นิสัยข้าเปลี่ยนยาก

    บทที่ ๑๑ นกพิราบบินกลับ แต่ไร้จดหมาย

            บทที่ 11  นกพิราบบินกลับแต่ไร้จดหมาย

            หลินหลานหรูมองเรือสินค้าลำใหญ่ที่ชายหน้าไฝกำลังโดยสารอยู่ ภายหลังนางเพิ่งทราบว่าเขาชื่อ ห้าวซือ ...น่าขันชักเรียกชายหน้าไฝมาตั้งนานส่วนด้านข้างเขายังมีคุณหนูใหญ่เจินชิ่วอีร่วมเดินทางไปด้วย

            เหตุที่หลินหลานหรูต้องจัดการเมื่อช่วงก่อนก็คือเรื่องของเจินชิ่วอี

            เกาฟังเล่าว่าเขาเพียงส่งตัวเจินชิ่วอีให้มู่หวังจงตามสัญญาเท่านั้นไม่ได้มีเจตนาจับตัวนางเพราะเสน่หาแต่กลายเป็นว่าเจินชิ่วอีถูกมู่หวังจงกระทำอย่างทารุณมู่หวังจงผู้นี้วิปริตผิดมนุษย์ไปแล้ว เล่นจับหญิงสาวแรกรุ่นนับสิบคนล่ามโซ่พวกนางกักขังกลางป่า แล้วใช้ร่างกายพวกนางเป็นที่ระบายความใคร่ตามแต่ใจชอบ

            ช่างบัดซบนัก!

            ทันทีที่หลินหลานหรูรู้เรื่องนี้ก็ให้เฉิงอิ้นไปช่วยคนออกมานับว่ายังดีที่เจินชิ่วอีได้รับการเยียวยาจิตใจจากชายหน้าไฝได้ทันกาลและเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อย่างอิสระ

            ชั่วเวลานั้นหลินหลานหรูคล้ายเกิดความรู้สึกอิจฉาขึ้นมาในใจมีใครบ้างไม่อยากใช้ชีวิตอิสระแบบนี้จะดีเพียงใดหากได้ล่องเรือท่องเที่ยวไปทั้งเหนือและใต้ในโลกที่เต็มไปด้วยเรื่องราวลึกลับเหนือธรรมชาติ โลกที่วิทยาศาสตร์ยังเข้ามาไม่ถึงโลกเช่นนี้จะมีสิ่งมหัศจรรย์มากมายแค่ไหนให้ค้นหา

            เพียงแต่เมื่อนึกไปถึงเรื่องที่นางไม่อาจละทิ้งได้ดวงตาสดใสราวหยาดน้ำค้างขาวเมื่อครู่ก็พลันหมองลง

            น่าเสียดายที่หลินหลานหรูไม่มีทางให้ผู้ใดได้เห็นภาพความอ่อนแอเช่นนี้ของนางเพียงกะพริบตา นัยน์ตาคู่งามก็สาดไปด้วยประกายความเย็นชาและหยาบกระด้าง

            "กลับกันเถอะ" นางเอ่ย

            เฉิงอิ้นตอบรับก่อนหมุนตัวเดินนำออกไป

            ระหว่างทางออกจากท่าเรือมีบุรุษสูงใหญ่กลุ่มหนึ่งเดินสวนกลับมาหลินหลานหรูปรายตามองคนเหล่านั้นเพียงแวบเดียวแต่กลับเป็นแวบเดียวที่ทำให้นางรู้สึกพรั่นพรึงอย่างน่าประหลาด

            นางหยุดเดินกะทันหันความรู้สึกเช่นนี้ มีแต่พวกอำมหิตเหมือนกันเท่านั้นที่มองออก ทว่านางไม่ได้หันหลังกลับแต่อย่างใดเป็นเฉิงอิ้นที่เหลือบมองไปยังคนกลุ่มนั้นอย่างสังเกต

            บุรุษห้าหกคนกลุ่มนี้หยุดฝีเท้าลงเช่นกันชายผู้เดินนำหน้าสุดจู่ๆ ก็เหลียวหลังกลับมามอง คนผู้นี้หนวดเครารุงรังรอบตัวแผ่ไปด้วยรังสีดำมืด การแต่งกายแม้ดูไม่ต่างจากกลุ่มพ่อค้าทั่วไป แต่กลับกลบกลิ่นอายความชั่วร้ายไม่มิด

            หลินหลานหรูทำเป็นมองไม่เห็นก้าวเท้าเดินต่อพร้อมกับปัดความรู้สึกหวาดหวั่นในใจนี้ทิ้งนางต้องเจอกับคนประเภทไหนกัน ที่เพียงเดินผ่านยังทำให้กลัวได้ถึงขนาดนี้

            คล้อยหลังหลินหลานหรูไปไกลแล้วหนึ่งในกลุ่มคนที่กำลังหยุดยืนระหว่างทางขึ้นเรือ เมื่อเห็นผู้นำไม่ขยับจึงเอ่ยถาม

            "ท่านประมุข..."

            ชายผู้ถูกเรียกว่าประมุขยกมือขึ้นเตือนให้เงียบเสียงต่อจากนั้นไม่ได้กล่าวอะไรกับเหล่าคนติดตามประมุขพรรคมารเพียงหมุนเท้าขวาแล้วเดินกลับขึ้นเรือต่อ

            เขากำลังสนใจเด็กหญิงแปดขวบนางนั้นสนใจเป็นอย่างมาก ต้องอำมหิตขนาดไหนกัน ที่แค่เดินผ่านยังรับรู้ได้

            ยามนี้รอยยิ้มชั่วร้ายได้ปรากฏบนใบหน้าคนโหดเหี้ยมผู้นี้แล้วจุดจบของหลินหลานหรูคงไม่สวยงามแน่

             

             

            เวลายังคงเดินผ่านไปเรื่อยๆอายุครรภ์จางหรงมากขึ้นทุกวัน ความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดก็มากตามไปด้วยยังดีที่ระยะหลังมานี้จางหรงไม่ก่อกวนหลินหลานหรูแล้วถือว่าต่างฝ่ายต่างอยู่ในช่วงพักรบ

            คืนหนึ่งกลางเดือนเจ็ดอากาศร้อนอบอ้าวอย่างร้ายกาจ ใบหน้าหลินหลานหรูผุดเหงื่อเม็ดเล็กๆขณะนอนหลับบนเตียง นางกำลังฝัน...

            ในความฝันหลินหลานหรูมองเห็นคนชุดดำนับสิบโรยตัวลงมาจากหินผาคนเหล่านั้นปิดบังใบหน้ามิดชิดพร้อมอาวุธสังหารในมือบุกเข้าปิดล้อมขบวนเดินทางไว้หน้าหลัง เหตุการณ์ต่อจากนั้นเกิดขึ้นเร็วมากคนชุดดำเปิดฉากสังหาร บรรดาผู้ไร้วรยุทธ์ต่างวิ่งหนีตายกันจ้าละหวั่น

            ทว่าภาพสุดท้ายที่นางเห็นคือใบหน้าเสวี่ยเฟิ่งอาบไปด้วยโลหิต

            หลินหลานหรูกระสับกระส่ายก่อนกรีดร้องลั่นในใจอย่างตระหนก เสวี่ยเฟิ่ง!

            ในที่สุดนางก็สะดุ้งตื่นใจในอกเต้นตึกๆ ทางหนึ่งก็หอบหายใจไปด้วย

            "ข้าฝันร้ายหรอกหรือ"เมื่อหลินหลานหรูมองออกไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้ารอบนอกยังมืดสนิทหากคิดจะนอนต่อจากนี้คงนอนไม่หลับแล้ว

            ดังนั้นหลินหลานหรูจึงตัดสินใจลุกจากเตียงจุดเทียนบนโต๊ะด้านข้าง ก่อนถือเชิงเทียนติดมือ เดินอ้อมฉากบังลมมายังห้องชั้นนอก

            ตรงหน้านางคือโต๊ะคัดอักษร

            หลินหลานหรูทำอย่างที่เคยทำเป็นประจำคัดอักษรเพื่อให้จิตใจที่กำลังว้าวุ่นในขณะนี้สงบลง

            ไม่ผิด... เวลานี้นางกำลังกลัว มือน้อยสั่นเล็กๆยามจรดปลายพู่กันบนกระดาษขาวจากเดิมที่นางคิดว่าการคัดอักษรจะช่วยสลายความรู้สึกหวาดกลัวนี้ได้กลับกลายเป็นว่าภาพในความฝันกลับยิ่งชัดเจนขึ้นหลายเท่า

            น่าชังนักหลินหลานหรูทนไม่ไหวจึงเขวี้ยงพู่กันทิ้งกระดาษแผ่นใหญ่บนโต๊ะตรงมุมปลายด้านหนึ่งของมันยังถูกนางกำจนเกิดรอยย่น

            เพราะเหตุใดกัน!

            ข้าป่วยหรือไร แค่ฝันเองไม่ใช่หรือเหตุใดจึงรู้สึกเป็นห่วงเป็นใยเด็กหนุ่มผู้นั้นมากถึงเพียงนี้เขาคงไม่โชคร้ายถึงขั้นนั้นกระมัง

            รอดจากเงื้อมมือข้ามาได้แล้วจะตายเพราะถูกล้อมสังหารจากคนไม่กี่หยิบมือได้อย่างไร เช่นนั้นเจ้าก็โง่เขลาเกิดไปหน่อยแล้ว

            ทว่ายิ่งหลินหลานหรูคิดก็คล้ายจะปวดศีรษะหนักปวดจนนางนิ่วหน้า ปวดจนต้องใช้สองมือทุบศีรษะตึกๆ นวดคลึงให้หายเจ็บปวด

            'หลานหลันยามนี้ขบวนเดินทางของข้าข้ามพ้นเขตอันฮุยมาอย่างราบรื่นคาดว่าเดือนหน้าคงถึงหูเป่ย'

            'หลานหลัน ช่วงนี้อากาศร้อนนักการเดินทางจึงล่าช้าเพราะต้องหยุดพักม้าบ่อยๆคราวก่อนเจ้าบอกว่าเสี่ยวเฟิงไม่ยอมกินข้าว มันกวนใจเจ้ามากหรือไม่'

            'หลานหลัน...'

            'หลานหลัน...'

            'หลานหลันอีกไม่กี่วันก็เข้าเขตส่านซีแล้ว หากผ่านหุบเขาซับซ้อนระหว่างเขตนี้ไปได้คาดว่าไม่ถึงสิ้นเดือนคงถึงเมืองหลวง ยามเจ้าออกเดินทางหลีกเลี่ยงเส้นทางที่รอบด้านปิดล้อมด้วยภูเขาหน่อยดีหรือไม่ไว้เจ้าเดินทางกลับมาถึงเมืองหลวงเมื่อไร ข้าจะพาเที่ยวให้ทั่วเมือง'

            ทั้งหมดนี้คือข้อความในม้วนกระดาษที่เสวี่ยเฟิ่งส่งถึงนางตลอดสามเดือน

            หลินหลานหรูนั่งชันเข่าบนพื้นเย็นจัดพิงหลังกับชั้นหนังสือ เวลานี้เทียนบนโต๊ะคัดอักษรดับไปนานแล้ว ภายในห้องค่อยๆถูกแทนที่ด้วยแสงสว่างจากนอกหน้าต่าง ลมเย็นยามเช้าตรู่พัดเข้ามาเอื่อยเฉื่อย

            แล้วเสียงเล็กก็ดังสะท้อนไปมาอย่างเย้ยหยัน"ให้ข้าเลี่ยงเส้นทางที่รอบด้านปิดล้อมด้วยภูเขา!"

            ในมือหลินหลานหรูถือม้วนกระดาษสีขาวหม่น ข้อความบนกระดาษแผ่นนี้เป็นข้อความล่าสุดที่เสวี่ยเฟิ่งส่งมาเมื่อต้นเดือน

            โดยสองวันก่อนหน้านี้ได้เลยกำหนดสิบวันตามสัญญามาแล้วจวบจนถึงตอนนี้นางยังไม่เห็นแม้แต่เงาของนกพิราบขาวไม่ใช่ถูกนายพรานยิงทิ้งแล้วหรือ

            ในเมื่อเจ้ารู้ว่าเขตหุบเขาซับซ้อนอันตรายเสี่ยงต่อการถูกล้อมสังหาร เหตุใดถึงยังพาตัวเองไปติดกับ บัดซบนัก!

            หลินหลานหรูคิดไปแล้วแววตาพลันวาวโรจน์ไปด้วยความโกรธ กระดาษในมือถูกนางขยี้จนยับเยินนกพิราบที่นางส่งไปเมื่อต้นเดือนบินกลับมาแล้วแต่ม้วนกระดาษของนางบนเท้าของมันยังอยู่ครบ ไม่พบร่องรอยว่ามีคนแกะอ่านครั้งนั้นนับว่าแปลกอย่างยิ่ง ผ่านมาสิบวันทั้งยังเลยกำหนดเสวี่ยเฟิ่งไม่ส่งข่าวใดถึงนางอีก

            เรื่องแปลกชวนสงสัยเช่นนี้จะไม่ให้นางนึกหวั่นใจว่าความฝันเมื่อคืนจะกลายเป็นเรื่องจริงได้อย่างไร

            ท้ายที่สุดแล้วนางควรจัดการเรื่องนี้อย่างไรดี

            หลินหลานหรูเหนื่อยใจนางทำได้เพียงปิดเปลือกตาลง เอ่ยกับตัวเองไปอย่างเลื่อนลอย"ข้าจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้ดี ทำอย่างไรดี"

            นางปล่อยวางไปไม่ได้ หากไม่กังวลว่าเขาจะถูกล้อมสังหารกระทั่งเป็นหรือตายไม่อาจคาดเดา ทั้งยังได้รับพิษเย็นของนางอีกพิษนั่นทรมานเพียงใดใช่ว่านางไม่รู้

            ไยข้าจึงกังวลเรื่องของเจ้านักนะ นางได้แต่คิดวกไปวนมาสุดท้ายก็หาคำตอบใดไม่ได้

            รอจนผ่านไปอีกสิบวัน เหอะๆยังไร้ข่าวตอบกลับจากเสวี่ยเฟิ่งเช่นเดิม

            วันนี้หลินหลานหรูสวมเสื้อผ้าโปร่งบุซับในสีชมพูอ่อนกับกระโปรงสีขาวนวล มองแล้วให้รู้สึกถึงความสูงส่งและเต็มไปด้วยกลิ่นอายความสง่า

            แสงแดดยามเช้าส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาหลินหลานหรูยืนนิ่งอยู่กลางห้อง นางทอดสายตามองขอบหน้าต่างสีหน้าไม่บ่งบอกถึงอารมณ์ใด

            หลินหลานหรูรู้สึกว่าหากนางยืนรอเช่นนี้ไปอีกสักครึ่งเค่อ นกพิราบขาวอาจบินมาเกาะบนขอบหน้าต่างขอแค่รอต่อไปอีกเพียงอึดใจเท่านั้น

            เสี่ยวจิงเดินอุ้มเสี่ยวเฟิงเข้ามาในเรือนเมื่อเห็นคุณหนูไม่ยอมขยับ ตลอดทั้งเช้าเอาแต่ยืนมองขอบหน้าต่างเป็นเช่นนี้อยู่ทุกเช้าไป นางจึงอดคอตกไม่ได้

            "คุณหนูท่านเลิกรอเถิดเจ้าค่ะ"

            ประโยคนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่หลินหลานหรูได้ยินจากปากสาวใช้บางทีนางควรเลิกมองได้แล้วกระมัง ทว่านางกลับไม่อาจละสายตาจากขอบหน้าต่างไปได้

            ยิ่งทำให้นางนึกไปถึงวันแรกที่ได้รับข้อความในม้วนกระดาษจากเสวี่ยเฟิ่งยามนั้นนางรู้สึกสุขใจอย่างมาก นางถึงกับยืนพิงขอบหน้าต่างอ่านมันซ้ำๆโดยไม่รู้สึกเบื่อหน่ายแต่อย่างใด มาวันนี้ทุกอย่างกลับเป็นได้แค่เงารางๆที่ไม่ว่าเดินไปมุมไหน มองไปที่ใด ทั่วทั้งห้องมักปรากฏภาพคุณชายเย่านั่งยิ้มทะเล้นคอยก่อกวนนาง

            "ถึงเจ้าจะพูดเป็นร้อยครั้งข้าก็ทำไม่ได้ ข้าเลิกรอไม่ได้" หลินหลานหรูกล่าวจบ นางหลุบตาลงเล็กน้อยราวกับกำลังเก็บงำความรู้สึกที่ไม่ต้องการให้ผู้ใดเห็น

            หลินหลานหรูยืนต่ออีกสักพักจากนั้นจึงยอมขยับในที่สุด นางหันมารับเสี่ยวเฟิงจากสาวใช้อุ้มมันไว้ในอ้อมแขนก่อนเดินออกจากเรือน

            กระนั้นในทุกๆห้าก้าวหลินหลานหรูจะเหลียวกลับหลัง มองไปยังขอบหน้าต่างโดยไม่รู้ตัว

            แม้เดินพ้นประตูเรือนออกมาแล้วหลินหลานหรูยังกวาดตามองไปบนท้องฟ้ารอบๆ กวาดมองไปเรื่อยๆ

            จวบจน... ฤดูร้อนล่วงเลยผ่านพ้นฤดูใบไม้ร่วงอย่างเงียบเหงา ย่างเข้าสู่ฤดูหนาว ในที่สุดหิมะแรกของปีก็ตก

            หลินหลานหรูแหงนคอมองปุยหิมะขาวปลิวล่องทั่วทั้งอากาศมือเล็กขาวผ่องยกสัมผัสปุยหิมะอย่างคิดถึง

            เสี่ยวเฟิงตัวโตกว่าเมื่อก่อนนางไม่สามารถอุ้มมันได้แล้ว ดังนั้นเวลานี้มันจึงวิ่งวนไปรอบๆ ตัวนางพลางเห่าและวิ่งไล่ตะปบเกล็ดหิมะทั่วทั้งลานเรือน

            "คุณหนูเจ้าคะ"เสี่ยวจิงวิ่งกลับเข้าเรือนก่อนออกมาพร้อมร่มกระดาษเคลือบน้ำมัน

            "ไม่ต้องแล้ว เจ้าถือร่มไว้เถอะหิมะเพิ่งตกคงไม่หนักหนาอะไร สักพักเดี๋ยวก็หยุดตกไปเองอีกอย่างข้าอยากเดินไปทั้งอย่างนี้"

            หลินหลานหรูหันกลับอีกครั้งหนึ่งมองขอบหน้าต่างเรือนจากด้านนอก บนนั้นนอกจากฝุ่นเกาะก็ไม่พบสิ่งใดจึงเก็บสายตากลับมา พร้อมก้าวเท้าออกจากจวน

            เสี่ยวจิงมองตามไปยังขอบหน้าต่างเช่นกันนางได้แต่ลอบถอนหายใจไปคนเดียวเงียบๆ ผ่านมาจวนจะครึ่งปีแล้ว คุณหนูยังไม่เลิกรอในใจเสี่ยวจิงรู้สึกชิงชังคุณชายเย่าผู้นั้นนัก ให้สัญญาไว้หนักแน่นเหตุใดจึงทำอย่างที่พูดไม่ได้

            บุรุษช่างเชื่อใจได้ยากยิ่ง ตึกๆกระทืบเท้าซ้ำไปเสียเลย!

            หลินหลานหรูกระชับเสื้อคลุมกันลมสีขาวสว่างให้เข้าที่นางเดินมาถึงรถม้า

            พ่อบ้านสกุลหลินยืนกำชับกำชาบ่าวรับใช้อยู่หน้าประตูจวนเมื่อมองเห็นหลินหลานหรูจึงรีบสาวเท้าเดินมาคารวะ นางผงกศีรษะรับน้อยๆก่อนเหยียบแท่นวางเท้าขึ้นไปบนรถม้า

            ปุยหิมะเกาะบนไหล่หลินหลานหรูประปรายเสี่ยวจิงปัดสองสามทีก็สะอาดดังเดิมลำดับต่อมาจึงเลิกม่านประตูรถม้าให้คุณหนูเข้าไปข้างใน

            พ่อบ้านขยับมาด้านข้างเคาะขอบหน้าต่างรถม้าเบาๆ เอ่ยย้ำกับหลินหลานหรูอย่างกังวล"อย่าออกไปนานนักนะขอรับ หิมะเพิ่งตก นายท่านใหญ่ไม่อยู่ในจวนมาหลายวันอาการจางหรงเองก็แย่ลงทุกที หากคืนนี้เกิดคลอดขึ้นมา บ่าวคงทำสิ่งใดไม่ถูก"

            "ท่านวางใจ"หลินหลานหรูแง้มม่านหน้าต่างเล็กน้อย "ข้าออกไปไม่ทันฟ้ามืดก็กลับหากท่านยังกังวลเรื่องจางหรง เช่นนั้นให้ส่งคนไปรับเงินจากจวงมามาออกไปเชิญท่านหมอมารอไว้ หากผ่านคืนนี้ไปแล้วยังไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นค่อยส่งท่านหมอกลับส่วนเรื่องอื่นที่ท่านเห็นสมควรว่าต้องจัดการก็ให้ทำไปเถิด"

            พ่อบ้านใจชื้นขึ้นมาหลายส่วนนายท่านกับคุณชายทั้งสองระยะนี้ไม่อยู่ในจวน ยังดีที่คุณหนูเล็กรู้ความกว่าผู้ใดจึงสามารถจัดการเรื่องต่างๆ ได้อย่างน่าทึ่ง

            "บ่าวทราบแล้วขอรับจะรีบทำตามทันที" พ่อบ้านเอ่ยรับอย่างกระตือรือร้น

            ตามจริงแล้วพ่อบ้านยังมีหลานสาวอยู่คนหนึ่งนั่นก็คือจางหรง การแสดงออกเช่นนี้ของพ่อบ้านก็สมควรแล้ว

            "ออกรถได้"หลินหลานหรูสั่งคนรถด้านนอก

            ทว่าเสี่ยวจิงไม่ได้ติดตามไปด้วยนางโบกมือหย็อยๆ พลางตะโกนไล่หลัง "ระวังตัวด้วยนะเจ้าคะคุณหนู"

            หลินหลานหรูโดยสารรถม้ามาจนถึงประตูเมืองทิศตะวันตกต่อจากนั้นเป็นเฉิงอิ้นเดินมารับนางลงจากรถม้า

            บนถนนผู้คนเดินสวนกันขวักไขว่เช่นปกติเกาฟังยืนกอดอกมองหลินหลานหรูอย่างเงียบขรึมเขายืนข้างรถลากสินค้าหลายสิบคันของอาจวู ขบวนพ่อค้าคณะนี้มีอาจวูเป็นคนนำยิ่งใหญ่มีหน้าใช่ย่อย

            หลายเดือนมานี้อาจวูเรียนรู้การค้าได้ไวเพียงไม่นานก็คุมตลาดสินค้าในเมืองหนานจิงไปมากกว่าครึ่งกลายเป็นเศรษฐีผู้ร่ำรวยอันดับต้นๆ ของเจียงซู มีคนกล่าวถึงเขาไม่น้อยเลยทีเดียว

            ทว่าคนส่วนใหญ่ต่างรู้แก่ใจทั้งเมืองหนานจิงมากกว่าแปดส่วนถูกคนของฮวาสิบสองกลีบคุมไว้หมดแล้วผู้ใดยังจะมีสิทธิ์ได้ลืมตาอ้าปากอีก

            หลินหลานหรูพยักหน้าทักทายอาจวูเป้าหมายวันนี้ของนางคือการส่งเฉิงอิ้น และอาจวูออกจากเมืองหนานจิง

            ได้ยินมาว่าเฉิงอิ้นเตรียมสัมภาระทุกอย่างพร้อมแล้วเขาบอกนางอย่างนั้น ที่เห็นคือมีแค่ห่อผ้าใบเดียวกับกระบี่ไป๋เหอเขาช่างสมถะไม่เหมือนใคร

            หลินหลานหรูเลิกสำรวจสัมภาระผู้อื่นแล้วส่งขวดยารักษาโรคครอบจักรวาลให้เฉิงอิ้น

            "ตามสัญญาที่ข้าเคยให้เจ้าไว้"นางเอ่ย

            เฉิงอิ้นรับขวดยามาถือเขามองมันผ่านผ้าปิดตาอยู่ครู่หนึ่ง ปุยหิมะสีขาวเกาะบนหลังมือก่อนนึกไปถึงเรื่องในอดีต ครั้งหนึ่งนางเคยให้สัญญากับเขาไว้ นั่นคืออิสระห้าปี

            หลินหลานหรูเอ่ยต่อ"ข้าให้อิสระเจ้าห้าปีเพื่อออกตามหาน้องชายเช่นเดียวกันความเป็นนายบ่าวระหว่างเจ้ากับข้าถือว่าตัดขาดกันนับจากนี้ข้าจะอยู่หรือตายล้วนไม่เกี่ยวกับเจ้า"

            เฉิงอิ้นสะอึกเล็กน้อยนางกล่าวตัดเยื่อใยได้โหดเหี้ยมยิ่ง เขาทำได้เพียงก้มหน้ารับ ไม่อาจปฏิเสธและไม่อาจไม่จากไป

            ถึงอย่างนั้นก็เถอะใช่ว่าเฉิงอิ้นจะเป็นอิสระจากนางได้ตลอดดังนั้นประโยคต่อมาจากปากนางถึงเป็นเรื่องชี้ขาด"จากนี้อีกห้าปีไม่ว่าเจ้าจะหาน้องชายพบหรือไม่ ที่ต้องทำคือตามข้ากลับเมืองหลวง"

            เฉิงอิ้นพยักหน้ารับก่อนเผยยิ้มอบอุ่นให้นางยิ้มที่ไม่บ่อยนักจะได้เห็น

            หลินหลานหรูอึ้งไปพักหนึ่งก่อนจะได้สติกลับมาเพราะนางเริ่มถูกเกาฟังพูดแขวะอีกแล้ว "เจ้า!ไม่แขวะข้าสักวันจะตายหรือไร"

            ทางด้านอาจวูหลังขนลังสินค้าเสร็จก็กระโดดลงจากรถลาก เดินตรงมาหาคนทั้งสามก่อนเอ่ยกับนางอย่างไม่รู้สถานการณ์ "ของข้าเล่า เด็กผี เจ้าจะให้อะไรข้า"

            แล้วเจ้าจะเอาอะไร! หลินหลานหรูเหล่มองอาจวูแววตานางโหดใช่เล่น

            จากนั้นหลินหลานหรูจึงโยนขวดยาอีกขวดให้อาจวูพร้อมกำชับเขาอีกหลายประโยค "ให้เจ้าไว้ใช้ยามจำเป็นอย่าได้คิดบดยาแล้วแบ่งขายลับหลังข้า จะโลภก็ให้มันมีขอบเขตที่สำคัญอย่าได้ลืมเรื่องที่ข้าเตือน ระหว่างทางกลับเมืองหลวงทำการค้าขายได้เงินเท่าไรให้เจ้าเปลี่ยนเป็นสินค้าให้หมด อีกอย่าง..."

            หลินหลานหรูล้วงจดหมายฉบับหนึ่งออกมา"เจ้าไปถึงเมืองหลวงเมื่อไร ให้ส่งจดหมายฉบับนี้ให้ซินแสเหล่าเฟิงกับมือรับช่วงผู้นำกลุ่มฮวาสิบสองกลีบสาขาเมืองหลวงต่อจากเขา รอข้ากลับไป"

            คราวนี้เป็นเกาฟังเหล่ตามองหลินหลานหรูบ้างเหล่าเฟิง? ตาเฒ่าเล่าเรื่องในโรงน้ำชานั่นน่ะหรือไม่น่าเขาพลิกแผ่นดินหาทั่วทั้งเมืองหนานจิงยังไม่พบที่แท้ตัวคนถูกส่งไปอยู่ไกลถึงส่านซี หาให้ตายอย่างไรก็ไม่มีทางเจอ

            หลินหลานหรูเห็นสายตาเช่นนั้นของเกาฟังแล้ว"เจ้ามีปัญหาหรือ?"

            เกาฟังหลบหน้าหนีทันควัน

            เฉิงอิ้นจึงเอ่ยบ้างเขาไม่ได้วางใจเท่าไรนักที่ทิ้งหลินหลานหรูไว้กับโจรภูเขาผู้นี้ก่อนหน้านั้นยังได้ยินคุณหนูพูดว่า เกาฟังพร้อมจะหักหลังนางได้ทุกเมื่อถึงอย่างนั้นนางก็ยังปล่อยไป "ต่อจากนี้เจ้าต้องดูแลคุณหนูแทนข้าอย่าลืมว่าศัตรูของเจ้ายังมีข้าอีกหนึ่ง หากคิดทรยศนางไม่ว่าเรื่องใดทั้งชีวิตนี้ข้าจะไม่หยุดไล่ล่าเจ้า"

            อาจวูขนลุกซู่พลางกระแอมกระไอกลบเกลื่อนบรรยากาศดำมืด

            ตรงกันข้ามเกาฟังกลับไม่มีปฏิกิริยาใดเพียงชำเลืองมองเฉิงอิ้นอย่างเฉยชา ราวกับว่าประโยคที่ได้ยินเมื่อครู่ไม่ได้สลักสำคัญ

            หลินหลานหรูถึงกับทุบกระหม่อมตนเองตุบๆหว่างคิ้วนางย่นเล็กน้อยขณะแหงนหน้ามองบุรุษทั้งสาม ลอบคิดไปอย่างจนใจเงียบๆ ข้าให้พวกเจ้ารักใคร่กันไว้ไม่ใช่หรือไฉนมาทะเลาะกันต่อหน้าข้าเช่นนี้

            คณะพ่อค้าเริ่มเคลื่อนขบวนแล้วอาจวูเอ่ยลาก่อนขึ้นรถม้าจากไป ส่วนเฉิงอิ้นควบม้าออกจากเมืองไปด้วยเช่นกัน

            หลินหลานหรูยังไม่กลับจวนในทันที

            นางขึ้นรถม้าเลี้ยวไปอีกหัวมุมถนนหลังลงจากรถม้าแล้ว จึงยืนมองกลุ่มคนรายล้อมป้ายประกาศจากทางการเมื่อครู่เจ้าหน้าที่ฝ่ายตรวจการเพิ่งแปะป้ายประกาศตามล่านักโทษ ด้วยเงินรางวัลนำจับที่สูงลิ่ว

            หลินหลานหรูยืนมองอยู่เพียงชั่วครู่ก็เดินเท้าต่อไปยังสำนักคุ้มภัยหนานเหรินฝั่งตรงข้าม

            ไม่ทันที่นางจะก้าวพ้นบันไดหน้าประตูสำนักเด็กสาวนางหนึ่งวิ่งหัวเราะคิกคักมาอย่างไม่ดูตาม้าตาเรือชนหลินหลานหรูจนเกือบตกบันได โชคดีที่นางทรงตัวไว้ได้ทัน เพียงแต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือเกาฟังเกือบบั่นคอเด็กสาวนางนั้นขาด เลือดซึมแล้วด้วย

            มารดาเถอะ! ข้าอยากจะบ้า

            "ศิษย์พี่ใหญ่ ช่วยข้าด้วย!"นั่นคือเสียงแหกปากของคนถูกกระบี่ดำจ่อคอ

            ตาย! ข้าได้ปวดหัวตายแน่งานนี้ หลินหลานหรูกุมขมับ

             

    คล้ายกับเรื่องนิสัยข้าเปลี่ยนยาก ที่คุณอ่าน