หอเทียนจีขึ้นชื่อเรื่องความสงบสุขไม่เคยมีใครกล้าสร้างความวุ่นวายในอาณาเขตของเจียงเสวี่ยโหรวมาก่อน
แต่หลี่หานอาศัยฐานะคุณชายน้อยแห่งสมาคมจวี้เฟิงไม่สนใจกฎของหอเทียนจี และตั้งใจจะรังแกเซี่ยวซิงอวี่
ถึงแม้ทุกคนจะรู้ว่าหลี่หานเป็นนักเลงอันธพาลแต่ก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปขัดขวาง ทุกคนล้วนเกรงกลัวอิทธิพลของสมาคมจวี้เฟิง
ฉินเยียนหรานจูงมือเซี่ยวซิงอวี่ตั้งใจจะเดินจากไป
หลี่หานโบกมือเรียกเหล่าสมาชิกสมาคมจวี้เฟิงจำนวนมากก็กรูกันเข้ามาในห้องจัดงานชั้นบนสุดของหอเทียนจีล้อมรอบสองพี่น้องไว้แน่น
“ถอยไปให้หมด!”
ฉินเยียนหรานคำรามเสียงต่ำอย่างโกรธเกรี้ยว
หลี่หานโบกพัดไปมาสายตาที่มองฉินเยียนหรานเต็มไปด้วยความโลภที่น่ารังเกียจอย่างไม่ปิดบัง
“เยียนหราน ฉันพูดชัดเจนแล้วนะตราบใดที่เธอยอมแต่งงานกับฉัน เป็นเมียน้อยคนที่แปดของฉันเราก็จะเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน”
“พอเป็นคนในครอบครัวแล้วฉันก็จะยกโทษให้น้องชายเธอที่ไม่เคารพและล่วงเกินฉันเมื่อกี้”
“แต่ถ้าเธอไม่ยอมละก็อย่าหาว่าฉันไม่เกรงใจนะ!”
ฉินเยียนหรานยิ้มเย้ยหยันพลางเลิกคิ้วมองหลี่หานตั้งแต่หัวจรดเท้า
“คนอย่างนายที่ปากแหลมหน้าเหลี่ยมเหมือนลิงแล้วยังจะอยากให้ฉันแต่งงานด้วยงั้นเหรอ?”
“นายไม่ลองไปส่องกระจกดูตัวเองบ้างล่ะถ้าพ่อนายไม่ใช่หลี่เจียงเหอคนอย่างนายแม้แต่แม่หมูในหมู่บ้านก็ยังไม่อยากจะผสมพันธุ์ด้วยเลย!”
ฉินเยียนหรานเป็นหญิงสาวที่มีนิสัยดุดันเธอด่าไม่ยั้งปาก และสิ่งที่เธอพูดมาก็เป็นความจริงทุกประการ
“ฮ่าๆๆ...”
ทุกคนรอบข้างพยายามกลั้นหัวเราะแต่ก็อดไม่ได้
ฉินเยียนหรานพูดถูกหลี่หานสามารถทำตัวโอ้อวดในเมืองหลงอิ่นได้ก็เพราะอาศัยบารมีของพ่อเท่านั้น
เมื่อถูกฉินเยียนหรานจี้ใจดำหลี่หานก็โกรธจัด แต่เขาก็ไม่กล้าลงมือกับฉินเยียนหรานโดยตรงจึงได้แต่ระบายความโกรธใส่เซี่ยวซิงอวี่อีกครั้ง
“เซี่ยวซิงอวี่ถ้าแกเป็นลูกผู้ชายจริงก็อย่าหลบอยู่หลังผู้หญิง!”
เซี่ยวซิงอวี่เดินออกมาจากด้านหลังฉินเยียนหรานใบหน้าของเขาไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อยทุกท่วงท่าล้วนสง่างามและสุขุมราวกับศิลปินอาวุโส
“คุณชายหลี่ครับ เหนือฟ้ายังมีฟ้าเหนือคนยังมียอดคน อย่าคิดว่าแค่มีพ่อดีแล้วจะทำอะไรได้ตามอำเภอใจ”
หลี่หานราวกับได้ยินเรื่องตลกที่สุดในโลกเขาหัวเราะจนตัวงอ แล้วชี้ไปที่จมูกของเซี่ยวซิงอวี่
“ฮ่าๆๆ เซี่ยวซิงอวี่หนอเซี่ยวซิงอวี่แกมันช่างตลกจริงๆ ไปเป็นผู้ควบคุมสัตว์อสูรทำไมไปเป็นตัวตลกในวงการบันเทิงไม่ดีกว่าหรือไง?”
“อย่างแรกที่แกพูดถูกคือฉันมีพ่อที่ดีพ่อฉันคือหลี่เจียงเหอ ประธานสมาคมจวี้เฟิง!”
“ส่วนอย่างที่สองฉันหลี่หานในเมืองหลงอิ่นแห่งนี้ สามารถทำอะไรได้ตามอำเภอใจ แกจะทำอะไรฉันได้!”
ท่าทีอันเย่อหยิ่งของหลี่หานสร้างความไม่พอใจให้กับทุกคนที่อยู่ตรงนั้นถ้าไม่ใช่เพราะหลี่หานมีสมาคมจวี้เฟิงหนุนหลังไอ้เต่าหัวหดนี่คงถูกรุมตบจนตายไปนานแล้ว
ทันใดนั้นพ่อบ้านเฉียนเฟิงก็รีบเดินมาข้างหลี่หาน พร้อมกับรูปภาพใบหนึ่งในมือ
“คุณชายหลี่ครับนี่คือข้อมูลที่คนของเราเพิ่งตรวจสอบมาครับ”
“ยัยนี่ใครวะ สวยจัง!”
หลี่หานจ้องมองหญิงสาวผมเงินในรูปภาพไม่กะพริบตาราวกับสัตว์ป่าที่กำลังติดสัด
“ผู้หญิงคนนี้คือเซี่ยวรั่วเสวี่ยพี่สาวของเซี่ยวซิงอวี่ครับ”
เฉียนเฟิงพูดจบก็ส่งสายตาหื่นกระหายให้หลี่หาน
หลี่หานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วรอยยิ้มก็ค่อยๆ บิดเบี้ยวผิดปกติ
“เซี่ยวซิงอวี่ไม่คิดเลยนะว่าพี่สาวของแกจะสวยขนาดนี้~”
เซี่ยวซิงอวี่ที่ก่อนหน้านี้มีสีหน้าสงบนิ่งราวผืนน้ำกลับมีประกายสังหารที่รุนแรงในดวงตา
หลี่หานหันไปมองฉินเยียนหรานอีกครั้งแล้วพูดอย่างเย้ยหยัน “เยียนหรานเธอเป็นคนดื้อรั้นเกินไป ฉันรอได้ จะเก็บตำแหน่งเมียน้อยคนที่เก้าไว้ให้เธอ”
“ส่วนตำแหน่งเมียน้อยคนที่แปดจะยกให้พี่สาวของแกก็แล้วกัน ฮ่าๆๆ!”
หลี่หานหัวเราะอย่างโหดเหี้ยมไปพลางหยิบรูปขึ้นมาดมที่ปลายจมูกไปพลาง
“เซี่ยวซิงอวี่ แค่ได้กลิ่นจากรูปฉันก็รู้สึกเหมือนได้กลิ่นตัวพี่สาวแกแล้วนะ~”
ทุกการกระทำของหลี่หานเผยให้เห็นจิตใจที่วิปริตและน่ารังเกียจอย่างชัดเจน
เหล่าสมาชิกสมาคมจวี้เฟิงที่รายล้อมหลี่หานก็พากันหัวเราะตามไปด้วย
เพียะ~
เสียงตบดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งหอเทียนจี
หลี่หานล้มลงกับพื้น มือปิดแก้มที่บวมแดงดวงตาที่สั่นเทิ้มเผยให้เห็นความมึนงง
“คุณชายครับ คุณไม่เป็นอะไรนะครับ?”
สมาชิกสมาคมจวี้เฟิงรีบเข้ามารีบพยุง
“เซี่ยวซิงอวี่ แกกล้าตบฉันงั้นเหรอ?”
ดวงตาของหลี่หานเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวกล้ามเนื้อใบหน้าบิดเบี้ยวมากขึ้นจากการที่เขาแสดงอารมณ์รุนแรง
ขณะนี้เซี่ยวซิงอวี่ถูกปกคลุมด้วยรัศมีอันน่าสะพรึงกลัวที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าเขาก้มหน้าลง ผมหน้าม้าปกคลุมดวงตาไว้ ไม่มีใครมองเห็นสีหน้าของเขา
“หลี่หานถ้าแกกล้าดูหมิ่นพี่สาวฉันอีกครั้ง ฉันจะทำให้แกตายทั้งเป็น”
ทุกคำพูดของเซี่ยวซิงอวี่ล้วนมีน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่กลับสร้างความกดดันที่สะท้านวิญญาณให้กับหลี่หาน
หลี่หานไม่ต้องการเสียหน้าต่อหน้าสาธารณชนจึงแข็งใจพุ่งตรงไปข้างหน้าเซี่ยวซิงอวี่
“เซี่ยวซิงอวี่ พ่อฉันคือหลี่เจียงเหอแกลองตบฉันอีกทีซิ...”
เพียะ!
“เซี่ยวซิงอวี่ แก...”
เพียะ!
“ไอ้...”
เพียะๆๆ~
ด้านนอกหอเทียนจี ผู้คนบนถนนพากันหยุดยืนแหงนหน้ามองชั้นบนสุดของหอเทียนจี
“นี่มันไม่ใช่เทศกาลอะไรเลยนี่นาทำไมหอเทียนจีถึงจุดประทัด?”
“ฟังจากเสียงเพียะๆๆ ประทัดคุณภาพดีจริงซื้อจากไหนนะ ไม่รู้รวมค่าจัดส่งหรือเปล่า”
“ไม่ถูกนี่นา จุดประทัดก็ส่วนจุดประทัดทำไมถึงมีเสียงร้องเหมือนหมูโดนเชือดด้วยล่ะ?”
ห้องจัดงานชั้นบนสุดของหอเทียนจี
บรรยากาศเงียบสงัดราวกับแม้แต่สายลมที่พัดผ่านโถงทางเดินก็หยุดนิ่ง
เซี่ยวซิงอวี่ยืนอยู่กลางห้องจัดงานกำลังยืดข้อมือที่เมื่อยล้า
หลี่หานยืนอยู่ตรงหน้าเซี่ยวซิงอวี่ตอนนี้ใบหน้าของเขาบวมเป่งราวกับหัวหมู ดวงตาบวมฉึ่งราวกับถูกผึ้งต่อยรอยฝ่ามือปรากฏอยู่ทั่วใบหน้า
“แค่กๆ~”
หลี่หานไออย่างรุนแรงเลือดไหลซึมออกจากมุมปากเป็นจำนวนมาก
ในสิบวินาทีที่ผ่านมาเซี่ยวซิงอวี่ตบหลี่หานไปแล้วถึงสิบแปดครั้ง
ทุกครั้งที่ตบ แรง หนัก และแม่นยำ!
“คุณชายครับคุณชายหลี่ไม่เป็นอะไรใช่ไหมครับ?”
“ทำไมหน้าบวมขนาดนี้เนี่ย โอ๊ยยย~”
“คุณชายหลี่ครับเราไปโรงพยาบาลกันก่อนดีกว่าครับ!”
หลี่หานใช้เวลานานกว่าจะหลุดพ้นจากความมึนงงได้เขาคำรามต่ำ “กระจก! เอากระจกมาให้ฉัน!”
เฉียนเฟิงยกมือที่สั่นเทาแล้วยื่นกระจกให้หลี่หาน
หลี่หานมองตัวเองในกระจกราวกับเห็นหัวหมูที่ใช้บูชาบรรพบุรุษในวันเชงเม้ง
เพล้ง~
หลี่หานโกรธจัดจนทุบกระจกแตกละเอียดความโกรธของเขาลุกโชนจนแทบจะทะลุศีรษะ เสียงแหบพร่าปนความคับแค้นใจ
“เซี่ยวซิงอวี่ แกกล้าตบฉันได้ยังไง!”
เซี่ยวซิงอวี่พูดอย่างสงบ“เมื่อกี้คุณเองไม่ใช่หรือที่พูดว่าให้ผมลองตบคุณดู พูดตามตรงนะผมไม่เคยได้ยินคำขอที่วิปริตขนาดนี้มาก่อนเลยในชีวิตนี้”
ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วยพากันยืนยันคำพูดของเซี่ยวซิงอวี่
หลี่หานโกรธจัดจนสติเลือนราง
“ฉันพูดอย่างนั้นเหรอ?”
เฉียนเฟิงยิ้มแห้งๆ“คุณชายครับ คุณพูดอย่างนั้นจริงๆ ครับ”
เซี่ยวซิงอวี่สะบัดข้อมือที่ชา พูดพึมพำ“อาจารย์พละพูดถูก แรงกิริยาเท่ากับแรงปฏิกิริยา ตบซะมือฉันเจ็บเลย~”(แรงกิริยา คือ แรงที่กระทำต่อวัตถุที่จุดจุดหนึ่งอาจเป็นแรงเพียงแรงเดียวหรือแรงลัพธ์ของแรงย่อยก็ได้ แรงปฏิกิริยา คือแรงที่กระทำตอบโต้ต่อแรงกิริยาที่จุดเดียวกัน โดยมีขนาดเท่ากับแรงกิริยาแต่ทิศทางของแรงทั้งสองจะตรงข้ามกัน)
เซี่ยวซิงอวี่ทำให้หลี่หานโกรธจัดอีกครั้งความโกรธของหลี่หานพุ่งถึงขีดสุด
“เซี่ยวซิงอวี่ แกลองตบฉันอีกทีสิ!”
“ได้เลย”
เซี่ยวซิงอวี่กวาดแขนออกไปอีกครั้งเพิ่มความเร็วในการตบ
คราวนี้หลี่หานกลัวแล้วเขารีบถอยหลังอย่างรวดเร็ว สะดุดล้มลงอย่างน่าอนาถจนดูน่าขำ
“คุณบอกให้ผมลองไง ทำไมคุณถึงหลบล่ะ?”
“เซี่ยวซิงอวี่ แกเป็นบ้าหรือไง!ฉันบอกให้แกลองแล้วแกก็ลองเลยงั้นเหรอ พ่อฉันคือหลี่เจียงเหอนะ!”
คำพูดติดปากของหลี่หาน:“พ่อฉันคือหลี่เจียงเหอ!”
คำพูดติดปากประโยคนี้คือใบเบิกทางที่หลี่หานใช้ในการเที่ยวกร่างในเมืองหลงอิ่นมาตลอดหลายปี
ใครก็ตามที่กล้าขัดแย้งกับหลี่หานเพียงแค่ได้ยินประโยคนี้ก็จะต้องยอมจำนนและก้มหน้ายอมรับ
แต่มีเพียงเซี่ยวซิงอวี่เท่านั้นที่มองคำพูดติดปากนี้เป็นเพียงลมปาก
เซี่ยวซิงอวี่ก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วคว้าคอเสื้อของหลี่หาน ในขณะที่คนอื่นๆ ยังไม่ทันตั้งตัว
“อย่าว่าแต่พ่อแกคือหลี่เจียงเหอเลยต่อให้พ่อแกเป็นเทพปีศาจ ตราบใดที่แกกล้าดูหมิ่นพี่สาวฉัน ฉันก็จะซ้อมแก!”
เพียะ!
เซี่ยวซิงอวี่ใช้แรงทั้งหมดในการตบครั้งนี้
ร่างของหลี่หานลอยหมุนกลางอากาศสามรอบครึ่งด้วยความยากระดับ 5.0 ก่อนจะกระแทกเข้ากับเสาที่อยู่ข้างๆอย่างแรง น้ำตาไหลออกมาจากดวงตาที่แข็งกร้าวของเขาจนเปียกโชกรองเท้าของเขา
“ใครบังอาจรังแกลูกชายฉัน!”
เสียงทุ้มต่ำของชายฉกรรจ์ดังก้องมาจากหน้าทางเข้าห้องจัดงาน
เฉียนเฟิงพยุงหลี่หานที่ตาวาวเขารู้สึกโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก แล้วตะโกนด้วยความตื่นเต้น“ประธานสมาคมครับ ในที่สุดท่านก็มาแล้ว!”