หนิงหลง : เรื่องวุ่นๆ ของวัยรุ่นกู้จักรวาล (กำลัง Rewrite)

    ตอนที่ 47 ไปเที่ยวพักร้อนสักสามสี่ตอน

    ในเวลานี้เองบรรดาตัวตนที่ดำรงอยู่เหนือกาลเวลาในมิติที่หกจึงได้เข้าใจได้ว่าอะไรที่เรียกว่าหลับตาเป็นกลางคืน ลืมตาเป็นกลางวัน เมื่อก้าวถึงระดับที่สามารถควบคุมมิติที่หกได้หรืออยู่เหนือกว่ามิติที่หกไปแล้ว ตัวตนเหล่านี้ก็สามารถควบคุมจักรวาลได้ตามใจปรารถนา บงการสงสารวัฏจักร และกำหนดช่วงวันเวลา เดินทางย้อนสู่อดีตและหรือเดินทางสู่อนาคต



    "นี่มันคืออะไร?" ครั้นจี้เทียนมองเห็นประกายดาวเป็นจุดๆ ปรากฏบนมือหนิงหลง ซึ่งแลดูเหมือนเป็นพิกัดกาลเวลานิดหนึ่ง



    "โดยปรกติแล้ว ความแตกต่างของมิติกาลเวลาทั่วทั้งหมื่นโลกานั้นไม่เหมือนกัน บ้างก็ว่าในขณะที่โลกเราอยู่ในช่วงกลางวัน อีกโลกหนึ่งก็อยู่ในช่วงกลางคืน และหรือในขณะที่โลกเราผ่านไปแล้วหนึ่งปี ทว่าอีกโลกหนึ่งผ่านไปแล้วสิบปี" เจียงไท่กงได้อธิบายความแตกต่างของมิติเวลาคลายความสงสัยให้กับผู้คน "มีเพียงผู้ยิ่งใหญ่เหนือระดับจอมเทพและจอมจักรพรรดิเท่านั้นที่สามารถมองเห็นของดีๆ เช่นนี้ได้ ทว่าใต้เท้าอาศัยมือข้างเดียวก็สามารถทำให้ความแตกต่างของมิติกาลเวลาปรากฏแก่สายตาของผู้คนบนโลก สิ่งนี้มันอยู่คนละระดับไปแล้วอย่างสิ้นเชิง"



    "โลกอื่นมีลักษณะเช่นใด เป็นแดนของผู้บำเพ็ญตนเหมือนกันหมดใช่หรือไม่" หนึ่งในเจ็ดสิบสองบรรพบุรุษนิกายมารที่ได้ยินคำพูดเช่นนี้ถึงกับอยากรู้อยากเห็นยิ่งนัก



    "ไม่ทั้งหมด" เจียงไท่กงมองดูหนิงหลงที่ทำให้ความแตกต่างของมิติกาลเวลาปรากฏแก่สายตาออกมา เขาถึงกับบ่นพึมพำออกมาว่า "บางโลกก็มีระบบการบำเพ็ญเพียรแตกต่างกันออกไป บางโลกก็มีกลุ่มคนที่เรียกว่าจอมเวทผู้ใช้มานา และยังมีนักรบที่ใช้ออร่า บางโลกก็มีวิทยาการทางเทคโนโลยีล้ำหน้าไปไกล มีนักรบจักรกล ยอดมนุษย์กลายพันธุ์ และผู้ใช้พลังจิต"



    สมาชิกนิกายมารที่ได้รับฟังต่างตัวสั่นเทา อาการสั่นนี้หาใช่มาจากความกลัว แต่เป็นความตื่นเต้นที่จะได้พบเห็นสิ่งแปลกใหม่ ที่จะมาช่วยขยายมุมมองและขอบเขตของพวกเขา



    "ตลอดเวลาที่ผ่านมา โดยสถานการณ์ส่วนใหญ่แล้วการเดินทางข้ามโลกลักษณะเช่นนี้ ผู้ยิ่งใหญ่เหล่านั้นจะไปเพียงลำพังคนเดียว อีกทั้งพวกเขาไม่ต้องการให้ใครมารบกวน มักเลือกที่จะเปิดความแตกต่างของมิติกาลเวลาออกมาบนช่องว่างมิติที่ไกลโพ้นจากสายตาผู้คน เวลานี้ใต้เท้ากลับจะพาคนมากมายข้ามผ่านไป อีกทั้งยังไม่เกรงว่าใครจะมารบกวน ช่างอหังการเหลือเกิน" เจียงไท่กงกล่าวขึ้นมาด้วยความเคารพเต็มสิบส่วน



    การเดินทางข้ามโลกในแต่ละครั้ง มักจะทำด้วยความรอบคอบยิ่งนัก แม้ว่าพวกเขาจะมีความปราศจากผู้ต่อกรยังคงไม่กล้าประมาท



    ดังนั้น จึงมีเพียงผู้ที่พวกเขาไว้ใจมากที่สุดที่สามารถไปส่งการเดินทางหรือติดสอยห้อยตามไปยังโลกอื่น อีกทั้งสถานที่ที่พวกเขาทำการเปิดความแตกต่างของมิติกาลเวลาระหว่างโลกต่างๆ เป็นความลับโดยตลอด พวกเขาจะบอกกล่าวรายละเอียดการเดินทางและสถานที่ของตนให้กับคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้น



    เนื่องจากการเดินทางข้ามโลกนั้นเป็นเรื่องที่อันตรายยิ่งนัก พวกเขาจึงไม่ต้องการให้ขั้นตอนระหว่างการเดินทางไปถูกผู้ใดรบกวน ที่จะมาส่งผลกระทบต่อการเดินทาง



    ตลอดเวลาที่ผ่านมา ขณะที่พวกเขากำลังจะเดินทางข้ามโลกนั้น พวกเขาส่วนใหญ่เลือกที่จะเดินทางไปคนเดียว เนื่องจากในขณะที่กำลังเดินทางข้ามโลกนั้น ไม่เพียงต้องเผชิญกับพลังสยบของความแตกต่างมิติกาลเวลา ที่น่ากลัวยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ในขณะที่กำลังเดินทางจะต้องเผชิญกับบรรดาตัวตนที่ดำรงอยู่เหนือกาลเวลาในมิติที่หก ซึ่งการเดินทางข้ามโลกของพวกเขาอาจจะไปรบกวนตัวตนเหล่านี้ได้



    เมื่อต้องเผชิญกับตัวตนที่อยู่เหนือพวกเขาไปคนละมิติแล้ว ตัวผู้ยิ่งใหญ่เหล่านั้นเองก็ไม่แน่ว่าจะรอดชีวิตไปได้ พวกเขายิ่งไม่สามารถไปให้ความคุ้มครองกับผู้ที่อยู่ข้างกายได้



    การเดินทางข้ามโลกหาใช่เป็นเรื่องง่ายดายขนาดนั้น ต่อให้ผู้ยิ่งใหญ่เหล่านั้นลงมือสุดกำก็สามารถทำได้เพียงทำลายความแตกต่างของมิติกาลเวลาให้เปิดเป็นทางผ่านชั่วคราวที่ให้ตัวเขาผ่านไปได้เพียงคนเดียวเท่านั้น จะอย่างไรเสีย ความแตกต่างของมิติกาลเวลานี้เป็นพลังสยบของสวรรค์ คิดจะเปิดทางออกมาจึงเป็นเรื่องที่ยากมาก และมีเพียงตัวตนที่ใกล้เคียงหรือเหนือกว่าระดับมิติที่ห้าขึ้นไปเท่านั้นที่สามารถทำได้



    เพราะการกระทำลักษณะเช่นนี้นับว่าเป็นการฝืนลิขิตสวรรค์ ที่จะส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งโลกถ้าไม่สามารถควบคุมได้ ด้วยเหตุนี้เอง นับแต่อดีตถึงปัจจุบันจึงมีน้อยคนนักที่รับรู้ถึงร่องรอยการเดินทางของผู้ยิ่งใหญ่เหล่านั้น และน้อยคนนักที่ล่วงรู้ถึงบรรดาบุคคลที่เข้าไปแทรกแซงโลกอื่น



    หนิงหลงที่กล้าเปิดเผยการเดินทางข้ามโลกต่อหน้าสวรรค์และผู้คนเช่นนี้ นับว่าเป็นเรื่องที่สั่นสะเทือนจิตใจผู้คนโดยแท้ สำหรับเจียงไท่กงที่รับรู้ถึงเรื่องราวนี้มากกว่าใครก็เข้าใจเป็นอย่างดีว่า หนิงหลงไม่กลัวว่าใครจะมารบกวนการเดินทางข้ามโลกแต่อย่างใด



    ดังนั้น เมื่อหนิงหลงทำการควบคุมมหาตรีสหัสโลกธาตุ แทรกแซงกฎเกณฑ์ความเป็นจริง เปิดความแตกต่างของมิติกาลเวลาให้ปรากฏต่อสายตาของผู้คน ได้ทำให้ผู้ยิ่งใหญ่ที่หลบซ่อนตัวอยู่ในช่องว่างมิติกาลเวลาต่างๆ และตัวตนที่ดำรงอยู่เหนือกาลเวลาในมิติที่หกถึงกับหวาดกลัวขึ้นมา



    "ตัวตนนี้มันอยู่เหนือมิติที่หกไปไกลโขแล้ว มีเพียงแค่ตัวตนที่ดำรงอยู่ในมิติที่เก้าขึ้นไปเท่านั้นจึงจะกระทำเช่นนี้ได้ สามารถพับทั้งหลายร้อยจักรวาลมาอยู่ในจุดเดียวกัน สามารถเดินทางข้ามจักรวาลทำลายทะลุผ่านความแตกต่างของมิติกาลเวลาในแต่ละระหว่างจักรวาลได้โดยตรง!" ตัวตนที่ดำรงอยู่เหนือกาลเวลาในมิติที่หกถึงกับบ่นพึมพำออกมาด้วยความหวั่นเกรง



    ความจริงแล้วตัวตนที่ดำรงอยู่เหนือกาลเวลาในมิติที่หกก็ใฝ่ฝันถึงเช่นกัน เมื่อมองเห็นประกายที่แวบวับบนมือหนิงหลง เนื่องจากสิ่งนี้คือพิกัดตำแหน่งที่เชื่อมต่อไปยังแต่ละจักรวาล โดยทั่วไปเมื่อไหร่ที่มีการทำลายความแตกต่างของมิติกาลเวลาแล้วก็สามารถเดินทางข้ามโลกได้ แต่พิกัดบนมือหนิงหลงนี่คือการเดินทางข้ามจักรวาลนะเนี่ย น่าเสียดายที่พวกเขาไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปแทรกแซงแย่งชิงได้!



    หนิงหลงในเวลานี้ได้ทำการล็อกเป้าหมายเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ดวงตาที่เยือกเย็นทั้งสองของเขาพลันจ้องมองไปที่รูปภาพเทพมาร และกล่าวขึ้นมาช้าๆ ว่า "พวกเจ้าเตรียมพร้อมแล้วยัง"



    ขณะนี้ สมาชิกนิกายมารทั้งหมดต่างรู้สึกตื่นเต้นดีใจขึ้นมาทันที พลันมีปณิธานการต่อสู้ที่ฮึกเหิม ในเวลานี้กลิ่นอายที่ปราศจากผู้เทียบเทียมได้ตลบอบอวลไปทั่วทั้งสิบแดน นี่คือระดับขั้นพลังสุดขีดของระบบในสิบแดน ทำให้สรรพชีวิตในสิบแดนล้วนแล้วแต่ต้องสั่นเทาและงุนงง



    อัจฉริยะระดับปีศาจเฉกเช่นเย่ฉุ่ยเหยาและฟู่เยว่เทียนว่าน่ากลัวเพียงพออยู่แล้ว เวลานี้ยังเพิ่มผู้พิทักษ์นิกายมารทั้งสี่ทิศ เจ็ดสิบสองบรรพบุรุษมารและบรรดารุ่นอาวุโสที่อยู่ในระดับครึ่งก้าวปรมาจารย์ยุทธ์ กอปรกับสมาชิกนิกายมารนับแสนจากทั่วทั้งสิบแดน พวกเขามารวมกันที่จุดเดียวแล้วระเบิดพลังยุทธ์ออกมาพร้อมกัน ด้วยกำลังเช่นนี้นับว่าในอดีตไม่เคยมีปรากฏมาก่อน



    พลังเช่นนี้สามารถสยบได้ตลอดกาลเลยนะเนี่ย ในเวลานี้ด้วยสถานการณ์เช่นนี้เกือบจะเท่ากับมีปรมาจารย์ยุทธ์นับร้อยปรากฏตัวพร้อมกัน ด้วยกำลังลักษณะเช่นนี้ ไม่ว่าอยู่ในยุคสมัยใดก็ไม่มีผู้ใดสามารถสั่นคลอนได้อยู่แล้ว



    ในเวลานี้ ผู้ที่ตื่นเต้นดีใจไม่ได้มีเพียงสมาชิกนิกายมารเท่านั้น เรียกได้ว่าผู้ที่ตื่นเต้นดีใจสุดไม่พ้นเจียงไท่กง หนิงหลงที่ได้ทำลายความแตกต่างของมิติกาลเวลาลง จึงทำให้ระดับพลังจอมเทพสิบเอ็ดลัคนาปะทุออกมาอย่างไม่ขาดสาย นาทีนี้เหมือนว่าเจียงไท่กงเป็นผู้ปกครองสิบแดนอย่างนั้น ด้วยกลิ่นอายจอมเทพที่ไม่มีสิ้นสุดเช่นนี้ ทำให้ยอดฝีมือทั้งของสิบแดนต้องสั่นเทา ปรมาจารย์ยุทธ์ที่เป็นยอดฝีมือระดับสูงสุดเมื่อรับรู้ถึงกลิ่นอายของจอมเทพเช่นนี้แล้วก็ต้องคุกเข่าลงกับพื้นในทันที



    เมื่อบรรดาผู้บำเพ็ญตน และยอดฝีมือของสิบแดนทั้งหมดต้องเผชิญกับพลังของเจียงไท่กง และนิกายมารแล้วก็ต้องสั่นเทากับพลังเช่นนี้ ทั่วทั้งโลกหล้ายังจะมีผู้ใดสามารถมีพลังที่แข็งแกร่งเช่นนี้อยู่ในครอบครองได้อีก!



    ต่อให้เป็นราชวงศ์ฉินในยุคที่รุ่งเรืองที่สุดก็เป็นไปไม่ได้ที่จะมีพลังเช่นนี้ พลังที่เห็นอยู่ตรงหน้าสามารถบดขยี้ทุกหนทุกแห่งในสิบแดนได้อย่างแน่นอน!



    เจี่ยกงกง เจ้าวังคะนึงหา และบรรดาผู้บำเพ็ญตนรุ่นเก๋าที่เคยมีโอกาสเข้าร่วมสมรภูมิแปดดินแดนรกร้าง ต่างพากันมองไปยังทิศทางเทือกเขาหิมาลัยด้วยท่าทีเสียดายยิ่ง พวกเขาไม่มีโอกาสที่จะได้รับวาสนาในครั้งนี้ด้วย ถ้าเกิดว่าหนิงหลงไม่อนุญาต พวกเขาก็ไม่กล้าที่จะทำอะไรบุ่มบ่าม...

    คล้ายกับเรื่องหนิงหลง : เรื่องวุ่นๆ ของวัยรุ่นกู้จักรวาล (กำลัง Rewrite) ที่คุณอ่าน