่าทางที่แสดงออกมาราวกับว่ากำลังจะโจมตี อาวุธที่ควรจะอยู่ในมือน่าจะเป็นกระบี่ เธอจึงค่อยๆสังเกตและเรียบเรียงก่อนจะมีเสียงกระซิบดังขึ้นข้างหูเบาๆ มันคือสกิลพัฒนาที่กำลังเปิดทำงาน แต่แล้วมันกลับหยุดลงเพราะเธอไม่มีความเข้าใจในวรยุทธ์การต่อสู้เลย มีเพียงย่างก้าวชมจันทร์ของตระกูลม่อ


    เสียงกระซิบจากสกิลพัฒนาทำให้เธอรู้ว่าสามารถนำท่าทางของรูปปั้นไปต่อยอดได้ แต่มันยังไม่ได้ต่อยอดให้เธอเพราะวรยุทธ์ที่รูปปั้นผู้นำตระกูลแต่ละรุ่นแสดงให้เห็นมีหลายส่วนที่เหมือนจะขาดไป


    “ แล้วข้าจะไปเรียนวรยุทธ์กระบี่ของตระกูลม่อจากผู้ใดกัน แล้วเหตุใดในนิยายถึงไม่มีช่วงใดบอกเลยว่าตระกูลม่อใช้กระบี่ ให้ตายสิ! ”


    เสวี่ยหรงเก็บภาพท่าทางของรูปปั้นเอาไว้แล้วเดินจากไป ตามเนื้อเรื่องนิยายตระกูลม่อไม่เคยใช้กระบี่ พวกเขาใช้ยันต์โจมตีร่วมกับก้าวย่างชมจันทร์ หากถูกบีบบังคับให้สู้ระยะประชิดพวกเขาจะใช้ฝ่ามือแล้วพยายามทิ้งระยะห่าง เธอจึงเก็บท่าทางเอาไว้เผื่อจะสามารถปรับใช้กับวรยุทธ์กระบี่อย่างอื่นได้.






    คล้ายกับเรื่อง[จบแล้ว]ฉันจะไม่ยอมเป็นบอสที่ต้องตายตอนต้นเรื่องเด็ดขาด ! ที่คุณอ่าน