พอทั้งสามมาถึงที่ท่าเรือก็ทำการสอบสวนในทันที ทั้งสามสอบถามไปยังคนคนโน้นทีคนนี้จึงได้ข้อสรุป มีคนไม่น้อยเห็น ฮว่าหลง ลงมาจากเรือของเขาเองด้วยที่ท่าที่มึนเมาซึ่งหลายคนก็สนนิษฐานไปแล้วมาว่าเขานั้นนำเหล้าออกไปดื่มกินในทะเลขณะหาปลาอยู่ แต่ทั้งสามคนไม่คิดเช่นนั้นเมื่อสอบถามคนเสร็จพวกเขาเลยยืนปรึกษาที่ท่าเรือเพื่อสรุปเหตุการณ์
“เท่านี้ก็สรุปได้ละว่า ฮว่าหลงมีท่าทีมึนเมาั้แ่อยู่ที่ทะเลขณะออกเรือหาปลา และข้าพวกรู้พวกนายก็คิดเหมือนกัน” อู่กัง เปิดประเด็น
“งั้นก็ความความว่า ฮว่าหลงโดนมนต์ดำหรือพิษบางอย่างขณะอยู่ที่ทะเลแล้วเขารู้ตัวว่าถูกพิษเลยกลับมาบ้านด้วยท่าทีที่สะลึมสะลืออย่างงั้นหรอ” ลู่หลี่ทวนเหตุการณ์
“แปลว่าผีดูดเืที่เราตามหาแท้จริงแล้วมาจากทะเลอย่างงั้นหรอ” ชูยงออกความเห็นเช่นกันและทั้งสามคนก็ก้มหน้าคิดอะไรบางอย่างก่อนที่ อู่กังจะเดินออกจากวงสนทนาไปยังกะลาสีคนหนึ่ง คนๆนี้เป็ 1 ในคนที่เห็นฮว่าหลงขณะออกจากท่าเรือ อู่กังหยุดอยู่ที่ชายที่ชายคนนั้นกก่อนถามขึ้น
“ข้าขอถามอะไรเ้าอีกอย่าง” ชายคนนั้นเมื่อได้ยินก็วางงานที่อยู่ในมือก่อนพูดขึ้นอย่างเต็มใจ
“ใต้เท้าเชิญท่านกล่าว”
“ตอนที่เ้าเห็น ฮว่าหลงเดินออกจากท่าน่ะ เ้าสังเกตเห็นอะไรแปลกๆอย่างอื่นอีกไหมนอกท่าทีมึนเมา” กะลาสีได้ฟังก็ปั่นหน้าคิดอยู่สักพักก่อนเปลี่ยนสีหน้าไปเหมือนคิดอะไรได้
“จะว่ามีก็มีนะขอรับแต่ว่าไม่แน่ว่ามันจะเป็ประโยขน์รึเปล่า”
“ไหนลองว่ามาสิ”
“ก็ยามที่เขากำลังจะเดินออกจากท่านั้นผมฟ้าไม่สูงว่านักข้าเห็นนกสีดำไม่แน่ใจว่าเป็นกอะไรบินวนอยู่จำนวนมากและมันก็บินหายไปทันทีที่ฮว่าหลงออกจากท่า ตอนนั้นมันมืดมากข้าเองก็ไม่ได้ใส่ใจกับเื่นี้มากเท่าใดนัก”
อู่กังปั้นหน้าคิดอยู่สักพักก่อนที่จะบอกลาแล้วตงไปเล่าเื่นกให้กับลู่หลี่และชูยงฟัง เมื่อทั้งสองฟังต่างก็ เปลี่ยนสีหน้าเป็หวาดหวั่นขึ้นมา เพราะสำหรับคนธรรมดาแล้วอาจจะเป็เื่ธรรมดาแต่สำหรับพวกที่คลุกคลี่อยู่เื่เหนือธรรมชาติแล้วเื่นี้ก็ชวนให้หวาดหวั่นจริงๆ และยิ่งไปกว่านั้นทั้งสามคนทั้ง 3 คนนั้นไม่มีใครที่มีพลังเกินระดับ 2 ของสายเวทย์มนต์สายใดสายหนึ่งเลย แต่ที่เท่าที่ฟังเื่นกถ้าหากว่ามันเป็พลังเวท บางอย่างจริงจะต้องมีระดับไม่ต่ำกว่า 4 ของสายเวทย์สายใดสายหนึ่ง เมื่อบรรยากาศเต็มไปด้วยความเงียบและความเครียดที่เกิดจากความหวาดกลัวของพวกเขาทั้งสาม ลู่หลี่ได้พูดขึ้น
“ชั้นรู้ว่าพวกนายหวาดกลัวชั้นเองก็ก็หวาดกลัวแต่ว่านี่ไม่ใช่เวลาที่พวกเรา จะหวาดกลัวจนไม่เป็อันจะทำอะไรจริงไมล่ะ”
“อ่า นายพูดถูกถึงแม้ศัตรูอาจจะแข็งแกร่งกว่ามากแต่ถ้าหากเรารวมพลังไม่แน่อาจจะจัดการได้ถ้าหากมันมีแค่ตัวละ่นะ” อู่กังพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความหึกเหิม และชูยงก็เสริม
“ชั้นเคยอ่านเจอในสารานุกรมพวกผีดูดเืมันจะไม่ออกหากินตอนกลางวันเพราะมันแพ้แสงอาจจะมีผลต่อิัทำให้ลุกไหม้แล้วอาจตาย และเรายังมีเวลาอีกอย่างน้อย 2 ชั่วยามก่อนมืด เราอาจจะเตรียมรับมือได้ทัน”
พอชูยงพูดจบทั้งสามก็ลงความเห็นว่าจะกลับไปที่จวนของจวิ้นอ๋องเพื่อว่างแผนรับเมื่อยามดึกถ้าหากผีดูดเืจริงจะลงมือยามดึกอีกแน่นอน ระหว่างที่ทั้งสามกำลังเดินกลับไปยังจวนจวิ้นอ๋อง ชูยงถามขึ้นด้วยคสามสงสัย
“รุ่นพี่ทั้งสองข้าขอถามอะไรอย่างหนึ่งดิ รุ่นพี่ทั้งสองเลยมีประสบการณ์รับมือกับเื่พวกนี้ไหม”
เมื่อได้ยินดังนั้นลู่หลี่เลยชิงตอบคำถามก่อน
“ข้าเคยมีแต่อย่างมากก็แค่มนุษย์ที่มีเวทย์มนต์จัดการค่อนข้างง่าย ส่วนเื่ปีศาจก็เป็พวกระดับต่ำๆเท่านั้นที่เคยเจอส่วน แต่เื่นี้พูดตามตรงว่ายังไม่เคย"
“ของชั้นก็เหมือนลู่หลี่แหละพวกเราเข้ามาเป็เมื่อปราบครั้งแรกก็ตอนซิวชันปี่ที่ 1 อันที่จริงก็เจอเื่มนุษย์ที่มีเวทย์มนต์ก็ไม่ได้บ่อยขนาดนั้น หรือบางทีผ่านไป 3 เดือนนอกจากคดีลักขโมยแล้วก็แทบไม่เจอเื่อย่างอื่นเลย” อู่กังเสริม
เมื่อทั้งสามเดินไปถึงจวนจวิ้นอ๋องก็ได้เล่าเื่ทุกอย่างรวมถึงเื่นกให้กับจวิ้นอ๋องได้ฟัง จวิ้นอ๋องที่ได้ฟังดังนั้นก็เกิดอาการหวาดหวั่นเล็กๆ ส่วนเื่ชันสูตรก้ได้รับการยืนยันแล้วว่า ฮว่าหลงนั้นถูกมนต์ดำที่ทำให้เกิดภาพหลอนก่อนที่จะตกเป็อาหารของผีดูดเื จวิ้นอ๋องได้ตัดสินใจรับสมัครอาสา ที่จะคอยเฝ้าดูแลเมืองยามค่ำคืนปรากฏว่ามีชาวบ้านจำนวนไม่นอกที่อาสามาโดยที่ไม่คิดค่าตอบแทน ส่วนเหล่าทหารที่มีทั้งหมดจะไม่ถูกผฃัดเปลี่ยนเวรแต่จะอยู่เฝ้าเมืองยามค่ำคืนเช่นเดียวกับเหล่ามือปราบ แม้ว่าเมืองซิวซันจะกว้างถึง 1 ใน 3 ของเมืองหลวงแต่ชุมชนเองก็ยังไม่ขนาดตัวมากถึงขนาดแออัดจะพอมีที่ว่างให้ปลูกบ้านได้อีกเป็พันหลัง เมื่อพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าไปแล้วเหล่าผุ้คนต่างก็ออกไปลาดตระเวนตามหน้าที่แต่คราวนี้มีจำนวนคนที่เพิ่มขึ้นมาก และเหล่าชาวบ้านต่างก็ถูกสั่งว่าให้กลับบ้านก่อนอาทิตย์กันทุกคนและตอนนี้ในเมืองยามค่ำคืนก็เต็มไปด้วยแสงจากคบเพลิงของหน่อยลาดตระเวน