คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 97 น้ำตาสตรี (1)

            

            ในที่สุด ราตรีก็เข้าปกคลุมปฐพี

            โคมไฟแขวนเป็นแนวยาวส่องให้ยามวิกาลของเมืองฉางอันสว่างไสวราวทิวากาล

            ทิศประจิมของเมืองที่รุ่งโรจน์และยิ่งใหญ่มากที่สุดของแผ่นดินต้าเว่ยมีโรงเตี๊ยมที่หรูหราจนเข้าขั้นฟุ่มเฟือยอยู่แห่งหนึ่ง ที่แห่งนี้ชื่อว่า หอหมู่ตัน

            ที่นี่เป็นสถานที่ที่ยอดเยี่ยม อย่างน้อยชายส่วนมากในเมืองฉางอันก็คิดเช่นนั้น

            มีสุรารสชาติเลิศที่สุดของเมืองฉางอัน และมีหญิงที่งามละลานตา

            หอนางโลมอันดับหนึ่งของเมือง

            มันเป็นจุดมุ่งหมายที่ชนชั้นสูงทั้งหลายแห่แหนเข้าไป เป็นสถานที่ที่คุณชายและบัณฑิตทั้งหลายหลงใหลและมัวเมาไปกับมัน

            ที่นี่มีลูกค้าล้นหลามเฉกเช่นทุกวัน เมื่ออยู่ ณ ที่แห่งนี้ ผู้คนต่างพร้อมใจถอดหน้ากากแห่งความสุภาพอ่อนโยนที่สวมมาตลอดวันทิ้งเสียแล้วเริ่มดื่มเหล้าเคล้านารี กอดรัดฟัดเหวี่ยงกับโฉมงามภายใต้เครื่องสำอางจัดจ้าน

            แม่เล้าของที่นี่มีอายุมากเต็มทีแล้ว

            นางอยู่ในหอหมู่ตันมานานหลายปี หากพูดอีกอย่าง นางอยู่ที่นี่มาครึ่งชีวิต

            เมื่อครั้งยังสาว นางไม่ต่างจากหญิงสาวที่ยิ้มแย้มสดใสในที่แห่งนี้ นางเคยแสดงกิริยายั่วยวนในอ้อมแขนของลูกค้าที่เดินทางมาเยือนหอหมู่ตันและใช้ชีวิตไปวันๆ เช่นนั้นมาก่อน

            ทว่าเมื่อเริ่มมีอายุ ยามไร้รูปโฉมงดงามและไม่มีใครมาไถ่ตัวออกไปเสียที...

            เดิมที นางควรจะถูกส่งไปใช้แรงงานเหมือนกับหญิงที่ไร้ลูกค้าแวะเวียนคนอื่นๆแต่โชคยังดีที่นางมีความประพฤติดีมาโดยตลอด ทั้งยังปากหวาน รู้จักพูดจักจา จึงได้รับเมตตาจากเจ้านายให้มาเป็นแม่เล้าดังทุกวันนี้แม้ไม่ใช่งานดีเลิศอะไร แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าหญิงคนอื่นๆ ที่แม้จะมีอายุมากก็ยังต้องใช้แรงงานแลกเงินประทังชีวิตไปวันๆ

            “นี่... เสี่ยวหลาน ดูแลคุณชายจางให้ดีละ!” นางจัดหาหญิงมาคอยบริการลูกค้าคนหนึ่งด้วยรอยยิ้มยั่วยวนโดยก่อนจะจากไปก็ยังไม่ลืมส่งเสียงกำชับตามหลังไปด้วย

            จากนั้นนางก็หมุนตัวกลับไปอีกทาง รอยยิ้มบนใบหน้ามลายไปในพริบตา นางทอดมองไปยังประตูห้องบนชั้นสองที่ปิดสนิทด้วยความเป็นกังวล

            นางลอบถอนใจหนักๆ ขึ้นในหัวใจตั้งแต่ท่านประมุขพาหรูเยี่ยนกลับมาจากงานเลี้ยง นางขังตัวเองอยู่แต่ในห้องมาโดยตลอดนี่เป็นวันที่สิบแล้วที่นางไม่ยอมออกมาจากห้องแม้ก้าวเดียว แม้แต่อาหารยังต้องให้สาวใช้นำไปส่งให้ถึงห้อง

            แม้ท่านประมุขจะไม่ได้ว่าอะไร ทั้งยังสั่งให้ดูแลนางเป็นพิเศษอีก แต่จากสิ่งที่เห็นทำให้แม่เล้ารับรู้ได้ทันทีว่าคนที่นางรอคอยมาโดยตลอดทรยศต่อนางในที่สุด

            เพราะเรื่องนี้ แม่เล่าทั้งก่นด่าและสาปแช่งชายผู้นั้นในใจมาโดยตลอด ถึงทำเช่นนั้นไปแต่มันจะมีความหมายอันใดเล่า?

            นางเป็นเพียงหญิงในหอคณิกา มีอาชีพเป็นแม่เล้าที่ไม่ได้รับเกียรติใดๆเท่านั้น ลำพังแค่ออกไปซื้อของข้างนอก นางก็กลัวเสมอว่าจะมีใครพูดถึงอาชีพของนางนับประสาอะไรกับการไปฟ้องร้องเทพนักรบแห่งแผ่นดินต้าเว่ยแทนหญิงโคมเขียวที่แสนต่ำต้อยเช่นนี้?หากทำเช่นนั้นจริง นางคงถูกเฆี่ยนตายก่อนที่หนังสือร้องเรียนจะถูกส่งไปที่ศาลประจำเมืองด้วยซ้ำ

            คนอย่างพวกนาง จำเป็นต้องยอมรับในชะตากรรมของตนและเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไรศักดิ์ศรีให้ได้

            นี่เป็นสิ่งที่นางคิดได้หลังทำอาชีพนี้มานานหลายปี ซึ่งนางก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันถูกหรือเปล่าแต่อย่างน้อยนางมีชีวิตอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ได้ เพราะหลักการนี้และการได้มีชีวิตอยู่นับเป็นเรื่องที่โชคดีที่สุดแล้ว อย่างน้อยนางก็คิดแบบนั้น

            เหตุนี้ นางจึงหวังว่าหรูเยี่ยนจะเข้าใจกฎข้อนี้เช่นกัน อย่างน้อยนั่นทำให้นางรักษาชีวิตต่อไปได้เพราะไม่ว่าอย่างไร หรูเยี่ยนก็เป็นเด็กที่นางดูแลมาตั้งแต่ยังเล็ก และนางหวังว่าหรูเยี่ยนจะใช้ชีวิตต่อไปได้ด้วยตัวเอง

            ตึก!ตึก!

            เสียงบูตราคาแพงกระทบบนพื้นหินราคาแพงของหอหมู่ตันดังขึ้น

            แค่ฟังเสียง แม่เล้ารับรู้ได้ทันทีว่าผู้มาเยือนต้องเป็นบุคคลที่ร่ำรวยมากเป็นแน่จึงหรี่ตาลงเล็กน้อย พลางวาดประกายรอยยิ้มยั่วยวนขึ้นอีกครั้ง และหมุนตัวกลับไปต้อนรับลูกค้าทันที

            “ท่านผู้นี้ ทำไมเพิ่งมาเอาตอนนี้ละ สาวๆ รอ...” ยังไม่ทันพูดจนจบประโยคจู่ๆ เสียงของแม่เล้าก็ชะงักลงกลางคัน

            เพราะชายตรงหน้าเป็นคนที่พิเศษมาก

            เขามีร่างสูงโปร่ง ใบหน้าซีดเผือดทว่างามสง่าขณะที่ริมฝีปากกลับแดงฉ่ำราวถูกฉาบด้วยเลือดสดก็ไม่ปาน

            ทว่าสิ่งที่ทำให้แม่เล้าทึ่งที่สุด คือคนตรงหน้ากำลังอยู่ในชุดสีขาวเสียนี่

            ชุดคลุมยาวสีขาว รองเท้าบูตสีขาว และกวานประดับผมสีขาว

            การแต่งกายของเขา ดูไม่เหมือนกับผู้ที่ต้องการดื่มเหล้าเคล้านารีสักเท่าไหร่กลับกัน ดูเหมือนเขาจะมาร่วมงานศพเสียมากกว่า

            ชายผู้นั้นไม่สนใจแม่เล้าแม้แต่น้อยเขาเดินตรงไปนั่งบนเก้าอี้ที่วางอยู่ใกล้ตัว ซึ่งยังว่างอยู่อย่างไม่สนใจใคร

            แม่เล้ารีบเดินเข้าไปหาด้วยรอยยิ้มอย่างที่เคยทำเป็นประจำทันทีที่ได้สติกลับมา“ท่านลูกค้า เพิ่งมาที่นี่ครั้งแรกใช่ไหมเจ้าคะ โปรดนั่งรอสักครู่ข้าจะไปเรียกสาวๆ มาดูแลท่านเดี๋ยวนี้”

            ไม่ว่าลูกค้าจะดูแปลกเพียงไร ขอแค่เขาคนนั้นยอมควักเงินจ่าย ไม่ว่าใคร นางก็ปรนนิบัติราวกับพระราชาทั้งนั้น

            นี่เป็นกฎเหล็กของหอหมู่ตัน และเป็นกฎที่หลงเซี่ยงจวินบอกกับคนรับใช้และทุกคนในหอหมู่ตันอยู่เสมอ แม่เล้าก็ปฏิบัติตามกฎข้อนี้อย่างเคร่งครัดมาหลายสิบปีครั้งนี้ก็เช่นกัน

            “ไม่ต้อง” ชายผู้นั้นโบกมือ “ข้าอยากพบหรูเยี่ยน”

            “หรูเยี่ยนหรือเจ้าคะ? ตอนนี้นาง...”เพิ่งพูดไปได้แค่ครึ่ง แม่เล้ากลับหยุดชะงักลง ด้วยรูปโฉมและอายุของหรูเยี่ยนในตอนนี้เป็นเวลานานมากแล้วที่ไม่มีลูกค้าเรียกนางไปบริการแบบเจาะจงเช่นนี้ เหตุนี้หลังคิดอยู่ครู่หนึ่ง แม่เล้าจึงพูดขึ้นในที่สุด “ตายแล้ว น่าเสียดายเหลือเกินวันนี้แม่นางหรูเยี่ยนไม่สบาย เกรงว่า...”

            “ข้าบอกแล้ว ว่าข้าจะเจอหรูเยี่ยน” เสียงของชายผู้นั้นฟังดูราบเรียบเหลือเกินไม่มีทั้งความทุกข์หรือสุขแฝงอยู่แม้แต่น้อย เพียงเต็มไปด้วยความเย็นยะเยือก ชายผู้นั้นพูดขัดประโยคของแม่เล้าก่อนที่นางจะได้พูดจนจบจากนั้นหันไปอีกทาง หยิบเงินออกจากหน้าอกวางลงบนโต๊ะ

            แม่เล้าชะงักไปอีกครั้ง หาใช่เพราะเงินมูลค่ามากตรงหน้าแต่เป็นเพราะจู่ๆ นางก็คุ้นหน้าชายตรงหน้าเหลือเกินราวกับว่าตนเคยเจอคนผู้นี้ที่ไหนมาก่อน แต่นึกไม่ออกเสียทีว่าเขาเป็นใครกันแน่

            นางลำบากใจมากขึ้นเรื่อยๆ ดูก็รู้ว่าชายตรงหน้าไม่ใช่คนที่ควรมีเรื่องด้วยทางด้านหรูเยี่ยน รู้ๆ อยู่ว่าตอนนี้นางมีสภาพเช่นไร นางกลัวว่าหรูเยี่ยนจะปรนนิบัติไม่ดีจนทำให้ชายผู้นี้โมโหขึ้นมา หากเป็นเช่นนั้น หรูเยี่ยนต้องเดือดร้อนแน่ ซึ่งนางไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้นแต่ชายตรงหน้าก็สั่งอย่างเด็ดขาดว่าจะเจอหรูเยี่ยนให้ได้และดูเหมือนเขาจะไม่ยอมประนีประนอม หรือฟังเหตุผลใดใด เสียด้วย แต่ในขณะที่นางกำลังนึกลังเลอยู่นั้นเองพลันเสียงที่อ่อนโยนเกินจะเป็นเสียงจากชายชาตรีก็ดังขึ้น

            “อ้าว แขกพิเศษนี่”ชายเจ้าของรูปโฉมงามสง่าเดินเข้ามาอย่างเชื่องช้าพร้อมพัดคู่ใจเขาเดินตรงมาหยุดอยู่เบื้องหน้าชายชุดขาว แล้วกล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้ม“นี่มันแม่ทัพเป่ย เทพนักรบ มังกรคำรามแห่งแผ่นดินต้าเว่ยไม่ใช่รึ? เหตุใดวันนี้ถึงมาหาความสุขที่หอคณิกาของข้าได้เล่า? ”

            คำพูดของหลงเซี่ยงจวินทำให้แม่เล้าสะดุ้งเฮือก นางปรายตามองชายในชุดขาวอีกครั้งอย่างลืมตัว

            เป่ยทงเสวียน!

            ในที่สุดเขาก็มาเสียที ชายตรงหน้าคือเป่ยทงเสวียนสินะ

            ชายหนุ่มผู้เต็มไปด้วยความร่าเริงสดใสเมื่อสิบปีก่อน บัดนี้กลายเป็นชายมือเปื้อนเลือดไปเสียแล้วรอบตัวเขาเต็มไปด้วยไอเย็นราวเพชฌฆาต ทั้งที่เป็นคนๆ เดียวกันแต่กลับให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ในตอนแรก แม่เล้าจำเขาไม่ได้ จนเมื่อหลงเซี่ยงจวินเอ่ยชื่อของเขาออกมานางจึงนึกขึ้นได้ในที่สุด

            เป่ยทงเสวียนทำราวมองไม่เห็นหลงเซี่ยงจวิน เขายกกาน้ำชาบนโต๊ะขึ้น รินน้ำชาให้ตัวเองอย่างใจเย็นจากนั้นจึงยกแก้วขึ้นมาจิบคำเล็กๆ และเอ่ยย้ำอีกครั้ง “พานางมาพบข้า”

            “นาง?นางคนไหน? ” หลงเซี่ยงจวินทำท่าราวไม่เข้าใจ เขาเบิกตากว้าง แล้วเผยอปากออกเล็กน้อย“หอหมู่ตันของข้ามีผู้หญิงมากเป็นร้อยๆ คน ไม่ทราบว่าท่านแม่ทัพอยากเจอนางคนไหนรึ?”

            เขาจงใจพูดด้วยเสียงที่แหลมและดังเป็นพิเศษ เพื่อส่งคำพูด รวมไปถึงความหมายที่แฝงอยู่ในประโยคไปสู่ทุกคนในหออย่างชัดเจน

            ผู้คนในหอแห่งนี้ล้วนมีฐานะและอำนาจกันทั้งสิ้น บางคนมีโอกาสได้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในงานเลี้ยงคืนนั้นด้วยตาของตัวเองเสียด้วยซ้ำ

            เหตุนี้ เมื่อพวกเขาได้รู้ฐานะที่แท้จริงของผู้มาใหม่คนส่วนมากก็พอจะเดาได้แล้วว่าเขามาที่นี่เพื่อจุดประสงค์ใด คนทั้งหลายต่างวางแก้วสุราลงบนโต๊ะหันมามองทางเป่ยทงเสวียนแทน

            หอหมู่ตันเงียบสงัดลงในพริบตา

            แม้ใบหน้าของเป่ยทงเสวียนจะนิ่งเรียบและเยือกเย็นราวไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่เส้นเลือดที่แขนข้างที่ถือแก้วน้ำชา ซึ่งปรากฎขึ้นเป็นระยะๆ ก็แสดงให้เห็นว่าหัวใจของเขาไม่ได้สงบเหมือนภายนอก

            “หรูเยี่ยน” ในที่สุดเขาก็เค้นชื่อนั้นออกมาจากลำคอจนได้

            “หรูเยี่ยน? ใครคือหรูเยี่ยนนะ? ขอข้าคิดสักครู่”หลงเซี่ยงจวินเก็บพัดคู่ใจ จากนั้นก็เคาะมันลงที่หัวของตนเบาๆราวกำลังครุ่นคิดอย่างจริงจังอย่างไรอย่างนั้น ราวกับลืมไปแล้วจริงๆ ว่าพาแม่นางคนไหนไปร่วมงานเลี้ยงในพระราชวังเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

            แต่เขาก็ประมาณเวลาได้ดียิ่งนักเพราะวินาทีที่เป่ยทงเสวียนเริ่มขมวดคิ้ว เขาใช้มือตบไปที่หน้าผากของตัวเองเบาๆแล้วทำท่าราวเพิ่งนึกขึ้นได้ในที่สุด

            เขาขยับเข้าไปใกล้เป่ยทงเสวียน หรี่ตาเล็กจนกลายเป็นเส้นตรง มองไปยังอีกฝ่ายพลางพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “คิดออกแล้ว นังคนชั้นต่ำที่กระจายข่าวไปเรื่อยจนทำให้ชื่อเสียงของแม่ทัพได้รับความเสียหายใช่ไหม? ”

            หลงเซี่ยงจวินจงใจเน้นเสียงคำว่าคนชั้นต่ำเป็นพิเศษและวินาทีที่เขาพูดคำนั้นออกไป สีหน้าที่เคยเย็นยะเยือกของเป่ยทงเสวียนพลันเปลี่ยนไปแต่เพียงไม่นานก็กลับมาสงบดังเดิม เป่ยทงเสวียนล้วงเข้าไปในอกเสื้อแล้วหยิบเงินก้อนหนักๆ ออกมาหลายก้อน เมื่อวางเงินลงบนโต๊ะเป็นที่เรียบร้อยเป่ยทงเสวียนจึงถามขึ้นอีกครั้งด้วยสายตาเย็นยะเยือก “เป็นอะไรไป? หอหมู่ตันเลิกทำการค้าแล้วรึ? ”

            หลงเซี่ยงจวินชะงักไปเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าเขาคิดไม่ถึงว่าเป่ยทงเสวียนจะสงบนิ่งได้เพียงนี้เขาจึงพุ่งความสนใจไปที่เงินบนโต๊ะแทน หลงเซี่ยงจวินหยิบเงินก้อนขึ้นจากโต๊ะเบื้องหน้าชั่งน้ำหนักด้วยฝ่ามืออยู่ครู่หนึ่ง

            “ทำสิ ทำไมจะไม่ทำเล่า แต่แม่ทัพเป่ยใจป้ำเสียจริงด้วยค่าตัวของหรูเยี่ยนในตอนนี้ เงินนี่สามารถเหมานางได้นานมากกว่าครึ่งปีแล้ว! ” พอพูดจบเขาก็หันไปมองแม่เล้าที่มีอาการอึ้งเล็กน้อย ก่อนจะเบะปาก แล้วพูดขึ้นดังนี้ “ไป...ไปเรียกหรูเยี่ยนมาเสีย”

            แม่เล้ายังไม่ยอมขยับ นางลังเลเล็กน้อย

            ก่อนหน้านี้ เป่ยทงเสวียนผิดต่อหรูเยี่ยนมามากพอแล้ว แต่มาตอนนี้ จู่ๆเขาก็มาหา แล้วบอกว่าจะเจอนางให้ได้ ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมา นางไม่เชื่อว่าเป่ยทงเทวียนจะเปลี่ยนใจกลับมารักหรูเยี่ยนจึงพอเดาได้ว่าเรื่องนี้ต้องไม่ดีต่อหรูเยี่ยนแน่

            ร่างค่อมๆ ของนางเริ่มสั่นสะเทือนขึ้น นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตเลยที่นางคิดจะต่อต้านคำสั่งของหลงเซี่ยงจวิน

            “ท่านประมุข... แม่นางหรูเยี่ยนไม่สบาย... เกรงว่า...”แม่เล้าพูดด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก ทั้งยังขาดห้วง แต่ในที่สุดนางก็รวบรวมความกล้าแล้วพูดออกไป

            “เป็นอะไรไป? ต้องให้ข้าไปเรียกเองหรืออย่างไร? ”แน่นอนหลงเซี่ยงจวินไม่มีทางเปลี่ยนใจเพราะคำพูดเพียงไม่กี่คำของแม่เล้าผู้แสนต่ำต้อยแน่นอนเขาหรี่ตาเล็ก พลางมองไปที่แม่เล้า ก่อนไอเย็นจะกระจายไปครอบคลุมร่างของแม่เล้าคนเดิมเอาไว้ในพริบตา

            ความเย็นยะเยือกที่ได้รับ ทำเอาแม่เล้าสูงวัยรู้สึกสั่นสะท้านขึ้นเพราะความหนาวเหน็บหลายปีมานี้ ดูเหมือนความหวาดกลัวจะมีมากที่สุดในบรรดาความรู้สึกทั้งหมดที่นางมีต่อท่านประมุขอย่างสิ้นเชิง

            “เจ้าค่ะ” นางก้มหน้าลงต่ำ ขานรับ โค้งให้ และเดินออกไปอย่างเชื่องช้าในที่สุด