รุ่งอรุณของวันใหม่ แสงแรกในยามเช้าอันสดใส สาดส่องลอดผ่านช่องหน้าต่างของหอประชุมสำนักเทพอัสนีย์ ลงสู่พื้นหินศิลาสะท้อนเข้าตาวิบวับ จนเจ้าหน้าที่ต้องปรดผ้าม่านลงมากั้นแสงไว้ องค์ชายรองก้าวขึ้นบนเวทีอย่างสง่างาม แววตาของเขาเยือกเย็นแต่เปี่ยมไปด้วยพลังอำนาจ ที่ไม่จำเป็นต้องเอ่ยคำใดก็ทำให้ผู้คนทั้งหอประชุมต่างสงบกริยา
เสียงขององค์ชายเจ้าวายุดังกังวานไปทั่ว “ข้าเชิญพวกท่านมาในวันนี้… เพื่อจะบอกความจริงที่พวกท่านมิอาจเพิกเฉยได้ เมื่อสามพันปีก่อน พิภพอัสนี แห่งนี้ ถูกประทานให้ข้าเป็นผู้ปกครอง แต่ไฉนเลยข้าถึงต้องอำพรางรูปลักษณ์และพลังปราณไว้ การที่ข้าต้องทำเช่นนั้นก็ด้วยเหตุว่า พี่ชายของข้า… องค์ชายใหญ่ มีพระประสงค์ร้ายหมายเอาชีวิตข้า ข้าจึงจำต้องปิดบังตัวตนและซ่อนพลังไว้ ไม่ให้เขาตามรอยเจอ”
เสียงฮือฮาดังขึ้นแผ่วเบาไปทั่วหอประชุม แต่เพียงชั่วครู่ก็เงียบลงเมื่อองค์ชายรองหายใจลึกแล้วเอ่ยต่อ “เมื่อวาน ข้าเปิดเผยตัวตนต่อหน้าทุกคนไปแล้ว ข้าเชื่อว่า… พี่ชายข้าเจ้าสมุทรย่อมรู้ถึงการปรากฏตัวของข้า และอีกไม่นาน… เรื่องร้ายก็จะบังเกิดขึ้นอย่างแน่นอน”
เจ้าสำนักเทพอัคคีเลิกคิ้ว สีหน้าเคร่งเครียด “องค์ชายใหญ่… จะเสด็จมาที่นี่งั้นหรือ?”
เจ้าวายุสบตาเขา สีหน้าสงบนิ่งมิหวาดหวั่นต่อสิ่งใด “เขาจะให้ผู้อื่นมา หรือว่าเขาจะมาเองไม่ใช่สิ่งสำคัญ สิ่งที่พวกเจ้าต้องทำ… คืออยู่เฉยๆ ไม่แทรกแซงใดๆ มีเพียงทำเช่นนี้พวกเจ้าถึงจะมีโอกาสรอดพ้นวิกฤตนี้ไปได้”
เสียงหนึ่งดังแทรกขึ้น คล้ายสายลมเย็นที่ฝ่าความเงียบ “แต่ข้ากลับคิดว่า… องค์ชายใหญ่อาจฉวยโอกาสนี้กวาดล้างเผ่าเทพให้สิ้นซาก” เทพีน้ำค้างเหมันต์เอ่ยขึ้น สีหน้าเด็ดเดี่ยวแต่แฝงด้วยความกังวล
องค์ชายรองหันไปมองนาง ดวงตาแฝงรอยยิ้มอ่อนโยน แต่คำพูดหนักแน่นยิ่งนัก “หากเป็นเช่นนั้น พวกเจ้าก็จงฝึกฝนให้แกร่งพอ… เหตุจะเกิด ย่อมต้องเกิด ไม่มีผู้ใดหนีได้ มีเพียงการเตรียมตัวให้พร้อมเท่านั้นที่จะทำให้ยืนหยัดอยู่ได้”
สิ้นคำ เสียง เปรี้ยง! กึกก้องสะท้านพื้นดิน ดุจสายฟ้าผ่าฉีกผืนฟ้าออกเป็นเสี่ยงๆ ทุกคนในหอประชุมหันขวับ เสียงแตกตื่นดังระงม ก่อนจะรีบกรูออกไปยังลานฝึกหน้าสำนัก
ณ ลานฝึก บัดนี้หมอกควันสีเทาเข้มพวยพุ่งขึ้นจากผืนดิน ก่อเกิดเป็นเงาดำราวปากทางสู่ขุมนรก สายฟ้าฟาดซ้ำลงมาหลายครั้ง ราวกับท้องฟ้าเองยังสั่นสะท้านกับการมาถึงของบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่เกินคาด
ควันค่อยๆ จางหาย เผยร่างบุรุษสูงใหญ่ ผิวคล้ำเข้มราวหินผา แววตาของเขาแข็งกร้าวและเย็นเยียบ จนทำให้ผู้ที่มองหวาดกลัวแทบหัวใจฝ่อ เขายืนเด่น สง่า ดั่งผู้กรำศึกมาอย่างเนิ่นนาน บรรยากาศกดทับหนักหน่วง ราวกับแบกมหาสมุทรทั้งผืนไว้บนบ่า
ใช่แล้ว… เขาคือ เจ้าสมุทร องค์ชายใหญ่แห่งพิภพภูติ ราชาแห่งพิภพวิญญาณ!
เสียงหัวเราะต่ำลึกของเขาก้องสะท้อนทั่วลานฝึก ราวเสียงฟ้าร้องกลางพายุ “ฮ่า ๆ ๆ… ที่แท้เจ้าก็หนีมาซ่อนอยู่ที่นี่ หลบซ่อนอยู่เบื้องหลังเทพีสาวน้อยสองนางนี่เอง เจ้าวายุน้องข้า… เจ้าเด็กขี้โรคที่พี่เคยคิดว่า เจ้าไม่น่าจะมีชีวิตรอดมาถึงวันนี้ได้เลย”
คำเย้ยหยันแทงลึก ราวหอกเหล็กปักลงกลางศักดิ์ศรี เทพีน้ำค้างเหมันต์และเทพฟ้าดินต่างยืนนิ่งเม้มริมฝีปากแน่น ไม่อาจโต้กลับคำพูดอันเย้ยหยันนั้นได้เลย
แต่เจ้าวายุกลับก้าวออกมาด้วยท่าทางอันสง่างาม สายตาไม่ไหวเอน น้ำเสียงอ่อนโยนแต่แข็งแกร่งพอที่จะสยบการดูถูกดูแคลนทั้งปวง “ท่านพี่… แม้เราจะไม่ได้เจอกันนาน แต่ดูเหมือนนิสัยชอบเหยียบย่ำผู้อื่นของท่าน… ก็ยังไม่เปลี่ยนเลยแม้แต่น้อย”
เจ้าสมุทรหัวเราะก้องสะท้านลานฝึกอีกครั้ง เสียงนั้นดังสะท้อนราวกับพายุคำรามเหนือผืนน้ำ “ฮ่า ๆ ๆ เอาเถิด น้องชาย… ข้าจะให้โอกาสพวกเจ้าแสดงฝีมือสักครั้ง ส่งศิษย์ที่เก่งที่สุดออกมาสามคน ประลองกับศิษย์ของข้า สามต่อสาม! หากพวกเจ้าชนะ… ข้าจะคืนดาบอัสนี แต่หากพ่ายแพ้ละก็…”
แววตาของเขากรีดแทงทุกคนในที่นั้น ก่อนฉีกยิ้มอันเหี้ยมเกรียม “เจ้าต้องยอมส่งสาวงามผู้เป็นภรรยาทั้งสองของเจ้า มาปรนนิบัติข้าที่พิภพวิญญาณ เป็นเวลาสามเดือนเต็ม ฮ่า ๆ ๆ”
คำกล่าวหยามเกียรติทำให้ผู้คนในลานฮือฮาด้วยความโกรธแค้น แต่เจ้าวายุกลับก้าวออกมาข้างหน้า สายตาเยือกเย็นเจือแววขุ่นเคือง “ท่านพี่… นางทั้งสองหาใช่ภรรยาของข้าไม่ โปรดอย่าดึงคนนอกมาร่วมรับชะตากรรมเพียงเพราะความริษยาของท่านเลย”
เจ้าสมุทรหรี่ตาเล็กน้อย สายตาแทงลึกดุจคลื่นทะเลมืด “หึ… ไม่ใช่ภรรยา? แต่ข้ารู้ดีว่าในใจเจ้ามองพวกนางเป็นเช่นไร น้องชายเอ๋ย… ข้ามิเคยทำนายสิ่งใดผิดพลาดเลยใช่หรือไม่?”
เทพฟ้าดินซึ่งถูกพาดพิงถึงกับหน้าขึ้นสีแดงจัด กำมือแน่นด้วยความอับอายแต่ยังฝืนกล่าวเสียงสั่น “ข้า… ไม่ใช่อะไรทั้งนั้น ข้าก็แค่ศิษย์ของท่านอาจารย์เทพีน้ำค้างเหมันต์เท่านั้น!” ทว่าเสียงหัวใจที่เต้นแรงกลับหักล้างถ้อยคำนั้นจนทุกคนสัมผัสได้
เจ้าสมุทรหัวเราะอีกครั้ง ดวงตาส่งประกายเย้ยหยัน “ฮ่า ๆ ๆ ดูเอาเถิด! ความจริงมันโผล่พ้นน้ำเสมอ เจ้าพูดปฏิเสธเพียงลมปาก แต่สายตาเจ้ามันเผยความจริงออกมาหมดแล้ว”
เขากวาดสายตามองทุกคนอย่างผู้เหนือกว่า ก่อนตวัดชายเสื้อแล้วกล่าวเสียงดังก้อง “ข้าจะให้เวลาพวกเจ้าสามเดือน เตรียมศิษย์ของเจ้าให้พร้อม แล้วข้าจะพาศิษย์ข้ามาท้าประลองอีกครั้ง และหากในวันนั้น เจ้าและนางทั้งสองยังไร้ซึ่งสายสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างกัน… ค่อยนับว่าข้าพ่ายแพ้ก็แล้วกัน!”
เมื่อเสียงคำรามสุดท้ายจางหาย ร่างสูงใหญ่ของเจ้าสมุทรพลันเลือนหายไปในพริบตา ทว่าในขณะกำลังสลายหายไป เขาลอบสะบัดมือ ปล่อยแมลงเล็กๆสี่ตัว โดยไม่มีผู้ใดได้ทันสังเกต มันพากันบินร่อนกระจายหายเข้าไปในเงามืดของสำนัก…
ความเงียบอันกดดันปกคลุมลานฝึก ก่อนเทพีน้ำค้างเหมันต์จะก้าวออกมากลางหมู่ชน นัยน์ตาเด็ดเดี่ยวเปล่งประกายเสียงกังวาน “ภายในหนึ่งสัปดาห์นี้ ให้เจ้าตำหนักทุกตำหนักร่วมกันเฟ้นหาศิษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดของสำนักสามคนส่งมา ข้าจะเป็นผู้ฝึกด้วยตนเอง!”
“รับทราบ” เจ้าตำหนักต่างรับปากอย่างพร้อมเพรียงกัน
สิ้นคำของนาง เสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็แตกกระจายดังก้องไปทั่ว บ้างพูดถึงศึกที่รออยู่ข้างหน้า บ้างก็ซุบซิบถึงเรื่องชู้สาวที่เจ้าสมุทรเพิ่งปั่นป่วนใจคนทั้งลาน ความตึงเครียดยิ่งโหมกระหน่ำ ราวกับพายุลูกใหญ่กำลังก่อตัวขึ้นตรงหน้า…
กลางดึกคืนนั้น ภายในห้องพักตำหนักอากาศ แสงจันทร์ลอดผ่านหน้าต่างกระทบผ้าม่านบางสีขาวพลิ้วไหว เทพีน้ำค้างเหมันต์กับเทพฟ้าดินกำลังนั่งสนทนากันอย่างจริงจัง เสียงนกกลางคืนร้องแว่วคลอมาเบาๆ
“ท่านอาจารย์ ข้าไม่เข้าใจเลย ทำไมท่านต้องเตรียมการถึงเพียงนี้ ทั้งที่เราสามคน… ยังไม่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกันสักนิด” เทพฟ้าดินเอนกายพิงหมอน กล่าวออกมาอย่างเบื่อหน่าย “ยังไงเราก็ชนะแน่ๆ ไม่ใช่หรือ”
เทพีน้ำค้างเหมันต์ส่ายศีรษะ ดวงตาส่องประกายเคร่งขรึม “เจ้าอย่าประมาท เจ้าสมุทรมิใช่ศัตรูธรรมดา เขาเป็นผู้มีญาณหยั่งรู้ ไม่เคยทำนายสิ่งใดผิดเลยสักครั้ง”
เทพฟ้าดินนิ่งไป ก่อนหลุดปากถามอย่างขุ่นเคือง “ถ้าเช่นนั้น… ท่านหมายความว่า วันหนึ่งข้าจะต้องมีสามีคนเดียวกับท่านงั้นหรือ” นางถามพลางทำหน้าฉงน แต่ในน้ำเสียงแฝงความเขินอายลึกๆ
เทพีน้ำค้างเหมันต์หลุบตาลง เสียงแผ่วเบาแต่หนักแน่น “จะแปลกอะไร… ชาติที่แล้ว เจ้ากับข้าก็มีสามีคนเดียวกันมิใช่หรือ”
สิ้นคำ ความเงียบโอบกอดทั้งห้อง ใบหน้าของนางทั้งสองสลดลงราวกับถูกคลื่นความทรงจำซัดกระแทก “ไม่รู้ว่าท่านพี่… เทพอัสนีย์ บัดนี้ไปเกิดใหม่ ณ ที่แห่งใดกัน…” เทพฟ้าดินรำพึงเสียงสั่น