เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 52 ผู้ที่ใครก็ไม่จดจำ

            หลินเฟิงตอนนี้เหมือนจมดิ่งอยู่ในความลึกลับ

            จังหวะการก้าวเท้าของเขาราวกับว่าเป็นท่วงทำนองที่แสนพิเศษซึ่งท่วงทำนองนี้ก็คือพลัง

            เมื่อหลินเฟิงปลดปล่อยจิตวิญญาณแห่งนักรบออกมาเขาก็รับรู้ถึงความสามารถในการเข้าใจที่น่าเกรงขามของตัวเองอีกครั้งความคิดนับไม่ถ้วนที่ผุดขึ้นมาในหัวของเขา ได้รวมตัวกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน ทำให้ข้อสงสัยมากมายที่หาคำตอบไม่ได้ค่อยๆกระจ่าง

             “จิตวิญญาณแห่งสวรรค์ทำให้ความสามารถในการเข้าใจของข้าแข็งแกร่งขึ้น” หลินเฟิงลอบดีใจขณะที่มือขวาของเขาลดมือไปที่เอวไม่ใช่ที่หลัง

             “หา?” ทุกคนมองตามการเคลื่อนไหวของหลินเฟิงเป็นตาเดียวสายตาของพวกเขาจับจ้องไปที่เอวของหลินเฟิง

             “นั่นมัน...ดาบ!” รูม่านตาของพวกเขาหดลงด้วยความตกใจพวกเขามัวแต่สนใจดาบที่อยู่ด้านหลังของหลินเฟิง จนไม่ทันสังเกตว่าที่เอวของหลินเฟิงมีดาบอ่อนที่คล้ายเข็มขัดคาดที่เอวอยู่

            ระยะห่างระหว่างหลินเฟิงกับชิวหยวนฮ่าวใกล้เข้ามาเรื่อยๆตอนนี้เจตจำนงแห่งดาบอันทรงพลังได้กลืนกินร่างของหลินเฟิงไปอย่างช้าๆจนดูเหมือนกับว่าร่างของหลินเฟิงได้กลายเป็นดาบ

             “จิตวิญญาณ?” เมื่อเห็นฉากนี้ทุกคนก็ยิ่งรู้สึกสับสนขึ้นมา หรือว่าเขาจะครอบครองจิตวิญญาณแห่งดาบ?ไม่อย่างนั้นจะมีเจตจำนงแห่งดาบที่ทรงพลังขนาดนี้ครอบคลุมร่างได้อย่างไร

            ทุกคนเพิ่งตระหนักได้ว่าตั้งแต่เริ่มการประลองจนถึงตอนนี้หลินเฟิงยังไม่เคยปลดปล่อยจิตวิญญาณของตัวเองออกมาเลย... นี่เขาแข็งแกร่งขนาดไหนกันเนี่ย!

            ทุกก้าวที่หลินเฟิงเดินเจตจำนงแห่งดาบก็ยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้หลินเฟิงรู้สึกเบิกบานใจขึ้นมา

             “ทุกสรรพสิ่งล้วนมีพลังดาบก็ย่อมมีพลัง ในเมื่อดาบมีพลังแล้วทำไมต้องใช้คลื่นดาบช่วยด้วยเล่า”

            การใช้ดาบของหลินเฟิงก่อนหน้านี้จำเป็นต้องปลดปล่อยคลื่นดาบออกมาก่อนแต่ตอนนี้หลินเฟิงใช้ร่างกายของตัวเองเป็นสื่อกลาง ขยับดาบตามใจเคลื่อนไหวพลังตามใจชอบ ตราบเท่าที่ความคิดยังโลดแล่น ดาบและพลังก็สามารถปลดปล่อยออกมาจากร่างได้

            ร่างของเขาก็เหมือนดาบเล่มหนึ่งและเป็นดาบที่แหลมคมไร้เทียมทาน

            ยิ่งในใจของหลินเฟิงผ่อนคลายเท่าไรเจตจำนงแห่งดาบก็ยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ตามชิวหยวนฮ่าวยังคงขมวดคิ้วแน่นรู้สึกตึงเครียดไปทั่วร่างเนื่องจากถูกเจตจำนงแห่งดาบกดดันทำให้ร่างกายของเขาตึงเครียดและขนลุก ชิวหยวนฮ่าวรับรู้ถึงพลังที่แข็งแกร่งอย่างหาที่เปรียบไปไม่ได้จากร่างของหลินเฟิง

            หลินเฟิงสามารถทำลายจิตวิญญาณกายาทองคำของเขาได้แน่ๆ

             “จะปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้” ชิวหยวนฮ่าวพึมพำกับตัวเองในใจ ความเชื่อมั่นของเขาถูกกัดกร่อนด้วยเจตจำนงแห่งดาบที่ทรงพลังนี้อีกทั้งเจตจำนงแห่งดาบของหลินเฟิงดูจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆถ้ารอจนหลินเฟิงเดินเข้ามาใกล้เขามากไปกว่านี้เกรงว่ามันคงเป็นเรื่องยากที่จะพลิกสถานการณ์ขึ้นมาอีกครั้ง

            ชิวหยวนฮ่าวคิดไม่ถึงเลยว่าเขาจะมาถูกคนไม่มีหัวนอนปลายเท้าในเมืองเล็กๆอย่างหยางโจวทำให้จนตรอกแบบนี้

            คนที่น้องสาวของเขาเชิญมาคนที่เขาเรียกมันว่าสุนัข กลับเป็นคนที่เหนือกว่าเขา!

            แสงสีทองแพร่กระจายไปทั่วร่างของเขาชิวหยวนฮ่าวปลดปล่อยลมปราณที่ทรงพลังออกมา ส่งผลให้กลิ่นอายรอบตัวเขาเต็มไปด้วยพลังที่แข็งแกร่ง

             “กายาทองคำไร้พ่าย”

            ในที่สุดชิวหยวนฮ่าวก็เป็นฝ่ายเริ่มโจมตีก่อนเสียงตะโกนผสานเสียงระเบิดดังกึกก้องไปทั่วเวทีประลอง การโจมตีในครั้งนี้รุนแรงกว่าครั้งก่อนหลายเท่า

             “ดาบ”

            หลินเฟิงพูดสั้นๆออกมาคำหนึ่ง ทันใดนั้นเจตจำนงแห่งดาบอันทรงพลังก็ทะลักออกมาจากร่างเขาทำให้อากาศรอบๆ ตัวพลันฉีกขาด และพุ่งทะยานไปที่ร่างของชิวหยวนฮ่าว

            เพียงแค่การโจมตีเดียวก็ทำให้กายาทองคำของชิวหยวนฮ่าวสั่นไหวเสียงปริแตกดังขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ราวกับพร้อมจะฉีกขาดได้ทุกเมื่อความแข็งแกร่งของเจตจำนงแห่งดาบที่ปลดปล่อยออกมาได้ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า

            “แกร๊ก!”

           กายาทองคำของชิวหยวนฮ่าวพลันแตกหักส่วนจิตวิญญาณของเขาก็แตกสลาย ชิวหยวนฮ่าวกระเด็นออกไปจากเวทีประลองอย่างรวดเร็วพร้อมเลือดที่กระอักออกมาเป็นสาย

            ไร้เทียมทานไม่ว่าจะเป็นใครหรือรอบไหน เพียงแค่กระบวนท่าเดียวก็ไม่สามารถต้านทานคลื่นดาบของตั๋วมิ่งได้

            วินาทีนั้นฝูงชนพากันตกตะลึงจนอ้าปากค้างพวกเขาจ้องมองไปที่หลินเฟิงเป็นตาเดียว

            แข็งแกร่งนี่คือความแข็งแกร่งอย่างแท้จริง!!!

            มันไม่สำคัญว่าเจ้าจะเป็นใครหรือเป็นอัจฉริยะมาจากที่ไหนเพราะสุดท้ายแล้วก็ต้องยอมสยบภายใต้คมดาบของข้า

            “สุดยอด...แข็งแกร่งอะไรอย่างนี้!!! ถ้าตั๋วมิ่งบอกว่าเป็นที่ 2ก็ไม่มีใครกล้าพูดว่าตัวเองเป็นที่ 1 ไม่มีใครต้านทานเขาได้ต้องเป็นตั๋วมิ่งสิถึงจะคู่ควรเรียกว่าอัจฉริยะ”

            ทุกคนแอบคิดในใจอย่างเงียบๆภาพลักษณ์ของหลินเฟิงที่อยู่ในใจของพวกเขา คืออัจฉริยะผู้แข็งแกร่งและบ้าระห่ำอย่างไม่มีใครเทียบ

            “น่าหลันเฟิงหยิ่งยโสโอหังไม่เคยเห็นใครอยู่ในสายตานางคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน? ถึงจะไปแนะนำการบ่มเพาะให้กับตั๋วมิ่ง?นางเทียบไม่ได้แม้แต่ขี้เล็บของตั๋วมิ่งด้วยซ้ำ แล้วไหนจะชิวหยวนฮ่าวอีกเขาทำตัวหยิ่งผยองเรียกตั๋วมิ่งว่าสุนัขทุกคำ แต่มาตอนนี้แค่กระบวนท่าเดียวก็ไม่มีปัญญาต้านทานได้เลย คนที่ควรถูกเรียกว่าสุนัขน่าจะเป็นเจ้าเองมากกว่าไหม?! ถ้าจะบอกว่าเมืองหยางโจวเป็นเพียงสถานที่เล็กๆใช่ เจ้าพูดถูก แต่ถึงอย่างนั้นเจ้าก็ไม่มีคุณสมบัติมากพอที่จะมาทำตัวอวดดีในเมืองหยางโจว!!!”

             “มีเพียงแค่ตั๋วมิ่งที่เป็นที่รักของพระเจ้าเขาคือรุ่นเยาว์อัจฉริยะที่แข็งแกร่งที่สุดของเมืองหยางโจว”

            หลินเฟิงไม่มีทางรู้ว่าในใจของทุกคนกำลังคิดอะไรอยู่หลินเฟิงมองชิวหยวนฮ่าวที่ร่วงจากเวทีประลองไปด้วยสายตาที่ไร้ความรู้สึกนี่เป็นราคาที่เขาต้องจ่ายสำหรับการที่เขากล้าดูถูกเหยียดหยามคนอื่นอย่างไร้เหตุผล

            หลินเฟิงไม่สนใจชิวหยวนฮ่าวอีกต่อไปดวงตาที่ลึกล้ำของเขาจ้องมองไปที่หลินเชียน วันนี้เขาจะใช้หลินเชียนลบล้างความอัปยศของตัวเอง

            “เหลือแค่เราสองคนแล้วนะขึ้นมาสิ” น้ำเสียงราบเรียบของหลินเฟิงทำให้หลินเชียนตัวสั่นด้วยความกลัวตอนนี้นางไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี

            ความแข็งแกร่งของนางกับน่าหลันเฟิงนั้นใกล้เคียงกันแต่ถึงอย่างนั้นน่าหลันเฟิงก็ถูกชิวหยวนฮ่าวจัดการได้อย่างง่ายดาย

            แต่สุดท้ายชิวหยวนฮ่าวผู้แข็งแกร่งก็ไม่สามารถต้านทานดาบของตั๋วมิ่งได้ขนาดชิวหยวนฮ่าวยังพ่ายแพ้ แล้วตัวนางจะมีโอกาสชนะหรือ?

            “เขาเป็นใครกัน?ทำไมถึงแข็งแกร่งขนาดนี้???” หลินเชียนคิดในใจอย่างเงียบๆความมั่นใจของนางถูกบดขยี้จนไม่มีชิ้นดี

            ก่อนหน้านี้นางคิดว่าด้วยระดับการบ่มเพาะขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่1 จะไม่มีใครเป็นคู่ต่อสู้ของนางได้ มีเพียงแค่น่าหลันเฟิงกับนางที่เป็นรุ่นเยาว์ซึ่งโดดเด่นที่สุดในเมืองหยางโจว

            แต่หลังจากที่ชิวหยวนฮ่าวปรากฏตัวออกมาหลินเชียนจึงเข้าใจว่าเหนือฟ้าย่อมมีฟ้ายังมีรุ่นเยาว์อีกมากมายที่แข็งแกร่งกว่านางมาก

            แต่ในตอนที่นางคิดว่าชิวหยวนฮ่าวเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดตั๋วมิ่งกลับแสดงอิทธิฤทธิ์ออกมา ทำให้นางรู้สึกว่าตัวเองนั้นต่ำต้อยมาก

            “ข้าคิดว่ามันไม่จำเป็นหรอก” หลินเชียนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาถึงแม้ว่าความมั่นใจของนางจะถูกทำลาย แต่นางก็ไม่ต้องการเผยให้ใครเห็นนางไม่อยากพูดคำว่ายอมแพ้ต่อหน้าสาธารณชน

            ดวงตาของหลินเฟิงฉายแววยิ้มเยาะออกมาขนาดมาถึงขั้นนี้แล้ว นางก็ยังไม่ยอมลดความยโสของตัวเองลงอีก

            เคลื่อนไหวดั่งเงาทันใดนั้นร่างของหลินเฟิงก็หายไปจากที่เดิม

            “หลินเชียนถอยออกมา” บนเวทีประลองเหลือเพียงแค่ 2 คน หลินป้าต้าวกลัวว่าตั๋วมิ่งจะทำร้ายหลินเชียนจึงตะโกนเตือนขึ้นมาเมื่อเห็นหลินเฟิงเคลื่อนไหวขณะเดียวกันเขาก็ทะยานร่างลงไปที่เวทีประลองหลักอย่างรวดเร็ว

            หลินเชียนที่เฝ้าระวังอยู่ก็รีบดีดร่างถอยหลังไปอย่างรวดเร็วและปลดปล่อยจิตวิญญาณเพลิงน้ำแข็งออกมา จากนั้นก็ควบคุมน้ำแข็งกับเปลวเพลิงให้จู่โจมไปที่ตั๋วมิ่ง

            หลินเฟิงตวัดดาบฟันน้ำแข็งกับเปลวเพลิงที่พุ่งเข้ามาอย่างเนิบนาบพริบตาเดียวน้ำแข็งก็ปริแตก ส่วนเปลวเพลิงก็แตกกระจายออกไปหลินเฟิงพุ่งมาที่ด้านหน้าของหลินเชียน แล้วฟันนางทันที

            “ไสหัวไป!!!” หลินป้าต้าวที่พุ่งเข้ามาตวาดอย่างโมโหในมือของเขาเต็มไปด้วยเปลวเพลิงที่ลุกไหม้จากนั้นก็เขวี้ยงลูกไฟในมือไปชนกับคลื่นดาบนั่น

            “ตูม”ลูกไฟนั่นแข็งแกร่งมาก ถึงแม้ว่าไม่อาจทำลายคลื่นดาบของหลินเฟิงได้แต่ก็ทำให้พลังของคลื่นดาบอ่อนลง แต่ถึงอย่างนั้นแรงปะทะกันระหว่างคลื่นดาบกับลูกไฟได้พัดร่างของหลินเชียนให้กระเด็นออกไป นอกจากนี้หลินเชียนยังได้รับบาดเจ็บจากคลื่นดาบบางส่วน

            “นี่มันหมายความว่ายังไง?เจ้าไม่เห็นกฎของงานชุมนุมอยู่ในสายตาเลยเหรอถึงได้กล้าเข้ามาแทรกแซง” ดวงตาของหลินเฟิงฉายแววเยาะเย้ยขณะที่พูดถากถางไปว่า “รู้ว่าสู้ไม่ได้แต่ไม่อยากขายขี้หน้าคนอื่นเขา เลยยืมมือบิดาให้ช่วย หน้าด้านดีแท้!!!”

            น่าหลันซยงมีสีหน้าอึมครึมอย่างเห็นได้ชัดงานชุมนุมในครั้งนี้ไม่เป็นไปตามที่เขาคิดไว้ ในเมื่อเรื่องมันมาถึงขนาดนี้แล้วจะรักษากฎไปก็ไร้ความหมาย ตั๋วมิ่งกล้าลงมือทำร้ายน่าหลันเฟิงบุตรสาวของเขาแล้วจะให้เขาออกหน้าช่วยมันเนี่ยนะ?!  

            “เจ้าใจกล้าเกินไปแล้ว!!! นี่เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน??? ถึงได้กล้าโอหังขนาดนี้”

            เมื่อหลินป้าต้าวเห็นน่าหลันซยงนิ่งเฉยก็รู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายสนับสนุนเขาดังนั้นจึงกล้าปัดหน้ากากสีเงินบนหน้าของตั๋วมิ่งออก

            หลินเฟิงก็ไม่คิดหลบหนีเขายืนนิ่งๆ ปล่อยให้หน้ากากบนใบหน้าร่วงตกพื้นใบหน้าที่แท้จริงของเขาก็ปรากฏขึ้นมา        

             “เป็นเจ้า”

             “เจ้า...”

            หลินป้าต้าวกับหลินเชียนตะโกนออกมาพร้อมกันเมื่อเห็นใบหน้าที่แท้จริงของตั๋วมิ่ง ร่างของพวกเขาพลันแข็งทื่อความรู้สึกหนาวเย็นแล่นไปทั่วร่าง

            ในขณะเดียวกันทุกคนในตระกูลหลินที่นั่งอยู่บนอัฒจันทร์ต่างก็ตกตะลึงจนอ้าปากค้าง พวกเขาล้วนคาดไม่ถึงว่าชายหนุ่มปริศนาที่แข็งแกร่งและบ้าระห่ำคนนั้นจะเป็นคนของตระกูลหลิน... และยังเป็นคนที่ถูกพวกเขาไล่ออกจากตระกูลอีกด้วย!!!