นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

    ตอนที่ 55 เพื่อน

             

            ตอนที่ 55 เพื่อน

             

             

            รถม้าหรูหราขนาดใหญ่ที่ประกอบด้วยม้าแผงคอแดงแปดตัวเลื่อนผ่านฝูงชนในเมืองอย่างเงียบเชียบ กลมกลืนไปกับรถม้าอีกมากมายในพื้นที่ แม้รถม้าหรูหราคันโตจะดูโดดเด่นดึงดูดสายตา หากเมื่อเข้าสู่ถนนใหญ่ของนครรัตนะอันเต็มไปด้วยรถม้าและพาหนะชั้นสูงหรูหรามากมายแล้ว รถม้าที่โดยสารโดยราชวงศ์สายเลือดหลักคันนี้ก็ดูจืดจางไปโดยง่าย

             

            สาเหตุหลักคือการที่รถม้าคันนี้ไม่ประดับตราใดๆ ของราชวงศ์ ไม่ได้มีสัญลักษณ์ใดๆ ที่สื่อถึงความสูงส่งนอกจากรูปลักษณ์และวัสดุที่หรูหราราคาแพง นี่เป็นการปลอมตัวเล็กๆ น้อยเพื่อตบตาทั้งฝูงชนรวมถึงสายของฝักฝ่ายอื่น เป็นดั่งรถม้าของตระกูลที่ร่ำรวยคือกลุ่มการค้าอันมั่งคั่งเท่านั้น

             

            “ทุกคนคงทราบมาจากผู้พันลาลันตาแล้ว ครั้งนี้พวกเราจะไปที่หมู่บ้านเปลวเหมันต์ที่ทางเหนือ เป้าหมายหลักๆ คือจัดการสัตว์อสูร ระดับนักสลักเอกตัวหนึ่งที่โจมตีหมู่บ้านหลายครั้งแล้ว เพราะเหตุผลหลายๆ อย่าง แม้แต่นักผจญภัยหรือทหารยามก็หมดปัญญาค่ะ” องค์หญิงไพลินที่สวมแว่นถือเอกสารในมาดของนักเรียนอธิบาย

             

            “เพราะงั้น เราต้องสืบเรื่องสัตว์อสูรตัวนี้ ตามรอย แล้วกำจัด จึงถือว่าภารกิจเสร็จสมบูรณ์ค่ะ”

             

            “ครับ องค์หญิงไพลิน มีคำถามครับ” นภายกมือขึ้น

             

            “สงสัยตรงไหนคะคุณนภา”

             

            “สมาชิกทั้งหมดมีกันแค่นี้เหรอครับ พวกเราหน่วย 3กับองค์หญิงไพลิน ไม่น้อยไปหน่อยเหรอครับ” นภาถาม

             

            “ยังมีอีกค่ะ เดียวเราออกนอกเมืองเมื่อไหร่ ทหารรักษาการณ์ของราชวงศ์หนึ่งหน่วยจะมาสมทบค่ะ ทั้งหมดก็เพื่อไม่ให้ดึงดูดความสนใจมากเกินไป แต่เพราะเหตุผลเดียวกัน ทำให้ทหารที่มาคงไม่มากมายอะไรนักค่ะ”

             

            “หน่วยเดียวเองเหรอคะ ในเมื่อเป็นภารกิจราชวงศ์ที่องค์หญิงมาด้วยตนเอง ความปลอดภัยจะหละหลวมไปหน่อยมั้ยคะ” หัวหน้าเมย์ขมวดคิ้ว

             

            “ไม่หรอกค่ะ ยังไงก็มีพวกคุณอยู่ด้วย แต่ทหารรักษาการณ์คงหวังพึ่งไม่ได้มากนัก จะยังไงทหารรักษาการณ์ก็ไม่ได้อยู่ภายใต้อำนาจของเรา แต่อยู่ภายใต้ท่านพี่ เพราะงั้นทั้งหมดที่มานอกจากจะเป็นแรกเกิดแล้ว ยังค่อนข้างไม่มีกะจิตกะใจจะมาด้วยค่ะ” องค์หญิงหัวเราะ

             

            “ไม่ใช่เรื่องน่าขำเลยนะครับ! ถ้าเกิดมีปัญหาอะไรขึ้นมาพวกเราอาจจะปกป้ององค์หญิงไม่ได้ก็ได้นะครับ” นภาโวย

             

            “ฉันเชื่อใจพวกคุณค่ะ อีกอย่าง เห็นอย่างงี้เราก็พอตัวนะคะ” องค์หญิงไพลินทำท่าเบ่งกล้าม

             

            “ทำตัวเป็นคนแก่ไปได้นภา พวกเราไม่มีทางปล่อยให้องค์หญิงเป็นอะไรอยู่แล้ว” คาซาหัวเราะ

             

            “มันแน่นอนอยู่แล้ว! แต่นี่องค์หญิงไพลินเลยนะ! เอาทั้งหน่วยพิทักษ์เมืองมาปกป้องยังไม่มากไปเลย!” นภาโวย

             

            “สมแล้วที่เป็นผู้สนับสนุนหมายเลขหนึ่งขององค์หญิงไพลิน” กีออนกุมท้องขำ

             

            “แน่นอนอยู่แล้ว! หลานสาวฉันชอบองค์หญิงมากเลยนะ บุญคุณที่องค์หญิงออกตัวช่วยหลานสาวผมในตอนนั้น ผมติดตามรับใช้ทั้งชีวิตยังไม่มากไปเลย!” นภาสีหน้าเคร่งขรึม

             

            “น้องกวางสบายดีฉันก็ดีใจค่ะ” องค์หญิงไพลินยิ้ม

             

            เสียงพูดคุยอย่างครึกครื้นยังคงเกิดขึ้นในรถม้าตลอดทาง มีเพียงนิทานที่นั่งร่วมวงโดยไม่พูดอะไร แม้เขาจะรู้สึกชื่นชมองค์หญิงไพลิน แต่การที่เขากับเธอต้องออกนอกเมืองพร้อมกันแบบนี้มันก็ไม่ต่างอะไรกับการเชื้อเชิญให้ลอบวางแผนร้าย เขาไม่อาจสงบใจได้เลย

             

            ผู้พันลาลันตาคิดอะไรอยู่เนี่ย นิทานบ่น

             

            ไม่นานรถม้าก็เคลื่อนตัวออกจากเมือง เมื่อพ้นประตูเมืองออกมาได้ระยะหนึ่ง รถม้าธรรมดาสามัญอีกสองคันก็แล่นเข้ามาในระยะสายตา รถม้าสองคันนี้ไม่ได้เข้ามาประชิดจนชวนให้น่าสงสัย เพียงตามอยู่ห่างๆ เท่านั้น

             

            “องค์หญิงครับ รถม้าสองคันนั้นมีทหารนั่งอยู่ข้างใน 20คน ใช้ทหารยามที่จะมาร่วมทางกับเรามั้ยครับ” นิทานพูดขึ้น เขาเป็นคนแรกที่ตรวจจับได้

             

            “นิทาน นายลองตรวจสอบได้มั้ยว่าพวกเขาทุกคนเป็นแรกเกิด ถ้าใช่ก็สมควรเป็นทหารรักษาการณ์กลุ่มนั้นแหละ” องค์หญิงไพลินพูดขึ้น

             

            สมาชิกหน่วย3คนอื่นมีสีหน้าจริงจัง มีเพียงเตวันและหัวหน้าเมย์เท่านั้นที่เลิกคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย หากพวกเขาได้ยินไม่ผิด องค์หญิงดูจะใช้คำพูดที่ดูสนิทสนมกับนิทานมากกว่าปกติ

             

            “ทั้งหมดเป็นแรกเกิดครับ ไม่มีใครมีไอพลังแผ่ออกมา นอกเหนือจากจะพกสมบัติที่ปิดบังไอพลังได้” นิทานตอบ เขาหางคิ้วกระตุกน้อยๆ เพราะตัวเขาเองก็รู้สึกเช่นกัน

             

            เขารู้สึกได้ว่านี่เป็นการเอาคืนเล็กๆ จากการที่เขายังเรียกเธอว่าองค์หญิงแทนที่จะเป็นไพลิน

             

            “งั้นก็ไม่มีปัญหา ทิ้งระยะเช่นนี้เป็นสิ่งที่เราคุยไว้ตั้งแต่ต้นแล้ว เราแค่ห่วงเรื่องจะมีคนแอบแฝงตัวเข้ามา” เมื่อได้ยินองค์หญิงพูดเช่นนั้น สมาชิกหน่วยสามจึงคลายความตึงเครียดลง

             

            “ฝากตรวจจับต่อด้วยนะ พอออกจากเมืองแล้วจะอันตรายขึ้นอีกระดับ อย่าให้พลาดล่ะนิทาน” องค์หญิงไพลินพูดขึ้น เธอยิ้มมุมปากเล็กน้อยพลางมองนิทานอย่างขบขัน

             

            จงใจชัดๆ นิทานหางคิ้วกระตุก

             

            —————————————————————————————————————————————————

             

            การเดินทางกินเวลากว่า 1วัน พวกเขายังคงไม่ถึงที่หมายแม้ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีแล้ว พระอาทิตย์เริ่มเคลื่อนตัวลงต่ำ แสงสว่างอันอบอุ่นค่อยๆลาลับไป ความหนาวเย็นชวนให้หวาดหวั่นจากแสงจันทร์พลันทยอยเข้าปกคลุม ทั้งคณะจึงหยุดพักค้างแรมในพื้นที่กลางป่าแห่งหนึ่ง พวกเขาหาพื้นที่ที่พอจะจอดรถม้าทั้งสามคันได้อย่างปลอดภัย รถม้ากระจายตัวกันจอดเป็นค่ายที่ปกป้องพื้นที่ส่วนกลางขององค์หญิงไพลินไว้ 

             

            เมื่อรถม้าจอดแล้ว ทหารรักษาการณ์จึงเดินเข้ามาทำความเคารพ พวกเขาออกห่างจากเมืองมากแล้ว ไม่มีเหตุผลใดๆ ต้องปิดบังอีก

             

            “ทหารรักษาการณ์หน่วยที่ 65 ยินดีรับคำสั่งครับองค์หญิงไพลิน” ทหารยามชรานายหนึ่งนำขบวนทหารมาคุกเข่า นอกจากชายชราแล้ว ข้างหลังล้วนเป็นหนุ่มสาวอายุไม่เกินสามสิบปีเท่านั้น ทั้งหมดเป็นเพียงแรกเกิด หน่วยสามเพียงได้มองก็รับรู้ได้ทันทีว่าทหารเหล่านี้ไม่มีใครกระตือรือร้นทำงานแม้แต่คนเดียว

             

            นิทานมองทหารชรานายนั้นแล้วจึงสงสัย เป็นเรื่องหายากที่จะมีแรกเกิดที่อายุเกินกว่าสี่สิบปี จะอย่างไรการทำพิธีสลักคำก้ไม่ได้มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทุกคนสามารถทำได้ทั้งสิ้น

             

            เขาลอบใช้พลังอาณาเขตเจาะจงไปที่ทหารชราคนนั้น จะอย่างไรก็ดี การตรวจสอบให้แน่ใจย่อมปลอดภัยกว่า เขาจึงพบว่าเขามีไอพลังออกจากร่างน้อยมาก น้อยยิ่งกว่าแรกเกิดคนอื่น อาการเช่นนี้สมควรเกิดจากการที่มหานทีรากวิญญาณแห้งขอด

             

            เป็นอาการที่เกิดจากการหยุดการทำพิธีสลักคำกลางคันหรือโดนการโจมตีที่ดวงจิตตั้งแต่ยังเด็ก หากต้องการฟื้นฟูย่อมต้องใช้สมบัติมหาศาล นี่คงเป็นสาเหตุที่ทหารชราผู้นี้คงยังเป็นเพียงแรกเกิดเท่านั้น

             

            “ค่ะ ขอบคุณมาก งั้นคืนนี้รบกวนทุกคนผลัดเวรเฝ้ายาม การจัดแจงก็ตามที่พวกคุณฝึกซ้อมมาได้เลยค่ะ เราใกล้ถึงมากแล้ว คิดว่าพรุ่งนี้ช่วงเที่ยงก็สมควรถึงหมู่บ้านเปลวเหมันต์แล้ว” องค์หญิงสั่ง

             

            สิ้นคำขององค์หญิงเหล่าทหารมากมายรับคำสั่งพร้อมกับแยกย้ายกันไปประจำการ หากคนที่ยืนประจำการแต่ละคนล้วนยืนพิงอาวุธของตนไม่ก็นั่งลงกับต้นไม้ หาววอด

             

            “พวกนั้นกล้าเรียกตัวเองว่าทหารรักษาการณ์ได้ยังไงวะ” นภาเห็นดังนั้นจึงอดอารมณ์เสียไม่ได้

             

            “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ พวกเขาคงโดนบังคับมา แถมการฝึกของทหารที่พี่ของฉันบังคับให้ก็คงหนักน่าดู” องค์หญิงไพลินกล่าว

             

            เธอหยิบขนมในกระเป๋าของเธอออกมาจำนวนมาก พลางเดินแจกเหล่าทหารรักษาการณ์ พวกเขาเหล่านั้นทำสีหน้างุนงงเมื่อได้รับขนมจากองค์หญิง แม้หลายคนจะยังทำสีหน้าเฉยเมย เพียงรับคำอย่างเอื่อยๆ แต่หลายคนในนั้นก็ดูมีชีวิตชีวายิ้มแย้มขึ้นมาบ้าง คีตาเห็นดังนั้นจึงเดินตามประกบองค์หญิง รับขนมมากินด้วยความสุขเช่นเดียวกัน

             

            “ยังไงองค์หญิงไพลินก็ยังคงเป็นองค์หญิงไพลินแหละนะ” คาซาพูดขึ้น เธอมองภาพที่องค์หญิงไล่เดินแจกขนมพร้อมกับคีตาที่ตามประกบเธอไม่ห่างด้วยรอยยิ้ม

             

            “อืม นิทาน คาซา กีออน คืนนี้พวกนายสามคนสลับกันเฝ้ายาม พอใกล้เช้าค่อยสลับกับฉัน นภา แล้วก็เตวัน ถึงฉันจะไม่คิดว่ามีคนทรยศหรือสายขององค์ชายอื่นในหมู่ทหารรักษาการณ์ แต่ป้องกันไว้ก่อนก็ดีกว่าล่ะนะ” หัวหน้าเมย์กล่าวขึ้น เธอมีสีหน้าจริงจังผิดกับเวลาปกติ

             

            “ครับ/ค่ะ”

             

            เมื่อองค์หญิงแจกขนมเสร็จ หน่วยสามก็ก่อไฟพร้อมทำอาหารรอไว้แล้ว พวกเขานั่งล้อมรอบกองไฟกินอาหารด้วยกัน รอบนอกมีทหารรักษาการณ์คอยเฝ้า เสริมด้วยคีตาที่คอยสอดส่องระวังภัย พวกเขาจึงผ่อนคลายลง คราวนี้ไม่จำเป็นที่นิทานต้องแสดงฝีมือทำอาหารเมื่อเช่นครั้งก่อนกับพวกของไพร พวกเขาออกมาทำภารกิจ อาหารและเสบียงอย่างดีจึงถูกเตรียมมาพร้อมสรรพ 

             

            ระหว่างมื้ออาหารพวกเขาเพียงสนทนาสัพเพเหระอย่างสนุกสนาน ความเป็นกันเองขององค์หญิงไพลินทำให้คนรอบตัวผ่อนคลาย แม้แต่ทหารรักษาการณ์หลายคนที่ดูขี้เกียจทำงานบางครั้งยังเข้ามาร่วมวงสนทนายามองค์หญิงไพลินเอ่ยปากชวน

             

            นิทานพูดเสริมหรือเล่าเกร็ดการใช้ชีวิตในป่ารอบกองไฟบ้างเพื่อให้กลมกลืนเข้ากับบรรยากาศชื่นมื่น แต่เขายังคงหลุบสายตาไปมา คอยระมัดระวังรอบตัวรวมถึงเว้นระยะห่างจากทุกคนเล็กน้อย

             

            องค์หญิงไพลินสังเกตเห็นเรื่องนั้นแต่เธอไม่ได้พูดอะไร ยังคงชวนคนนั้นคนนี้คุยอย่างเป็นกันเอง สร้างบรรยากาศดีๆและพยายามทำให้ทหารรักษาการณ์หลายคนเปิดใจ

             

            เมื่อราตรีมาเยือน นิทานที่อยู่เวรยามรอบนี้นอนลงกับเปลที่ผูกไว้บนต้นไม้เช่นเดิม แม้ท่าทีเขาอาจดูเหมือนหลับไปแล้ว แต่หน่วยสามที่คุ้นเคยกับนิทานดีย่อมรู้ว่าเขาเพียงแกล้งหลับเท่านั้น

             

            เมื่อถึงตาเฝ้ายามของนิทาน กีออนที่ส่งสัญญาณให้นิทานเสร็จแล้วก็เดินกลับเข้าเต็นท์ นิทานลืมตาขึ้น หลังหัวยังมีคีตาที่เขานอนหนุน ทั้งสองลุกขึ้นพร้อมกัน เดินมาสลับกับกีออนที่กองไฟ

             

            นิทานเพียงนั่งเหม่อมองท้องฟ้าหน้ากองไฟ บนตักมีคีตา นิทานยิ้มเล็กน้อย ล้วงหวีอันเก่งออกมาบรรจงแปรงขนให้มัน บรรยากาศอันแสนสงบผ่านไปช้าๆ พักหนึ่งเขาก็สัมผัสได้ถึงเงาร่างหนึ่งที่ปีนออกมาจากรถม้าหรูหราทางด้านหลัง

             

            “องค์หญิงไพลิน นอนไม่หลับเหรอครับ” นิทานหันหน้ากลับ คีตาที่อยู่บนตักพลางลุกขึ้นยืน เดินไปให้องค์หญิงไพลินลูบ

             

            “ไพลินต่างหาก เราอายุห่างกันเท่าไหร่เอง” องค์หญิงไพลินหน้ามุ่ย

             

            “กับองค์หญิง ผมใช้ภาษา..”

             

            “พอเลย องค์หญิงนู่นองค์หญิงนี่ เป็นเพื่อนกันเฉยๆ ไม่ได้รึไง เราจะมาขอบคุณเรื่องในงานเลี้ยงนะ” องค์หญิงไพลินทิ้งตัวลงนั่งข้างกองไฟ หันหน้าเข้าหานิทาน

             

            “แต่ผมไม่ได้ทำอะไรเลยนะครับ” นิทานตีหน้าตาย

             

            “จ้า จ้า เห็นเราเป็นคนยังไงเนี่ย เราโตมากับคนอย่างพี่จันทรกานต์ คุณอาบรรพต และอีกเยอะแยะเลยนะ คิดว่าเราจะดูไม่ออกจริงอะ” องค์หญิงไพลินหัวเราะ

             

            “อีกอย่าง ตอนที่คนคนนั้นว่าร้ายน้องคนนี้ นายทำหน้าเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อเขาเลยนะ แบบนี้เลย” องค์หญิงไพลินกอดคีตาที่เดินมานั่งข้างๆ เธอ พลางเอาสองนิ้วดึงหางตาของตัวเองขึ้น ขมวดคิ้วเข้ม แลบลิ้น พยายามทำสีหน้าน่ากลัวที่สุดที่เธอนึกออก

             

            นิทานเห็นดังนั้นก็อดหัวเราะไม่ได้ องค์หญิงไพลินผู้สูงส่งคนนั้นทำสีหน้าไม่น่าดูเอาเสียเลย

             

            “ผมไม่ได้ทำหน้าแบบนั้นสักหน่อยครับ ละทำได้ยังไงก่อนครับ หน้าแบบนั้นน่ะ” นิทานหัวเราะ

             

            “อ่าวเหรอ แต่ในสายตาเรามันเป็นแบบนั้นเลยนะ” องค์หญิงไพลินเห็นนิทานหัวเราะแล้วก็ยิ้มตาม

             

            “คีตา พี่ชายของนายน่ะ ดุมากเลยรู้มั้ย เพราะงั้นนายก็อย่าดื้ออย่าซนนะ” องค์หญิงไพลินเกาพุงของคีตาพลางหัวเราะ

             

            “โฮ่ง!”

            ขนม ขนม!

             

            “เดียวฉันเอาให้ก็ได้ อย่าไปกวนองค์หญิงเขาสิ” นิทานพูด

             

            “หือ นายเข้าใจคีตาชัดขนาดนั้นเลยเหรอ? แล้วคีตาอยากได้ขนม? เอาไปสิ เราพกมาเยอะเลย” องค์หญิงไพลินเงยหน้ามองนิทาน เธอล้วงมือเข้ากระเป๋าหยิบขนมจำนวนมากออกมา

             

            พกมาแต่ขนมรึไงเนี่ย นิทานคิด

             

            “เปล่าหรอก แต่ขนมน่ะดีนะ เวลาคนไม่สบายใจ ได้กินอะไรหวานๆ หน่อยก็อารมณ์ดีขึ้นใช่มั้ยล่ะ” องค์หญิงไพลินพูดขึ้นมากะทันหัน

             

            นิทานถึงกับเบิกตากว้าง เขาพลันคิดไปว่าองค์หญิงไพลินอ่านใจเขาได้

             

            “หน้านายมันฟ้องขนาดนั้น เคยบอกแล้วไง เราน่ะ อ่านคนเก่งนะ” องค์หญิงไพลินขยิบตา

             

            “องค์หญิงอ่านสีหน้าเก่งดีนะครับ แล้วผมก็เหมือนผู้ฝึกสัตว์ส่วนใหญ่นั่นล่ะครับ สื่อสารกันได้” นิทานถอนหายใจ เขายังคงต้องฝึกการแสดงสีหน้าอีกเยอะ

             

            “แน่นอน ในวังมีคนหน้าไหว้หลังหลอกตั้งเยอะ ของแค่นี้จิ๊บๆ” เธอยิ้มอย่างผู้มีชัย

             

            นิทานส่ายหน้าบาง เขารู้สึกว่าเขาโดนผู้หญิงตรงหน้าอ่านออกง่ายเหลือเกิน

             

            “นายน่ะ ตั้งใจจะเข้าร่วมงานประลองของจักรวรรดิมาลาไคปีหน้าใช่มั้ย” องค์หญิงไพลินถามขึ้น

             

            “ใช่ครับ” นิทานตอบ เขาไม่แปลกใจที่องค์หญิงไพลินรู้ ในเมื่อผู้พันลาลันตายังรู้ได้ง่ายขนาดนั้น

             

            “งานประลองครั้งนี้มีแต่อัจฉริยะแปลกๆ เยอะเลยนะ นายตั้งใจจะชนะรึเปล่า”

             

            “ก็คงพยายามเต็มที่นั่นแหละครับ”

             

            “แล้วนายกะจะไปงานยังไงล่ะ เรื่องเดินทางอีก ข่าวและข้อมูลของคู่แข่งล่ะ พวกอุปกรณ์และเครื่องป้องกันอีก ถึงสมบัติต่างๆ จะเป็นข้อห้าม แต่อุปกรณ์ชั้นดีไม่จำกัดนะ” องค์หญิงถามรัว

             

            นิทานพูดไม่ออก เขาตอบตามผู้หญิงคนนี้ไม่ทันจริงๆ องค์หญิงไพลินนั้นพูดเก่งอย่างน่าเหลือเชื่อ

             

            “คงค่อยๆ หาทางไปแหละครับ ตอนนี้ผมก็เก็บๆ เงินอยู่” นิทานพูดอึกอัก

             

            “ขอเราก็สิ้นเรื่อง เราเป็นองค์หญิงนะ” องค์หญิงไพลินกำหมัดตบอกตัวเองอย่างมั่นใจ

             

            “ผมคงรับไม่ได้หรอกครับ แม้ผมจะอยู่ฝ่ายเดียวกับองค์หญิง แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่ผมควรได้รับการสนับสนุนขนาดนั้น” นิทานสีหน้ามืดลง บรรยากาศชื่นมื่นก่อนหน้านี้มลายหาย

             

            นิทานนั้นพบเห็นผู้ที่หยิบยื่นข้อเสนอที่เหมือนดีเพื่อหลอกใช้เขามามากแล้ว ตั้งแต่ยังเด็กก็มีผู้ใหญ่มากมายที่อยากรับเลี้ยงเขา พวกคนเหล่านั้นต่างพยายามหว่านล้อมนิทานเพื่อหวังว่าวันหนึ่งนิทานจะตอบแทนด้วยพรสวรรค์ที่เขามี

             

            “นายอยู่ฝ่ายเดียวกันกับฉัน เพราะงั้นรับไปเถอะน่า ถือเป็นคำขอบคุณเรื่องในงานเลี้ยงด้วย” องค์หญิงไพลินพูดต่อราวกับไม่รับรู้ถึงสีหน้าที่กลายเป็นไร้อารมณ์ของนิทาน

             

            “แต่ถ้านายคิดว่ามากไปละก็ เราก็มีคำขออย่างหนึ่ง”

             

            นิทานสีหน้าเย็นชายิ่งกว่าเดิม เขารู้อยู่แล้วว่าสุดท้ายก็ต้องเป็นเช่นนี้ เขานั้นผิดหวังในตัวเองเล็กน้อยที่เคยประเมินว่าเธอเป็นคนดี ไม่สิ เธอก็ยังคงเป็นคนดีอยู่ เพียงแต่จุดเสียของเธอเป็นสิ่งที่เขาไม่ชอบเสียที่สุด 

             

            ดูเหมือนไม่ว่าจะผ่านไปนานเท่าไหร่ คนที่ต้องการเอาเปรียบเขาจะยังคงมีเสมอ และเขาก็ไม่อาจอ่านคนออกได้ดีขึ้นเลย

             

            “ไพลิน เรียกเราว่าไพลิน แล้วมาเป็นเพื่อนกัน” ไพลินยิ้มแย้มพลางยื่นมือออกไป

             

            นิทานเบิกตากว้าง เขาถึงกับสับสนว่าเขาได้ยินถูกหรือไม่ แต่ใบหน้ายิ้มแย้มขององค์หญิงไพลินตรงหน้าพร้อมกับมือที่ยื่นออกมาเป็นหลักฐานชั้นดีตอกย้ำสิ่งที่เธอพูด

             

            “นี่ไง ถือว่าคุ้มค่ามากเลยนะ นายได้ทั้งผู้สนับสนุน แถมยังได้เป็นเพื่อนกับองค์หญิงอีก” ไพลินฉีกยิ้มกว้าง

             

            นิทานมองมือข้างหน้า นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มปรากฏความลังเล เขาหันความสนใจไปมองที่นัยน์ตาขององค์หญิงไพลิน สองตาคู่นั้นช่างตากจากนัยน์ตาของเขา นัยน์ตาสีชมพูสวยคู่นั้นไร้ซึ่งความลังเล ไร้ซึ่งความคิดร้าย หรือไร้ซึ่งผลประโยชน์แอบแฝงใดๆ มีเพียงความจริงใจ ความสดใส และแสงสุกสกาวสีชมพูที่สะท้อนกับกองไฟ รอยยิ้มของเธอบอกให้นิทานรู้ว่าเธอเพียงต้องการแค่นั้น

             

            ตัวเขาเองนั้นมีเพื่อน การคุยกับคนเขาก็ทำได้ อย่างหน่วยสามเองเขาก็สนิทด้วย เขานับทุกคนเป็นเพื่อน หากมีเรื่องอะไรขึ้นเขาย่อมยินดีช่วยเหลือ แต่ในใจของเขายังคงเว้นระยะห่างไว้ อาจเป็นนิสัยของเขาไปแล้วก็ได้ที่จะเว้นระยะห่าง สร้างกำแพงขวางกั้นเอาไว้ ฝั่งนี้ของกำแพงมีเพียงเขาและคีตา

             

            แต่นี่เป็นครั้งแรกเลยที่มีคนคนหนึ่งพังกำแพงนี้ลงได้อย่างง่ายดายถึงเพียงนี้ เธอยิ้มให้เขาด้วยใจพร้อมกับเอ่ยว่าเป็นเพื่อนกัน เป็นครั้งแรกที่นิทานรู้สึกว่าคนที่คนตรงหน้าอยากเป็นเพื่อนด้วยไม่ใช่เขาที่สวมหน้ากาก ไม่ใช่นิทานในอนาคตที่อาจกลายเป็นผู้แข็งแกร่ง แต่เป็นตัวเขา นิทาน

             

            นิทานมองไปที่คีตาที่นั่งอยู่ข้างๆองค์หญิงไพลิน นัยน์ตาสีดำสนิทดั่งเม็ดลำไยนั้นมองตรงมาที่นิทาน แม้พวกเขาจะสื่อใจกันอยู่ แต่ถึงในวินาทีนี้เขาก็ไม่จำเป็นพลังนั้นแต่อย่างใด สองตานั้นบอกนิทานอย่างชัดเจน 

             

            คนคนนี้ไว้ใจได้

             

            นิทานหัวเราะออกมาบางเบา นัยน์ตาสดใส เขาเข้าใจยิ่งกว่าเดิมเสียอีกว่าทำไมผู้คนถึงได้รักผู้หญิงคนนี้นัก

             

            “เอาสิ ยินดีที่ได้รู้จักนะ ไพลิน”

             

            “โฮ่ง!”

            เพื่อน!