เสียงกลองศึกของลานประลองเมืองเทียนหลิง…ดังหนักกว่าเดิม
ตึงงงง—!
ตึงงงง—!
ตึงงงง—!
เพราะตอนนี้—
เหลือเพียง “25 คนสุดท้าย” แล้ว
คนที่อ่อนแอ…
ถูกเหยียบลงไปหมดแล้ว
คนที่ยังยืนอยู่บนสนามได้ในตอนนี้
ล้วนเป็นตัวประหลาดของแต่ละสำนัก
และตั้งแต่รอบนี้เป็นต้นไป—
ศึกจะเริ่มเปลี่ยน
ไม่มีใครออมมืออีกต่อไป
เพราะทุกคนรู้ดีว่า…
หากพลาดเพียงครั้งเดียว
อาจไม่มีโอกาสลุกขึ้นอีก
━━━━━━━━━━━━━━━
เช้าวันนั้น—
ท้องฟ้าเหนือเมืองเทียนหลิงมืดครึ้มเล็กน้อย
ลมหนาวพัดผ่านลานประลองช้า ๆ
พาเอากลิ่นเลือดจาง ๆ ลอยคละคลุ้งอยู่ในอากาศ
ใช่
“กลิ่นเลือด”
เพราะเมื่อวาน…
มีคนตายแล้วจริง ๆ
ศิษย์จากสำนักเล็กแห่งหนึ่งถูกกระบี่แทงทะลุหัวใจกลางสนาม
แม้ผู้อาวุโสจะช่วยทัน
แต่สุดท้ายก็ไม่รอด
และหลังจากนั้น—
ทุกคนเริ่มเข้าใจว่า
ศึกครั้งนี้…
ไม่ใช่การละเล่นอีกต่อไป
━━━━━━━━━━━━━━━
อัฒจันทร์แน่นขนัดยิ่งกว่าเดิม
คนดูนับแสนแทบไม่มีใครกระพริบตา
เพราะยิ่งศึกดำเนินต่อไป
การประลองก็ยิ่งน่ากลัวขึ้นเรื่อย ๆ
ผู้ฝึกตนธาตุเพลิงเผาเวทีแตก
ผู้ใช้พิษเล่นงานจากระยะไกล
บางคนถึงขั้นซ่อนอาวุธลับไว้ในแขนเสื้อ
นี่ไม่ใช่การวัดพรสวรรค์อีกแล้ว
แต่เป็น—
การเอาชีวิตรอด
━━━━━━━━━━━━━━━
ห้องพักนักสู้ด้านใต้สนามเงียบผิดปกติ
ไม่มีใครพูดเล่น
ไม่มีใครหัวเราะ
ศิษย์หลายคนกำลังนั่งรักษาบาดแผลเงียบ ๆ
บางคนแขนหัก
บางคนหน้าซีดเพราะเสียเลือด
เสียงไอเบา ๆ ดังเป็นระยะ
เสี่ยวชวนนั่งอยู่มุมห้องคนเดียว
กระบี่คราสฟ้าวางพาดข้างกาย
บนแขนซ้าย…
มีรอยแผลยาวจาง ๆ
แม้จะพันผ้าไว้แล้ว
แต่เลือดยังซึมออกมาเล็กน้อย
ศึกเมื่อวาน—
ไม่ได้ง่ายอย่างที่คนดูเห็น
ในหัวของเขา
เสียงเซวียนซาดังขึ้นช้า ๆ
“เริ่มรู้รสชาติแล้วสินะ”
เสี่ยวชวนหลับตาเงียบ ๆ
“แค่แผลเล็กน้อย”
“หึ”
เซวียนซาหัวเราะเย็น
“วันนี้เจ้าจะเจอหนักกว่าเดิม”
“พวกที่เหลืออยู่…”
“ไม่มีใครโง่แล้ว”
เสี่ยวชวนไม่ตอบ
เพราะเขารู้ดี
ตั้งแต่รอบนี้—
คู่ต่อสู้ทุกคน
ล้วนมีไพ่ตายของตัวเอง
━━━━━━━━━━━━━━━
“รอบต่อไป!”
“ฉือหลงแห่งสำนักเพลิงสุริยัน!”
“พบ!”
“หลินเสี่ยวชวนแห่งสำนักกระบี่ฟ้าคราม!”
เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที
เพราะชื่อ “ฉือหลง”
เริ่มโด่งดังขึ้นอย่างรวดเร็วในสองวันที่ผ่านมา
ชายหนุ่มร่างสูงในชุดแดงเข้มเดินลงสนามช้า ๆ
รอบตัวเขามีกลิ่นอายร้อนระอุ
แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่า—
คือดวงตา
มันเหมือนสัตว์ป่าที่พร้อมกัดคอคนได้ทุกเวลา
ฉือหลงยิ้มบางเมื่อเห็นเสี่ยวชวน
“ในที่สุดก็ถึงตาข้า”
เสี่ยวชวนชักกระบี่ออกช้า ๆ
“เจ้ารอข้าหรือ”
“แน่นอน”
ฉือหลงบิดคอเบา ๆ
เสียงกระดูกดังกร๊อบ
“ข้าอยากรู้…”
“ว่าเจ้าจะนิ่งได้อีกนานแค่ไหน”
━━━━━━━━━━━━━━━
“เริ่มได้!”
ตูม—!
ทันทีที่เสียงประกาศดังขึ้น
ฉือหลงพุ่งเข้ามาทันที
เร็วกว่าเดิมหลายเท่า
ฝ่ามือขวาระเบิดเปลวเพลิงสีแดงเข้มออกมา
“กรงเล็บอัคคีมาร!”
เปลวไฟห้าสายฉีกอากาศตรงใส่เสี่ยวชวน
ร้อนจนพื้นเวทีเริ่มละลาย
เสี่ยวชวนขยับถอยครึ่งก้าว
ฉัวะ—!
กระบี่ฟ้าครามตวัดออก
ลมกระบี่ปะทะเปลวไฟกลางอากาศ
ตูมมม—!
แรงระเบิดทำให้คนดูแถวหน้ารีบถอยทันที
แต่ในควันไฟ—
ฉือหลงหายไปแล้ว
“ด้านหลัง!”
เสียงอุทานดังขึ้นทั่วสนาม
ฉือหลงโผล่มาด้านหลังเสี่ยวชวนทันที
หมัดเพลิงพุ่งตรงเข้ากลางหลัง
เร็วเกินไป!
เสี่ยวชวนฝืนบิดตัวหลบ
แต่ยังช้าไปครึ่งจังหวะ
ตูม—!
หมัดกระแทกเข้าหัวไหล่ซ้ายเต็ม ๆ
ร่างของเขากระเด็นถอยไปหลายจั้ง
ทั้งสนามฮือฮาทันที
เลือดไหลลงจากมุมปากเสี่ยวชวนช้า ๆ
นี่คือครั้งแรก…
ที่เขาถูกกดดันหนักขนาดนี้ต่อหน้าคนทั้งสนาม
ฉือหลงหัวเราะเสียงต่ำ
“ในที่สุดก็เลือดออกเสียที”
เสี่ยวชวนใช้หลังมือเช็ดเลือดเบา ๆ
สายตายังคงนิ่ง
แต่ในใจ—
เริ่มตึงขึ้นเล็กน้อย
คนผู้นี้…
แข็งแกร่งกว่ากู่เหยียนหลายเท่า
━━━━━━━━━━━━━━━
บนอัฒจันทร์
หลิงเอ๋อกำเก้าอี้แน่น
“บ้าเอ๊ย…”
หลิงเปาขมวดคิ้ว
“ฉือหลงจงใจแลกบาดเจ็บ”
ใช่
ตั้งแต่เริ่ม—
ฉือหลงไม่ได้คิดป้องกันเลย
เขาใช้วิธีบุกอย่างบ้าคลั่ง
กดดันไม่หยุด
เหมือนสัตว์อสูรคลั่งเลือด
อีกด้านหนึ่ง—
เฟิงลั่วกำลังยิ้มบาง
“สนุกแล้วสิ…”
เหยียนตงกอดอกนิ่ง
“เด็กนั่นเริ่มเหนื่อย”
ฮั่วเจินยังคงมองเงียบ ๆ
แต่สายตา…
จริงจังกว่าเดิมมาก
━━━━━━━━━━━━━━━
กลางสนาม
ฉือหลงไม่เปิดโอกาสพักเลย
ตูม!
ตูม!
ตูม!
เปลวเพลิงระเบิดต่อเนื่องราวพายุ
เสี่ยวชวนเริ่มถอย
แขนเสื้อขาดหลายจุด
เลือดเริ่มหยดลงพื้น
คนดูเริ่มตื่นเต้นขึ้นเรื่อย ๆ
“เสี่ยวชวนเริ่มไม่ไหวแล้ว!”
“ฉือหลงกดอยู่ฝ่ายเดียวเลย!”
แต่พวกยอดฝีมือจริง…
กลับเงียบ
เพราะพวกเขาสังเกตเห็นบางอย่าง
แม้เสี่ยวชวนจะถอย
แต่ดวงตาของเขา…
ยังไม่สั่นเลยสักครั้ง
━━━━━━━━━━━━━━━
“เจ้าหลบเก่งดีนี่!”
ฉือหลงคำราม
ก่อนรวบรวมเปลวไฟทั้งหมดเข้าที่แขนขวา
ลมปราณร้อนระอุพุ่งสูงขึ้นทันที
“งั้นลองรับนี่ดู!”
ตูมมม—!!!
หมัดเพลิงขนาดยักษ์พุ่งเข้าหาเสี่ยวชวนตรง ๆ
ทั้งสนามร้อนระอุทันที
คนดูหลายคนหน้าซีด
เพราะกระบวนท่านี้…
รุนแรงเกินระดับสร้างแกนขั้นกลางแล้ว
เสี่ยวชวนยืนนิ่ง
ลมพัดชายเสื้อสีดำเบา ๆ
จากนั้น—
เขาหลับตา
ทั้งสนามชะงัก
“มันทำอะไร!?”
ในหัวของเสี่ยวชวน
เสียงเซวียนซาดังขึ้นช้า ๆ
“ในที่สุด…”
“เจ้าก็จะใช้มันแล้วสินะ”
เสี่ยวชวนลืมตาขึ้นอีกครั้ง
และในวินาทีนั้น—
โลกทั้งใบเหมือนช้าลง
เปลวไฟ
ลมหายใจ
เสียงผู้คน
ทุกอย่าง…
ช้าลงหมด
เขาขยับกระบี่ช้า ๆ
ช้าจนน่าประหลาด
ก่อนแทงออกไปเพียงครั้งเดียว
“เงาที่แปด…”
เสียงของเขาเบาราวกระซิบ
“สะท้อนฟ้า”
ฉัวะ—!!!
ทันใดนั้นเอง—
เงากระบี่นับสิบสายปรากฏกลางสนาม
สะท้อนกันไปมาเหมือนกระจกแตก
ไม่มีใครมองออกว่า—
กระบี่จริงอยู่ตรงไหน
เปลวเพลิงทั้งหมดถูกฉีกออกทันที
จากนั้น—
ฉัวะ!
ร่างฉือหลงชะงัก
เลือดพุ่งออกจากอกเป็นเส้นยาว
ทั้งสนามเงียบกริบ
ฉือหลงก้มมองหน้าอกตัวเองช้า ๆ
ดวงตาเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ
“เมื่อครู่…”
“มันอะไรกัน…”
เสี่ยวชวนหายใจหนักขึ้นเล็กน้อย
เลือดไหลลงจากแขน
เห็นได้ชัดว่า—
กระบวนท่านี้กินแรงมหาศาล
แต่สายตาเขา…
ยังคงเย็นเหมือนเดิม
“จบแล้ว”
ฉือหลงหัวเราะแห้ง
ก่อนร่างจะทรุดลงคุกเข่า
ทั้งสนามยังคงเงียบ
เงียบจนได้ยินแม้แต่เสียงลม
เพราะไม่มีใครเข้าใจเลยว่า—
เมื่อครู่เกิดอะไรขึ้น
แม้แต่ผู้อาวุโสบางคน…
ยังลุกขึ้นยืนโดยไม่รู้ตัว
━━━━━━━━━━━━━━━
เฟิงลั่วหยุดหมุนมีดทันที
รอยยิ้มบนใบหน้าหายไปครั้งแรก
“วิชากระบี่นั่น…”
เหยียนตงขมวดคิ้วแน่น
“ข้ามองไม่ทัน”
มู่ชิงหรี่ตา
ดวงตาเต็มไปด้วยความตกใจ
“ไม่ใช่แค่กระบี่…”
“แต่เป็นการบิดจังหวะการมองเห็น”
ฮั่วเจินเอง…
ยังเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ
“ดี…”
เปลวไฟรอบตัวเขาลุกขึ้นช้า ๆ
“ดีมาก…”
ในที่สุด—
เลือดของเขาก็เริ่มเดือดแล้วจริง ๆ
ลานประลองเมืองเทียนหลิง…เริ่มเปลี่ยนไปแล้ว
หลังผ่านรอบยี่สิบห้าคน
กลิ่นเลือดเริ่มเข้มขึ้นทุกวัน
พื้นหินสีขาวที่เคยสะอาด…
ตอนนี้มีรอยดาบ
มีคราบเลือด
มีเศษอาวุธแตกหักกระจัดกระจาย
เสียงเชียร์ยังดัง
ผู้คนยังเดิมพัน
ขุนนางยังหัวเราะ
แต่ทุกคนเริ่มรู้แล้วว่า—
ศึกครั้งนี้
ไม่ใช่การละเล่นของเด็กอีกต่อไป
เพราะมีคนตายแล้วจริง ๆ
และคนที่ยังยืนอยู่ได้…
ล้วนเป็นสัตว์ประหลาด
━━━━━━━━━━━━━━━
ชื่อของ “หลินเสี่ยวชวน”
เริ่มดังไปทั่วเมืองเทียนหลิง
แต่ยิ่งดัง…
ข่าวลือก็ยิ่งน่ากลัว
บางคนบอกว่าเขาใช้วิชามาร
บางคนบอกว่าเขากลืนพลังวิญญาณคนตาย
บางคนถึงขั้นพูดว่า—
ในร่างเขามี “ผีสิง”
ข่าวลือพวกนี้ฟังดูไร้สาระ
แต่ปัญหาคือ—
คนเริ่มเชื่อ
เพราะตั้งแต่เริ่มศึกมา
ไม่มีใครเคยเห็นเสี่ยวชวน “ตื่นตระหนก” เลยแม้แต่ครั้งเดียว
ต่อให้โดนล้อม
ต่อให้เจ็บหนัก
ต่อให้เกือบตาย
ดวงตาคู่นั้น…
ก็ยังนิ่งเกินไป
นิ่งเหมือนคนที่เคยเห็นนรกมาก่อนแล้ว
━━━━━━━━━━━━━━━
ค่ำคืนหนึ่งหลังจบรอบประลอง
เสี่ยวชวนนั่งอยู่เพียงลำพังบนหลังคาหอพักศิษย์
ลมเย็นพัดผ่านเส้นผมสีดำเบา ๆ
ดวงจันทร์ครึ่งเสี้ยวแขวนอยู่เหนือเมือง
เขายกมือขึ้นมอง
ฝ่ามือข้างนั้น…
ยังมีเลือดติดอยู่
เลือดของฉือหลง
วันนี้อีกฝ่ายเกือบแทงทะลุปอดเขาได้จริง ๆ
ถ้าหลบช้ากว่านั้นเพียงครึ่งจังหวะ—
เขาคงนอนเป็นศพอยู่กลางสนามแล้ว
“เริ่มช้าลงแล้วนะ”
เสียงของเซวียนซาดังขึ้นในหัว
ทุ้มต่ำ
แหบแห้ง
เหมือนภูตผีหัวเราะอยู่ในความมืด
“ร่างกายเจ้าเริ่มล้า”
“จิตใจก็เริ่มลังเล”
เสี่ยวชวนหลับตา
“ข้ายังคุมได้”
“คุม?”
เซวียนซาหัวเราะเบา ๆ
“เจ้ารู้ตัวหรือไม่…”
“ตอนใช้เงาที่แปด”
“เจ้าหัวเราะ”
เสี่ยวชวนลืมตาทันที
ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย
“…ข้าไม่ได้หัวเราะ”
“แต่ข้าได้ยิน”
เงียบ
ลมพัดแรงขึ้นเล็กน้อย
เซวียนซาพูดต่อช้า ๆ
“เจ้ากำลังเริ่มชอบมัน”
“ชอบความรู้สึกตอนฆ่า”
เสี่ยวชวนกำมือแน่น
เส้นเลือดปูดขึ้นบางส่วน
“หุบปาก”
“ทำไมต้องโกรธ?”
เสียงนั้นหัวเราะอีกครั้ง
“ผู้แข็งแกร่งทุกคนล้วนติดใจพลัง”
“ต่างกันแค่ว่า…”
“ใครยอมรับมันก่อนกัน”
เสี่ยวชวนไม่ตอบ
เพราะส่วนลึกในใจเขา…
เริ่มหวั่นไหวจริง ๆ
ช่วงหลังมานี้
ทุกครั้งที่เขาเข้าสู่สนาม
หัวใจจะเต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ
ไม่ใช่เพราะกลัว
แต่เหมือน…
กำลังกระหายอะไรบางอย่าง
กระหายเลือด
กระหายชัยชนะ
กระหายการต่อสู้
และนั่น—
คือสิ่งที่เขาเริ่มกลัวตัวเอง
━━━━━━━━━━━━━━━
“เจ้าดูเหมือนคนใกล้เป็นบ้า”
เสียงหนึ่งดังขึ้นด้านหลัง
เสี่ยวชวนหันไปช้า ๆ
มู่ชิง
นางยืนอยู่ปลายหลังคา
ชุดม่วงพลิ้วเบาใต้แสงจันทร์
ดวงตาคู่นั้นยังเย็นเหมือนเดิม
แต่วันนี้—
มันมีบางอย่างเพิ่มขึ้นมา
ความสงสัย
เสี่ยวชวนขมวดคิ้วเล็กน้อย
“เจ้าตามข้ามา?”
“อืม”
มู่ชิงเดินเข้ามาช้า ๆ
ฝีเท้าเบามาก
แทบไร้เสียง
“ข้าอยากแน่ใจบางเรื่อง”
เสี่ยวชวนเงียบ
นางหยุดห่างจากเขาเพียงไม่กี่ก้าว
สายตาสบตรงเข้ามา
“ในตัวเจ้า…”
มู่ชิงพูดช้า ๆ
“มีใครอยู่กันแน่”
พรึ่บ—
ลมปราณในร่างเสี่ยวชวนกระตุกทันที
เซวียนซาเงียบลง
ทั้งโลกเหมือนหยุดไปชั่วขณะ
มู่ชิงจ้องเขาไม่วางตา
“ตอนเจ้าใช้เงาที่แปด”
“จิตวิญญาณของเจ้าเปลี่ยนไป”
“ไม่ใช่แค่ลมปราณ”
“แต่เป็นตัวตน”
เสี่ยวชวนยิ้มบาง
“สำนักจิตวิญญาณชอบคิดมากขนาดนี้ทุกคนหรือ”
“อย่าเปลี่ยนเรื่อง”
น้ำเสียงของนางยังเรียบ
แต่กดดันขึ้น
“ข้าเห็นเงาบางอย่างในตัวเจ้า”
“เก่าแก่”
“มืดมน”
“และอันตรายมาก”
เสี่ยวชวนเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนหัวเราะเบา ๆ
“ถ้าข้าบอกว่า…”
“ข้าเองก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไรล่ะ”
มู่ชิงชะงักเล็กน้อย
นางมองเขานานขึ้น
ราวกับพยายามอ่านทุกความคิด
แต่ยิ่งมอง—
นางกลับยิ่งอ่านไม่ออก
เด็กหนุ่มตรงหน้าเหมือนทะเลลึก
ผิวน้ำสงบ
แต่ด้านล่าง…
กลับมืดจนมองไม่เห็นก้น
“เจ้ากลัวมันไหม”
มู่ชิงถามขึ้นเบา ๆ
ครั้งนี้—
เสี่ยวชวนไม่ได้ตอบทันที
เขามองดวงจันทร์อยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนพูดช้า ๆ
“ข้ากลัว…”
“ว่าวันหนึ่ง”
“ข้าจะเริ่มชินกับมัน”
เงียบ
มู่ชิงนิ่งไปชั่วขณะ
เพราะคำตอบนั้น…
จริงเกินไป
คนที่ถูกความมืดกลืนกินจริง ๆ
มักไม่รู้ตัว
แต่คนที่ยัง “กลัว” อยู่—
แปลว่ายังเหลือสติ
นางจึงถอนหายใจเบา ๆ
“อย่างน้อย…”
“เจ้าก็ยังไม่หลงมันทั้งหมด”
เสี่ยวชวนยิ้มจาง
“ฟังดูเหมือนปลอบใจ”
“ข้าไม่ปลอบใคร”
มู่ชิงตอบทันที
จากนั้นนางจึงหันหลัง
แต่ก่อนจากไป
นางหยุดเล็กน้อย
“หลินเสี่ยวชวน”
“ระวังจ้าวหรงไว้”
“ช่วงนี้เขากำลังติดต่อคนบางกลุ่ม”
เสี่ยวชวนหรี่ตา
“กลุ่มไหน”
มู่ชิงเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนตอบเสียงต่ำ
“…พวกที่ล่าวิชามาร”
พรึ่บ
สายลมเย็นขึ้นทันที
เสี่ยวชวนมองแผ่นหลังของนางเงียบ ๆ
จนอีกฝ่ายหายไปกับความมืด
แล้วเขาจึงค่อย ๆ หลับตาลงอีกครั้ง
ในหัว—
เสียงหนึ่งดังขึ้นช้า ๆ
แต่ครั้งนี้…
ไม่ใช่เซวียนซา
เป็นเสียงของนักพรตไร้หน้า
เสียงนั้นเก่าแก่
สงบ
เหมือนระฆังโบราณดังท่ามกลางหมอก
“ถ้าเจ้าพึ่งพาความมืดมากเกินไป…”
“วันหนึ่ง…”
“เจ้าจะจำไม่ได้ด้วยซ้ำ”
“ว่าตัวเองฆ่าคนไปเพื่ออะไร”
เสี่ยวชวนกำกระบี่แน่นขึ้นทันที
หัวใจหนักอึ้งอย่างประหลาด
เพราะเขารู้…
มันเริ่มเกิดขึ้นแล้วจริง ๆ
ช่วงหลังมานี้
เขาเริ่มฆ่า “ง่ายขึ้น”
ง่ายจนผิดปกติ
จากเดิมที่ต้องตัดสินใจ
ตอนนี้—
ร่างกายกลับตอบสนองก่อนความคิด
ดาบออกไปแล้ว
เลือดสาดแล้ว
ศพนอนแล้ว
แต่หัวใจ…
กลับสงบนิ่งเกินไป
นั่นต่างหากที่น่ากลัว
━━━━━━━━━━━━━━━
เช้าวันต่อมา
สนามประลองยังคงแน่นขนัด
แต่วันนี้—
สายตาที่ผู้คนมองเสี่ยวชวน
เริ่มเปลี่ยนไปอีกครั้ง
จากเดิมที่หวาดกลัว
ตอนนี้…
เริ่มมีบางอย่างคล้าย “ระแวง”
คนที่โดดเด่นเกินไป
มักถูกอิจฉา
แต่คนที่ลึกลับเกินไป—
จะถูกกลัว
และเมื่อมนุษย์เริ่มกลัวอะไรบางอย่าง…
พวกเขาจะเริ่มอยากทำลายมัน
บนอัฒจันทร์สูงสุด
จ้าวหรงยิ้มบางขณะมองลงมา
“เริ่มได้ผลแล้ว”
ข้างกายเขา—
ชายชราชุดดำหัวเราะเสียงแหบ
“แค่โยนข่าวลือเล็กน้อย”
“มนุษย์ก็พร้อมจะกลัวกันเอง”
จ้าวหรงยกจอกชา
สายตาเย็นเฉียบ
“อัจฉริยะที่ถูกชื่นชม…”
“ฆ่ายาก”
“แต่อัจฉริยะที่ถูกหวาดกลัว…”
เขายิ้มบาง
“ทุกคนจะช่วยกันฆ่าเอง”
ด้านล่างสนาม
เสี่ยวชวนเงยหน้าขึ้นช้า ๆ
แม้อยู่ไกลมาก
แต่สายตาของเขา…
กลับสบเข้ากับจ้าวหรงพอดี
เงียบ
ไม่มีคำพูด
แต่ทั้งสองต่างเข้าใจแล้วว่า—
อีกฝ่ายกำลังคิดอะไร
ลมพัดผ่านสนามประลองอีกครั้ง
เมฆดำเริ่มรวมตัวเหนือเมืองเทียนหลิง
และในความมืดที่ค่อย ๆ ก่อตัวนั้น…
บางสิ่งในตัวหลินเสี่ยวชวน
ก็กำลังตื่นขึ้นเช่นกัน