
รูปจาก : https://www.flickr.com/photos/marionaubert/462774758
“ทำไมจะทำไม่ได้ ในเมื่อฉันเป็นพ่อของแก” ชายอีกคนเอ่ยตอบกลับมา
ขณะนี้ทั้งคู่กำลังยืนทะเลาะกันด้วยท่าทีที่ไม่มีใครยอมใคร ชายหนุ่มที่มีใบหน้าหล่อเหลาคืออเล็กซ์ ส่วนชายอีกคนที่มีใบหน้าละม้ายคล้ายอเล็กซ์ก็คือ เอริค พ่อของอเล็กซ์นั่นเอง แค่ได้มองก็รู้ได้ทันทีว่าอเล็กซ์ได้ความหล่อนี้มาจากใคร
“แต่นี่มันบัตรเครดิตผม!!!” อเล็กซ์เถียงขึ้นมาอีกครั้ง
“แต่นี่มันเงินของฉัน!!”
“พ่อ!!!” อเล็กซ์ตะคอกขึ้นมา
“จะเรียกทำไม!! ฉันก็อยู่ตรงหน้าแกนี่ไง!!!” เอริคพูดกวนประสาทอเล็กซ์
“พ่อ!!!” ได้ยินพ่อตอบกลับมาอเล็กซ์แทบคลั่ง
“ก็อยู่ตรงหน้าแกนี่ไง จะเรียกหาทำบ้าอะไร!!!”
ได้ยินสิ่งที่พ่อตนเองพูดอเล็กซ์ยิ่งรู้สึกเหมือนจะเป็นบ้า เขาแค่สบถโว้ย ไม่ได้เรียก!!! อเล็กซ์จ้องผู้เป็นพ่อประหนึ่งศัตรูคู่อาฆาตกันมาตั้งแต่ชาติปางก่อน
“หึ!! หึ!!” ทั้งคู่สะบัดหน้าออกจากกัน
‘ทำไมเถียงกับพ่อทีไรไม่เคยชนะสักที!!!’ อเล็กซ์นึกขึ้นด้วยความคับแค้นใจ ไม่รู้ความคับแค้นนี้เพราะโกรธพ่อตนเองที่สั่งระงับบัตรเครดิตตนเองหรือแค้นเพราะตนเองเถียงไม่เคยชนะพ่อเลยสักครั้ง เพราะไม่มีครั้งไหนที่อเล็กซ์จะสามารถทนความกวนประสาทของพ่อตนเองได้เลย
‘หึ! อเล็กซ์แกคิดว่าจะเถียงชนะฉันได้เหรอ แกนี่มันละเมอเพ้อฝันจริงๆ ’ เอริคนึกขึ้นด้วยความกระหยิ่มในใจ
ท่าทีทะเลาะกันจนเหมือนเด็กของทั้งสอง กลับทำให้หญิงสาวคนเดียวในห้องต้องส่ายหน้าด้วยความเอือม ระอา เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้นและเธอค่อนข้างแน่ใจว่ามันจะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายเช่นกัน
“อเล็กซ์ ลูกนี่ไม่เคยจำจริงๆ ว่าพ่อของลูกเป็นคนยังไง” หญิงสาวหันไปพูดกับอเล็กซ์
‘รู้อยู่ว่าเถียงกับพ่อตัวเองทีไรไม่เคยชนะ ก็ยังไปเถียงให้เสียประสาทเล่น’ เธอนึกขึ้นในใจ
“ส่วนคุณ เอริค..คุณเป็นพ่อประสาอะไรไปทะเลาะกับลูก ทำตัวเหมือนเด็กไปได้” หญิงสาวเอ่ยตำหนิสามีของตน
ทั้งคู่เหลือบตามองกันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสะบัดหน้าเชิดใส่กันไปคนละทางเป็นสัญญาณบอกว่า ไม่มีใครยอมใคร
‘เป็นผู้ชายแท้ๆ แต่มาทำนิสัยแง่งอนทะเลาะกันเหมือนเด็กไปได้’ หญิงสาวนึกในใจด้วยความเอือมระอาอีกครั้ง ดีที่สองพ่อลูกคู่นี้ เวลาทะเลาะกันไม่เคยแสดงท่าทางแบบนี้ออกไปให้คนนอกเห็น ไม่งั้นคงเป็นเรื่องน่าอับอายและทำให้หมดความน่าเชื่อถือเป็นแน่ถึงแม้เวลานี้ทั้งคู่จะทะเลาะกัน แต่เธอรู้ว่าจริงๆ แล้ว พ่อลูกคู่นี้รักกันมาก แม้การแสดงออกเหมือนจะไม่ค่อยสนใจกันก็ตาม ถ้าจะมีครั้งไหนที่เห็นชัดเจนที่สุดก็ตอนที่เอริคป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ซึ่งเวลานั้นอเล็กซ์แทบจะไม่ห่างไปจากเอริคเลยแม้แต่น้อย...“ตกลงพ่อจะเอายังไง” ในที่สุดอเล็กซ์ก็เป็นฝ่ายเอ่ยปากขึ้นมาก่อน
‘บ้าเอ้ย เห็นว่าแก่แล้วหรอกนะ ถึงยอมให้ ครั้งหน้าไม่ยอมแน่ พ่อ!!!’ อเล็กซ์นึกขึ้นในใจ
‘เป็นแค่สเปิร์มของฉัน แต่คิดจะมาแข่งกับฉัน แกไม่มีทางชนะฉันหรอกไอ้ลูกชาย หึๆๆ ’
เอริครู้อยู่แล้วว่าสุดท้ายอเล็กซ์ต้องยอมตนเองเป็นแน่
‘ตามสเต็ป...นี่มันเข้าข่ายพ่อรังแกลูกชัดๆ เลย’ หญิงสาวเหลือบมองสามีตนเองพลางกลอกตามองบน เธอไม่ได้แปลกใจกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นแม้แต่น้อย เธอรู้ว่าอเล็กซ์ห่วงเอริค ไม่อยากให้เอริคอารมณ์เสียมากเกินไปเพราะเดี๋ยวมันจะส่งผลต่อสุขภาพของตัวเอริคเอง“แกมันไม่ได้เรื่อง วันๆ เอาแต่เที่ยวเล่น ไม่สนใจการงาน ไม่เคยทำอะไรให้ฉันภูมิใจเลยสักครั้ง”
‘อินโทรขึ้นมาแบบนี้จะด่าก่อนสั่งสินะ’
‘จะหาเรื่องเหน็บลูกอีกแล้วหล่ะสิ’
เมื่อเห็นสีหน้าเอือมระอาของสองแม่ลูกที่รู้ทันตัวเอง เอริคจึงรู้สึกเขินเล็กน้อย
“อะแฮ่ม!! ในเมื่อแกก็อยู่ใน DrawkCab เหมือนกับฉัน ดังนั้นฉันอยากให้แกไปทำอะไรเพื่อคนอื่นบ้าง จะได้รู้ซะทีว่าความยากลำบากของคนอื่นมันเป็นยังไง”
“พ่อต้องการให้ผมไปทำภารกิจใช่ไหม?” อเล็กซ์เอ่ยถามขึ้นเมื่อเห็นจุดประสงค์ของพ่อตนเอง
“ใช่”
“แล้วภารกิจไหนที่พ่อต้องการให้ผมทำ”
“ภารกิจที่แกคิดว่ามันเหมาะสมกับตัวของแกเองอเล็กซ์...ถ้าแกคิดว่าแกมีค่าแค่ 2 SP แกก็ไปทำภารกิจเชิญคนเข้าร่วมกับ DrawkCab ก็ได้นะ”
โดนพ่อตัวเองหยามขนาดนี้มีหรือคนเป็นลูกจะทนได้ อเล็กซ์จึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ก่อนที่จะมองหา ภารกิจที่ให้แต้ม SP มากที่สุดแล้วจึงส่งคำขอทำภารกิจไป ไม่นานนักภารกิจก็ได้รับการอนุมัติ
“แกเลือกภารกิจอะไรอเล็กซ์” เอริคผู้เป็นพ่อถามขึ้นด้วยความอยากรู้
เมื่อกี๊อเล็กซ์มุ่งความสนใจไปที่แต้ม SP เป็นหลักเขาเห็นเพียงรายละเอียดคร่าวๆ ว่าให้ไปช่วยสอนหนังสือเด็กยากจน 1 … อะไรสักอย่าง
“ต้องการอาสาสมัครไปสอนเด็กยากจนในถิ่นทุรกันดารเป็นเวลา 1 ปี จำนวน 2 คน [150 SP] ” อเล็กซ์อ่านทวนภารกิจด้วยความอึ้งเล็กน้อย ไม่ใช่แค่อเล็กซ์ทั้งพ่อและแม่ของเขาก็อึ้งเช่นกัน เพราะระยะเวลามันไม่ใช่ 1 วัน 1 อาทิตย์ หรือหนึ่งเดือน แต่มันเป็นระยะเวลาถึง 1 ปีเต็ม
“ฉันไม่ได้บังคับแกนะอเล็กซ์ แกเลือกของแกเองนะ” เอริคเอ่ยเหมือนเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตนเองแม้แต่น้อย
ส่วนแม่ของอเล็กซ์ไม่ได้เอ่ยอะไรแม้แต่น้อย เพราะเธอเชื่อว่าอเล็กซ์โตพอที่จะตัดสินใจทำอะไรได้เองแล้วและเธอก็เคารพการตัดสินใจของลูกตัวเอง
เอริครู้ว่าอเล็กซ์เป็นคนดี แม้จะเป็นหนุ่มเจ้าสำราญอยู่บ้าง แต่ก็เป็นคนดีคนหนึ่งทีเดียว นั่นจึงเป็นสาเหตุให้ อเล็กซ์ก็ได้รับการอนุมัติเป็นสมาชิกของ DrawkCab เช่นกัน
แต่เอริคต้องการให้อเล็กซ์ได้รู้จักความยากลำบากบ้าง เพราะอเล็กซ์นั้นเจริญเติบโตขึ้นมาพร้อมกับความเพียบพร้อมสมบูรณ์ เขาจึงอยากให้ครั้งนี้เป็นเหมือนบททดสอบ เป็นบทเรียนให้อเล็กซ์ ให้ลองช่วยเหลือผู้อื่น เข้าใจถึงความยากลำบาก เข้าใจความเป็นจริงของโลกใบนี้ ทุกอย่างมันไม่ได้มีแค่เท่าทีเราเห็น มันยังมีอะไรมากมายบนโลกใบนี้
อเล็กซ์เป็นคนฉลาด เขาเข้าใจดีว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงของพ่อคืออะไร เพราะตนเองมัวแต่อยู่ในสังคมชั้นสูง เที่ยว สังสรรค์ ชีวิตสะเปะสะปะไม่ค่อยมีแบบแผนนัก ต่อให้ตนเองไม่ทำงานอเล็กซ์ก็มั่นใจว่าด้วยทรัพย์สมบัติที่มีอยู่ตนเองก็ไม่มีทางอดตายแน่นอนถ้าไม่ได้เอาไปใช้อะไรแผลงๆ นั่นจึงทำให้เขาใช้ชีวิตแบบไม่มีเป้าหมายเท่าไหร่นัก
แต่ในใจลึกๆ ของอเล็กซ์ก็เบื่อการใช้ชีวิตเช่นนี้เช่นกัน ดังนั้นเหตุการณ์ในครั้งนี้อเล็กซ์จึงไม่ปฏิเสธความต้องการของเอริคแม้แต่น้อย เพราะมันก็เป็นความต้องของเขาเช่นกัน
อเล็กซ์กับเอริคต่างก็จ้องมองกันด้วยสายตาล้ำลึก
หญิงสาวคนเดียวในห้องเมื่อได้เห็นท่าทางของทั้งคู่ก็เหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง
‘พ่อลูกคู่นี้ มีอะไรก็ไม่เคยพูดกันตรงๆ ปากแข็งทั้งคู่’
‘เอริค : อเล็กซ์ลูกรักพ่ออยากให้ลูกลองไปช่วยเหลือคนอื่น เรียนรู้เข้าใจว่าความยากลำบากมันเป็นยังไง ลูกลองไปทำภารกิจใน DrawkCab ดูนะ’
‘อเล็กซ์ : ได้ครับพ่อ ….. แค่นี้ก็เสร็จแล้ว จะสร้างเรื่องทำไมให้มันเยอะแยะ!!’ เธอนึกขึ้นในใจ
แต่สุดท้ายเธอก็ไม่ได้กล่าวอะไรออกไป…....และนั่นก็เป็นเหตุให้อเล็กซ์มานั่งอยู่บนรถตู้สีขาวในตอนนี้ อเล็กซ์ไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวหรือกลัวความยากลำบากแม้แต่น้อย แต่เขาค่อนข้างรู้สึกยินดีกับมันด้วยซ้ำ
ขณะที่อเล็กซ์กำลังสนใจกับทัศนียภาพแปลกใหม่รอบตัวนั้น ก็ได้มีเสียงผู้หญิงคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมาข้างๆ รถ
“สวัสดีค่ะ ฉันชื่อวิคตอเรีย...”
นั่นทำให้อเล็กซ์ได้เพ่งความสนใจมาอยู่ที่ผู้หญิงคนนี้แทน ดูภายนอกเธอก็เป็นแค่เพียงหญิงสาวอเมริกันทั่วไปคนหนึ่ง ที่มีจิตใจดีอยากช่วยเหลือคนอื่นเท่านั้น ไม่ได้มีอะไรพิเศษแม้แต่น้อย
แต่แค่เพียงเวลาไม่นานนัก หลังจากที่อเล็กซ์ได้เห็นท่าทางแปลกๆ ของวิคตอเรียทำให้เขารู้สึกขำเป็นอย่างมาก อเล็กซ์จึงได้คอยมองไปที่วิคตอเรียอยู่ตลอดเวลา
เวลาที่วิคตอเรียหันมาสบตากับอเล็กซ์มันไม่ได้เป็นเรื่องของความบังเอิญหรือความพอดีใดๆ ทั้งสิ้น แต่มันเป็นเพราะอเล็กซ์นั้นมองมาที่วิคตอเรียอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว เมื่อเธอหันมาสบตากับเขาจึงคิดไปว่ามันเป็นความบังเอิญ
อเล็กซ์ในตอนนี้ไม่ได้รู้สึกรักชอบในเชิงชู้สาวกับวิคตอเรีย เขาแค่รู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้ดูแปลกดีไม่เหมือนผู้หญิงคนอื่นที่เขาเคยเจอ ทั้งๆ ที่เธอก็ไม่ได้สวยหรือเซ็กซี่ไปกว่าผู้หญิงคนก่อนๆ ที่เขาเคยคบมา
แต่น่าแปลกเขากลับมองไปที่เธอได้อย่างไม่เบื่อหน่าย ประหนึ่งว่า เขาคาดหวังอะไรบางอย่างจากเธอ อเล็กซ์ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตกลงมันคืออะไรกันแน่
‘บางทีช่วงระยะเวลาอีกหนึ่งปีหลังจากนี้อาจจะไม่ใช่ช่วงระยะเวลาที่น่าเบื่ออย่างที่คิด’ อเล็กซ์นึกขึ้นในใจขณะที่พยายามกลั้นขำกับท่าทีทำสมาธิของ วิคตอเรีย...กว่าที่ทั้งคู่จะมาถึงหมู่บ้านก็ดึกมากแล้ว ฟาคลีจึงได้พาทั้งคู่ไปยังสถานที่ที่พวกเขาจัดเตรียมไว้ให้เป็นห้องสองห้องที่อยู่ติดกัน ซึ่งพวกเขาจะต้องใช้เป็นที่อยู่นับจากนี้ไปอีกหนึ่งปี
“บ้าจริง วิคตอเรีย นี่ของสำคัญเธอก็ลืมอีกแล้วเหรอ!” วิคตอเรียบ่นกับตัวเองเบาๆ ขณะที่กำลังหาของบางอย่างในกระเป๋าของตนเอง
จากนั้นวิคตอเรียก็นึกได้ว่าตอนที่เธอจัดกระเป๋าเธอคิดว่าเดี๋ยวก่อนจะออกจากห้องพอแปรงฟันเสร็จค่อยหยิบแปรงสีฟันมาใส่ในกระเป๋าก็ได้ แต่กลับกลายเป็นว่าเธอกลับหยิบแปรงสีฟันกลับไปวางไว้ที่เดิมด้วยความเคยชินซะงั้น
“จะไปหาจากไหนละเนี่ย” นี่มันไม่ใช่ในเมือง นี่มันชนบทที่กันดารมาก กันดารขนาดที่ไม่มีร้านค้าสักร้านด้วยซ้ำ แต่ทันใดนั้นในหัวของเธอก็ได้มีภาพอเล็กซ์ที่กำลังยิ้มผุดขึ้นมาบนหัว เธอสะบัดหัวไล่ความคิดออกไปชั่วครู่ก่อนเอ่ยกับตัวเอง
“ลองไปถามดูก่อนแล้วกัน”
เนื่องจากห้องของวิคตอเรียกับอเล็กซ์อยู่ติดกันเธอจึงไม่ได้ใช้เวลามากนักจึงมายืนอยู่ที่หน้าห้องของอเล็กซ์
ก๊อก ก๊อก ก๊อก!!
“ใครครับ” มีเสียงถามขึ้นมาจากในห้อง
“เอ่อ...วิคตอเรียค่ะ” วิคตอเรียเอ่ยตอบกลับไป
ไม่นานนักอเล็กซ์ก็เดินมาเปิดประตู
‘! @#$$%%%^^&%$^’ เมื่อเห็นภาพตรงหน้าสติของวิคตอเรียแทบจะหลุดออกจากร่างทันที
ตอนนี้อเล็กซ์ไม่ได้สวมเสื้อ เขาสวมเพียงแค่กางเกงขาสั้นตัวเดียวเท่านั้น เนื่องจากอเล็กซ์เป็นคนที่ออกกำลังกายบ่อยอยู่แล้วหุ่นของเขาจึงดีเป็นอย่างมาก
‘กล้ามเป็นมัดๆ แผงอกที่บึกบึนแต่ก็ไม่ใหญ่จนเกินไป’ วิคตอเรียไล่สายตาของตัวเองลงมาเรื่อยๆ‘1 2 3 4 5 6 ซิกแพ็คทั้งหกก้อน มันช่างน่าลูบไล้อะไรขนาดนี้’ วิคตอเรียยังคงไล่สายตาลงมาเรื่อยๆ
‘ร่องเอวรูปตัววี ที่หายลับเข้าไปในขอบของกางเกงนั่นอีก’ ขณะที่วิคตอเรียกำลังจะไล่สายตาลงไปอีกนั้น อเล็กซ์จึงเอ่ยทักขึ้นมา
“คุณวิคตอเรียครับ คุณวิคเตอเรีย”
“คะ คะ?” วิคตอเรียกระพริบตาปริบๆ เหมือนคนที่เพิ่งตื่นจากภวังค์ แต่เธอยังไม่รู้ตัวแม้แต่น้อยว่าตั้งแต่อเล็กซ์เปิดประตูออกมา เธอยังไม่ได้ปิดปากที่อ้าค้างของเธอเลยแม้แต่น้อย
ใจจริงอเล็กซ์อยากจะเอ่ยทักวิคตอเรียออกไปว่า
‘แถวนี้แมลงเยอะนะครับ ถ้าคุณยังอ้าปากค้างแบบนั้นแมลงมันจะเข้าไปได้นะ’
แต่ถ้าหากทักออกไปแบบนี้ไม่รู้ว่าจะทำให้เธอรู้สึกอายขนาดไหน สุดท้ายอเล็กซ์จึงทักออกไปว่า
“คุณมาเคาะห้องเรียกผม มีอะไรรึเปล่าครับ” อเล็กซ์ถามขึ้น
หลังจากได้สติวิคตอเรียก็ได้รู้ตัวว่าตัวเองได้เสียมารยาทออกไปอีกแล้วจึงไอกลบเกลื่อน พร้อมทั้งบอกถึงจุดประสงค์ที่ตนเองมาเคาะห้องของอเล็กซ์
“อะแฮ่มๆ ...เอ่อ…คุณอเล็กซ์พอจะมีแปรงสีฟันสักอันให้ฉันยืมไหมคะ? พอดีว่าฉันลืมเอามาด้วย”
วิคตอเรียเอ่ยขึ้นด้วยความเขินอาย ไม่รู้ว่าเขินอายเพราะเรื่องเมื่อสักครู่หรือเพราะเรื่องที่ตนดันลืมนำของสำคัญมาด้วยกันแน่
“อ๋อ มีครับ เดี๋ยวผมไปเอามาให้” อเล็กซ์หายเข้าไปในห้องไม่นานนักก็ออกมาพร้อมกับแปรงสีฟันอีกอันหนึ่ง
“นี่ครับ” อเล็กซ์ยื่นแปรงสีฟันให้กับวิคตอเรีย
วิคตอเรียยื่นมือไปรับแปรงสีฟันจากอเล็กซ์ แม้ว่าสายตาของเธอจะไม่ได้จ้องไปที่แปรงสีฟันที่อเล็กซ์ยื่นมาให้เลยก็ตาม
“มีอะไรอีกรึเปล่าครับ” อเล็กซ์เอ่ยถามขึ้นเมื่อเห็นว่า วิคตอเรียยังคงยืนจ้องหุ่นเขาอยู่แบบนั้น
“ไม่มีแล้วค่ะ ขอบคุณมากค่ะคุณ อเล็กซ์” วิคตอเรียเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีเสียดายอย่างเห็นได้ชัด หลังจากนั้นวิคตอเรียจึงได้เดินกลับเข้าห้องของตัวเอง
หลังจากอเล็กซ์ปิดประตูกลับเข้ามาในห้อง เขาก็ยิ้มขำกับท่าทีของวิคตอเรียเมื่อซักครู่ เขาเคยเจอหญิงสาวที่เหมือนดั่งกระต่ายขาวที่รอให้หมาป่ามาขยุ้ม หรือแม้กระทั่งแม่เสือสาวที่พร้อมจะขยุ้มเขา
แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ที่เขาเห็นกระต่ายขาวจ้องหมาป่าตาเป็นมัน ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งหยุดขำไม่ได้ แต่เขากลับรู้สึกเคืองๆ วิคตอเรียอยู่เรื่องหนึ่ง
‘เธอแทบจะไม่มองหน้าฉันเลย นี่หุ่นฉันมันดูดีกว่าหน้าตาขนาดนั้นเลยเหรอ’...ผ่านไปหลายเดือนที่วิคตอเรียและอเล็กซ์ได้ทำงานร่วมกัน ทำให้พวกเขาทั้งสอง รู้จักกันมากยิ่งขึ้น ในตอนนี้พวกเขาเป็นเหมือนเพื่อนร่วมงานที่สนิทกันมากๆ คู่หนึ่ง
วันนี้วิคตอเรียและอเล็กซ์ได้นัดกันว่าจะมาดูพระอาทิตย์ตกดินด้วยกัน เมื่อถึงเวลานัดวิคตอเรียพบว่าอเล็กซ์ ได้มาถึงอยู่ก่อนแล้วและเขากำลังก่อกองไฟอยู่
“ทำไมคุณมาเร็วจัง” วิคตอเรียเอ่ยทักขึ้น ถ้าหากเป็นตอนที่ยังเจอกันแรกๆ ที่โรคหลงคนหล่อของเธอยังกำเริบอยู่ การมานั่งดูพระอาทิตย์ตกดินกับอเล็กซ์คงทำให้หัวใจของเธอเต้นอย่างบ้าคลั่งเป็นแน่
แต่ในตอนนี้หลังจากได้ทำความรู้กันมาได้สักพักหนึ่ง วิคตอเรียก็พบว่า อเล็กซ์ก็เป็นผู้ชายที่ดีคนหนึ่ง เขาไม่เคยฉวยโอกาสแม้สักครั้งกับเธอ ต่อให้เธอทำทีท่าเหมือนว่าจ้องจะกินเขาขนาดไหนก็ตาม ทำให้วิคตอเรียรู้สึกดีกับอเล็กซ์มากขึ้น
เพราะอเล็กซ์ให้เกียรติเธอ ดังนั้นเธอจึงให้เกียรติอเล็กซ์เช่นกัน ดังนั้นโรคหลงคนหล่อของเธอจึงได้ค่อยๆ หายไปจริงๆ ตั้งแต่โรคหลงคนหล่อของวิคตอเรียค่อยๆ หายไป อเล็กซ์รู้สึกขัดใจตัวเองเป็นอย่างมาก ถึงกับคิดกับตัวเองว่า นี่เขาเสน่ห์ลดลงไปรึเปล่า?
“ผมมาเตรียมก่อกองไฟไว้ก่อนครับ ว่าแต่คุณเอากีตาร์ของใครมาด้วยเหรอ?” อเล็กซ์เอ่ยถามขึ้น เมื่อสังเกตเห็นวิคตอเรียได้ถือกีตาร์ที่ดูค่อนข้างเก่าตัวหนึ่งมาด้วย
“กีตาร์ของฟาคลีน่ะค่ะ ฉันขอยืมมา” วิคตอเรียเอ่ยตอบออกไป
“ไม่ยักรู้มาก่อนว่าคุณก็เล่นกีตาร์เป็นด้วย” อเล็กซ์เอ่ยขึ้นอย่างสนใจ เพราะเขาก็เป็นคนหนึ่งที่เล่นกีตาร์ไม่เป็นเช่นกัน
“นี่เป็นงานอดิเรกฉันเลย ปกติฉันไม่ค่อยเล่นให้ใครฟัง นี่ถือว่าคุณโชคดีมากเลยนะ ที่วันนี้ฉันจะเล่นให้ฟัง” วิคตอเรียเอ่ยประหนึ่งว่า เฮ้ นี่นายต้องสำนึกในบุญคุณครั้งนี้ของฉันนะ
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า วันนี้คงเป็นวันที่ผมโชคดีที่สุดในโลกแล้วแน่ๆ ” อเล็กซ์เอ่ยขึ้นยิ้มๆ เขาไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเขาถึงได้รู้สึกดีเวลาที่วิคตอเรียพูดเหมือนว่าเขาเป็น คนพิเศษ
วิคตอเรียยิ้มขึ้นพลางส่ายหน้าให้กับอเล็กซ์ ก่อนที่จะใช้ท่อนไม้ใหญ่ท่อนหนึ่งเป็นที่นั่งให้กับตัวเอง
ขณะที่พระอาทิตย์กำลังตกดิน ย้อมสุดขอบฟ้าให้กลายเป็นดั่งทะเลเพลิง ต้นไม้ใหญ่ที่ถูกแสงสุดท้ายจากดวงตะวันตัดผ่านเกิดเป็นเงาสีดำ เกิดเป็นทัศนียภาพที่สวยงามน่าจดจำภาพหนึ่ง
ทันใดนั้น วิคตอเรียจึงได้ดีดกีตาร์พร้อมขับร้องเพลงออกมา
I have seen a thousand things
A thousand minds and what they bring
To this world and to this home
But where I stand, well, I don't know…..
[** Where I Stand (ORIGINAL) - Mia Wray >>> หาฟังในยูทูปได้เลยครับ (ถ้าเปิดเพลงไปพร้อมกันจะได้ฟีลมาก) **]
นี่ก็เป็นตัวตนในอีกด้านหนึ่งที่อเล็กซ์พึ่งได้เห็นจากวิคตอเรีย ตั้งแต่เริ่มจนจบเพลง อเล็กซ์ไม่ได้ละสายตาไปจากวิคตอเรียแม้แต่น้อย เหมือนเขาตกอยู่ในภวังค์
แสงสุดท้ายจากดวงตะวันที่สาดส่องตกกระทบกับใบหน้าของวิคตอเรีย พร้อมกับที่เธอขับร้องเพลงในขณะที่มือก็บรรเลงดีดกีตาร์ ตัวของเธอเองก็โยกเบาๆ ไปมาตามจังหวะดนตรี เสียงของเธอช่างไพเราะเข้ากับเสียงดนตรีที่เธอได้บรรเลงมัน
เธอช่างมีเสน่ห์ เธอช่างสวยงามเกินกว่าจะมีสิ่งใดเปรียบ ในช่วงเวลานั้นอเล็กซ์คิดแค่ว่า โลกทั้งใบนี้มีแค่เขากับเธอแค่สองคนเท่านั้น เขาอยากจะหยุดเวลานี้เอาไว้เหลือเกิน...
ทั้งๆ ที่เสียงร้องของเธอได้จบลงไปแล้ว เช่นเดียวกันกับเสียงที่เกิดจากการบรรเลงดีดสายกีตาร์ก็ได้จบลงไปแล้วแต่ทำไม เสียงหัวใจของเขามันกลับดังขึ้น ดังขึ้น และดังขึ้นเรื่อยๆ ….
‘และในวินาทีนั้นผมก็ได้รู้ตัวแล้วว่า ผมได้ตกหลุมรักผู้หญิงคนนี้ไปซะแล้ว’
นี่เป็นครั้งแรกที่อเล็กซ์ได้เข้าใจความรู้สึกของตนเองแล้วจริงๆ