กำเนิดใหม่ กับครอบครัว ที่แสน [จะ] ธรรมดา [มั้ง]

    SS2_No.13 ข้อมูลใหม่

    น็อกที่กำลังช็อคค้างเพราะชายร่างกำยำตรงหน้าเป็นคนที่เขารู้จักคุ้นเคยเป็นอย่างดี แม้จะมีร่างกายที่เปลี่ยนไปทว่ารูปทรงใบหน้ากลับเป็นหน้าของคนที่เขาเคยเห็นทุกวันในชีวิตที่แล้ว เพราะรูปทรงใบหน้านั่นไม่ได้แตกต่างไปจากตัวเขาในชีวิตก่อนหน้าเลยแม้แต่น้อย ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่สูญเสียความเยือกเย็นทันที
    "นายเป็นใครกันแน่!! แล้วใบหน้านั่นหมายความว่ายังไงกัน!!?"
    "หืม!! น่าแปลกใจตรงไหนกันเจ้ากับข้าก็คือคนเดียวกันแค่ต่างช่วงเวลาเท่านั้น"
    "เป็นไปไม่ได้ ก็ฉันตายตอนอายุ 38 ปีไม่ใช่หรือไง"
    "อ่อ!! เป็นข้ากับเจ้าของร่างนี้ที่บิดเบือนเวลากลับมาเพื่อเปลี่ยนให้มันเป็นแบบนั้น"
    "เพราะอะไรกัน!!?"
    "แล้วเจ้าคิดว่าโลกในอนาคตอีก 3,000 ปีน่าอยู่ไหมล่ะ เจ้าน่าจะดีใจนะมีผู้คนหลายล้านชีวิตที่ต้องสูญเสียไปเพื่อตามหาแสงแห่งความหวังในการดำรงซึ่งเผ่าพันธุ์มนุษย์ และเจ้าคือคนที่ถูกเลือก"
    "ฉะ ฉันไม่เข้าใจ ทำไมถึงเลือกฉัน..." น็อกเอ่ยน้ำเสียงที่แผ่วเบา
    ชายกำยำได้แต่ส่ายหน้าอย่างช้าๆ เขารู้ดีว่าเวลานี้น็อกยังผ่านโลกมาน้อยเกินไป ทำให้ไม่พร้อมกับการที่ต้องรับรู้ถึงเรื่องราวพวกนี้ ทว่าเวลาของเขาเองก็มีจำกัดเพราะเขาสามารถติดต่อกับน็อกได้เพียงแค่ครั้งเดียวก่อนที่จิตวิญญาณของเขาจะสลายหายไปอย่างสมบูรณ์ ก่อนจะเสมอมองไปทางอื่นและพูดขึ้น
    "ข้าจะเล่านิทานให้เจ้าฟังก็แล้วกัน ครั้งหนึ่งนานมาแล้วตัวข้าเคยเป็นเพียงคนธรรมดาที่ทำงานเป็นแฮกเกอร์ให้กับกรมตำรวจ จนกระทั่งวันที่ภารกิจชิ้นใหญ่ลุล่วง ทางกรมตำรวจสามารถกวาดล้างองค์กรณ์มืดที่มีอิทธิพลภายในประเทศได้หมด แต่ใครเล่าจะรู้ว่าทางเบื้องบนต้องการปิดปากกลุ่มตำรวจที่ทำคดีมาอย่างเหน็ดเหนื่อยตลอดหลายสิบปี รวมทั้งแฮกเกอร์มือดีคนนั้น ข้าจำได้ดีว่าวันนั้นเมื่อข้าอายุครบ 40 ปีข้าได้ถูกกลุ่มตำรวจนำทางไปยังที่พักชานเมืองริมทะเลด้วยเหตุผลที่ว่า ข้ามีผลงานดีเยี่ยมจึงได้รับการปลดปล่อยจากการเป็นสายให้ตำรวจและได้ใช้ชีวิตเฉกเช่นคนธรรมดาทั่วไป แต่ใครจะคาดคิดว่านั่นเป็นการฆ่าปิดปาก ข้าถูกยิงจากทางด้านหลังด้วยน้ำมือของตำรวจที่เคยร่วมงานกันมา จากนั้นพวกมันก็โยนข้าลงไปในทะเล"
    "มะ หมายความว่าหากฉันไม่ถูกเจ้าของร่างนี้สังหารนั่นคือเส้นทางชีวิตของฉันที่ต้องเผชิญใช่ไหม!!?"
    "ถูกต้อง แต่ไม่รู้ว่าโชคดีหรือร้ายเพราะพลังฟื้นฟูนิรันด์ ภายในจิตวิญญาณข้าทำให้ไม่ตาย ในเวลานั้นข้าจึงมีชีวิตอยู่เพื่อการแก้แค้น และได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของมิติแห่งการต่อสู้ ข้าจึงเลือกจะฝึกฝนตนเพื่อให้แข็งแกร่งจนกลายมาเป็นศิษย์สายในภายในตำหนักเพลิงโลกันต์ ทำให้ข้าสามารถออกมาโลกภายนอกได้ จึงมาแก้แค้นและทำลายชีวิตของผู้คนไปกว่าครึ่งประเทศ สุดท้ายก็ถูกเจ้าตำหนักเพลิงโลกันต์ทำลายตันเถียนบ่มเพาะพลัง และกักขังข้าในคุกนรกเพลิงโลกันต์ แต่ตันเถียนของข้าก็ฟื้นฟูขึ้นมาใหม่อีกครั้ง มันเริ่มดูดซับเปลวเพลิงที่ร้อนแรง ภายในคุกนรกเพลิงโลกันต์ แค่เพียงเวลาไม่นานข้าก็กลับมามีพลังอีกครั้งและมีมากกว่าเดิมถึงสองเท่า แต่ข้าก็เลือกที่จะอยู่อย่างเงียบสงบภายในคุกนี้"
    "แล้วมันเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นต่อจากนั้น" น็อก
    "หลังจากนั้นภายในคุกนรกเพลิงโลกันต์ จู่ๆ ก็มีฝูงสัตว์อสูรจำนวนมากบุกเข้ามา ข้าเห็นเหล่านักโทษถูกกัดกินจนตายภายในเสี้ยวพริบตา ทว่าสัตว์อสูรเหล่านั้นกลับไม่โจมตีข้า พอทุกชีวิตในคุกนรกดับสูญไปหมดพวกมันก็จากไป ข้าเริ่มสงสัยถึงเหตุการณ์พวกนี้จึงทำลายคุกและออกมาด้านนอก แต่สิ่งที่ข้าเห็นนั้นถึงกับต้องผวาเพราะทุกชีวิตภายในตำหนักนอนตายกันเกลื่อนกลาดไม่เหลือแม้ผู้รอดชีวิตสักคน ข้าจึงได้พยายามค้นหาทุกคนจนในที่สุดก็พบกับทางลับเข้า และได้พบกับเจ้าตำหนักเพลิงโลกันต์กับเหล่าสารานุศิษย์บางส่วนที่เหลือรอด แต่ก็บาดเจ็บสาหัสกันไม่น้อย เมื่อพวกเขาได้รู้ว่าข้าเป็นหนึ่งในสี่ผู้ถือครองพลังของจักรพรรดิอสูรแห่งการทำลายล้างจึงได้คอยปกป้องและพยายามพาข้ากลับมาที่โลก"
    "หรือว่าจักรพรรดิอสูรสามารถออกจากมิติอนันตเวคินได้ในข่วงที่นายถูกคุมขัง!!?"
    "ยังหรอก แต่เป็นเพราะอสูรในช่วงเวลานั้นมีสามตนที่เข้าสู่ขอบเขตพระเจ้าได้ จึงกลายมาเป็นภาชนะในการรองรับพลังของขุนพลอสูร เพราะพลังของจักรพรรดิแห่งการทำลายล้างแข็งแกร่งมากเกินไป จึงไม่อาจหาภาชนะรองรับพลังของตนได้ จึงได้เลือกสามขุนพลอสูรให้ไปสถิตย์ร่างของภาชนะแทน และตามหาพลังทั้ง 4 รูปแบบของจักรพรรดิอสูรแห่งการทำลายล้างที่กระจัดกระจายไปทั่ว"
    "ถ้างั้นทำไมนายถึงยังรอดชีวิต!!"
    "ก็อย่างที่บอกไปไง ไม่รู้ว่ามีกี่ล้านชีวิตที่ต้องดับสูญไปตลอดกาลเพียงเพื่อให้ผู้ถือครองพลังนั้นมีชีวิตรอด!!"
    น็อกหรี่ตามองอย่างแปลกใจ เพราะจากสภาพโลกในอนาคตที่เขาเห็นเมื่อกี้นี้ไม่ต่างไปจากการถูกทำลายล้าง แต่ยังมีคนเลือกจะปกป้องผู้ถือครองพลังอีกงั้นหรือ ระหว่างกำลังชั่งใจคิดนั้น
    "เจ้าอย่าได้ขี้สงสัยให้มันมากนัก!!"
    "นายรู้ได้ไง อ่านใจฉันงั้นหรอ!!?"
    "เหอะ เรื่องแบบนั้นไม่จำเป็น เจ้าก็คือตัวข้าในวัยเยาว์ ความคิดของตัวเองไม่รู้ก็แปลกแล้ว"
    "ถ้างั้นมาเข้าเรื่องเลย จะสังหารจักรพรรดิอสูรแห่งการทำลายล้างต้องทำยังไงบ้าง!!?"
    "ไม่รู้!!"
    น็อกแทบหน้าหงายเมื่อเจอกับคำตอบแบบนี้ สรุปว่าตัวเขาที่อยู่มามากกว่า 3,000 ปียังไม่รู้วิธีสังหารจักรพรรดิอสูรแห่งการทำลายล้าง แล้วตัวเขาในเวลานี้จะไปทำอะไรได้
    "แต่...ที่ข้ารู้อย่างแรกทักษะปราณหยินหยางนั้งแข็งแกร่งมาก เมื่อเจ้ารวบรวมเปลวเพลิง 9 ชนิดได้มันจะมีพลานุภาพที่สูงสุด เปลวไฟนั่นสามารถหยุดการฟื้นฟูร่างกายของจักรพรรดิอสูรได้ ทว่า...สิ่งที่น่ากลัวคือไม่เคยมีใครฝึกสำเร็จเพราะเพลิงรัตติกาลทมิฬนั้นผู้ที่ครอบครองอยู่คือ จักรพรรดิอสูรแห่งการทำลายล้าง และมันมีความร้อนแรงที่น่ากลัวขนาดที่เปลวเพลิงทั้ง 8 ชนิดนั้นไม่อาจเทียบได้"
    "จะบ้าหรือไง แล้วจะให้ฉันไปเผชิญหน้ากับจักรพรรดิอสูรแห่งการทำลายล้าง แล้วหยุดยืนหลอมรวมเปลวเพลิงต่อหน้ามันหรือไงฟร่ะ!!!"
    "เปล่า...แค่จะบอกว่าข้ามี เพราะมันถูกผนึกลงไว้ในส่วนนึงของระบบที่เจ้ามีเรียบร้อย"
    "เวรกวนประสาทจังฟ่ะ!! ในเมื่อนายมีทำไมไม่ใช้จัดการมันไปเลย แล้วมาส่งต่อให้ฉันทำไม!?"
    "ในการปะทะกันครั้งสุดท้ายเหล่าทวยเทพและจอมมารรวมไปถึงแดนนรกนับแสนชีวิต พวกเขาใช้ร่างจิตวิญญาณสังเวยเพื่อดูดซับเปลวเพลิงรัตติกาลทมิฬ และผนึกให้มันรวมกันเป็นหนึ่งเดียว เป้าหมายก็เพื่อให้ผู้ถือครองพลังสามารถใช้มันสังหารจักรพรรดิอสูรแห่งการทำลายล้าง แต่ในเวลานั้นคนที่เรียนรู้ทักษะปราณหยินหยางได้ตายจากไปหมดแล้ว แม้ข้าจะมีทักษะอยู่กับตัวแต่การทำลายทักษะเดิมที่ใช้ แล้วมาเรียนรู้ใหม่ย่อมไม่ทันการ พวกเราทั้งหมดที่ยังเหลือรอดชีวิตจึงรวมพลังและสิ่งของทุกอย่างทั้งหมดที่รวบรวมมาได้เก็บไว้ในระบบที่เจ้าครอบครองอยู่ และเมื่อตัดสินใจกันได้แล้วจึงเลือกให้เจ้าเป็นผู้ครอบครองแทนเจ้าของร่างนี้ในวัยเด็ก ด้วยเหตุผลที่ว่าเขานั้นมีจิตใจอ่อนแอเกินกว่าจะแบกรับเรื่องพวกนี้ได้ ส่วนเจ้าที่ได้รับเลือกก็เพราะ...."
    "เพราะอะไรเล่า!!?" น็อกถึงกับรีบสบถออกมาทันทีที่คนตรงหน้าหยุดพูดเอาดื้อๆ
    "เฮ้อออ!! ก็เพราะว่าเจ้ามีจิตใจที่เข้มแข็งกว่า เมื่อไหร่ที่มีเป้าหมายก็จะทำอย่างเต็มที่ ถึงจะไม่ค่อยได้เรื่องเท่าไหร่ แต่ก็ยังดีกว่าเจ้าของร่างนี้ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้พวกเราเลือกเจ้าและตัดสินใจดึงจิตวิญญาณเจ้ามาอาศัยในร่างนี้ เพื่อให้มีเป้าหมายในการมีชีวิตและปกป้องผู้คน"
    "แล้วร่างเดิมของฉันล่ะ!!"
    "เมื่อดึงจิตวิญญาณออกมาแล้วร่างกายเดิมของเจ้าก็จะถูกดวงวิญญาณอื่นมาสถิตย์อยู่ หรือก็คือมันไม่ใช่ตัวตนของเจ้าอีกต่อไปแล้ว จะอยู่หรือตายก็ไม่เกี่ยวกัน"
    จู่ๆ ร่างของชายกำยำก็เริ่มโปร่งแสงและกลายเป็นละออง ราวกับว่ากำลังจะสูญสลายหายไป แต่อาการของเขากลับสงบนิ่งราบเรียบไม่ได้หวาดกลัวแต่อย่างใด เขามองไปยังน็อกที่มีจิตวิญญาณของเขาในวัยเยาว์ ได้แต่ส่ายหัว ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง
    "เวลาของข้าใกล้หมดแล้ว ข้าและเหล่าผู้รอดชีวิตจากอนาคตทั้งหมดต้องขอโทษเจ้าจากใจจริง ที่ฝากฝังภาระที่หนักหนาสาหัสให้กับเจ้า แต่พวกเราล้วนไม่มีทางเลือกไม่ว่ายังไงพวกเราก็ต้องการให้โลกใบนี้ดำรงอยู่ซึ่งเผ่าพันธุ์มนุษย์ แม้มนุษย์จะไม่ใช่เผ่าพันธุ์ที่ดีที่สุดก็ตาม"
    สิ้นเสียงของชายร่างกำยำเขาก็ยื่นมือไปด้านหน้าของน็อก และเริ่มถ่ายถอดข้อมูลรูปแบบการใช้งานพลังฟื้นฟูนิรันด์กับพลังบิดเบือนมิติ ใช้เวลาเพียงไม่นานก็เสร็จสิ้น และพูดด้วยน้ำเสียงยากที่คาดเดาอารมณ์ก่อนที่จะสูญสลายไป
    "เจ้ามีดวงเนตรอสูรแล้วแต่ข้าไม่รู้วิธีใช้งานมัน เมื่อเจ้าหลอมรวมพลังทำลายล้างได้จะมีคนอีกผู้หนึ่งมาสอนแนวทางการใช้งานพลังอีกสองรูปแบบที่เหลืออยู่ จงมีชีวิตในแบบที่เจ้าอยากจะเป็นอย่าได้ต้องทนทุกข์ทรมาณนานนับพันๆ ปีเฉกเช่นข้า....."
    น็อกที่พึ่งรับรู้ข้อมูลจำนวนมากถึงจะรู้สึกปวดหัวไปบ้าง แต่เพราะความเคยชินจึงไม่ได้มีผลกระทบอะไรมากนัก เขามองไปทางร่างที่สูญสลายหายไปอย่างสมบูรณ์ตลอดกาล ได้แต่เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงราวกับคำมั่น
    "ขอบใจมากนะ ฉันจะใช้ชีวิตที่พวกนายสละให้เพื่อปกป้องผู้คนอย่างดีที่สุด ขอให้จากไปอย่างสงบนะ!!?"

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดใหม่ กับครอบครัว ที่แสน [จะ] ธรรมดา [มั้ง] ที่คุณอ่าน