“เรื่องพี่อวี้หยางเหรอครับ ผมไม่รู้อะไรมากนัก แต่ดูเหมือนเขากับพี่ชิงชิงคบกันมาได้สักพักแล้ว ปกติเวลาพี่เขามาหา ผมไม่ค่อยได้อยู่เป็นก้างขวางคอหรอกครับ” ไป่ฉีกล่าว (ตอแหล)
“จากนี้ไปเธอช่วยฉันได้ไหม” เมิ่งเสวี่ยไป๋แสดงสีหน้าใจดีออกมาให้ไป่ฉีเห็น แต่ไป่ฉีรู้ว่าในใจของผู้หญิงตรงหน้าคิดจะใช้เขาให้ช่วยสืบเรื่องของอวี้หยาง
“อยากให้ผมช่วยอะไรครับ ถ้าช่วยได้ผมก็จะช่วย” ไป่ฉีไม่รอช้ารีบหยิบยื่นสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการให้ทันที
“ช่วยสืบให้หน่อยว่าคนชื่ออวี้หยาง มีอาชีพอะไร ทำงานที่ไหน บ้านอยู่ไหน ได้รึเปล่าจ๊ะ” เมิ่งเสวี่ยไป๋รีบฮุบเหยื่อที่ไป่ฉีหยิบยื่นให้ทันที
“ได้ครับ คุณน้า แต่คุณน้าห้ามบอกพี่ชิงชิงนะ ไม่งั้นผมโดนพี่เขาโกรธแน่เลย” ไป่ฉีกล่าว
'การนัดกินข้าวครั้งต่อไป ฉันจะลงดาบให้ตายคามือเลยทีเดียว' ไป่ฉีคิด
“ได้ น้าจะไม่บอกชิงชิงเรื่องนี้แน่นอน” เมิ่งเสวี่ยไป๋รีบรับปาก ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
“ผมขอตัวไปพบคุณตงไห่ก่อนนะครับ” ไป่ฉีกล่าว
“ได้ ๆ ดูเหมือนเธอจะมีธุระสำคัญ ไว้เจอกันนะ” เมิ่งเสวี่ยไป๋เดินจากไป พร้อมกับใบหน้าที่แสนอ่อนโยน กลายเป็นรอยยิ้มแสนชั่วร้ายเข้ามาแทนที่ ไป่ฉียืนโบกมือส่งจนเมิ่งเสวี่ยไป๋เข้าลิฟต์ไป
'จากเท่าที่ตรวจสอบดู ถ้าเรื่องความชั่วของเมิ่งเสวี่ยไป๋ถูกเปิดโปง หุ้นบริษัทของปู่เมิ่งตงต้องตกรูดแน่' ไป่ฉีคิด ขณะที่เดินผ่านหน้าห้องของตงไห่ไป เลขาที่เมื่อครู่ได้ยินว่าไป่ฉีจะมาเข้าพบตงไห่ก็เงยหน้ามองเขา
“สวัสดีครับ ทำงานของคุณไปเถอะครับ ผมไม่ได้มีธุระกับคุณตงไห่ แค่หาเรื่องตัดบทสนทนาเท่านั้น ไม่มีอะไรหรอกครับ” ไป่ฉีกล่าว
“คุณเองก็มีช่วงที่ไม่พูดความจริงกับเขาด้วยเหรอคะ” เลขาของตงไห่ยิ้ม
“วงการนี้ส่วนใหญ่ก็ใส่หน้ากากเข้าหากันอยู่แล้วครับ ผมแค่ต้องปรับตัวในบางครั้งก็เท่านั้นเองครับ” ไป่ฉียิ้มตอบ
“ฉันเข้าใจค่ะ” เลขาของตงไห่พยักหน้า
“ผมขอตัวก่อนนะครับ” ไป่ฉีก้มตัวทำความเคารพก่อนจะเดินเข้าห้องของตนไป
เขาทำการหยิบเอาสมุดเล่มเล็กออกมาเขียนนิยายของเขาที่ตอนนี้นิยายเรื่องที่ 2 ของเขากำลังจะเสร็จแล้ว เวลาผ่านไปไม่นาน เมิ่งชิงชิงก็มาเคาะประตู
“เข้ามาได้ครับ” ไป่ฉีกล่าว
“วันนี้เลขาไม่อยู่เหรอไป่ฉี” เมิ่งชิงชิงถาม
“พอดีผมส่งข้อความให้เขาไปจัดการเรื่องบางอย่างน่ะครับ” ไป่ฉีตอบ
“ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว จะกลับบ้านเลยไหม” เมิ่งชิงชิงถาม
“ได้ครับ เรากลับกันเถอะ” ไป่ฉีลุกขึ้นและเดินออกจากห้องไปพร้อมกับเมิ่งชิงชิง
งานบริหารนั้นเขาไว้วางใจให้เลขาของซีหลัวเป็นคนจัดการ มีหลายครั้งที่เขานัดซีหลัวไปทานข้าว พูดคุยเพื่อให้ซีหลัวหายเหงา แต่ดูเหมือนช่วงนี้จะไม่เหงาเท่าไหร่ เพราะซีโม่พาปี่เซียนไปทานข้าวด้วยบ่อยขึ้นมาก เรียกว่าเกือบจะทุกวัน ทำให้ไป่ฉีช่วงนี้แค่โทรไปคุยเท่านั้น
เมื่อกลับถึงบ้าน ไป่ฉีขอตัวไปทำการบ้านที่อาจารย์ประจำชั้นของเขาสั่งมา และได้บอกหลี่ซีหยานกับไป๋หู่ว่าจะซ้อมกระบวนท่าตอน 5 โมงเย็น ให้ทำการบ้านหรืออ่านทบทวนบทเรียนให้เรียบร้อย
การฝึกซ้อมวันนี้ไป่ฉีให้หลี่ซีหยานกับไป๋หู่ใช้กระบวนท่าต่อสู้กันเองไปก่อน โดยเขาจะเป็นคนดูจุดบกพร่องให้
'ฉันได้ข้อมูลทั้งหมดมาแล้ว ฝากจัดการเรื่องสร้างหลักฐานที่สมควรจะถูกทำลายไปแล้วให้ด้วย คาดว่าอีกไม่นานเมิ่งเสวี่ยไป๋จะต้องนัดลูกสาวทานข้าวอีกแน่' ไป่ฉีส่งปราณหาหน่วยสอดแนมของเขา ระหว่างดูการฝึกของไป๋หู่กับหลี่ซีหยาน
'ได้ครับ ส่วนเรื่องที่จะดำเนินการหลังจากนั้น พวกเราจะรีบจัดการให้ จะไม่ให้ใครได้ไปแน่นอนครับ' หน่วยสอดแนมกล่าว
'มีความเคลื่อนไหวของนางมารจิ้งจอกซือซือ รึเปล่า' ไป่ฉีถาม
'มันเงียบจนผิดปกติครับ' หน่วยสอดแนมรายงาน
'ใช่ มันเงียบเกินไปจริง ๆ' ไป่ฉีรู้สึกว่าความเงียบนี้มันทำให้เขารู้สึกไม่ดีเอามาก ๆ
'มีอีกเรื่องต้องรายงานครับ' หน่วยสอดแนมกล่าว
'ว่ามา' ไป่ฉีกล่าว
'ภูเขาที่ท่านบรรลุชั้นปราณราชันย์ทรราชคราวก่อน มีพวกผู้ฝึกยุทธฺมากมายพยายามจะเข้าไป หากแต่ติดเขตแดนที่ท่านสร้างเอาไว้ พวกเขาเลยยังเข้าไปไม่ได้ครับ ล่าสุดได้ข่าวว่าอดีตประมุขของตำหนักเทพ จะร่วมมือกันทำลายเขตแดน จะให้ดำเนินการยังไงดีครับ' หน่วยสอดแนมรายงาน
'ส่งหน่วยเบญจธาตุไปจัดการเพิ่มพลังของเขตแดนซะ พวกเขารู้วิธีอยู่แล้ว' ไป่ฉีกล่าว
'ทราบแล้วครับ ท่านมีอะไรจะสั่งอีกไหมครับ' หน่วยสอดแนมถาม
'ไม่มี ไปจัดการเรื่องหลักฐานความผิดของเมิ่งเสวี่ยไป๋เถอะ จัดการให้เร็วที่สุด' ไป่ฉีกำชับ
'ครับ' หน่วยสอดแนมรับคำก่อนจะตัดการติดต่อไป
คืนนั้นอดีตประมุขตำหนักเทพได้มารวมตัวกันที่เขตแดนซึ่งขวางไม่ให้พวกเขาเข้าไปภายในภูเขาที่ถูกรายงานว่าเป็นสถานที่ปลดปล่อยพลังปราณออกมา พวกเขาเชื่อว่าภายในจะต้องมีสัตว์อสูรและสมุนไพรลมปราณจำนวนมากแน่ แม้จะผ่านเข้าไปไม่ได้ แต่พวกเขาสามารถส่งปราณตรวจสอบไปในระยะกว่า 5 เมตรจากกำแพงเขตแดนได้ และก็พบสมุนไพรลมปราณอยู่จำนวนมาก
แม้จะพยายามช่วยกันโจมตีเขตแดนอยู่นาน แต่เขตแดนนี้ราวกับจะไม่สะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย สุดท้ายพวกเขาจึงต้องล้มเลิกไปในที่สุด แต่ยังทิ้งกองกำลังส่วนหนึ่งให้คอยตรวจสอบเขตแดน เพื่อดูว่าจุดไหนอ่อนแอที่สุดและง่ายต่อการทำลาย
เช้าวันรุ่งขึ้น
พวกไป่ฉีไปโรงเรียนตามปกติ ในคาบโฮมรูม อาจารย์หลิวซีอิ๋ง ได้บอกเกี่ยวกับวิชาสุขศึกษาและกีฬาว่าเป็นวิชาที่ไม่มีการเรียนการสอน หากแต่จะมีการเช็กชื่อและให้คะแนนโดยอาจารย์ที่รับผิดชอบชมรมกีฬาแต่ละชนิดเป็นผู้ประเมินเกรดให้
หลังหมดคาบโฮมรูมและหลิวซีอิ๋งออกไปแล้ว นักเรียนหญิงต่างก็เข้ามาถามไป่ฉีว่าเลือกชมรมกีฬาไหน ซึ่งไป่ฉีก็บอกไปตามตรงว่าเขาเลือกชมรมบาสเกตบอลไว้แล้ว
“นายเลือกบาสเกตบอลเหมือนต้าถงเลย” มู่ซื่อเฉิงกล่าว
“นายเลือกอะไรล่ะ” ไป่ฉีถาม
“ฉันเลือกฟุตบอล แล้วซีหยานกับไป๋หู่ล่ะ” มู่ซื่อเฉิงกล่าว
“พวกเราเลือกชมรมศิลปะการต่อสู้น่ะ ชมรมนี้เป็นชมรมใหญ่ มีศิลปะการต่อสู้หลายแขนง ฉันอยากหาประสบการณ์ที่หลากหลายจากที่ชมรมนี้” หลี่ซีหยานกล่าว
“ส่วนฉันก็อยากฝึกฝนตนเองเท่านั้น การมีคู่ซ้อมเยอะ จะทำให้เราเก่งขึ้น” ไป๋หู่กล่าว
“สรุป ทำไมมีฉันที่อยู่ชมรมฟุตบอลคนเดียวฟะ” มู่ซื่อเฉิงโอดครวญ
“ซื่อเฉิง นายเลือกกีฬาที่นายชอบน่ะถูกแล้ว” ไป่ฉีกล่าว
“งั้นเหรอ” มู่ซื่อเฉิงรู้สึกหดหู่ที่ไม่มีเพื่อนของเขาอยู่ชมรมเดียวกันเลย
“อือ นายอาจจะได้เจอคู่หูที่รู้ใจกันที่ชมรมก็ได้นะ” ไป่ฉีปลอบมู่ซื่อเฉิง
“ขอบใจ” มู่ซื่อเฉิงกล่าว
การเรียนการสอนเริ่มขึ้น ทุกคนต่างพยายามปรับตัวกับระบบการเรียนที่มิดการ์ด ซึ่งจากคาบเรียนเมื่อวานของหลิวซีอิ๋ง ทำให้พวกเขาพอมีประสบการณ์การใช้งานแท็บเล็ตพีซีบ้างแล้ว จึงไม่ได้ติดขัดในเรื่องของการใช้งานแต่อย่างใด
ล่วงเข้าสู่คาบสุดท้าย ซึ่งในทุกวัน คาบสุดท้ายคือการเข้าชมรมกีฬาที่ทุกคนเลือกเอาไว้ วันนี้เป็นวันแรกสำหรับนักเรียนใหม่ ที่จะได้เริ่มเข้าชมรม ไป่ฉีกับต้าถงนั้นเดินมาที่โรงยิมของชมรมบาสเกตบอล
“ว่าแต่เหม่ยเหมยล่ะ” ไป่ฉีถาม
“เหม่ยเอ๋อ เข้าชมรมว่ายน้ำน่ะ ที่จริงฉันก็อยากคัดค้านอยู่หรอก แต่เธอบอกว่าอยากลองดู เพราะเคยอ่านเจอว่ากีฬาว่ายน้ำมันใช้งานกล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายน่ะ นายก็รู้ใช้ไหมว่าชุดว่ายน้ำมันโชว์สัดส่วน ฉันไม่อยากให้ใครเห็นนอกจากฉันคนเดียว” ต้าถงอธิบาย
“เป็นแบบนี้เอง ฉันเข้าใจนายนะ แต่อย่าไปปิดกั้นความเป็นส่วนตัวมากนัก ไม่งั้นจะไปกันไม่รอด” ไป่ฉีเตือนต้าถง
ใช้เวลาไม่นานพวกเขาก็เดินมาถึงโรงยิมของชมรมบาสเกตบอล ไป่ฉีเห็นประตูของโรงยิมเปิดอยู่ ข้างหน้ามีปี 1 เหมือนพวกเขากำลังยืนมอง ไม่กล้าเข้าไปข้างใน อยู่ 8 คน ไป่ฉีไม่ได้สนใจอะไรมาก เขาเดินเข้าไปโดยไม่ลังเล ต้าถงเองก็เดินตามไป่ฉีเข้าไปติด ๆ ทำให้คนที่ตอนแรกไม่กล้าเข้ามา เดินตามเข้ามาด้วย
“เฮ้ย เด็กใหม่ มาทางนี้” เสียงของชายหนุ่มคนหนึ่งเรียกความสนใจของพวกเขาไป
เมื่อทุกคนหันไปก็ต้องสะพรึงกับร่างสูงใหญ่ที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อ ผิวสีคล้ำเหมือนคนที่เล่นกีฬากลางแจ้งเป็นประจำ จากที่ไป่ฉีลองประเมินส่วนสูงดูแล้ว คาดว่าคงสูงกว่าเขาประมาณ 10 เซนติเมตร
“มัวยืนทำอะไรอยู่ พวกนายจะมาเข้าชมรมบาสเกตบอลใช่ไหม” ชายหนุ่มถาม
“ครับ” ไป่ฉีตอบ
“โอ๊ะ นายคือไป่ฉี ที่เป็นนายแบบนี่ ยินดีต้อนรับสู่ชมรมบาสของเรานะ” ชายหนุ่มเข้ามาตบบ่าไป่ฉีอย่างเป็นกันเอง
“ยินดีเช่นกันครับ” ไป่ฉีกล่าว
“งั้นขอแนะนำตัวนะ ฉันชื่อซ่งติง ปี 3 เป็นกัปตันทีมบาสเกตบอลของโรงเรียน เล่นตำแหน่งเซ็นเตอร์” ซ่งติงแนะนำตัวเขาให้ปี 1 ทุกคนรู้จัก
“ยินดีที่ได้รู้จักครับรุ่นพี่ซ่ง” ไป่ฉีกล่าว
“ส่วนคนอื่น ๆ เดี๋ยวจะแนะนำหลังจากที่พวกเขาซ้อมกันเสร็จแล้ว ตอนนี้พวกนายจะต้องแสดงฝีมือให้ฉันเห็นสักหน่อย จากที่นับดูมีคนเข้าชมรมปีนี้ 10 คนพอดี ฉันจะให้พวกนายแบ่งออกเป็น 2 ทีม เล่นกันแค่ควอเตอร์เดียวก็พอ ฉันอยากเห็นความสามารถของพวกนายสักหน่อย” ซ่งติงกล่าว
หลังจากนั้นซ่งติงได้มีการแบ่งทีมให้ โดยไป่ฉีกับต้าถงนั้นต้องอยู่คนละทีม เพราะทั้งคู่มีส่วนสูงที่สูงกว่าปี 1 ที่เหลืออีก 8 คนมาก โดยตำแหน่งที่ทั้งคู่ได้รับคือเซ็นเตอร์ ซึ่งปกติจะเป็นผู้เล่นที่มีความสูงและมีกล้ามเนื้อมาก
เมื่อแบ่งทีมแล้ว ซ่งติงให้ทั้ง 2 ทีมมีเวลาพูดคุยเพื่อวางแผนกันสักครู่ ก่อนจะให้เริ่มการแข่ง ซึ่งต้าถงสามารถป้องกันผู้เล่นทีมไป่ฉีไม่ให้ทำแต้มได้ทั้งหมด ขณะเดียวกันไป่ฉีก็สามารถป้องกันการทำแต้มของทีมต้าถงได้เช่นกัน เมื่อผ่านไปได้ 5 นาที ต้าถงตัดสินใจบุกเข้าไปเอง ก่อนจะถูกไป่ฉีแย่งบอลไปได้
เมื่อไป่ฉีได้บอลแล้ว เขาชู้ตลูกลงห่วงฝั่งตรงข้ามทันที ด้วยท่าทางสบาย ๆ ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของซ่งติงและทีมตัวจริงที่กำลังฝึกซ้อมกันอยู่ เพราะจุดที่ไป่ฉีชู้ตนั้นมันไกลจากห่วงฝั่งตรงข้ามถึง 3 ใน 4 ของสนาม แม้จะคิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญ แต่มันก็น่าตื่นตาตื่นใจมาก สุดท้ายการแข่งขันจบลงด้วยชัยชนะของทีมไป่ฉี มีเพียงไป่ฉีที่สามารถผ่านการป้องกันของต้าถงไปได้ ซ้ำยังลูกชู้ตแปลกประหลาดที่สุด คือ ลูกชู้ตลอยสูงเกินกว่าใครจะเอื้อมถึงและตกลงห่วงในแนวตั้งตรงกับพื้น 90 องศา นอกจากนี้ยังมีลูกที่ปาอัดแป้นเป็นเส้นโค้งกว้างที่พอชนแป้นแล้วก็ลงห่วงแม่นราวกับจับวาง โดยไม่มีโอกาสให้ต้าถงได้ป้องกันแม้แต่น้อย
หลังการทดลองแข่งจบลง ซ่งติงได้เข้ามาตบไหล่ไป่ฉี เขาคิดว่าถ้าเขาจบออกไป ไป่ฉีกับต้าถงสามารถแทนตำแหน่งเซ็นเตอร์ของเขาได้แน่นอน
“ลูกชู้ตนายทำให้ฉันเปิดหูเปิดตามาก นายทำได้ยังไงน่ะ” ซ่งติงชมไป่ฉีและถามเทคนิคที่ไป่ฉีใช้
“ชมเกินไปครับ ผมแค่โชคดี” ไป่ฉีกล่าว
“โชคดีอะไรของนาย ลูกสูงขนาดต่อตัวกัน 2 คนยังรับไม่ได้เลย นายแม่งพยัคฆ์ซุ่มมังกรซ่อนชัด ๆ เลยนี่” ต้าถงบ่น
จากนั้นนักเรียนชายปี 1 ที่เข้าชมรมพร้อมกับไป่ฉีก็เข้ามารุมล้อม เพื่อพูดคุย บางคนอยากให้ไป่ฉีสอนเทคนิคการชู้ตลูกแบบนั้นให้บ้าง ซึ่งพวกเขาไม่ทันได้สังเกตว่าที่กระจกด้านบนโรงยิมนั้นมีเหล่าหญิงสาวทั้งปี 1 ถึงปี 3 กำลังเกาะกระจก พร้อมด้วยกล้องอย่างดีคนละ 1 ตัว นิ้วรัวชัตเตอร์ไม่หยุด บางคนมีเสียงหัวเราะชวนขนลุกหลุดออกมาด้วย ซึ่งภาพแบบเดียวกันนี้พบได้ที่สนามซ้อมของชมรมฟุตบอลและโรงยิมของชมรมศิลปะการต่อสู้
______________________
+ฝากเพจนิยายด้วยครับ+
