ตอนที่ 127 แต้มคะแนนการอ้างอิง
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
เมื่อเมอร์ลินได้ฟังแล้วเขาก็สรุปได้ว่าการหาแต้มวิชาการ นอกจากจะต้องสร้างผลงานเพื่อตีพิมพ์ลงนิตยสารวิชาการแล้ว ยังสามารถรับแต้มวิชาการได้จากการนำเอาผลงานไปอ้างอิงได้ด้วย
กล่าวคือเมอร์ลินสามารถใช้งานวิจัยอื่นนำมาอ้างอิงในงานวิจัยของตนเองได้ เพียงแต่จะต้องจ่ายแต้มวิชาการเพื่อแลกกับการอ้างอิงเท่านั้น
แน่นอนว่าแต้มวิชาการที่จ่ายออกไปย่อมขึ้นอยู่กับผลงานที่นำมาอ้างอิง
ผลงานของเมอร์ลินแม้จะถูกประเมินว่ามีคุณค่าสามแต้มคะแนน แต่เมื่อผลงานถูกนำไปอ้างอิง เขาก็จะได้รับแต้มคะแนนจากผู้อื่นอย่างน้อยๆ คือหนึ่งคะแนนแน่นอน
อย่างไรก็ตามไม่ใช่ว่าผลงานวิทยานิพนธ์ทุกเล่มจะถูกใช้ไปอ้างอิง เพียงแต่ผลงานของเมอร์ลินนั้นสร้างผลกระทบต่อคนกลุ่มใหญ่ การย่อสูตรเวทมนตร์สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการประดิษฐ์ได้มากมาย
ความรู้ของพวกเขายิ่งให้ยิ่งได้ ความรู้แต่ละอย่างสามารถนำไปต่อยอดได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด มหาทวีปแห่งนี้ไม่ได้ปิดกั้นการเข้าถึงความรู้เหมือนดินแดนศักดิ์สิทธิ์
มีคำพูดหนึ่งพูดว่า “คนโง่มักถูกควบคุมได้ง่าย” นี่จึงไม่แปลกที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกปกครองโดยศาสนจักรจะทำให้ผู้คนหลงงมงายในศรัทธา เพราะหากผู้คนมีความฉลาด พวกเขาก็จะไม่เชื่ออะไรได้ง่ายๆ
“ไม่คิดเลยว่าจะมีคนใช้ผลงานของผมไปอ้างอิงมากขนาดนี้” เมอร์ลินกล่าวอย่างไม่เชื่อตัวเอง
เวลาเพียงแค่ไม่กี่วันเท่านั้น เขาก็ได้รับแต้มวิชาการเกินหนึ่งร้อยแต้มแล้ว นั่นหมายความว่าตอนนี้มีผู้คนมากกว่าร้อยคนกำลังสนใจในผลงานของเขา
พนักงานสาวยิ้มให้กับเมอร์ลินและเอ่ย “บางครั้งการเป็นนักวิชาการก็ต้องใช้โชคช่วยเหมือนนะจ้ะ ต่อให้นักวิชาการคนนั้นจะผลิตผลงานออกมาได้สะท้านโลกแค่ไหน แต่หากผู้คนไม่สนใจ บางทีแต้มวิชาการที่เขาได้อาจจะน้อยกว่าผลงานของคุณเสียอีก”
พนักงานสาวกล่าวออกมาตามจริงๆ โลกวิชาการก็เป็นเช่นนี้ นักวิชาการไม่ขาดผู้มีความสามารถและพรสวรรค์ แต่สิ่งที่พวกเขาขาดคือการให้การยอมรับ และทุกคนก็ต้องการมันเช่นกัน
“มันเป็นไปได้ไหมครับว่าผมจะยกระดับเป็นสองดาวได้ภายในเวลาไม่นานนี้” เมอร์ลินเอ่ย
พนักงานสาวถึงกับหัวเราะออกมา
“จากประสบการณ์ทำงานของฉัน คะแนนการอ้างอิงแบบนี้จะเกิดขึ้นในช่วงแรกๆ เท่านั้น หลังจากนี้มันจะค่อยๆ ลดน้อยลง หรือไม่ก็ต้องเกิดกระแสบางอย่างจุดติดแล้วผลงานของคุณอยู่ในกระแสนั้นจึงได้รับผลพลอยได้”
คำแนะนำของพนักงานสาวทำให้เมอร์ลินเข้าใจ
เมอร์ลินพยักหน้าอย่างยอมรับและเอ่ย “เพราะแบบนี้นักวิชาการดังๆ จึงไม่จำเป็นต้องเน้นในเรื่องจำนวนผลงาน แต่ใส่ใจกับคุณภาพและผลกระทบของงานวิจัยใช่ไหมครับ”
“ถูกต้องแล้วจ้ะ นักวิชาการบางคนแค่สร้างผลงานเพียงชิ้นเดียวก็สามารถกลายเป็นนักวิชาการสี่ดาวได้ สำหรับคุณที่ต้องการเลื่อนขั้นเป็นสองดาว ตอนนี้แต้มวิชาการของคุณอยู่ที่ 108 คะแนน แม้กระแสจะดีแต่ระดับสองดาวนั้นต้องใช้แต้มถึง 500 คะแนน การใช้หนึ่งผลงานทะลุระดับสองคงจะเหนื่อยหน่อย” พนักงานสาวกล่าวอธิบาย
เมอร์ลินพอจะรู้ความจริงในข้อนี้ ยังไงก็เป็นนักวิชาการหนึ่งดาวก็เหนือความคาดหมายของเขาอยู่แล้ว
“คุณพอจะรู้ไหมครับว่านักวิชาการแต่ละระดับต้องใช้แต้มวิชาการเท่าไหร่?” เมอร์ลินเอ่ย
พนักงานสาวขยิบตาอย่างขี้เล่นและเอ่ย “ได้สิจ้ะ นี่คือตารางคะแนนวิชาการของนักวิชาการแต่ละระดับ”
เธอหยิบแฟ้มสีดำออกมาแล้วเปิดหน้าที่แสดงแต้มวิชาการของนักวิชาการให้เมอร์ลินดู
แต้มคะแนนวิชาการตามคุณสมบัติของนักวิชาการ
ระดับ 1 - 100 คะแนน (นักวิชาการฝึกหัด)
ระดับ 2 - 500 คะแนน (นักวิชาการระดับต้น)
ระดับ 3 - 1,500 คะแนน (นักวิชาการระดับกลาง)
ระดับ 4 - 5,000 คะแนน (นักวิชาการระดับสูง)
ระดับ 5 - 15,000 คะแนน (นักปราชญ์)
ระดับ 6 - 50,000 คะแนน (นักปราชญ์ชั้นสูง)
ระดับ 7 - 150,000 คะแนน (มหาปราชญ์)
ระดับ 8 - 500,000 คะแนน (อครมหาปราชญ์)
ระดับ 9 - 1,500,000 คะแนน (ปรมาจารย์ปราชญ์)
ระดับ 10 ผู้คนทั้งมหาทวีปให้การยอมรับของการเป็น “จ้าว”
เมอร์ลินที่ได้เห็นตัวเลขแต้มคะแนนวิชาการของนักวิชาการระดับเก้าก็รู้สึกว่าเส้นทางนี้ช่างยาวไกลเหลือเกิน
ออสตินใช้เวลาหลายร้อยปีกว่าจะสะสมแต้มวิชาการได้นับแสน
หลังจากที่เห็นตารางนี้เขาจึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมตัวตนที่เป็นนักปราชญ์ขึ้นไปทำไมถึงมีจำนวนน้อยนัก
“มันจำเป็นต้องมีผู้ที่สนับสนุนความคิดของเรามากจริงๆ ถึงจะสามารถขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งระดับสูงขนาดนั้นได้” เมอร์ลินกล่าวอย่างตระหนักรู้ถึงอิทธิพลผลงานในโลกวิชาการ
“นั่นแหละค่ะโลกแห่งวิชาการ” พนักงานสาวกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ขอบคุณมากครับ หวังว่าพวกเราจะเจอกันเร็วๆ นี้” เมอร์ลินกล่าว
“เช่นกันค่ะ”
เมอร์ลินเดินทางออกจากสมาคมนักเวท ในที่สุดเขาก็มีเข็มกลัดสีเงินติดอยู่ที่กลางอกคู่กับเข็มกลัดสีทอง
“ยินดีด้วยนะครับ” มาร์เทลกล่าวด้วยท่าทางที่ภาคภูมิใจ
แม้เขาจะไม่ใช่ญาติ แต่เขาก็อยู่กับเมอร์ลินมาตลอด เมื่อเห็นเด็กน้อยประสบความสำเร็จ เขาก็อดที่จะยินดีด้วยไม่ได้
“ขอบคุณครับ”
นอกจากมาร์เทลแล้ว เคลบี้ที่พึ่งรู้เรื่องก็แสดงความยินดีกับเขาด้วย
หลังจากนั้นเมอร์ลินก็คิดว่าจะลุยงานวิจัยของเขาอย่างเต็มที่
แต่ไม่กี่วันต่อมาเมอร์ลินที่ตั้งใจว่าจะอ่านหนังสือหาข้อมูลในห้องสมุดเกี่ยวกับงานวิจัยของตนเองก็ต้องหยุดชะงัก นั่นเพราะเขาต้องเข้าสอบวัดผลของภาคเรียนนี้
โดยสากลแล้วหนึ่งมีจะมีอยู่สองภาคเรียน ซึ่งในทุกๆ หกเดือนจะมีการสอบวัดผล
นักศึกษาต้องสอบให้ผ่านหนึ่งร้อยหน่วยกิตภายในสองภาคเรียนถึงจะสามารถจบการศึกษาในชั้นปีนั้นได้
หากในปีนั้นเก็บหน่วยกิตไม่ครบ ในปีหน้าพวกเขาต้องเรียนใหม่ทั้งหมด
เคลบี้ที่อยู่ชั้นปีที่สามหมายความว่าเขาสอบผ่านมาแล้วมากกว่าสามร้อยหน่วยกิตด้วยกัน หากในปีนี้เขาสามารถเก็บอีกหนึ่งร้อยหน่วยกิตได้ เขาก็จะสำเร็จการศึกษาของปริญญาทอง
สำหรับเมอร์ลินนั้น เขาพึ่งเข้าเรียนกลางเทอม มหาวิทยาลัยจึงจัดหลักสูตรให้เขา 50 หน่วยกิต และสามารถเรียนอีก 50 หน่วยกิตในเทอมหน้า เขาก็จะจบชั้นปีการศึกษาที่หนึ่ง
หนึ่งอาทิตย์แห่งการสอบ นักศึกษาแต่ละคนต่างหน้าตาเคร่งเครียด ต่างจากเมอร์ลินที่สีหน้าท่าทางของเขากลับไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย
เมอร์ลินเข้าสอบในห้องเรียนสิบสามวิชาด้วยกัน
การสอบนี้ไม่เหมือนกับการสอบเทียบที่เขาเจอมา มันเป็นข้อสอบปกติที่ให้เขียนคำตอบลงไป
ข้อสอบส่วนใหญ่จะเน้นไปด้านการบรรยายและวิเคราะห์ ซึ่งเมอร์ลินไม่มีปัญหาในเรื่องนี้
หนึ่งอาทิตย์ของการสอบผ่านไป เมอร์ลินก็กลับไปใช้ชีวิตปกติเช่นเดิม
ชีวิตเขาหลังจากที่ได้เป็นนักวิชาการ มันก็ไม่ได้เปลี่ยนอะไรไปเลย
ออสตินที่รู้ข่าวนี้ก็ได้แสดงความยินดีผ่านจดหมาย ส่วนคนในมหาวิทยาลัย ปกติแล้วหากไม่ใช่คนรู้จัก พวกเขาก็แทบจะไม่สนใจว่าใครจะติดเข็มกลัดสีเงินอยู่แล้ว เพราะในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ไม่ใช่แค่เมอร์ลินที่เป็นนักศึกษาติดเข็มกลัดสีเงิน