ระบบผู้ควบคุมสัตว์อสูร : มีเพียงข้าเท่านั้นที่มองเห็นเส้นทางวิวัฒนาการที่ถูกซ่อนเร้น

    เล่มที่ 5 บทที่ 140 พ่อของฉันคือหลี่เจียงเหอ? ตบหน้าสั่งสอน!

            หอเทียนจีขึ้นชื่อเรื่องความสงบสุขไม่เคยมีใครกล้าสร้างความวุ่นวายในอาณาเขตของเจียงเสวี่ยโหรวมาก่อน

            แต่หลี่หานอาศัยฐานะคุณชายน้อยแห่งสมาคมจวี้เฟิงไม่สนใจกฎของหอเทียนจี และตั้งใจจะรังแกเซี่ยวซิงอวี่

            ถึงแม้ทุกคนจะรู้ว่าหลี่หานเป็นนักเลงอันธพาลแต่ก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปขัดขวาง ทุกคนล้วนเกรงกลัวอิทธิพลของสมาคมจวี้เฟิง

            ฉินเยียนหรานจูงมือเซี่ยวซิงอวี่ตั้งใจจะเดินจากไป

            หลี่หานโบกมือเรียกเหล่าสมาชิกสมาคมจวี้เฟิงจำนวนมากก็กรูกันเข้ามาในห้องจัดงานชั้นบนสุดของหอเทียนจีล้อมรอบสองพี่น้องไว้แน่น

            “ถอยไปให้หมด!”

            ฉินเยียนหรานคำรามเสียงต่ำอย่างโกรธเกรี้ยว

            หลี่หานโบกพัดไปมาสายตาที่มองฉินเยียนหรานเต็มไปด้วยความโลภที่น่ารังเกียจอย่างไม่ปิดบัง

            “เยียนหราน ฉันพูดชัดเจนแล้วนะตราบใดที่เธอยอมแต่งงานกับฉัน เป็นเมียน้อยคนที่แปดของฉันเราก็จะเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน”

            “พอเป็นคนในครอบครัวแล้วฉันก็จะยกโทษให้น้องชายเธอที่ไม่เคารพและล่วงเกินฉันเมื่อกี้”

            “แต่ถ้าเธอไม่ยอมละก็อย่าหาว่าฉันไม่เกรงใจนะ!”

            ฉินเยียนหรานยิ้มเย้ยหยันพลางเลิกคิ้วมองหลี่หานตั้งแต่หัวจรดเท้า

            “คนอย่างนายที่ปากแหลมหน้าเหลี่ยมเหมือนลิงแล้วยังจะอยากให้ฉันแต่งงานด้วยงั้นเหรอ?”

            “นายไม่ลองไปส่องกระจกดูตัวเองบ้างล่ะถ้าพ่อนายไม่ใช่หลี่เจียงเหอคนอย่างนายแม้แต่แม่หมูในหมู่บ้านก็ยังไม่อยากจะผสมพันธุ์ด้วยเลย!”

            ฉินเยียนหรานเป็นหญิงสาวที่มีนิสัยดุดันเธอด่าไม่ยั้งปาก และสิ่งที่เธอพูดมาก็เป็นความจริงทุกประการ

            “ฮ่าๆๆ...”

            ทุกคนรอบข้างพยายามกลั้นหัวเราะแต่ก็อดไม่ได้

            ฉินเยียนหรานพูดถูกหลี่หานสามารถทำตัวโอ้อวดในเมืองหลงอิ่นได้ก็เพราะอาศัยบารมีของพ่อเท่านั้น

            เมื่อถูกฉินเยียนหรานจี้ใจดำหลี่หานก็โกรธจัด แต่เขาก็ไม่กล้าลงมือกับฉินเยียนหรานโดยตรงจึงได้แต่ระบายความโกรธใส่เซี่ยวซิงอวี่อีกครั้ง

            “เซี่ยวซิงอวี่ถ้าแกเป็นลูกผู้ชายจริงก็อย่าหลบอยู่หลังผู้หญิง!”

            เซี่ยวซิงอวี่เดินออกมาจากด้านหลังฉินเยียนหรานใบหน้าของเขาไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อยทุกท่วงท่าล้วนสง่างามและสุขุมราวกับศิลปินอาวุโส

            “คุณชายหลี่ครับ เหนือฟ้ายังมีฟ้าเหนือคนยังมียอดคน อย่าคิดว่าแค่มีพ่อดีแล้วจะทำอะไรได้ตามอำเภอใจ”

            หลี่หานราวกับได้ยินเรื่องตลกที่สุดในโลกเขาหัวเราะจนตัวงอ แล้วชี้ไปที่จมูกของเซี่ยวซิงอวี่

            “ฮ่าๆๆ เซี่ยวซิงอวี่หนอเซี่ยวซิงอวี่แกมันช่างตลกจริงๆ ไปเป็นผู้ควบคุมสัตว์อสูรทำไมไปเป็นตัวตลกในวงการบันเทิงไม่ดีกว่าหรือไง?”

            “อย่างแรกที่แกพูดถูกคือฉันมีพ่อที่ดีพ่อฉันคือหลี่เจียงเหอ ประธานสมาคมจวี้เฟิง!”

            “ส่วนอย่างที่สองฉันหลี่หานในเมืองหลงอิ่นแห่งนี้ สามารถทำอะไรได้ตามอำเภอใจ แกจะทำอะไรฉันได้!”

            ท่าทีอันเย่อหยิ่งของหลี่หานสร้างความไม่พอใจให้กับทุกคนที่อยู่ตรงนั้นถ้าไม่ใช่เพราะหลี่หานมีสมาคมจวี้เฟิงหนุนหลังไอ้เต่าหัวหดนี่คงถูกรุมตบจนตายไปนานแล้ว

            ทันใดนั้นพ่อบ้านเฉียนเฟิงก็รีบเดินมาข้างหลี่หาน พร้อมกับรูปภาพใบหนึ่งในมือ

            “คุณชายหลี่ครับนี่คือข้อมูลที่คนของเราเพิ่งตรวจสอบมาครับ”

            “ยัยนี่ใครวะ สวยจัง!”

            หลี่หานจ้องมองหญิงสาวผมเงินในรูปภาพไม่กะพริบตาราวกับสัตว์ป่าที่กำลังติดสัด

            “ผู้หญิงคนนี้คือเซี่ยวรั่วเสวี่ยพี่สาวของเซี่ยวซิงอวี่ครับ”

            เฉียนเฟิงพูดจบก็ส่งสายตาหื่นกระหายให้หลี่หาน

            หลี่หานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วรอยยิ้มก็ค่อยๆ บิดเบี้ยวผิดปกติ

            “เซี่ยวซิงอวี่ไม่คิดเลยนะว่าพี่สาวของแกจะสวยขนาดนี้~”

            เซี่ยวซิงอวี่ที่ก่อนหน้านี้มีสีหน้าสงบนิ่งราวผืนน้ำกลับมีประกายสังหารที่รุนแรงในดวงตา

            หลี่หานหันไปมองฉินเยียนหรานอีกครั้งแล้วพูดอย่างเย้ยหยัน “เยียนหรานเธอเป็นคนดื้อรั้นเกินไป ฉันรอได้ จะเก็บตำแหน่งเมียน้อยคนที่เก้าไว้ให้เธอ”

            “ส่วนตำแหน่งเมียน้อยคนที่แปดจะยกให้พี่สาวของแกก็แล้วกัน ฮ่าๆๆ!”

            หลี่หานหัวเราะอย่างโหดเหี้ยมไปพลางหยิบรูปขึ้นมาดมที่ปลายจมูกไปพลาง

            “เซี่ยวซิงอวี่ แค่ได้กลิ่นจากรูปฉันก็รู้สึกเหมือนได้กลิ่นตัวพี่สาวแกแล้วนะ~”

            ทุกการกระทำของหลี่หานเผยให้เห็นจิตใจที่วิปริตและน่ารังเกียจอย่างชัดเจน

            เหล่าสมาชิกสมาคมจวี้เฟิงที่รายล้อมหลี่หานก็พากันหัวเราะตามไปด้วย

            เพียะ~

            เสียงตบดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งหอเทียนจี

            หลี่หานล้มลงกับพื้น มือปิดแก้มที่บวมแดงดวงตาที่สั่นเทิ้มเผยให้เห็นความมึนงง

            “คุณชายครับ คุณไม่เป็นอะไรนะครับ?”

            สมาชิกสมาคมจวี้เฟิงรีบเข้ามารีบพยุง

            “เซี่ยวซิงอวี่ แกกล้าตบฉันงั้นเหรอ?”

            ดวงตาของหลี่หานเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวกล้ามเนื้อใบหน้าบิดเบี้ยวมากขึ้นจากการที่เขาแสดงอารมณ์รุนแรง

            ขณะนี้เซี่ยวซิงอวี่ถูกปกคลุมด้วยรัศมีอันน่าสะพรึงกลัวที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าเขาก้มหน้าลง ผมหน้าม้าปกคลุมดวงตาไว้ ไม่มีใครมองเห็นสีหน้าของเขา

            “หลี่หานถ้าแกกล้าดูหมิ่นพี่สาวฉันอีกครั้ง ฉันจะทำให้แกตายทั้งเป็น”

            ทุกคำพูดของเซี่ยวซิงอวี่ล้วนมีน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่กลับสร้างความกดดันที่สะท้านวิญญาณให้กับหลี่หาน

            หลี่หานไม่ต้องการเสียหน้าต่อหน้าสาธารณชนจึงแข็งใจพุ่งตรงไปข้างหน้าเซี่ยวซิงอวี่

            “เซี่ยวซิงอวี่ พ่อฉันคือหลี่เจียงเหอแกลองตบฉันอีกทีซิ...”

            เพียะ!

            “เซี่ยวซิงอวี่ แก...”

            เพียะ!

            “ไอ้...”

            เพียะๆๆ~

            ด้านนอกหอเทียนจี ผู้คนบนถนนพากันหยุดยืนแหงนหน้ามองชั้นบนสุดของหอเทียนจี

            “นี่มันไม่ใช่เทศกาลอะไรเลยนี่นาทำไมหอเทียนจีถึงจุดประทัด?”

            “ฟังจากเสียงเพียะๆๆ ประทัดคุณภาพดีจริงซื้อจากไหนนะ ไม่รู้รวมค่าจัดส่งหรือเปล่า”

            “ไม่ถูกนี่นา จุดประทัดก็ส่วนจุดประทัดทำไมถึงมีเสียงร้องเหมือนหมูโดนเชือดด้วยล่ะ?”

            ห้องจัดงานชั้นบนสุดของหอเทียนจี

            บรรยากาศเงียบสงัดราวกับแม้แต่สายลมที่พัดผ่านโถงทางเดินก็หยุดนิ่ง

            เซี่ยวซิงอวี่ยืนอยู่กลางห้องจัดงานกำลังยืดข้อมือที่เมื่อยล้า

            หลี่หานยืนอยู่ตรงหน้าเซี่ยวซิงอวี่ตอนนี้ใบหน้าของเขาบวมเป่งราวกับหัวหมู ดวงตาบวมฉึ่งราวกับถูกผึ้งต่อยรอยฝ่ามือปรากฏอยู่ทั่วใบหน้า

            “แค่กๆ~”

            หลี่หานไออย่างรุนแรงเลือดไหลซึมออกจากมุมปากเป็นจำนวนมาก

            ในสิบวินาทีที่ผ่านมาเซี่ยวซิงอวี่ตบหลี่หานไปแล้วถึงสิบแปดครั้ง

            ทุกครั้งที่ตบ แรง หนัก และแม่นยำ!

            “คุณชายครับคุณชายหลี่ไม่เป็นอะไรใช่ไหมครับ?”

            “ทำไมหน้าบวมขนาดนี้เนี่ย โอ๊ยยย~”

            “คุณชายหลี่ครับเราไปโรงพยาบาลกันก่อนดีกว่าครับ!”

            หลี่หานใช้เวลานานกว่าจะหลุดพ้นจากความมึนงงได้เขาคำรามต่ำ “กระจก! เอากระจกมาให้ฉัน!”

            เฉียนเฟิงยกมือที่สั่นเทาแล้วยื่นกระจกให้หลี่หาน

            หลี่หานมองตัวเองในกระจกราวกับเห็นหัวหมูที่ใช้บูชาบรรพบุรุษในวันเชงเม้ง

            เพล้ง~

            หลี่หานโกรธจัดจนทุบกระจกแตกละเอียดความโกรธของเขาลุกโชนจนแทบจะทะลุศีรษะ เสียงแหบพร่าปนความคับแค้นใจ

            “เซี่ยวซิงอวี่ แกกล้าตบฉันได้ยังไง!”

            เซี่ยวซิงอวี่พูดอย่างสงบ“เมื่อกี้คุณเองไม่ใช่หรือที่พูดว่าให้ผมลองตบคุณดู พูดตามตรงนะผมไม่เคยได้ยินคำขอที่วิปริตขนาดนี้มาก่อนเลยในชีวิตนี้”

            ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วยพากันยืนยันคำพูดของเซี่ยวซิงอวี่

            หลี่หานโกรธจัดจนสติเลือนราง

            “ฉันพูดอย่างนั้นเหรอ?”

            เฉียนเฟิงยิ้มแห้งๆ“คุณชายครับ คุณพูดอย่างนั้นจริงๆ ครับ”

            เซี่ยวซิงอวี่สะบัดข้อมือที่ชา พูดพึมพำ“อาจารย์พละพูดถูก แรงกิริยาเท่ากับแรงปฏิกิริยา ตบซะมือฉันเจ็บเลย~”(แรงกิริยา คือ แรงที่กระทำต่อวัตถุที่จุดจุดหนึ่งอาจเป็นแรงเพียงแรงเดียวหรือแรงลัพธ์ของแรงย่อยก็ได้ แรงปฏิกิริยา คือแรงที่กระทำตอบโต้ต่อแรงกิริยาที่จุดเดียวกัน โดยมีขนาดเท่ากับแรงกิริยาแต่ทิศทางของแรงทั้งสองจะตรงข้ามกัน)

            เซี่ยวซิงอวี่ทำให้หลี่หานโกรธจัดอีกครั้งความโกรธของหลี่หานพุ่งถึงขีดสุด

            “เซี่ยวซิงอวี่ แกลองตบฉันอีกทีสิ!”

            “ได้เลย”

            เซี่ยวซิงอวี่กวาดแขนออกไปอีกครั้งเพิ่มความเร็วในการตบ

            คราวนี้หลี่หานกลัวแล้วเขารีบถอยหลังอย่างรวดเร็ว สะดุดล้มลงอย่างน่าอนาถจนดูน่าขำ

            “คุณบอกให้ผมลองไง ทำไมคุณถึงหลบล่ะ?”

            “เซี่ยวซิงอวี่ แกเป็นบ้าหรือไง!ฉันบอกให้แกลองแล้วแกก็ลองเลยงั้นเหรอ พ่อฉันคือหลี่เจียงเหอนะ!”

            คำพูดติดปากของหลี่หาน:“พ่อฉันคือหลี่เจียงเหอ!”

            คำพูดติดปากประโยคนี้คือใบเบิกทางที่หลี่หานใช้ในการเที่ยวกร่างในเมืองหลงอิ่นมาตลอดหลายปี

            ใครก็ตามที่กล้าขัดแย้งกับหลี่หานเพียงแค่ได้ยินประโยคนี้ก็จะต้องยอมจำนนและก้มหน้ายอมรับ

            แต่มีเพียงเซี่ยวซิงอวี่เท่านั้นที่มองคำพูดติดปากนี้เป็นเพียงลมปาก

            เซี่ยวซิงอวี่ก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วคว้าคอเสื้อของหลี่หาน ในขณะที่คนอื่นๆ ยังไม่ทันตั้งตัว

            “อย่าว่าแต่พ่อแกคือหลี่เจียงเหอเลยต่อให้พ่อแกเป็นเทพปีศาจ ตราบใดที่แกกล้าดูหมิ่นพี่สาวฉัน ฉันก็จะซ้อมแก!”

            เพียะ!

            เซี่ยวซิงอวี่ใช้แรงทั้งหมดในการตบครั้งนี้

            ร่างของหลี่หานลอยหมุนกลางอากาศสามรอบครึ่งด้วยความยากระดับ 5.0 ก่อนจะกระแทกเข้ากับเสาที่อยู่ข้างๆอย่างแรง น้ำตาไหลออกมาจากดวงตาที่แข็งกร้าวของเขาจนเปียกโชกรองเท้าของเขา

            “ใครบังอาจรังแกลูกชายฉัน!”

            เสียงทุ้มต่ำของชายฉกรรจ์ดังก้องมาจากหน้าทางเข้าห้องจัดงาน

            เฉียนเฟิงพยุงหลี่หานที่ตาวาวเขารู้สึกโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก แล้วตะโกนด้วยความตื่นเต้น“ประธานสมาคมครับ ในที่สุดท่านก็มาแล้ว!”

             

    คล้ายกับเรื่องระบบผู้ควบคุมสัตว์อสูร : มีเพียงข้าเท่านั้นที่มองเห็นเส้นทางวิวัฒนาการที่ถูกซ่อนเร้น ที่คุณอ่าน