ตอนที่ 43
การต่อสู้ระดับโลหิต
ไป๋เหอที่จดจ้องอยู่ว่าชายตรงหน้าจะวิ่งเข้ามาจู่โจมตอนไหนทั้งที่เขาก็รอให้ฝ่ายโน้นลงมือก่อนอยากรู้ว่าจะเก่งมากน้อยเพียงใด
“นี่ท่านลุงจะมาฆ่าข้าก็รีบมามัวแต่จดจ้องใบหน้าข้าอยู่ได้” เขาเห็นว่าตาแก่นั่นจ้องมองเขามานานแล้วแต่ยังไม่ขยับขาเสียทีจนนึกรำคาญว่าตัวเขามีอะไรน่าจ้องอย่างนั้นเหรอ
“เจ้าเด็กเวรตายเสียเถอะ” ชายในวัย 50 กระโจนร่างเข้าหาด้วยฝ่าเท้าไร้เงาทุกท่วงท่าที่ขยับราวกับว่าไม่ได้เอาเท้าแตะพื้นมันรวดเร็วจนมองแทบไม่ทัน โดนหยามเช่นนี้มีหรือว่าเขาจะอยู่นิ่งอุตส่าห์ปล่อยให้เจ้าเด็กนั่นชิงลงมือก่อนกลับไม่ทำดันมาท้าทายเขาแทน
แต่สำหรับไป๋เหอแม้จะรวดเร็วเพียงใดก็ไม่พ้นสายตาและสัมผัสของเขาที่ไวกว่า การรับรู้ของเขาตอนนี้ไม่เหมือนเดิมตั้งแต่ได้รับพลังมาการได้ยินการมองเห็น หรือประสาทสัมผัสทั้ง 5 ล้วนคล่องแคล่วว่องไวจนสามารถมองเห็นการใช้กระบวนท่าที่คนอื่นคิดว่ารวดเร็วมองไม่ทันแต่สำหรับเขามองได้ชัดเจนไม่ได้มีผลกับเขาเลยสักนิด
ฝ่ามือที่ยื่นออกมาหวังซัดมาที่ร่างตนเอง ไป๋เหอพยายามเบี่ยงตัวหลบซ้ายขวาทุกท่วงท่าไหวพลิ้วราวกับกำลังร่ายรำความเร็วของชายผู้นี้มันทำให้ประสาทสัมผัสไป๋เหอตื่นตัวระวังภัยเต็มที่แววตาจับจ้องไปยังร่างที่กำลังซัดพลังเข้าใส่ตนให้ได้
จางหมิ่นมองดูด้วยความสะใจความเร็วของวิชาบาทาไร้เงาของอาวุโสเฉิงใครๆ ก็ยอมรับว่ารวดเร็วปานสายลม ดูจากสีหน้าไป๋เหอที่โดนโจมตีเข้าใส่ถึงกับยิ้มออกมาแววตามีประกายความพึงพอใจ
หวังเหว่ยจับจ้องทุกท่วงท่าลีลาส่งสัญญาณให้หลินปอและคนของตนคอยเข้าไปช่วยเหลือไป๋เหอเมื่อมีโอกาส
ไป๋เหอที่เป็นฝ่ายหลบหลีกดูเหมือนว่าชายผู้นี้ก็พอมีฝีมืออยู่บ้างและยังไม่ได้ใช้เคล็ดวิชาอะไรเลย เมื่อการหลบหลีกของเขาเป็นเรื่องที่น่าเบื่อเขาถึงกับส่ายศีรษะน้อยๆ เพราะรำคาญ
“เจ้ารีบใช้วิชาทั้งหมดที่เจ้ามีจัดการข้าเสียที ข้าเหนื่อยหลบหลีกแล้วข้าอยากจะต่อสู้จริงๆ จัง ๆเสียที”
“เจ้าท้าทายข้าอย่ามีชีวิตอยู่เลย”
คำพูดนั้นเหมือนเป็นการดูถูกตนเมื่อเห็นว่าเด็กน้อยกล้าท้าทายตนเองเช่นนี้เฉิงจิ้งที่มีอารมณ์โกรธเกรี้ยวปะทุรุนแรงเปลี่ยนวิธีการต่อสู้ทันที เขาเรียกดาบของตนออกมาก่อนจะตวัดแทงใส่ร่างเด็กอวดดีไม่เว้น หมายใช้ความเร็วของเคล็ดวิชาบาทาไร้เงาควบคู่กับการตวัดดาบไปยังร่างเด็กหนุ่มต้องการให้ดาบได้ลิ้มลองโลหิตเจ้าเด็กเวรนั่นเขาถึงจะพอใจ
ไป๋เหอใช้กระบี่ตั้งรับเมื่อเห็นว่าเขาเริ่มที่จะต่อสู้จริงๆ แล้วนั่นเป็นสิ่งที่เขาต้องการหวังให้ศึกนี้จบไว ๆ
เฉิงจิ้งมีใบหน้าโกรธขึ้งอารมณ์ทั้งหมดลงอยู่ที่ดาบ แต่ไม่ว่าเขาจะฟาดฟันไปที่ตำแหน่งใดเด็กเหลือขอนั่นก็สามารถรับกระบวนท่าได้แถมความเร็วเจ้าเด็กนั่นก็ใช่ย่อยใบหน้าของมันก็ไม่ได้มีแววว่าจะกลัวกลับเรียบนิ่งยากแก่การคาดเดาได้นั่นยิ่งทำให้เขารู้สึกโกรธเท่าทวี เมื่อทำให้เด็กนั่นบาดเจ็บสาหัสไม่ได้เขาจำเป็นจะต้องใช้เคล็ดวิชาระดับวายุให้มันจบๆ ไปเลยก่อนที่จะตวัดดาบขึ้นอีกครั้ง
“วิชาดาบโลหิตเพลิง” เขาแผดเสียงคำรามขึ้นจดจ้องไปยังร่างคนที่เขาหมายจะทำลายนั้นให้กระจุยแววตาเต็มไปด้วยไอสังหารปล่อยพลังจากดาบเข้าจู่โจมคนตรงหน้า
แสงจากดาบวิ่งแหวกว่ายกลางอากาศพุ่งเข้ามาหาไป๋เหอด้วยความเร็ว
“นั่นมันเคล็ดวิชาระดับวายุนี่!!” หลินปออุทานออกมา เคล็ดวิชาระดับวายุเป็นวิชาที่หายากระดับหนึ่งและก็ฝึกยากด้วยดูท่าแล้ววิชาดาบโลหิตเพลิงมันยังไม่สมบูรณ์แบบ ถึงยังไม่สมบูรณ์แต่อนุภาพของมันก็สามารถฆ่าไป๋เหอได้เหมือนกัน เขาวิเคราะห์ดูเมื่อได้เห็นพลังนั้นสัมผัสได้ว่ามันมีความรุนแรงอยู่
ในขณะที่เขาตกตะลึงกลัวว่าไป๋เหอจะได้รับอันตรายขณะนั้นเองกระบี่ที่ไป๋เหอถืออยู่ก็เกิดแสงประกายจ้าขึ้นก่อนจะโต้ตอบกลับด้วยการตวัดสกัดพลังดาบนั้นไว้
“กระบี่พันเล่ม” สิ้นเสียงเอ่ยพูดกระบี่ 10 เล่มปรากฏขึ้นกลางอากาศล้อมรอบกายไป๋เหอก่อนที่จะพุ่งไปสกัดพลังดาบนั้นด้วยการพุ่งโจมตีแสงพลังที่วิ่งเข้ามาใส่
เกิดเสียงระเบิดดังสนั่นพื้นดินสั่นสะเทือนมวลอากาศสั่นไหวเสียงดังจนทำให้แต่ละคนถึงกับปิดหูถอยหลังกันไปหลายเก้า พลังที่ปะทะกันมันรุนแรงจนพวกเขาที่อยู่ล้อมรอบสัมผัสได้บางคนที่อ่อนแอถึงกับกระอักเลือดออกมาเป็นผลจากพลังนั้นก็มี
“นี่มันอะไรกันพลังปราณจากกระบี่นั่นเหตุใดข้าสัมผัสได้ถึงความรุนแรงของมันและเคล็ดวิชาที่เด็กหนุ่มนั้นใช้น่าจะอยู่ในระดับวายุเหมือนกัน แต่เด็กนั่นด้วยวัยเท่านี้จะมีเคล็ดวิชาระดับนี้ได้อย่างไร” รุ่ยเผิงที่ไม่อยากจะเชื่อว่าเด็กธรรมดาอายุเท่านี้สามารถศึกษาวิชาเคล็ดลับระดับวายุได้แล้ว แม้มันยังไม่สมบูรณ์แต่อนุภาพของมันก็ใช่ย่อยสามารถสกัดพลังของเฉิงจิ้งได้ถือว่าไม่เลว
ระดับชั้นพลังของเขาอยู่เทียบเท่ากับเฉิงจิ้งเมื่อได้เห็นว่าไป๋เหอสามารถใช้พลังระดับเคล็ดวิชาวายุได้เขาเริ่มเหงื่อตก
“นายท่านข้าคิดว่าเด็กผู้นี้จะต้องมีที่มาที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน กระบี่ที่ใช้ก็น่าจะมีคนให้มาปกป้องตัวแม้ชั้นพลังจะต่ำกว่าผู้อาวุโสเฉิงข้าคิดว่าสู้ไปนานๆเดี๋ยวพลังปราณก็หมด นายท่านอย่าพึ่งเป็นกังวลไป” ลูกน้องคนสนิทข้างกายกล่าวขึ้นเมื่อเห็นสีหน้าผู้เป็นนายเริ่มตึงเครียด
เมื่อได้รู้ว่าเด็กหนุ่มผู้นี้นอกจากกระบี่ระดับสวรรค์แล้วยังมีเคล็ดวิชาระดับวายุ ทำให้ไม่ควรประเมินเด็กผู้นี้ต่ำไปไม่รู้ว่าเด็กนี่มีอะไรที่ยังไม่เอาออกมาใช้อีกพวกเขาไม่ควรประมาท
“เจ้ามีอะไรที่จะใช้ออกมาต่อสู้อีกหรือไม่”เฉิงจิ้งกล่าวขึ้นเมื่อกี้เขารับรู้แล้วว่าประเมินเด็กผู้นี้ต่ำเกินไป
ไป๋เหอยิ้มมุมปากก่อนจะกล่าวตอบ “มีอีกเยอะ อย่าเสียเวลาพูดมากเลยจู่โจมมาเลยหรือหากคิดว่าสู้ข้าไม่ได้ก็ถอยออกไปวิ่งหนีให้ไกลยิ่งดี”
“เจ้าเด็กเหลือขอปากดีนักเจ้ากล้าพูดกับข้าเช่นนี้ได้อย่างไรเจ้ามันก็แค่เด็กอวดดีจะสู้กับข้าที่มีประสบการณ์เหนือชั้นกว่า มีความสามารถเท่าหางอึ่งริอาจจะมาลองเทียบเท่ากับราชสีห์อย่างข้าไม่ดูตนเองเลย” เขาชี้หน้าเด็กหนุ่มอย่างโกรธเกรี้ยวมือไม้เริ่มสั่นเพราะโมโหแม้จะรู้ว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าพอมีฝีมือแต่คำพูดเจ้าเด็กนั่นก็ทำให้เขาเหลืออด ช่างปากดีโอหังนักเขาจำเป็นจะต้องสั่งสอน
“จะเป็นอึ่งหรือเป็นราชสีห์ข้าก็สามารถโค่นเจ้าลงได้ ตาแก่อย่างเจ้าก็ปากดีใช่ย่อยเหมือนกันนึกว่าตนเองเก่งคนเดียวหรือยังไง”
ตั้งแต่มีอาวุธระดับจุติอยู่ในมือไป๋เหอมีความกล้าท้าทายอำนาจคนที่อยู่ตรงหน้าได้อย่างไม่คิดกลัวออกจะลำพองใจอยู่ไม่น้อยและคนตรงหน้าระหว่างเขากับคนผู้นั้นชั้นพลังก็เท่ากันถือว่าเขาได้เปรียบถึงกล้าที่จะเอ่ยแบบนี้ออกมาไม่เกรงกลัวไอสังหารที่แผ่ออกมาจากร่างคนผู้นั้นแม้แต่น้อย
“ไอ้เด็กเวร ข้าจะสู้กับเจ้าให้ถึงที่สุดดูสิว่าคนแก่อย่างข้าไม่สามารถฆ่าคนอย่างเจ้าได้เลยเหรอ”
ตอนนี้เขาเคียดแค้นเจ้าเด็กพูดจาโอหังเช่นนี้มากอารมณ์โทสะรุนแรงที่อยู่ภายในใจต้องได้รับการปลดปล่อยออกมาพูดแล้วก็พุ่งตัวด้วยความเร็วดาบชี้ตรงไปยังไป๋เหอที่กำลังทำใบหน้าเยาะเย้ยตนเอง ความโกรธความเกลียดมีสุมเต็มอกเขาไม่เคยเจอใครที่ทำหน้าเยาะเย้ยกับเขาเช่นนี้ทั้งที่ชั้นพลังต่ำกว่าตนเองแท้ๆ แค่มีของดีอยู่กับตัวแต่คิดว่าตนเองเก่งกาจไร้คู่ต่อสู้มันช่างเหิมเกริมยิ่งนัก
เฉิงจิ้งกำดาบแน่นทะยานพุ่งเข้าโจมตีทันที
ไป๋เหอหลบหลีกดาบที่กำลังพุ่งมาแทงตนเองพร้อมกับขยับกระบี่เข้าฟาดฟัน
ท่วงท่าลีลาทั้งสองคนต่างก็ไม่มีใครยอมใครคนหนึ่งรับคนหนึ่งโจมตีจนเสียงกระบี่และดาบที่ปะทะกันเกิดเสียงดังสนั่นออกมา
ดาบที่โจมตีใส่นั้นดูรุนแรงตวัดแต่ละครั้งไป๋เหอต้องกำกระบี่ไว้แน่นไม่ให้กระเด็นหลุดมือถึงเป็นอย่างนั้นแต่สีหน้าเขายังคงเรียบเฉย
พลังลมปราณถูกปล่อยใส่เข้าไปที่ดาบอย่างไม่หยุดตวัดดาบไปมาหมายจะฟันร่างเจ้าเด็กนั้นให้ขาด
ไป๋เหอคิดว่าตนเองแม้จะรับได้แต่ก็เหมือนว่าจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบมากกว่าด้วยว่าไม่ได้โจมตีมีแต่ตั้งรับ เขาจึงพุ่งตัวลอยขึ้นไปบนอากาศด้วยความเร็วฟาดกระบี่อีกครั้งเข้าใส่ตาแก่ที่กำลังลอยขึ้นตามมา
“กระบี่พันเล่ม” เขาแผดเสียงขึ้นฟาดมันลงไปยังร่างนั้นไม่ทันให้ตาแก่ได้มีเวลาตั้งตัว
เฉิงจิ้งใช้ความว่องไวของวิชาบาทาไร้เงารีบเบี่ยงตัวหลบกระบี่เล่มแรกและใช้ดาบฟันกระบี่ที่วิ่งเข้ามาติดๆ ป้องกันตัวอย่างไว แต่มันกลับหลีกไม่พ้นกระบี่เล่มหนึ่งที่หลุดออกมาถึงกับทำให้แขนเขาได้รับบาดเจ็บจนได้ เขามองมันที่มีเลือดไหลออกมาจากแขนเสื้อที่ขาดถึงกับกำหมัดไว้แน่นเงยหน้าขึ้นไปมองด้วยแววตาเหี้ยมเกรียม
“เจ้า!!” เฉิงจิ้งมีสีหน้าดุร้ายราวจะกินเลือดกินเนื้อคนที่ลอยอยู่กลางอากาศแววตามีความอาฆาตแค้นุรนแรงแฝงอยู่ในนั้น เขาจะบาดเจ็บเพราะเจ้าเด็กเวรนั่นได้อย่างไรเขาไม่อาจยอมรับได้
ไป๋เหอมีใบหน้าระรื่นเมื่อทำให้ชายผู้นั้นได้รับบาดเจ็บและการยิ้มของเขาเหมือนเป็นการเยาะเย้ยดูถูก
เฉิงจิ้งเก็บดาบไว้ในถุงมิติแล้วดึงบางสิ่งออกมาแทน นั่นมันคือ ลูกปะคำใส่ข้อมือก่อนที่จะโยนมันขึ้นกลางอากาศขยับฝ่ามือไปมาราวกับว่ากำลังร่ายคาถาก่อนจะเห็นว่าสร้อยลูกปะคำมันขยับขยายใหญ่เป็นวงกว้างสามารถมัดคนไว้ได้ถึง10 ร่างส่องแสงสีเหลืองออกมา
ทุกคนต่างตกตะลึงร่างกายแข็งค้างกับอาวุธชิ้นนี้ที่ไม่ค่อยได้พบ
ไป๋เหอที่ลอยอยู่กลางอากาศเงยหน้าจ้องมองมันว่าจะเกิดอะไรขึ้นเขาคิดจะทำอะไรกับอาวุธชิ้นนี้ แววตาไม่ได้ตื่นตระหนกสักนิดแต่กำลังนึกถึงนิยายที่ตนเองเคยอ่านว่าอาวุธชิ้นนี้ทำอะไรได้บ้างความสามารถคงจะไม่เกินกันเท่าไหร่แล้วเขาควรจะใช้วิธีอะไรกำจัดอาวุธชิ้นนี้ดีไป๋เหอใช้สมองอันน้อยนิดคิดไตร่ตรองอย่างรอบคอบ
ก่อนดวงตาทุกคนจะเบิกกว้างขึ้นเมื่อเห็นมันเริ่มทำงาน
ปลดลอกอ่านฟรีวันละ 1 ตอนและติดเหรียญอ่านล่วงหน้าเพื่อหารายได้ครับ
จะรีบปั่นงานออกมาให้เยอะ ๆ ที่สุด ฝากกดติดตามกดสนับสนุนให้กำลังใจกันด้วยนะครับผม หากผมทำผิดพลาดประการใดต้องขออภัยด้วยนะหวังว่าทุกคนจะไม่โกรธหรือถือสานักเขียนตัวน้อย ๆ
ขอบพระคุณครับ