ระบบฝึกยุทธ์ในต่างโลก : เกิดใหม่ครั้งนี้ข้าจะเป็นอัจฉริยะไร้ที่เปรียบ 【จบ】

    เล่มที่ 2 บทที่ 55 ร่วมกันกดดัน

            สายลมอ่อนโยนพัดพลิ้ว นกร้องเพลงยามอรุณรุ่งวันใหม่มาเยือนดังคาดหวัง

            ต้วนจื่อหลับสนิทตลอดคืนในความฝันเขารู้สึกเหมือนถูกห่อหุ้มด้วยสำลี นุ่มละมุนสบาย

            แม้ยามลืมตาตื่นเขาก็ยังคงสัมผัสได้ถึงความรู้สึกนั้น

            ต้วนจื่อขยี้ตาที่ยังปรือปรอยลุกขึ้นมองไปรอบๆ ดวงตาก็เบิกกว้างขึ้นทันใด

            ข้างเตียงของเขาเถียนโหรวโหรวที่ร่างเปลือยเปล่ากำลังหลับใหล ดวงตาปิดสนิทท่วงท่าเกียจคร้านนั้นราวกับแมวน้อยน่ารักตัวหนึ่ง

            “ฉิบหายแล้ว หรือว่าข้า...” ต้วนจื่อใจสั่น

            เขาพยายามนึกถึงเรื่องราวเมื่อวานเค้นหาความทรงจำในสมอง แต่ก็ไม่พบว่าตนเองได้ทำเรื่องชั่วร้ายอะไรลงไป

            “เพียะ!”

            ต้วนจื่อตบหน้าตัวเองหนึ่งฉาด

            ไอ้เวร!

            ไอ้คนไม่เอาไหน!

            เนื้อที่วางอยู่ตรงหน้าไม่กินแต่เจ้ากลับเอาแต่นอนเนี่ยนะ?

            แทนที่จะลุกขึ้นมาสนุกสุดเหวี่ยงแต่เจ้าเลือกที่จะนอนเนี่ยนะ?!

            ถ้าเมื่อคืนเขาได้ทำเรื่องสนุกสุดเหวี่ยง ‘โดยไม่รู้ตัว’ ต้วนจื่อก็ยังพอจะหาเหตุผลเข้าข้างตนเองมาอธิบายหลอกล่อท่านผู้อ่านได้ทว่าตอนนี้เขาอยู่ในสภาพที่ตื่นเต็มตา หากไปทำอะไรเถียนโหรวโหรวที่อยู่ข้างๆนั่นมันเข้าข่ายนิยายเรื่องนี้ต้องโดนแบนเอาน่ะสิ!

            “ค่อยว่ากันทีหลังเถอะยังไงวันหน้าก็ยังมี!” ต้วนจื่อถอนหายใจอย่างแผ่วเบาก่อนลุกขึ้นจากเตียงอย่างเงียบเชียบเขาสวมเสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้วไปตรวจสอบสถานการณ์ของต้วนเยว่เอ๋อร์ที่นอนอยู่ในห้องของเถียนโหรวโหรว

            หลังจากมองสำรวจอยู่หลายครั้งพบว่านางไม่มีปัญหาอะไร จึงค่อยโล่งอก

            เมื่อนึกถึงประสบการณ์หวาดเสียวเมื่อคืนต้วนจื่อก็หวาดกลัวเล็กน้อย รู้สึกว่าไม่เคยเฉียดใกล้เส้นตายขนาดนี้มาก่อน

            “จะทำตัวเหลาะแหละต่อไปไม่ได้แล้วต่อไปต้องใช้เวลาให้มากขึ้นในการเพิ่มค่าเทียนซิ่วเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน”

            เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาก็ใช้จิตสำรวจยอดคงเหลือ

            ถึงจะรู้ดีว่าไม่ว่าอย่างไรยอดตัวเลขก็คงเป็นเลขหลักหน่วยแต่ขอแค่ไม่ใช่ศูนย์ก็ยังพอเป็นกำลังใจได้บ้าง

            แต่สิ่งที่ทำให้ต้วนจื่อตะลึงงันก็เกิดขึ้น

            ยอดคงเหลือค่าเทียนซิ่วของเขาไม่ได้เป็นเลขหลักหน่วยทว่ากลับเป็นเลขห้าหลัก

            10,086!

            เลขห้าหลักที่มีความหมายอย่างยิ่ง!

            ต้วนจื่อถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก

            นี่มันสถานการณ์บ้าบออะไรละเนี่ย?

            เมื่อคืน เขาใช้ [อ่อนแอเหนือขีดจำกัด] นานถึงสิบนาทีเพื่อดึงวิญญาณจิ้งจอกสวรรค์ทำให้ค่าเทียนซิ่วหมดเกลี้ยง แต่ทำไมวันนี้พอตื่นเช้ามามันกลับเพิ่มขึ้นมามากมายเช่นนี้?

            ด้วยความสงสัยต้วนจื่อจึงไม่ลังเลที่จะถามระบบ  @ระบบ “ท่านอยู่หรือไม่? ข้ามีเรื่องจะถาม ด่วน!”

            “ไม่อยู่!”

            ต้วนจื่อหางตากระตุกครั้งหนึ่งอย่างไม่สบอารมณ์“ท่านราชินี ท่านอยู่หรือไม่ขอรับ?”

            “อยู่เจ้าค่ะ เพียงท่านผู้ใช้ว่ามาระบบอย่างข้าก็พร้อมให้บริการด้วยใจ จนทำให้ท่านสุขสันต์ปรีดีย์จนหายใจไม่ออก”

            ต้วนจื่อ “......”

            ฮัลโหล นี่ใช่เบอร์ 191ไหม? แถวนี้มีระบบป่าเถื่อนกำลังออกอาละวาด!

            “ถาม:ทำไมค่าเทียนซิ่วของข้าถึงเพิ่มขึ้นมากมายขนาดนั้น?”

            “ตอบ:เมื่อคืนระบบมัวแต่ยุ่งกับการฉลองวันเกิดให้แฟนอายุแปดสิบปีจึงไม่ได้มารวมยอดให้เจ้าตอนนี้ค่าเทียนซิ่วเหล่านี้มาจากผลตอบแทนชื่อเสียงที่เกิดจากการแสดงของผู้ใช้เมื่อคืนมีคนหลายพันคนแอบพูดถึงผู้ใช้ ทำให้ชื่อเสียงของท่านเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัวถือเป็นการแสดงฝีมือแบบเนียนๆ เลยนะ”

            “แบบนี้ก็ได้เหรอ?” ต้วนจื่อตกใจในคำตอบที่ได้รับจากนั้นดวงตาของเขาก็เป็นประกายในหัวก็พลันปรากฏเส้นทางแห่งดวงดาวในการเพิ่มจำนวนค่าเทียนซิ่ว

            เขากำลังจะถามระบบอะไรบางอย่างต่อก็พลันได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากข้างนอก 

            ต้วนจื่อชะงักเพราะสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันหนักหน่วงหลายสายที่วนเวียนอยู่ใกล้จวนตระกูลเยี่ยนมันคือกลิ่นอายของผู้มาเยือนประสงค์ร้าย

            เขาหรี่ตาลงหยุดการสนทนากับระบบแล้วเดินออกจากห้อง หวังจะไปตรวจสอบดู

            ทันทีที่ออกจากประตูก็เห็นโม่ลั่วฮว่าเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

            เมื่อเห็นต้วนจื่อ นางก็รีบกล่าว“คุณชาย ข้ากำลังจะไปหาท่านพอดีเจ้าค่ะตระกูลต้วนกับตระกูลลวี่ร่วมมือกับตระกูลพันธมิตรบางตระกูลมาอาละวาดที่จวนตระกูลเยี่ยนดูเหมือนว่าจะมาหาเรื่องท่าน คุณหนูเยี่ยนบอกให้ท่านหลบซ่อนตัวอย่าออกไปข้างนอกเด็ดขาด”

            ต้วนจื่อขมวดคิ้ว

            เมื่อวานตอนที่จัดการต้วนเอ้อร์กับลวี่จื่อฮั่นเขาก็เตรียมใจไว้แล้วว่าจะต้องถูกตระกูลต้วนกับตระกูลลวี่เล่นงาน

            แต่เขาไม่คาดคิดว่าทั้งสองตระกูลนี้จะร่วมมือกันบุกมาทั้งยังชักชวนคนมาเพิ่มบรรยากาศด้วย ดูท่าทางคงอยากจะกดดันตระกูลเยี่ยนบีบให้ส่งเขาออกไป

            เมื่อคิดได้ดังนั้นต้วนจื่อจึงตัดสินใจในทันที “ข้าจะออกไปดูเจ้าดูแลพี่สาวข้าให้ดี อย่าให้นางออกมา”

            โม่ลั่วฮว่าสีหน้าเปลี่ยนเล็กน้อยนางรีบขวางต้วนจื่อไว้

            “คุณชายตอนนี้สถานการณ์ข้างนอกไม่สู้ดีนัก หากท่านออกไป ท่านต้องเกิดอันตรายเป็นแน่”

            “คนเป็นลูกผู้ชายจะมุดหัวหลบอยู่ได้อย่างไร?”ต้วนจื่อส่ายหน้าเล็กน้อย กล่าวต่อว่า “พวกเรามาอาศัยอยู่ในจวนตระกูลเยี่ยนมันก็เป็นการสร้างความเดือดร้อนให้พวกเขาอยู่แล้วตอนนี้คนอื่นกำลังช่วยพวกเราแบ่งเบาภาระ จะให้ข้าเป็นไอ้ขี้ขลาดตาขาวได้อย่างไร?”

            กล่าวจบ เขาไม่รอให้โม่ลั่วฮว่าได้ห้ามปรามเดินไปยังประตูจวนตระกูลเยี่ยนในทันที

            ..................

            ในเวลาเดียวกัน หน้าประตูจวนตระกูลเยี่ยนฝูงชนยืนออกันเป็นวงกลม พูดคุยกันเสียงดัง

            “เกิดอะไรขึ้นเหตุใดคนเยอะแยะมายืนออกันอยู่ตรงนี้?”

            “ท่านไม่รู้หรือ? ตระกูลต้วนกับตระกูลลวี่รวมตัวกับตระกูลอื่นๆมาหาเรื่องตระกูลเยี่ยนน่ะสิ!”

            “ไม่จริงน่า หลายปีมานี้แม้ว่าตระกูลใหญ่ๆ ในเมืองจื่อหรานจะขัดแย้งกันอยู่บ้างแต่ก็ไม่เคยมีใครกล้าออกมาอย่างโจ่งแจ้งเช่นวันนี้มาก่อน มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”

            “ข่าวลือหนาหูว่าในการประลองเชื่อมสัมพันธ์ตระกูลต้วนเมื่อวาน ต้วนจื่อได้ทำร้ายต้วนเอ้อร์บุตรชายของต้วนเฉวียนเซิน ซ้ำยังสังหารลวี่จื่อฮั่นซึ่งเป็นคุณชายใหญ่แห่งตระกูลลวี่ วันนี้พวกเขาจึงยกขบวนกันมาเช่นนี้เห็นทีคงมุ่งเป้ามาที่ต้วนจื่อเป็นแน่”

            “ต้วนจื่อ? ไอ้คนไม่ได้เรื่องแถมยังปัญญาอ่อนน่ะหรือ?คนอย่างเขาเนี่ยนะจะไปทำลายต้วนเอ้อร์ได้? วันนี้ข้ายังไม่สร่างเมาหรือว่าพวกท่านสมองไหลไปแล้ว?”

            ..................

            เสียงพูดคุยกันดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง

            ด้วยคำอธิบายจากผู้รู้ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆผู้ชมทั้งหลายก็เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงสาเหตุที่ตระกูลต้วนและตระกูลลวี่นำกำลังพลมาสร้างความเดือดร้อนที่บ้านตระกูลเยี่ยนในที่สุด

            เบื้องหน้าฝูงชนที่รายล้อมคือกลุ่มผู้ฝึกตนที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีผู้นำคือต้วนเฉวียนเซินและลวี่เอ้อร์ชาน และถัดไปคือบรรดาผู้นำของตระกูลขนาดกลางอีกจำนวนหนึ่ง

            ต้วนเฉวียนเซินส่งสายตาให้ลวี่เอ้อร์ชานเป็นเชิงบอกให้เริ่มแผนการ

            ลวี่เอ้อร์ชานเข้าใจในทันทีแล้วจึงรวบรวมพลังลมปราณอันแข็งกล้า ตะโกนก้อง “คนของตระกูลเยี่ยนข้าจะพูดเป็นครั้งสุดท้าย ส่งตัวต้วนจื่อ ไอ้ตัวการที่ฆ่าลูกชายของข้าออกมาหากไม่ทำตาม อย่าโทษว่าพวกข้าจะทำลายประตูตระกูลเยี่ยนให้สิ้นซาก”

            เสียงกึกก้องกระหึ่มสะท้านสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วบริเวณใกล้จวนตระกูลเยี่ยน ผู้ที่มามุงดูต่างพากันเอามืออุดหูขมวดคิ้วแน่น

            แม้ตระกูลลวี่จะเป็นเพียงตระกูลขนาดกลางแต่ความแข็งแกร่งของลวี่เอ้อร์ชาน ผู้นำตระกูลลวี่กลับไม่ได้อ่อนด้อยแต่อย่างใดระดับพลังฝีมืออยู่ในขอบเขตเริ่มต้นยุทธ์ระดับสามว่ากันว่าใกล้จะทะลวงไปสู่ขอบเขตเริ่มต้นยุทธ์ระดับสี่แล้วคนอย่างเขานับว่าไม่ควรมองข้าม

            “เอี๊ยด!”

            จู่ๆ ประตูจวนตระกูลเยี่ยนก็เปิดออก

            “ลวี่เอ้อร์ชานเจ้ามายืนตะโกนโวยวายอยู่ที่หน้าประตูจวนตระกูลเยี่ยนของพวกข้าแต่เช้าหรือพวกเจ้าคิดว่าตระกูลเยี่ยนของพวกข้าเป็นพวกขี้ขลาดกัน?”

            ในขณะที่เสียงดังขึ้นเยี่ยนเต๋อจื้อก็นำคนสองสามคนเดินออกมาอย่างช้า ๆ

            ผู้คนทั้งบริเวณต่างก็ตะลึงลานไปตามๆ กัน

            ต้วนเฉวียนเซิน และคนอื่นๆ ก็เบิกตากว้าง

            เยี่ยนเต๋อจื้อไม่ได้ถูกไข้ป่าดำเล่นงานจนป่วยหนักใกล้ตายหรอกหรือ?

            เหตุใดตอนนี้ถึงยังสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น?

            “เยี่ยนเต๋อจื้อ ท่านหายดีแล้วหรือ?”ลวี่เอ้อร์ชานเบิกตากว้าง เต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ

            เหตุผลที่พวกเขากล้าที่จะร่วมมือกันกดดันตระกูลเยี่ยนส่วนใหญ่ก็เป็นเพราะพิจารณาว่า เยี่ยนเต๋อจื้อป่วยหนักนอนอยู่บนเตียงตระกูลเยี่ยนขาดกำลังสำคัญไปหนึ่งคน คงไม่สามารถต้านทานพลังที่พวกเขาร่วมมือกันได้

            แต่สถานการณ์ในตอนนี้มันเกินกว่าที่พวกเขาได้วางแผนควบคุมสถานการณ์ไว้ตั้งแต่แรก

            เยี่ยนเต๋อจื้อยืนผงาดอย่างหยิ่งผยองแววตาเย็นชา “ฟังจากน้ำเสียงของเจ้าเหมือนว่าอยากให้ข้าตายไวๆ อย่างนั้นแหละ?”

            ลวี่เอ้อร์ชานถึงกับพูดไม่ออก

            เขาไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดีที่จริงในใจของเขาอยากให้เยี่ยนเต๋อจื้อตายจริงๆ กลุ่มผู้นำของตระกูลอื่นๆที่ยืนอยู่ตรงนี้ก็มีความคิดเช่นเดียวกัน

            เมื่อเยี่ยนเต๋อจื้อตายตระกูลเยี่ยนจะไม่เพียงแต่สูญเสียผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตเริ่มต้นยุทธ์ระดับหกไปหนึ่งคนหากแต่ยังสูญเสียซึ่งเสาหลักและขวัญกำลังใจ ภายใต้สถานการณ์อันเลวร้ายสมาคมการค้าเยี่ยนย่อมถูกกระหน่ำซ้ำเติม ไม่อาจหวนคืนสู่ความรุ่งโรจน์ดังเดิม

            ถึงตอนนั้นพวกเขาอยากจะแบ่งผลประโยชน์ของตระกูลเยี่ยนก็ย่อมเป็นเรื่องง่าย

            แต่การที่เยี่ยนเต๋อจื้อปลอดภัยดีก็เหมือนฟ้าผ่าลงกลางใจทำให้พวกเขายังไม่หายจากอาการตกใจ

            แผนการยังไม่ทันได้เริ่มก็ต้องเจอกับอุปสรรคใหญ่หลวงเสียแล้ว!

            “ท่านผู้นำตระกูลเยี่ยนเข้าใจผิดแล้วท่านผู้นำตระกูลลวี่หาได้มีเจตนาร้ายเพียงแต่ไม่อาจเชื่อว่าท่านจะฟื้นตัวได้รวดเร็วปานนี้ ตกใจจนเกินเหตุไปบ้าง”ต้วนเฉวียนเซินกลอกตาไปมา ยิ้มอย่างเสแสร้ง

            “อย่างนั้นหรือ?” เยี่ยนเต๋อจื้อหัวเราะในลำคอกวาดสายตาไปยังบรรดาผู้นำตระกูลที่ติดตามมา แล้วกล่าวเสียงเรียบว่า “พวกท่านยกโขยงมาอาละวาดถึงจวนตระกูลเยี่ยนของข้าเช่นนี้ย่อมหมายความว่ามิได้เห็นหัวข้าแล้ว มาเถิดข้าอยากจะรู้ว่าใครกล้ามาต่อกรกับข้าสักตั้ง”

            “ท่านผู้นำตระกูลเยี่ยนอย่าได้ใจร้อนทุกสิ่งทุกอย่างให้ถือเอาความสงบเป็นหลัก” ต้วนเฉวียนเซินกล่าวด้วยน้ำเสียงประนีประนอมพลางหรี่ดวงตาลง กล่าวว่า “การมาของพวกเราครั้งนี้มิได้มีเจตนาประสงค์ร้ายต่อตระกูลเยี่ยนหากแต่มีบุคคลหนึ่งซึ่งบัดนี้ซ่อนตัวอยู่ในจวนเยี่ยนหากท่านผู้นำตระกูลเยี่ยนยินยอมส่งตัวเขาออกมา พวกเราจะถอนตัวทันทีไม่รีรอแม้เพียงเสี้ยววินาทีเดียว”

            เยี่ยนเต๋อจื้อถึงกับตกตะลึง“ตระกูลเยี่ยนของข้ายังมีคนที่ทำให้ทุกท่านเป็นห่วงเป็นใยถึงเพียงนี้ด้วยหรือ?”

            “แน่นอน มีสิ คนคนนั้นคือใครบุตรสาวของท่านย่อมรู้ดีที่สุด” ต้วนเฉวียนเซินมองไปยังเยี่ยนชุยเสวี่ยแล้วยิ้มอย่างมีเลศนัย

            “ใช่ไหม คุณหนูเยี่ยน?”

            เยี่ยนเต๋อจื้อเหลียวหลังกลับไปมองเยี่ยนชุยเสวี่ยแวบหนึ่งเยี่ยนชุยเสวี่ยไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด นางเพียงพึมพำข้างหูของบิดาอย่างแผ่วเบา

            หลังจากฟังจบ เขาก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะ

            “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่สหายต้วนถึงกับมีอารมณ์ฉุนเฉียวเช่นนี้ด้วย ช่างหายากจริงๆ”

            กล่าวจบเยี่ยนเต๋อจื้อก็หันสายตาไปที่ต้วนเฉวียนเซิน แล้วเอ่ยเสียงเนิบนาบว่า“บนเวทีประลอง ย่อมมีพลาดพลั้งเป็นธรรมดา เมื่อวานต่อหน้าคนมากมายท่านก็ยอมรับผิดไปแล้ว ทั้งยังยืนยันว่าต้วนจื่อเป็นผู้บริสุทธิ์แล้ววันนี้เหตุใดจึงกลับคำมาปรักปรำต้วนจื่ออีกเล่า?”

            “ความบาดหมางระหว่างต้วนเอ้อร์บุตรข้ากับต้วนจื่อนั้นถูกพักไว้ชั่วคราวสาเหตุที่ข้ามาในวันนี้ก็เพื่อทวงความยุติธรรมให้บุตรเขยของข้าที่ถูกต้วนจื่อสังหารอย่างเลือดเย็น”ต้วนเฉวียนเซินดีดนิ้ว รอยยิ้มค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชา

            “เมื่อวานหลังจากที่ต้วนจื่อออกจากตระกูลต้วนแล้วก็ได้เดินทางไปยังชั้นใต้ดินของหอคณิกาเหมันต์จันทราของตระกูลลวี่ ทำตามอำเภอใจสังหารผู้ติดตามที่ตระกูลลวี่จ้างมาทั้งยังสังหารลวี่จื่อฮั่นน้องชายของลวี่ฉาเปี่ยวคู่หมั้นของหลานชายข้าต้วนเตียวด้วยกระบี่เล่มเดียว”

            เยี่ยนเต๋อจื้อและคนอื่นๆแสดงออกอย่างชัดเจนว่าแทบจะไม่เชื่อ

            เยี่ยนชุยเสวี่ยขมวดคิ้ว“ท่านบอกว่าต้วนจื่อฆ่าลวี่จื่อฮั่น มีหลักฐานอะไร?”

            “แน่นอนว่ามี” ต้วนเฉวียนเซินตบมือ

            เห็นเพียงฝูงชนแยกออกชายที่สวมชุดรัดรูปเดินออกมา คนคนนี้คือคุณชายรองตระกูลฟู่ ฟู่ลั่วปา

            “ตอนที่เกิดเหตุการณ์ขึ้นเสี่ยวปาอยู่ในที่เกิดเหตุ”

            ฟู่ลั่วปากล่าวรับคำ พยักหน้า“ถูกต้องขอรับตอนนั้นข้าได้เห็นกับตาว่าต้วนจื่อได้สังหารลูกน้องสี่คนที่อยู่ข้างกายลวี่จื่อฮั่นราวกับปีศาจร้ายที่มองชีวิตคนอื่นเป็นผักปลาพฤติกรรมชั่วร้ายชนิดที่ที่ไม่เคยมีมาก่อน”

            เยี่ยนชุยเสวี่ยมีสีหน้าครุ่นคิดยากจะคาดเดา

            เมื่อวานหลังจากต้วนจื่อจากตระกูลต้วนมาก็มีเหตุให้ต้องเสียเวลาไปบ้างกว่าจะพาต้วนเยว่เอ๋อร์และสาวใช้ทั้งสามมาถึงจวนตระกูลเยี่ยนนางเอ่ยถามถึงเหตุที่มา อีกฝ่ายกลับเลี่ยงที่จะตอบ นางจึงมิได้ซักไซ้

            หรือว่าจะเป็นจริงอย่างที่ต้วนเฉวียนเซินและพวกกล่าวต้วนจื่อเป็นฆาตกรกระหายเลือด?

            ไม่จริง!

            ไม่ว่าใครจะทำอะไรก็ต้องมีเหตุผลต้วนจื่อจะฆ่าลวี่จื่อฮั่นย่อมต้องมีสิ่งที่ทำให้เขาโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ!

            ในทางกลับกัน ลวี่เอ้อร์ชานเมื่อกล่าวถึงเรื่องนี้ก็มีความโกรธที่ไม่สิ้นสุด เมื่อความอดทนสิ้นสุดเขาจึงแผดเสียง “เยี่ยนเต๋อจื้อ!ข้าจะไม่รักษามารยาทอันใดอีก ส่งตัวต้วนจื่อที่ฆ่าบุตรชายข้ามาซะดีๆเรื่องนี้จะได้จบ หากไม่ทำตาม จงอย่าโทษว่าพวกข้าไร้ความเมตตา!”

            กลุ่มคนที่อยู่ด้านหลังก็มีท่าทีดุดันราวกับว่าเพียงแค่ลวี่เอ้อร์ชานออกคำสั่งพวกเขาก็จะลงมือต่อสู้กับคนของตระกูลเยี่ยนทันที

            เมื่อเจอกับท่าทีที่แข็งกร้าวเช่นนี้แม้แต่เยี่ยนชุยเสวี่ยก็ยังทนไม่ไหวได้แต่ขอคำชี้แนะจากเยี่ยนเต๋อจื้อด้วยเสียงที่แผ่วเบา“ท่านพ่อ พวกเราควรทำอย่างไรดี?”

            “ไม่ว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องจริงหรือไม่พวกเราก็ต้องรักษาต้วนจื่อเอาไว้ เพื่อตอบแทนบุญคุณที่เขาให้แก่ตระกูลเยี่ยน”เยี่ยนเต๋อจื้อกล่าวอย่างไม่ลังเลเขาส่งสายตาให้ผู้อาวุโสระดับสูงของตระกูลเยี่ยนที่อยู่ข้างๆเป็นเชิงบอกให้เตรียมพร้อมรับมือการต่อสู้ในทันที

            ใครเลยจะคาดคิดก่อนที่เขาจะได้เอ่ยปากปกป้องต้วนจื่อ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นขัดจังหวะ

            “ลวี่เอ้อร์ชานท่านกล่าวหาว่าข้าฆ่าลวี่จื่อฮั่น ทำไมไม่คิดบ้างว่าข้ามีเหตุผลใดจึงต้องลงมือ?”

             

    คล้ายกับเรื่องระบบฝึกยุทธ์ในต่างโลก : เกิดใหม่ครั้งนี้ข้าจะเป็นอัจฉริยะไร้ที่เปรียบ 【จบ】 ที่คุณอ่าน