ขณะที่ทหารหลวงเริ่มกระจายตัวนั้นอันเจิงก็รู้สึกได้ถึงอันตราย
“ดูเหมือนจะผิดปกติ”
อันเจิงมองไปยังทหารหลวงที่กำลังค่อย ๆถอยทัพออกไป จากนั้นสีหน้าก็ดูหนักอึ้งขึ้นทันที“ต่อให้ตำหนักจิงเซี่ยวจะส่งยอดฝีมือมา ทว่าทหารหลวงก็ไม่จำเป็นต้องถอยทัพนี่”
สีหน้าของกู้เฉาโถงก็ดูหนักอึ้งหลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง จู่ ๆ เขาก็นึกอะไรบางอย่างได้ “แย่แล้ว...คิดไปคิดมาเราพลาดไปหนึ่งเรื่อง”
“เรื่องอะไร?”
“เจียงหู!”
กู้เฉาโถงพูดขึ้น“ในเมืองฟางกู้มีสำนักน้อยใหญ่ประมาณร้อยสำนัก โดยเฉพาะสำนักเล็ก ๆ มีสำนักไหนบ้างที่ไม่อยากเข้าไปอยู่ในราชสำนัก?หากเป็นเจ้าสำนักที่มีลูกศิษย์เพียงร้อยคน แค่ให้เขามีตำแหน่งระดับเจ็ดก็คงมากเพียงพอแล้วส่วนสำนักที่ใหญ่ขึ้นมาหน่อย จิตใจก็จะร้ายมากขึ้นตามไปด้วยโดยเฉพาะสำนักไท่ซ่างเต้า...สำนักไท่ซ่างเต้าเป็นสำนักของนักพรตที่มีชื่อเสียงในด้านดีมาโดยตลอดข้าเคยได้ยินว่า เมื่อนานมาแล้วสำนักไท่ซ่างเต้าอยากเป็นสำนักที่แคว้นเยี่ยนเคารพนับถือ...”
อันเจิงเข้าใจทันที “เข้าใจแล้วที่ทหารหลวงถอยออกไปเพราะมีตัวตายตัวแทนมาจำนวนมากแล้วพวกเขาก็กลัวว่าเลือดจะสาดมาโดนตัว หากเอาศิษย์จากสำนักน้อยใหญ่ในเมืองฟางกู้มารวมกันทั้งหมดคงมีประมาณสี่ถึงห้าพันคนต่อให้จะมีคนมาเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น แต่จำนวนนี้ก็มากเพียงพอแล้วและต่อให้คนเหล่านี้จะมาจากสำนักที่ต่ำต้อย ทว่าอย่างไรพวกเขาก็คือคนที่ฝึกพลังวัตรอยู่ดี”
กู้เฉาโถงเดินไปเดินมาอย่างร้อนใจแล้วสีหน้าก็แย่มากขึ้นเรื่อย ๆ “นายท่าน หากใช้เพียงแค่ของวิเศษที่ผู้เฒ่าฮั่วสร้างขึ้นมันจะสามารถต้านคนได้มากเท่าไหร่?”
“ไม่สามารถระบุจำนวนได้ หากเป็นผู้ฝึกพลังวัตรที่อยู่ในระดับต่ำกว่าขอบเขตสุมารุไม่ว่าจะมากี่คนก็ฆ่าได้ทั้งนั้น แต่ที่น่ากังวลก็คือยอดฝีมือที่มีพลังในขอบเขตกิเลสมารหากพวกเขาบุกเข้ามาละก็ ไม่รู้ว่าพวกเราจะต้านทานได้นานเท่าไหร่”
“ข้าจะลองคิดดูนะว่าจะมีสำนักสักกี่แห่งที่จะบุกเข้ามาที่นี่”
“ตอนนี้รึ?”อันเจิงมองไปยังกู้เฉาโถงอย่างคาดไม่ถึง
กู้เฉาโถงนั่งหลับตาแล้วหนังตาก็กระตุกอย่างควบคุมไม่ได้ อันเจิงรู้ดีว่ากู้เฉาโถงเป็นคนที่มีพรสวรรค์เขาสามารถจดจำตำแหน่งโรงพนันของตระกูลเกาทุกแห่งในเมืองฟางกู้ เพียงเพราะออกไปเดินเล่นกับเสี่ยวชีเต้าเท่านั้นฉะนั้นอันเจิงเชื่อว่า กู้เฉาโถงต้องจำได้แน่ว่าเมืองฟางกู้มีสำนักน้อยใหญ่ทั้งหมดกี่สำนักอีกอย่าง ไม่เพียงแค่รู้จำนวนของสำนักทั้งหมดเท่านั้น แต่เขายังต้องคาดเดาอีกว่ามีกี่สำนักที่สามารถเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเพื่อเดิมพันกับอนาคตของสำนักด้วย
“อย่างน้อยห้าสิบสำนักที่อาจจะมาที่นี่ คาดว่าจำนวนทั้งหมดอยู่ที่ประมาณสามพันคนแน่นอนว่านี่เป็นเพียงแค่เริ่มต้นเท่านั้น เพราะสำนักที่ใหญ่กว่าจะคอยจับตาดูอยู่หากพวกเราไม่สามารถต้านทานได้แล้วละก็ สำนักใหญ่เหล่านั้นจะพุ่งเข้ามาโจมตีเราเพื่อแย่งชิงทันทีฉะนั้นเมื่อถึงที่สุดแล้ว สำนักเล็ก ๆ ก็คงไม่ได้อะไรอยู่ดี พวกเขาก็เป็นเพียงตัวตายตัวแทนเท่านั้นซึ่งสิ่งที่สำคัญมากที่สุดก็คืออย่าแสดงท่าทีว่าเรากำลังจะแพ้ ต้องต่อสู้อย่างเข้มแข็งแล้วเอาชนะพวกเขาให้เร็วที่สุด...ทว่าสิ่งนี้ก็คือสิ่งที่ทำยากที่สุดเช่นกัน”
อันเจิงขานรับ “ใช่สิ...มันเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้เลยแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทำไม่ได้”
กู้เฉาโถงพูดต่อ “จำนวนสามพันคนนี้เป็นเพียงการจู่โจมขั้นแรกและหากพวกเราแสดงท่าทีเหมือนรับมือไม่ไหว คนที่รอโจมตีเราก็จะพุ่งเข้ามาดั่งสายน้ำแล้วดุเดือดมากขึ้นเรื่อยๆ อีกอย่าง...นี่เป็นเพียงการคำนวณคร่าว ๆ ซึ่งไม่นับกำลังคนจากตระกูลเกา”
กู้เฉาโถงมองไปยังอันเจิง“ตระกูลเกาเพิ่งล้มลง และคนที่เคยอาศัยตระกูลเกาก็ยังไม่แตกสลายหากพวกเราเกิดเรื่องอะไรขึ้น คนเหล่านั้นก็จะเข้ามารุมเราอย่างบ้าคลั่งไม่ต่างไปจากหมาป่าและจำนวนคนเหล่านี้ก็คงมีไม่ต่ำกว่าหนึ่งพันคน...”
“เจ้าคิดว่าอย่างไร?” อันเจิงถามขึ้น
“ถึงแม้จำนวนคนของฝ่ายตรงข้ามจะมากแต่โชคดีที่เราได้เปรียบ เพราะที่นี่คือสำนักของเรา กำลังทหารไม่สามารถบุกจากทุกทิศทางได้ฉะนั้นพวกเราก็ไม่จำเป็นต้องเฝ้าความปลอดภัยรอบด้าน แค่เฝ้าในตำแหน่งที่สำคัญก็พอแล้ว”
“ความเป็นไปได้ที่จะชนะมีมากเท่าไหร่?”
กู้เฉาโถงเงียบไปครู่หนึ่งจากนั้นจึงพูดขึ้น “ไม่มี...นายท่านเดิมทีข้าไม่ได้สนับสนุนการต่อสู้แบบนี้อยู่แล้ว เพราะพวกเราไม่มีความเป็นไปได้ที่จะชนะเลยพวกเรากำลังทำอะไรอยู่? สำนักเดียวต่อสู้กับทั้งราชสำนักเลยนะต่อให้จะมีใต้เท้าจากหน่วยทหารคอยช่วย ทว่าตอนนี้หน่วยทหารก็ไม่ได้มีกำลังคนมากมายแล้วตอนนี้แม่ทัพหวังไคไท่และแม่ทัพฟางเต้าจือส่งกำลังทหารจากชานเมืองมาที่นี่จนหมดทว่าจำนวนคนก็มีประมาณหนึ่งพันคนเท่านั้น อย่างไรก็น้อยกว่าจำนวนคนที่เราคาดไว้อยู่ดี”
“นี่คือโทษกบฏเชียวนะ...”
อันเจิงพูดขึ้น “หากชนะก็คือการปกป้องแคว้นหากแพ้ก็คือกบฏ”
กู้เฉาโถงส่ายหน้า “ชนะไม่ได้แล้ว นี่ไม่ต้องพูดถึงยอดฝีมือจากตำหนักจิงเซี่ยวเพียงแค่ผู้ฝึกพลังวัตรที่อยากได้รางวัลในเจียงหูก็มากจนเราอาจต้านทานไม่อยู่แล้วหากยอดฝีมือจากตำหนักจิงเซี่ยวมาอีกละก็ พวกเราไม่มีทางชนะได้เลย”
“ยังมีโอกาส!”
อันเจิงสูดหายใจเข้าลึก ๆ“หากทำตามสิ่งที่เจ้าพูดแล้ว ข้ารับรองว่าพวกเราต้องมีทางออก”
“ทางออก? มีจริงๆ หรือ?”
“มีจริง ๆ!”
“มีจำนวนคนมากเท่าไหร่?”
“ไม่รู้ แต่ข้าเชื่อมั่นในตัวเองเราต้องชนะการปะทะในครั้งนี้แน่นอน”
ขณะกำลังคุยกันอยู่นั้น ผู้ฝึกพลังวัตรในเจียงหูที่สวมชุดเกราะก็มารวมตัวกันอยู่ด้านนอกแล้วจำนวนคนก็มากขึ้นเรื่อย ๆ สำนักที่ถือธงมาด้วยเริ่มหาจุดพักของตัวเอง เพียงไม่นานด้านนอกก็มีสำนักน้อยใหญ่มามากกว่าพันคนแล้ว ทว่าคนเหล่านี้ไม่กล้าเริ่มลงมือก่อนเพราะทุกคนต่างก็รู้ว่าหากเริ่มลงมือก่อนต้องตาย นิสัยอันเจิงเป็นอย่างไรทุกคนในเมืองฟางกู้ต่างก็รู้กันดี ฉะนั้นหากเริ่มเปิดสงครามกับอันเจิงนั่นเท่ากับไม่มีโอกาสถอยแล้ว
จนมาถึงเที่ยงวัน คนจากสำนักต่าง ๆก็มารวมตัวกันหน้าสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ไม่ต่ำกว่าสามพันคนแล้ว
ผู้เฒ่าฮั่วหรี่ตามองจากนั้นก็หยิบเหล้ามาหนึ่งไห “กว่าครึ่งชีวิตของข้าในไหเหล้าก็มีเพียงน้ำเปล่าเท่านั้น ทว่าวันนี้ข้าจะลิ้มรสมันให้สาสม”
เขายกเหล้าขึ้นมากรอกใส่ปากจากนั้นก็เริ่มไอทันที “สะใจนัก!”
เขาลุกขึ้นแล้วพูดเสียงดัง“ตัวตายตัวแทนทั้งหลายโปรดฟังไว้ จะสามารถสร้างผลงานได้หรือไม่ขึ้นกับตัวเจ้าฉะนั้นเล็งให้ดีก่อนต่อสู้ล่ะ”
เขาหันไปมองอันเจิง“หลายปีมานี้ข้าอยู่กับเด็กน่าชังอย่างพวกเจ้ามาโดยตลอด และข้าก็มักจะกลัวเสมอกลัวว่าหากวันหนึ่งพวกเจ้าตายแล้ว มารดามันเถอะ...อย่างนั้นใครจะมาตอบแทนบุญคุณข้าล่ะ?ฉะนั้นข้าจึงเตรียมของขวัญให้พวกเจ้ามาเสมอ และวันนี้ข้าจะนำของขวัญชิ้นนั้นออกมาเองก็แค่ต่อสู้ไม่ใช่หรือ ก็แค่ชาวเจียงหูในแคว้นเล็ก ๆ ที่ไม่น่าสนใจเท่านั้นเอง ข้าฮั่วว่านจงไม่เคยเห็นอยู่ในสายตาอยู่แล้ว!”
เขายกมือขึ้น“เพิ่มสีสันให้พวกเขาหน่อย!”
ระเบิดเพลิงนิลที่อยู่รอบกำแพงสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ลุกเป็นไฟทันทีแล้วเปลวไฟก็พุ่งตรงออกไปรอบด้าน ผู้ฝึกพลังวัตรในเจียงหูยังไม่รู้เบื้องลึกของสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ฉะนั้นต่างก็ปักหลักอยู่ใกล้สำนักในระยะร้อยเมตรเท่านั้น และการโจมตีของระเบิดเพลิงนิลในครั้งนี้ก็ทรงพลังมากภายในรัศมีหนึ่งพันเมตรมีแต่คนล้มตาย เดิมทีคนที่ยืนอยู่ในรัศมีหนึ่งพันเมตรนี้คิดว่าตัวเองปลอดภัยแล้วฉะนั้นจึงไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย
พวกเขาไม่ได้อ่อนแอมากแต่ก็ไม่อาจเทียบได้กับกองทัพทหารที่แข็งแกร่ง เหล่าผู้ฝึกพลังวัตรในเจียงหูใช้ชีวิตตามใจชอบส่วนภายในสำนักมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน ทว่าความสัมพันธ์ระหว่างสำนักก็ไม่ได้แน่นแฟ้น เพราะต่างก็เป็นคนที่ขวางทางกันและกันฉะนั้นต่อให้จำนวนคนจะมาก ทว่าพวกเขาก็ไม่ได้ร่วมมือร่วมใจกันเท่าที่ควรสำหรับสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์แล้ว ระเบิดครั้งนี้มีอานุภาพมากเลยทีเดียว!
“อย่าออมมือ!”
ผู้เฒ่าฮั่วดื่มเหล้าจนใบหน้าเริ่มแดงขึ้นเล็กน้อยแล้วดูเหมือนเขาอายุน้อยกว่าเดิมมาก เขายืนบนกำแพงสูงแล้วชี้ลงไปยังด้านล่าง“คนของสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์อยากได้สิ่งไหนก็มีสิ่งนั้น อยากได้เงินก็มีเงินเพิ่มหยกแห่งวิญญาณเดี๋ยวนี้ ทำให้พวกนั้นได้รู้จักเรามากขึ้น!”
หยกแห่งวิญญาณแปดก้อนพุ่งออกไปทำให้ขบวนผู้ฝึกพลังวัตรในเจียงหูแตกกระเจิงทันที
ถางไทเช้อหรี่ตามองอันเจิงแวบหนึ่ง“เจ้าไม่รับผิดชอบคำพูดตัวเองเลยนะ นี่ไม่เหมือนคนที่มีหยกแห่งวิญญาณเพียงสี่หรือห้าก้อนนะ”
หยกแห่งวิญญาณทั้งแปดก้อนระเบิดออกพร้อมกันทำให้แผ่นดินในเมืองฟางกู้สนั่นหวั่นไหวหลายครั้ง หากพูดตามความจริงนอกจากเศรษฐีที่ใจกว้างอย่างอันเจิงแล้ว คนในสำนักเหล่านั้นจะมีปัญญาใช้ระเบิดเพลิงนิลรึ?หยกแห่งวิญญาณระดับสีเขียวกว่าสิบก้อนระเบิดออก ทำให้คนจากสำนักต่างๆ มีจำนวนลดลงเกือบเท่าตัว และหลังจากระเบิดครั้งนี้พื้นดินก็ถูกแรงระเบิดทำให้ม้วนตัวขึ้นหนึ่งชั้น!
สิ่งก่อสร้างแทบจะพังทลายทั้งหมดทำให้พื้นที่ด้านหน้าเต็มไปด้วยความเสียหาย
หยกแห่งวิญญาณทุกก้อนสามารถโจมตีภายในรัศมีหลายร้อยเมตรภายในรัศมีนี้ ผู้ฝึกพลังวัตรที่แข็งแกร่งยังไม่ทันตั้งตัว และศิษย์จากสำนักต่าง ๆก็ยังไม่ทันสังเกตเลยด้วยซ้ำ แต่ทุกคนก็ถูกระเบิดกลายเป็นผุยผงแล้ว
การต่อสู้ในครั้งนี้ไม่อาจออมมือตั้งแต่แรกแล้ว หากในใจมีความเมตตาปรานีขึ้นมาละก็สุดท้ายแล้ว คนที่จิตใจมีเมตตาก็จะเหลือเพียงแค่ความอนาถเท่านั้น หากวันนี้สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์แพ้ทุกคนต้องถูกผู้ฝึกพลังวัตรในเจียงหูฆ่าตายจนหมด เมื่อถึงตอนนั้นคนเหล่านั้นไม่มีทางปรานีใครแน่ เพราะนี่ก็คือการต่อสู้ และเป้าหมายของการต่อสู้ก็คือฆ่าคน
สิ่งก่อสร้างรอบสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์พังทลายทั้งหมดส่วนศิษย์จำนวนนับพันที่มาจากสำนักต่าง ๆ ก็เต็มไปด้วยเลือด เดิมทีพวกเขาคิดว่าจะเอาชนะสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ได้อย่างง่ายดายทว่าไม่มีใครคาดคิดว่าสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์จะเป็นคนเริ่มจู่โจมก่อน
คนถูกระเบิดตายจำนวนมาก พูดอีกอย่างก็คือคนกว่าหนึ่งในห้าส่วนถูกฆ่าตายแล้ว!
บนพื้นเต็มไปด้วยเลือดและซากศพ ทำให้ผู้ฝึกพลังวัตรในเจียงหูต่างก็รู้สึกเย็นยะเยือกขึ้นมาทันที
ผู้เฒ่าฮั่วเงยหน้าดื่มเหล้าไหที่สอง“ข้าไม่ใช่ผู้ฝึกพลังวัตร และคนในเจียงหูก็ไม่ได้เอ่ยนามข้ามานานมากแล้วแต่ทุกคนอย่าได้ลืมเชียว ข้าเป็นปรมาจารย์สร้างของวิเศษอันดับหนึ่งในใต้หล้า!”
“ฆ่า!”
ระเบิดเพลิงนิลพุ่งออกไปด้วยความเร็วอีกครั้งครั้งนี้เปลวไฟที่พุ่งออกไปดั่งกระสุนก็คือสมุนไพรเปลวไฟ
“ยิงธนู!”
หลังจากเสียงผู้เฒ่าฮั่วดังขึ้นคนของสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ก็ปล่อยลูกธนูไฟในมือทันที เพียงครู่เดียว รอบ ๆ สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ก็กลายเป็นทะเลเพลิง!ผู้ฝึกพลังวัตรในเจียงหูที่หนีไม่ทันก็ถูกทะเลเพลิงกลืนกินทั้งหมด ทุกคนต่างก็ร้องครวญครางอย่างทุกข์ทรมานสีหน้าเหล่าผู้ฝึกพลังวัตรที่อยู่ด้านหลังเปลี่ยนไปทันที พวกเขาสูญเสียเลือดนักสู้ในตัวไปจนหมดแล้ว
ทุกคนเริ่มถอยไปด้านหลังอย่างไม่รีรอ ในตอนนี้ใครจะยังอยากสร้างผลงานเพื่อขอตำแหน่งในราชสำนักอีกล่ะ?ความจริงพวกเขาอิจฉาอันเจิงมาก อันเจิงเป็นเพียงคนนอกคนหนึ่งเพียงระยะเวลาสั้น ๆ ก็สามารถขึ้นเป็นรองหัวหน้าองครักษ์ในตำหนักวิหารสวรรค์แล้ว อีกทั้งยังมียศเป็นปั๋วขั้นหนึ่งดวงตาพวกเขาแดงก่ำ หากเป็นไปได้ พวกเขาอยากเหยียบอันเจิงไว้ใต้ฝ่าเท้าตั้งนานแล้วทว่าพวกเขาไม่เคยมีโอกาสนั้น ตอนนี้โอกาสมาถึงแล้ว แต่พวกเขาก็เพิ่งรู้ว่าที่แท้แล้วตัวเองต่างหากที่ไร้ความสามารถ
ไม่มีใครประสบความสำเร็จอย่างง่ายดายความสำเร็จของอันเจิงก็ไม่ได้มาจากโชคเท่านั้น
ครั้งนี้ทุกคนเห็นเบื้องหลังของสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์อย่างเต็มตาแล้วซึ่งมันก็ทำให้ทุกคนตกใจไม่น้อยเช่นกัน
“ปรมาจารย์สร้างของวิเศษหนึ่งคนสามารถส่งผลกระทบต่อเจียงหูได้มากมายนัก”
อันเจิงมองไปยังผู้เฒ่าฮั่ว“เขาสามารถเปลี่ยนแปลงเจียงหูได้ เพียงความสามารถของเขาคนเดียวก็สยบความบ้าคลั่งในแคว้นเยี่ยนได้แล้วผู้เฒ่าฮั่วที่ไม่ธรรมดา และเป็นผู้เฒ่าฮั่วที่มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น”
ผู้เฒ่าฮั่วที่ยืนอยู่บนที่สูงหัวเราะเสียงดัง“ก็ไม่เห็นจะมีอะไรน่ากลัวนี่ ข้ายังมีของเล่นอีกมากที่ไม่ได้เอาออกมาใช้เพียงแค่นี้ก็ยอมแพ้แล้วรึ?”
ในมือเขาถือกล่องสี่เหลี่ยมอยู่ใบหนึ่ง เขาจับกล่องใบนั้นแน่น“อันเจิง ต่อสู้อย่างผ่อนคลายเถอะ ข้าจะช่วยดูแลทางด้านสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์เอง ข้าปลีกตัวออกจากเจียงหูมาหลายปีจนทุกคนต่างลืมไปแล้วว่าความน่ากลัวของผู้สร้างของวิเศษคืออะไรเดิมทีของในกล่องนี้เป็นของที่ข้าจะมอบให้พวกเจ้าหากอีกประเดี๋ยวพวกเขายังคิดจะเข้ามา พวกเจ้าก็รอชมความงดงามของมันเลยละกัน!”
เขาดื่มเหล้าในมือ“เจียงหูอันซอมซ่อในแคว้นเยี่ยนนี้ จะเก็บคนจิตใจต่ำช้าแบบนี้ไว้มากมายทำไมหากมีใครกล้าเข้ามา ข้าจะเป็นคนฆ่ามันเอง”