สุดท้ายที่บ้านนอก

    สุภาดา

    รุ่งเช้าวันต่อมาอรัญยังคงนอนบนโซฟาในห้อง ไม่ยอมลุก เขานอนไม่หลับทั้งคืน คิดหาทางออกให้กับอนาคตของตัวเองคิดไม่ออกจริง ๆ ว่าจะไปไหนต่อ เพราะเงินในประเป๋าไม่มีแม้แต่บาทเดียวเงิน 30 บาท บอกกับน้ำใจที่ช่วยเหลือเขาก่อน อรัญจำต้องยอมทำตามที่หญิงสาวผู้หนึ่งสั่ง จนป่านนี้ชื่อหล่อนก็ยังไม่ทราบเลย ถามอะไรก็ไม่ค่อยได้ ท่าทางเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายยังไงพิกลหน้าตาก็สวยดีหรอก แต่ทำไมเฉยชานักก็ไม่รู้ หรือหล่อนจะกร้านโลกมากอย่างที่เขาคิดไว้ รู้อย่างนี้เมื่อคืนถามไอ้สองตัวนั่นก็คงจะดีเพียงแวบหนึ่งในห้วงคิด มันเหมือนเกิดภาพซ้อนในมโนภาพ ใบหน้าของหญิงสาวสองคนผ่านแว่บเข้ามา อาการชาหนึบที่ท้ายทอยเริ่มปวดแรงและหนักอึ้ง“เจน….อา…ทำไมผู้หญิงคนนี้ช่างเหมือนกับเจนเหลือเกิน..โอ๊ย…ทำไมมันปวดหัวอย่างนี้…อา..กูจะรอดไหมเนี่ย... แล้ว..เจนเป็นใครกัน..เจน”อาจเป็นเพราะช่วงที่เขาตกกลิ้งจากบันไดทำให้ศีรษะฟาดเข้ากับผนังอย่างแรง ส่งผลกระทบกระเทือนถึงโรคเก่าอาการเดิม อรัญนอนครางอย่างทรมานกับอาการปวดแทบใจขาดเพียงลำพัง จนต้องลงกลิ้งกับพื้น“ทำไมมันปวดเหลือเกิน ทำไมมันทรมานอย่างนี้นะ…อา…”เขาครางอย่างทรมาน และยื่นมือไปควาญหายาในกระเป๋า ไม่นานนักหลังจากที่ยาเม็ดสุดท้ายถูกส่งเข้าปาก ความปวดทรมานก็เริ่มทุเลาลง และมันทำให้เขาหลับไปในท้ายที่สุดยกแขนขึ้นมองนาฬิกาพบว่า เป็นเวลา เจ็ดโมงเช้าแล้ว อรัญถอนหายใจเฮือกก่อนจะลุกเดินออกจากห้องมาล้างหน้าเมื่อเดินกลับเข้าห้อง เขาต้องหยุดกึกเจ้าของบ้านนั่นเอง หล่อนเข้ามาในห้องนี้ทำไม“ฉันจะไปธุระ นายจะไปด้วยหรือเปล่า?”หญิงสาวหันมาถาม“ธุระ..ธุระอะไร..ที่ไหน?”“ถ้าจะไปก็ตามไปที่รถก็แล้วกัน อย่าเพิ่งถาม แต่ฉันว่านายควรเลือกที่จะไปกับฉันนะ ในสถานการณ์แบบนี้ อ้อ นายอย่าลืมอาบน้ำล่ะ บอกให้อาบตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ทำไมไม่อาบ นอนเข้าไปได้ไง เหม็นจะตาย”แน่ะ..เรื่องส่วนตัวหล่อนยังไม่วายยุ่งแน่ะ เอากะแม่สิสิบห้านาทีต่อมาอรัญนั่งคู่กับหญิงสาวในรถเก๋งคันงามมุ่งหน้ามาตามถนนออกนอกเมืองอรัญมองหน้าหล่อนด้านข้าง ไม่ได้แต่งเติมเหมือนเมื่อคืนนี้ แม้แต่ลิปติกก็ไม่ได้ใช้ แต่งตัวรัดกุมกว่าขึ้นกางเกงยีนส์กับเสื้อยืดเปิดไหล่สีขาว จมูกโด่งเป็นสันงามรับใบหน้า หล่อนเป็นหญิงสาวที่สวยทีเดียว สวยจนเขาไม่เชื่อว่าหล่อนจะมาทำงานแบบนี้ได้ ดูวัยแล้วไม่น่าจะเกินสามสิบ“มองอะไร ไม่เคยเห็นรึ?”อรัญไม่ได้ตอบคำถาม เพียงแต่มองหน้าหญิงสาวพักหนึ่งแล้วจึงหลับตานิ่ง อาการปวดหนึบมันเริ่มกับมาอีกแล้ว“รู้สึกลึกๆ เหมือนเคยเห็นหน้าสวยๆ แบบนี้ที่ไหนสักแห่ง แต่นึกไม่ออก พยามยามนึกทีไร ปวดหัวทุกทีเลย”“นึกไม่ออกก็ไม่ต้องนึกสิ” หล่อนเอ่ยเบาๆ ใบหน้าสลดลงไปนิดหนึ่ง“ไม่ได้อยากนึกหรอก ถ้านึกแล้วมันปวดหัวแบบนี้ แต่ว่ามันก็เหมือนจะแว่บๆ เข้ามาอยู่เรื่อย”“นายมีปัญหาอะไรหรือ”“มี…อา…ปวดหัวอีกแล้ว..ไม่อยากนึกแล้วล่ะเจ้านาย หัวผมจะแตก” เขาก้มหน้ากับตักตัวเอง และทรุดอยู่อย่างนั้น จนรู้สึกดีขึ้นจึงได้เงยหน้าขึ้น“นายมีปัญหาเกี่ยวกับสมองหรือ”“ใช่…ความจริงมันก็น่าจะหายดีแล้วล่ะ แต่ว่าเมื่อคืน สงสัยจะเป็นตอนที่ตกบันได ท้ายทอยฟาดกับผนังช่วงบันไดพัก ปวดหัวทั้งคืนเลย”“ปวดมากไหม…” เขาสัมผัสถึงความเป็นห่วงจากน้ำเสียงนั้น แม้จะเป็นการถามด้วยเสียงที่แผ่วเบาก็ตาม“มาก..เมื่อคืนแทบอยากจะฆ่าตัวตายเลย มันปวดเหมือนหัวจะระเบิด”“นายชื่ออะไร” หล่อนเปลี่ยนเรื่องสนทนา“ผมชื่ออรัญ..หรือจะเรียกรันเฉย ๆ ก็ได้ ไม่ว่ากัน”“ได้..นายรันเฉย ๆ”“อ้าว…..”อรัญหัวเราะ เพราะไม่นึกว่าหล่อนจะพูดเล่นเป็น แต่ก็อดถามไม่ได้เมื่อหล่อนไม่มีท่าว่าจะหยุดหรือแวะเข้าที่ไหนสักแห่ง วกไปวนมาจนมาโผล่ที่ทางด่วนมุ่งสู่สมุทรปราการ“ฉันสุภาดา…เรียกว่าสุเฉยๆ ก้ได้”“ครับ คุณสุเฉยๆ” หล่อนไม่ได้สนใจกับคำล้อเล่นของเขา หรืออาจจะไม่ได้ยิน“..จะไปไหนนี่ เจ้านาย”“แปดริ้ว”“ไปทำไม แปดริ้ว”“ไหว้พระ”“พระที่ไหนก็ไหว้ได้ ทำไมต้องมาซะไกล?”“ฮื่อ….เฉยเหอะน่า จะไปไหว้ที่ไหนมันก็เรื่องของฉัน ช่วยหยิบถุงกระดาษจากด้านหลังให้หน่อย”“ถุงอะไร?” อรัญก็ยังไม่วายถาม แต่ก็หันไปหยิบมาแต่โดยดีแล้วเปิดดูด้านใน“อย่าเปิดดูน๊ะ เอามานี่”หล่อนตวาดแว๊ด ไม่ยอมให้เปิดดู เอื้อมมือมาแย่งแต่ไม่ถึงเพราะต้องขับรถ เขาโย้หลบ หยิบออกมาดูแต่ละชิ้นมันเป็นของจุกจิก เครื่องสำอางที่เพิ่งซื้อใหม่ ลูกอม และชิ้นสุดท้ายที่หยิบออกมาเขาก็ต้องสะดุ้งโหยงเพราะเสียงร้องแหลมของเจ้าของ หล่อนปล่อยมือจากพวงมาลัยรถ เอื้อมมาแย่งไปอย่างรวดเร็วหน้าแดงก่ำ อรัญหัวเราะกึกๆ“นึกว่าจะอายไม่เป็นซะอีก”“ทะลึ่งบอกว่าอย่ายังจะดูอีก”“ก็ใครจะไปรู้ล่ะว่าเจ้านายจะเล่นเอา เจ้านี่ ใส่ในถุงแบบนั้น ซักหรือเปล่าก็ไม่รู้”“ก็ใครจะรู้ล่ะว่าจะมีคนทะลึ่งเปิดดู คนไม่มีมารยาท เดี๋ยวไล่ลงรถเลย นั่นไงได้เรื่องแล้วมั๊ยล่ะ หัวปิงปองตามมาแล้ว”อรัญหันไปมอง จราจรขับรถตามโบกมือให้สุภาดาหยุดรถเข้าข้างทางหล่อนหันมาบ่นต่อว่าเขาสองสามคำ“คุณผู้หญิงขับรถฉวัดเฉวียนปาดหน้าคันอื่น ขอดูใบขับขี่ด้วยครับ”จราจรหนุ่มในแว่นดำ ตะเบ๊ะก่อนโผล่หน้าเข้ามาแจ้งข้อหาสุภาดา ไม่ยักออดอ้อนขอความเมตตา เหมือนที่เขาเคยเห็นทั่วไป หล่อนยื่นใบขับขี่ให้โดยดี“คราวหลังขับระวังหน่อยนะครับ” หัวปิงปองบอกก่อนส่งคืนใบขับขี่“ทำไมง่ายนักล่ะ ไม่เห็นปรับหรือว่าอะไรเลย” อรัญถามเมื่อขับรถไกลออกมา“ง่ายบ้าอะไร ฉันจ่ายไปตั้งสองร้อย เพราะนายนั่นล่ะ”“เอ๊ะ จ่ายตอนไหน?”“ก็แนบกับใบขับขี่นั่นไง”“ก็รวยนักนี่ จ่ายให้คนอื่นเขาใช้บ้างสิ” อรัญยักไหล่ หญิงสาวหมั่นไส้จึงแกล้งเบรกกระตุก ทำเอาชายหนุ่มโขกหน้าผากกับหน้ารถครางอู้สุภาดา พาเขามาถึงฉะเชิงเทราและแวะเข้าไปในวัดชื่อดังแห่งเมืองแปดริ้วผู้คนเนื่องแน่นที่มาไว้นมัสการของความโชคดีจากหลวงพ่อพุทธโสธร ต่างทยอยเข้าออกไม่ขาดสาย ลานจอดรถแทบหาที่จอดไม่ได้“คราวนี้นายนำหน้าฉันบ้าง ฉันไม่เคยมาไหว้พระ แนะนำทีสิ”“รู้ได้ไงว่าผมเข้าพระเข้าเจ้าเป็น ทีขับรถมายังมาถูก แล้วไหว้พระของง่ายจะตายยังทำไม่ได้ แย่ เจ้านายเรา” อรัญยักไหล่ ไม่ยอมลงจากรถ“นี่พูดมากจัง….ทำเป็นคนไม่มีศาสนาไปได้ ทำเป็นเล่นตัว ไม่อยากไหว้พระบ้างหรือไง? พระหลวงพ่อท่าน อาจทำให้ได้งานดีหรืออะไรที่มันดีๆ เกิดขึ้นกับชีวิตนายก็ได้นะ”อรัญซื้อของสักการะ ยื่นให้หล่อนชุดหนึ่ง ก่อนจะพาเดินเข้าไปด้านในเพื่อปิดทอง“ถอดรองเท้าก่อน เจ้านาย”“ต้องถอดด้วยหรือ?”“ต้องถอด ถ้าไม่ถอดเป็นการไม่เคารพ เดี๋ยวเกิดชาติหน้าเท้าด้วน ไม่มีเท้าเดิน ที่สำคัญป้ายเขาเขียนห้ามไว้ จะใส่เข้าไปก็ตามใจ”“ถอดก็ถอดสิ พูดมากอีกแล้ว”ผู้คนมากมายหลั่งเข้าออก เขากับสุภาดาต้องเบียดพุทธศาสนิกชนผู้มากด้วยศรัทธาเหล่านั้น เพื่อเข้าไปปิดทองหลังปิดทองเสร็จ เมื่อเดินกลับมาเพื่อใส่รองเท้า ปรากฏว่า เรียบร้อยมิจฉาชีพไปแล้วเจ้าหน้าที่บอกว่า ร้องเท้าจะหายประจำ ป้องกันได้ยาก อรัญจำต้องเดินเท้าเปล่ากลับมาที่รถ ปากก็บ่นเสียดาย มันเป็นร้องเท้าผ้าใบคู่ใหม่ที่เพิ่งซื้อก่อนเข้ากรุงเทพฯสุภาดาหัวเราะคิก ๆ เมื่อเห็นเขาเขย่งเท้าเดินเพราะพื้นซีเมนต์ร้อน“เสียดายไปได้ กะอีแค่ผ้าใบคู่เดียว ไม่กี่ตังค์หรอก”“ไม่กี่ตังค์ของคุณนาย เอ๊ย เจ้านายน่ะ สำรับผมมันแพงนะครับ ยิ่งตอนนี้ไม่มีเงินซักบาท จะไปหาได้ที่ไหน”“เออน่ะ แต่ตอนนี้พาไปปล่อยนกปล่อยปลาหน่อยสิ อยู่ตรงไหน?”“ผมจะไปรู้ได้ไง ไม่เคยมานี่นา แต่แหม..ร้อนเท้า เดินไม่ไหวแน่เลย”สุภาดา จึงเดินอ้อมไปเปิดกระโปรงหลังรถหยิบรองเท้าแตะโยนมาให้ มันเล็กว่าเท้าเขาเยอะ สายยืดแทบขาด ใส่ได้แค่ครึ่งเดียว แต่ก็พอแก้ขัดได้ปลาดุก 32 ตัว ถูกซื้อมาปล่อย ที่ตลิ่งแม่น้ำบางประกงอันกว้างใหญ่ ไม่แพ้เจ้าพระยา ถามเหตุผลว่าทำไมต้อง 32 ตัว หล่อนบอกว่าเกี่ยวกับอายุ อรัญชี้ให้สุภาดาดูเด็ก ๆ ที่แอบอยู่ใต้ศาลาริมตลิ่ง คอยช้อนเอาปลาที่ถูกปล่อยกลับคืนมาขายอีก“ทำไมทำกันอย่างนี้ล่ะ?” สุภาดาหน้าเหง้าอารมณ์เสีย“อย่าสนใจเลย เราปล่อยเราก็ได้บุญ คนจับก็บาปไป”“คิดอย่างนั้นได้ไง ถ้าอย่างนี้ก็เท่ากับส่งเสริมให้พวกเขารังแกสัตว์มากขึ้นนะสิ”“ก็จะให้ทำไงเล่า จะให้ตามไปอารักขาปลาของเจ้านายด้วยหรือไง?”“บ้า ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก ช่าง ไปเหอะ”ทั้งคู่พากันเดินไปหาซื้อของในตลาดนัดที่วางของขายเรียงรายช่วงหนึ่งสุภาดาเดินห่างออกไป หญิงสาวมัวแต่ก้มหน้าก้มตาเลือกของ ไม่ใส่ใจถึง ชายสามคนเดินเข้ามาเบียดทางด้านหลังอรัญเอะใจ รีบเดินเข้าไปคว้าหมับเข้าที่แขนเจ้าคนที่อยู่ด้านหลังหญิงสาว ในมือมันมีกระเป๋าเงินของสุภาดาติดอยู่ด้วย สองคนที่เหลือรีบเดินแยกจากไปอย่างรวดเร็ว เมื่อรู้ตัวว่าถูกจับได้อรัญบิดแขนมันเต็มแรง ดึงกระเป๋าจากมือยื่นสะกิดส่งให้สุภาดาซึ่งไม่รู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น“ทำบ่อยหรือมึง?”อรัญถามแบบไม่สนใจคำตอบพร้อมกับตบและยันโครมเข้าหน้าท้องจนมันหัวทิ่มถลาไปชนเสาค้ำร้านกั้นแดดล้ม เสียงร้องของแม่ค้าเจ้าของร้านทำให้เป็นจุดสนใจทันทีเขารีบลากแขนเจ้านายจำเป็นกึ่งวิ่งกึ่งเดินออกมาจากจุดนั้น เพื่อกันความยุ่งยากที่จะตามมา เจ้าหน้าที่ตำรวจสองนายวิ่งสวนทางมา อรัญผลักให้สุภาดาเข้าไปในร้านขายวัตถุมลคล และทำเป็นเลือกซื้อของ ไม่แน่ใจว่าเจ้าหน้าที่จะเข้าข้างใคร ต้องป้องกันตัวไว้ก่อน“นายนี่มือหนักนะ ตบทีมันล้มเลย กินเลือดแรดมาหรือไง?” สุภาดาถามแบบหอบๆ ตื่นเต้น“สมควรแล้ว ไม่รู้พวกนี้หรือเปล่า เอารองเท้าผมไป”“รองเท้าคู่เดียวงกไปได้” หญิงสาวบ่น ขณะเดินตรงกลับมาที่รถ“-ไปจะพาไปซื้อใหม่”“ไม่มีเงิน..แม้แต่บาทเดียว”อรัญแบมือทั้งสองข้าง และควักกระเป๋ากางเกงปลิ้นออกมาให้ดู“ฉันจะซื้อให้ย่ะ..คู่เดียวเอง ไม่หนักหนาหรอก”เที่ยวกลับ อรัญหลับจนเข้าถึงเขตกรุงเทพฯ สุภาดาสะกิดปลุกให้เขาขับรถแทน“เอาเปรียบกันได้ไง เปลี่ยนกันขับบ้างสิ ง่วงนอนจะแย่แล้ว”“ก็จะไปรู้ได้ไง จะให้ขับก็ไม่บอกแต่แรก แต่บอกไว้ก่อนนะ ผมขับรถไม่เก่งนักหรอก ถ้าไปจิ้มก้นคันอื่นเข้าก็เรียกประกันเอาเอง”“เออน่า พูดมาก ขับไปเถอะ ฉันง่วง ขอนอนก่อนล่ะ”สุภาดาตัดบทก่อนจะกอดอกหลับตาพริ้มไปความจริงการขับรถเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับอรัญ เพราะสุวพลเคยสอนให้จนสอบใบขับขี่ได้ แถมยังพาไปซิ่งแทนจักรยานยนต์มาแล้ว แต่ตอนนี้เขาขับด้วยสัญชาติญาณมากว่ากว่า เพราะขณะนี้เขาเองก็ยังไม่รู้ตัวเองเลยว่าขับรถได้อย่างไรหันไปมองเจ้านายจะเป็น ยังหลับตาพริ้มหันหน้าออกด้านนอก เขามองเพียงซีกหน้าด้านข้างของหล่อน แว่บหนึ่งที่มโนภาพซ้อนเกิดขึ้นอีก มันทำให้เขารู้สึกปวดจี๊ดตรงท้ายทอย จึงสลัดใบหน้า ไม่ยอมเพ่งมองที่หล่อนอีก หล่อนเป็นใครกันแน่ ลำพังขายตัวจะมีเงินซื้อรถแพงขนาดนี้ได้หรือหรือจะเป็นอนุของเศรษฐีที่ไหนสักคน แล้วหล่อนเป็นใครกันแน่?“คุณเจ้านายขอรับ ตื่นได้แล้ว”อรัญยื่นมือไปสะกิดปลุกเมื่อขับรถกลับมาถึงบ้าน แต่สุภาดากลับไม่รู้สึกตัว“เอ ทำไมขี้เซาจังแฮะ เจ้านาย”สุภาดาขยับตัวเล็กน้อย ครางเบาๆ ไม่ลืมตา ลองถามดู หล่อนตอบไม่ค่อยเป็นคำนัก เหมือนละเมอมากกว่า นอนกอดอกแน่น อรัญเอะใจถือวิสาสะแตะแขนหล่อนดู มันเย็นชืด คงเป็นเพราะแอร์รถที่เปิดแรงและเป่ามาตรงตัวหล่อนพอดี จึงหันไปผ่อนแอร์รถลง“คุณ..คุณ..”ขนาดเขย่าตัวดูก็ยังเฉย เขากล่าวขอโทษเบาๆ ก่อนจะแตะมือตามซอกคอ มันร้อนแตกต่างจากใบหน้าลิบลับ ลมหายใจหล่อนก็ร้อนผ่าว“เป็นไข้นี่นา สงสัยโดนแอร์มากไปหน่อย”เขาพาหล่อนแวะไปตามคลีนิก หลายแห่ง แต่ปิดเงียบกันหมด จะไปโรงพยาบาลก็ดูจะเกินไป ตัดสินใจแวะเข้าร้านขายยา ก่อนจะพากลับบ้าน ที่จอดรถหายาก ต้องจอดห่างออกไปอีกสองสามช่วงคูหาเขย่าตัวปลุกก็แล้ว หล่อนยังสลึมสลือ จึงตัดสินใจอุ้ม แต่หนักไม่ใช่เล่น หล่อนไม่ใช่ผู้หญิงตัวเล็กๆ เหมือนสาวชนบทที่เขาเคยพบเห็นทั่วไปกว่าจะขึ้นมาบนห้องได้ทำเอาแขนเขาล้าไปทั้งไหล่ถือวิสาสะค้นกระเป๋าของหล่อน เพื่อเอาเงินออกไปซื้อยา และแวะซื้อข้าวต้มกลับมาด้วยหลังจากเดินซื้อของจนเมื่อยขา กลับมาถึงบ้านเขาต้องเอะใจ ประตูที่เคยปิดสนิท มันเปิดเผยอ ซ้ำยังมีชะแลงวางทิ้งเป็นหลักฐานให้เห็นชัด สัญชาติญาณบอกให้เขาระวังตัวมากขึ้น ค่อยๆ ย่องขึ้นไปชั้นบนเสียงแว่วออกมาจากด้านใน มันเป็นเสียงคุกคาม อย่างได้ใจของผู้บุกรุก จากรอยแง้มของประตูทำให้เห็นด้านในไม่ถนัด เขาห้อยถุงข้าวต้มกับเขากวางติดผนัง ก่อนจะแง้มเปิดประตูออกไปอีก ชายสองคนยืนหันหลังให้ อีกหนึ่งนั่งกึ่งเอนลงไปบนเตียงคู่กับสุภาดาจิกผมหญิงสาว มือลูบไปตามตัวหล่อนอย่างจ้วงจาบ“ว่าไง เอาไปเก็บไว้ไหน ถ้ายังอยากอยู่ดูโลกอย่างสงบสุขก็รีบบอก”“เอกสารบ้าบออะไร ฉันไม่เห็นรู้เรื่อง ปล่อยนะ ฉันเจ็บ”สุภาดาดิ้นขลุกขลักแต่ก็แพ้แรง ไม่อาจพาตัวให้พ้นไปได้ ถึงหลุดก็ยังมีอีกสองยืนคุมอยู่“อย่าทำไก๋ นังสุ ถ้าไม่เกรงใจพ่อแกป่านนี้ฉันไม่เอาแกไว้แน่ จะบอกหรือไม่บอก”ประโยคหลังมันถามพร้อมกับตบใบหน้าสุภาดาเต็มแรง จนเลือดไหลซึมมุมปาก“ก็บอกแล้วว่าไม่รู้ไม่เห็น จะให้ฉันไปหาที่ไหนมาให้ล่ะ ถึงมีฉันก็ไม่ให้”อรัญมองหาอาวุธหรือเครื่องทุ่นแรง ไม่เห็นมีอะไรจะพอพึ่งพาได้ สายตาเหลือบไปเห็นขวดวิสกี้เก่า ๆ จึงคว้าติดมือย่องเข้าทางด้านหลัง ทุบโครมเข้าท้ายทอย เจ้าร่างยักษ์ที่ยืนอยู่ใกล้สุด มันทรุดลงทันตาเห็น“เฮ้ย…อะไรวะ?”มันอีกสองหันขวับหาสาเหตุ อรัญไม่ปล่อยเวลาให้ล่วงเลย เท้าเปล่าเสยตูมเข้าหว่างขาอีกราย มันหน้าเขียวร้องเป็นควายถูกหมูถูกเชือด ตัวงอเป็นกุ้งเผา ฟุบตามไปอีกรายอีกคนที่ดูจะเป็นหัวหน้า ลุกพรวดพราด พร้อมกับจิกผมสุภาดาขึ้นมาด้วย หญิงสาวร้องลั่นเพราะความเจ็บ“เฮ้ย มึงเป็นใครวะ อ๋อ นังนี่มีผู้ช่วย มิน่าถึงปากแข็ง กล้าขัดใจฉัน”มันไม่พูดเปล่า โยกสุภาดาไปมาไม่มีการปราณีใด ๆ ก่อนจะผลักล้มไปบนเตียง“เอ็งเป็นใครวะ ผัวนังสุเรอะ มึงรู้เปล่า กูเป็นใคร?”มันหันมายักคิ้วถามไม่ได้หวั่นต่อผู้เข้ามาขัดจังหวะเลย“ใครก็ช่างข้าไม่สน แต่เอ็งรังแกผู้หญิงมันใช้ได้เรอะ ไม่เห็นรึว่าเธอกำลังป่วย และที่สำคัญเขาเป็นนายกูโว้ย…”อรัญตอบพร้อมกับกระทืบบนหลังมือก่อนเตะเสยเจ้าคนแรกที่พยายามงัวเงียลุกจนมันหงายหลังลงไปหลับใหม่ ส่วนเจ้าที่เจอพังห้องเครื่องยังครางหงิง หน้าเขียวหน้าดำ“ไอ้นี่เสือกดีวะ ดี งั้นก็ไปก่อนแล้วกัน ส่วนนังสุเอาไว้ทีหลัง”มันพูดพร้อมกับตวัดเท้าผัวะเข้าก่อน โดยที่อรัญยังไม่ทันได้ระวังตัว จึงเซชนตู้เสื้อผ้าประตูหักแตก“ไอ้นี่ แม่งตีนหนักว่ะ”อรัญด่าในใจ ส่ายหน้าเตรียมตัวรับใหม่ รูปร่างพอฟัดพอเหวี่ยง แต่มันออกจะสูงกว่าเขาด้วยซ้ำไปมันกระโดดพรวดนำหน้าด้วยเท้าแบบลอยทั้งตัวเป้าหมายคือร่ายกายของเขาส่วนใดส่วนหนึ่ง อรัญฉากหลบปัดเท้ามันเฉออกไป สวนคืนด้วยหมัดลุ่น ๆ ไม่ถนัดนัก แต่ก็ได้ผล มันถลาถอย หมัดเขาเรียกเลือดกำเดาจากมันได้เช่นกันอรัญเดินหน้าเข้าหา โยกตัวหลอกล่อ และถีบส่งเข้ายุ้งข้าวมันเซหลุน ๆ ไปชนโต๊ะเครื่องแป้ง ของตกกระจกแตกกระจายเปรื่องปร่างทั่วห้องเขาไม่กล้าบุกเข้าไปอีก เพราะเศษกระจกกระเด็นออกมาเต็ม แม้จะมีรองเท้าแต่เขาก็ไม่ค่อยถูกชะตากับกระจกเท่าใดนักเจ้านั่นดูเหมือนจะรู้ เขี่ยกระจกออกไปทั่วห้อง ซ้ำยังคว้าแก้วทุ่มลงตามพื้น ไม่รุกเข้าหา เป็นข้อเสียเปรียบที่เขาก็ไม่อาจแก้ได้ อรัญกลัวเศษกระจกฝังใจมาตั้งแต่เด็กแล้วเหลือบไปมองเจ้านายจำเป็นหล่อนงัวเงีย เพราะโดนหมอนั่นตบไปฉาดหนึ่ง แก้มบวมแดงเป็นรอยฝ่ามือจังหวะหนึ่ง มันเดินบุกเหยียบบนพรม อรัญก้มลงดึงพรมพรวดเดียวมันล้มตึง เพราะไม่ทันระวังตัวเขาใช้พรมให้เกิดประโยชน์ โยนคลุมตัวมัน ยังไม่ทันเข้าหา สุภาดาก็โยนตุ๊กตาเซรามิคมาให้ พยักหน้าบอกให้ทุ่มลงไปเลย“เปรี๊ยะ..!”ตุ๊กตาแตกหักกระเด็ดกระจาย มันร้องอ๊อก ๆ ตามแรงทุบของเขา และแน่นิ่งไป อรัญเหงื่อตกก้มมองเท้าตัวเอง ซึ่งถูกปักบนหลังเท้าด้วยเศษกระจกแหลมคมเดินเขย่งเท้ามานั่งบนเตียงเจ้านายจำเป็น ทำหน้าเหย พยายามดึงเศษแก้วออก มันไม่ใหญ่นัก แต่ก็สร้างความเจ็บปวดได้ไม่น้อยทีเดียว“มียามั๊ย คุณเจ้านาย” เขาหันไปถามหญิงสาวที่นั่งพะวักพะวนทำอะไรไม่ถูก“มี ๆ เดี๋ยวหยิบให้”หล่อนตอบและลุกพรวดพราดจะวิ่งไปเอายาให้ แต่อรัญคว้าแขนดึงไว้ก่อน ชี้ไปที่เท้าเป็นความหมายให้หาอะไรรองซะก่อนทิงเจอร์ถูกเทราดลงไปบนแผล อรัญร้องลั่นน้ำตาแทบร่วง มันเจ็บแสบกว่าถูกหมัดใครชกซะอีกทำแผลเสร็จ สุภาดาทิ้งตัวลงนอนอย่างหมดแรง อรัญหันไปสำรวจผู้บุกรุกทั้งสาม แล้วก็ต้องแปลกใจ เจ้าคนที่ถูกทุบใต้พรมมันหายไปแล้ว คงแอบย่องหนีไปตอนที่เขากำลังทำแผลนั่นเองอีกคนที่ห้องเครื่องพัง พยายามคลานออกประตูไป“ช่างมัน…..ปล่อยมันไปเถอะ” สุภาดาบอก เมื่ออรัญจะลุกตามไป“ทำไมล่ะ จะไม่เอาเรื่องเลยรึ?”อรัญถามแปลกใจ“มันเป็นคนของพ่อฉัน ช่างมันเถอะ ปล่อยมันไป”“พ่อคุณ ..!”“ใช่…”“นี่มันอะไรกันนี่…ผมชักงงแล้วนะ”อรัญยกมือกุมศรีษะ เหตุการณ์มันสับสนวกวน จนเขาไม่อาจคาดเดาได้ หันไปมองสบตาหญิงสาว“-ไม่ต้องถามใช่มั๊ย..?”เจ้าร่างยักษ์ที่นอนสลบอยู่ อรัญลากออกไปทิ้งไว้หน้าประตูตึก ก่อนจะล๊อคประตูแน่น เมื่อขึ้นมาบนห้อง สุภาดากำลังเก็บกวาดข้าวของที่เกลื่อนกลาดจาการต่อสู้ และจากการรื้อค้นหาของของพวกมัน“ให้ช่วยมั๊ย?”“ไม่ต้องหรอก นายเจ็บเท้าอยู่ลงไปอาบน้ำเถอะ”เขาไม่กล่าวอะไรอีก เดินกลับลงไปอย่างว่าง่าย เรื่องต่าง ๆ เอาไว้ถามทีหลัง เขานั่งคิดสารตะไปตามเรื่องราวเหตุการณ์ที่ได้เห็น แต่ก็ทนเก็บความสงสัยไม่ไหว ถามให้กระจ่างดีกว่าห้องถูกเก็บกวาดเรียบร้อย ส่วนเจ้าของห้องกลับนอนไม่สนใจกับรอยบอบช้ำบนใบหน้า“มีอะไร เคยห้ามแล้วไม่ใช่หรือว่าห้ามขึ้นมาบนนี้”หญิงสาวถามพร้อมกับขยับตัวในท่ากึ่งนอนกึ่งนั่ง“พวกมันเป็นใคร? คุณไปเอาอะไรของพวกมันมาถึงได้เล่นงานกันขนาดนี้ได้”อรัญเดินเข้าไปนั่งบนเตียงอย่างวิสาสะ“อย่ารู้เลย เดี๋ยวนายก็ไปแล้ว รู้ไปก็เท่านั้น ไม่มีประโยชน์”“แต่มันก็อาจช่วยได้ อย่างน้อยผมก็จะได้รู้ว่าตัวเองกำลังมีเรื่องกับใคร”“ไม่จำเป็น ฉันไม่อยากให้นายเข้ามายุ่งเรื่องนี้อีก ฉันสังเกตุเห็นนายยกมือกุมหัวบ่อยๆ คงจะปวดหัวมากใช่ไหม?”“ใช่…แต่ไม่เป็นไรหรอก ผมทนได้ ผมปวดกันมันมาเป็นปีๆ แล้ว ทนปวดอีกสักหน่อยจะเป็นไรไป”“นายไม่กลัวตายหรือ..ทำไมไม่ไปหาหมอ”“ไม่กลัวตาย ก็ไม่ใช่คนล่ะครับ ผมมากรุงเทพฯ ก็เพราะกลัวตายนั่นแหละ แต่ขอบคุณนะ ที่อุตส่าห์เป็นห่วง แต่ผมก็ปวดหัวบ่อยจริงๆ นั่นแหละ ไม่รู้มันเป็นไร มองเห็นหน้าคุณทีไร เป็นปวดทุกทีเลย บางครั้งผมก็รู้สึกว่าผมคุ้นๆ หน้าของคุณเหมือนกัน แต่นึกทีไร มันปวดหัวทุกทีเลย”“ทำไมล่ะ…”“ไม่รู้สินะ…ผมก็อยากจะรู้เหมือนกัน” เขาเอ่ยเหมือนรำพึงกับตัวเองมากว่า“นายจะเล่าให้ฉันฟังได้หรือเปล่าล่ะ”“ไม่รู้จะเริ่มเล่าอะไรดี ณ ตอนนี้ผมเองก็ยังไม่รู้เลยว่าผมกำลังจะทำอะไรกับชีวิตของตัวเองดี บางช่วงชีวิตของผมมันขาดหายไป มีคนเขาแนะนำให้ผมกลับมาตามหามันที่นี่”“นายรู้ได้อย่างไรว่านายจะค้นหามันพบ” น้ำเสียงแผ่วเบา แต่อรัญไม่ได้สังเกตุเห็นดวงตาของหล่อนที่มันเอ่อรื้อน้ำตาออกมาตรงมุมหางตา เนื่องเพราะเขากำลังก้มหน้ากับซอกเข่าตัวเอง“ไม่รู้เหมือนกัน และก็ไม่รู้ด้วยว่า อดีตที่มันหายไปนั้น มันดีหรือว่าไม่ดี แต่ก็นั่นแหละ ถึงแม้ว่ามันอาจจะไม่ดี แต่ผมก็อยากจะรู้ว่ามันเป็นยังไงเหมือนกัน”“แล้วคนอื่นเขาไม่ได้บอกนายหรือว่าอะไรมันเป็นยังไง อย่างน้อยก็พี่น้องหรือว่าพ่อแม่ พวกเขาบอกนายไม่ได้หรือว่าเกิดอะไรขึ้นกับสิ่งที่มันขาดหายไป”“บอกเหมือนกัน แต่พวกเขาก็ไม่ได้รู้เห็นกับสิ่งที่ผมทำ เพราะผมอยู่กรุงเทพฯ คนเดียว พวกเขาอยู่บ้านนอก มารู้มาเห็นก็ตอนที่ผมเป็นอย่างนี้แล้ว”“อ่า…..”“….ถึงตอนนี้ เมื่อคืนนี้ ผมก็รู้สึกท้อแล้วล่ะ เพราะหัวมันปวดเหลือเกิน ปวดแทบจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ไม่อยากรับรู้อะไรอีกแล้ว อยากกลับไปอยู่บ้านอย่างเดิมดีกว่า”“ก็แล้วทำไมไม่กลับล่ะ”“กลับไม่ได้ ก็อย่างที่บอก ผมกลัวตาย…ฮุ่ย…ช่างมันเหอะ ว่าแต่หิวบ้างหรือยัง?” เขาเปลี่ยนเรื่องกระทันหันและถามทั้งเงยหน้าหันมมองหญิงสาว“หิว แต่มีอะไรทานล่ะ ในตู้เย็นก็มีแต่ผลไม้ อย่างอื่นไม่มี”“ผมออกไปซื้อโจ๊กมาให้แล้ว แขวนอยู่ข้างนอก จะทานหรือเปล่าล่ะ?”“อ้อ กำลังจะถามเหมือนกันว่าไปไหนมา ตอนที่เรียกให้ช่วยนึกว่าถูกพวกมันส่งไปเยี่ยมยมบาลก่อนแล้ว ที่แท้ก็ไปข้างนอกมานี่เอง เอาเงินที่ไหนซื้อ?”“ค้นจากกระเป๋าคุณนั่นแหละ จะทานเลยมั๊ย จะอุ่นให้ ป่านนี้คงเย็นหมดแล้วล่ะ”“ฉันไม่ค่อยมีแรงเลย ไม่ค่อยหิวด้วย อย่าเลย ทิ้งไว้อย่างนั้นแหละ”“ทนหน่อย เดี๋ยวไม่สบายหนักกว่าเดิมอีก ดูเหมือนยังไม่ทันทานยาด้วยนา ทานข้าวก่อนทานยา ตกลงนะ”“เดี๋ยวอาเจียนออกหมด อย่าเลย”“งั้นทานยาหน่อยก็แล้วกัน เช็ดหน้าด้วย ดูสิเลือดยังติดเป็นคราบอยู่เลย”อรัญไม่รอฟังว่าหล่อนจะยินยอมหรือไม่ เขาเดินเขยกไปหยิบน้ำในตู้เย็น มาเทบนผ้าขนหนูซับเช็ดให้ตามใบหน้าหญิงสาว หล่อนสบตาเขาเพียงแว่บเดียวก็หลบแววด้วยการหลับตา ทับด้วยผ้าห่มนวม ก่อนจะเดินมากวาดกองเศษแก้ว บนพื้นห้องที่หล่อนกวาดไว้ลงบนถังขยะอรัญสะดุ้งตื่น รู้สึกกเหมือนมีใครมากระซิบให้ตื่น มองนาฬิกาพรายน้ำมันบอกเวลา ตีหนึ่งกว่าแล้ว ทันใดนั้น ก็สะกิดใจกับเสียงกระทบพื้น ครั้งแรกนึกว่าหูแว่ว แต่พอตั้งใจฟังให้ดี แม้จะแผ่วเบาแสกสากแต่ก็พอรู้ว่าเป็นเสียงคนเดินอยู่หน้าประตูห้องเขานี่เองย่องแผ่วเบามาแนบหูกับประตู สัมผัสได้ว่าผู้บุกรุกกำลังค่อย ๆ เปิดประตูเข้ามา อรัญกลั้นใจเตรียมพร้อมอยู่หลังประตูหนึ่งราย สองราย เขารู้ว่าพวกมันไม่มาดีแน่“พรึ่บ ..พรึ่บ”“เฮ้ย…!”ผู้บุกรุกร้องตกใจ เมื่อไฟสว่างจ้าทั่วห้องเพราะการกดสวิสท์ของเขา อรัญไม่ยอมให้เสียจังหวะการได้เปรียบ ถีบโครมเข้าด้านหลัง มันทั้งสองพุ่งเข้าชนกันล้มไม่เป็นท่า ยังไม่ทันเข้าซ้ำ มันทั้งคู่ก็ตั้งตัวได้ทันหันขวับมาเตรียมพร้อมสองคนเมื่อหัวค่ำนั่นเอง“หวัดดี พวก ยังไม่เข็ดอีกหรือ?”อรัญทักอารมณ์ดี แต่ในใจกลับตึงเครียด เพราะมีดปลายแหลมเปี๊ยบในมือมันทั้งสองบอกเขาว่า ตายแน่ทั้งสองไม่ตอบ เดินย่างสามขุมล้อมกรอบเข้าหาเขาเป็นหน้ากระดาน อรัญถอดเข็มขัดออกมาเตรียมพร้อมหนึ่งในสองถลำเข้ามาก่อนพร้อมกับมีด หนุ่มบ้านนอกสะบัดหัวเข็มขัดในเพียงเสี้ยววินาที“โอ๊ย…”มันสะบัดหน้าเริ่ด ทิ้งมีดยกมือขึ้นกุมหน้า หัวเข็มขัดเขาทำงานได้ผล หน้าผากมันเปิดขาวเว่อ ได้เลือดแล้ว รายสองที่เตรียมพร้อมเสียหน้าไปนิด แต่ก็ยังสู้ ตวัดมีดฉวัดเฉวียนนำร่องอรัญแกว่งเข็ดขัดตวัดขึ้น เพียงผัวะเดียว มือที่ถือมีดแน่นก็มีอันต้องสะบัดเร่าๆ เขาตามผลงานด้วยลูกถีบ โครมเดียวเข้าระหว่างยุ้งข้าวกับห้องเครื่อง มันตัวงอผงะถอย“เปรี๊ยะ!”“อ๊าก ก ก ก์”มันร้องลั่นเมื่อถูกฟาดด้วยหัวเข็มขัดเข้าท้ายทอยเต็มเหนี่ยว ไม่หนัก แต่ก็เรียกเลือดได้ อรัญเข้าซ้ำอีกคนละเพี๊ยะสองเพี๊ยะ พวกมันก็นอนคู้ให้เขาฟาดเล่น ได้แค่ยกมือปิดป้อง แต่มันจะกันอะไรได้ ในเมื่อหัวเข็มขัดมันเป็นเหล็ก ซ้ำยังหนักอีกต่างหากมันทั้งสอง นอนงอขิงงอข่าร้องครวญครางให้เขามัดติดกันแน่นอรัญ วิ่งขึ้นชั้นบนเมื่อนึกถึงสุภาดา แต่หล่อนไม่อยู่ในห้องแล้ว ในห้องน้ำก็ไม่มี วิ่งลงมาชั้นล่าง ถลาออกมาที่ประตูเหล็กซึ่งเปิดอ้า ในความสว่างสลัว ร่างหนึ่งวิ่งตะบึงไปตามบาทวิถีแต่ไม่เร็วนักเพราะบนบ่าบรรทุกของหนัก เขาเดาว่าคงเป็นสุภาดาไม่ได้คำนึงถึงบาดแผลที่เท้า เขาวิ่งตะบึงแข่งไล่ตามหลังมันไปติด ๆ ของที่วางระเกะระกะตามถนนหน้าบ้านเป็นเครื่องถ่วงให้วิ่งตามได้ช้าเพียงช่วงจังหวะที่รถจอดบังสองคัน ร่างนั้นหายวับไปไม่โผล่ออกมาตามที่คาด เขาวิ่งสวนเข้าไปดู มีซอยเล็กๆ แยกเป็นซอกตึก เห็นแต่หลังลิบๆ อรัญวิ่งตามเข้าไปทันที ซอกเล็กซอกน้อย ซึ่งทะลุกันได้หมด ทำให้เขาลำบากในการติดตาม อรัญเหนื่อยหอบ หายเหมือนจะขาดห้วง และรู้สึกแสบในลำคอไปหมด ใจร้อนดั่งไฟสุม ด้วยห่วงสุภาดาแต่ขณะงุนงงเลือกทางที่จะไปไม่ถูกอยู่นั้น ประตูม้วนของตึกด้านหน้าค่อย ๆ เผยอออก อรัญรีบเบี่ยงตัวหลบเข้าซอกมุมร่างหนึ่งค่อย ลอดตัวออกมาจากห้องนั้น มันมองซ้ายขวาก่อนจะลากกระสอบป่านซึ่งดิ้นขลุกขลักบอกถึงสิ่งมีชีวิตอยู่ด้านในออกมา“อะฮ้า หาแทบตาย แม่งหลบอยู่นี่เองรึ” อรัญยิ้มในใจ จังหวะที่มันก้มลง เพื่อแบกกระสอบ เขารีบเสนอตัวด้วยปลายเท้าหนัก ๆ เข้ากับสีข้างมันถนัดถนี่“อ๊าก ก ก”เสียงร้องอย่างเจ็บปวดบวกกับเสียงโครมครามของประตูเหล็ก สะท้านไปในความมืดสลัวที่ไม่มีผู้คนสัญจรผ่านกระดูกสีข้างไม่ร้าวก็เกินไปล่ะติดตามด้วยแข้งซ้าย มันก็มีอันต้องทิ้งร่างหนัก ๆ ลงนอนกับพื้นครางโอดครวญ และเสยตูมเข้ายอดคางเพื่อให้มันหลับสบายไปร่างที่ดิ้นขลุกขลักในกระสอบเป็นสุภาดาจริง หล่อนถูกผ้ามัดปิดปากแน่น มือเท้าก็ไม่ต่างกันอรัญ อุ้มร่างนายสาวทั้งที่อยู่ในสภาพอย่างนั้นขึ้นบ่า เดินเขยกกลับทิ้งร่างอวบหนักนั้นลงบนเตียงแล้วเดินไปเปิดตู้เย็นหยิบขวดน้ำเย็นออกมาเทราดตามใบหน้าลำคอผ้าก๊อตพันแผลที่เท้าบัดนี้มันแดงเถือกไปด้วยเลือด เขาต้องทนเจ็บเพราะเจ้าทิงเจอร์อีกรอบจัดการกับแผลเสร็จจึงเดินมาทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงนุ่มเคียงกับร่างนายสาวที่ยังนอนมองเขาด้วยสายตาเขียวปัด“จะบ้าเรอะ แก้มัดก่อนก็ไม่ได้”พอปากเป็นอิสระหล่อนก็เล่นงานเขาก่อนเลย“เงียบนะ ถ้าไม่เงียบไม่แก้ให้ด้วยอ่ะ จะปล่อยไว้อย่างนี้ล่ะ คนยิ่งง่วงอยู่ด้วย โฮ้ยเหนื่อย เวรกรรมอะไรของกูหนอ จึงมาเจอแต่เรื่องร้าย ๆ ไม่น่ามาเล้ยกรุงเทพฯ”อรัญถอนหายใจเฮือกเอนตัวลงนอนเคียงข้างกับนายสาว“นี่ ๆ ช่วยแก้มัดก่อนสิ มันเมื่อยนะ เร็วเซ้ นายนี่…เร้ว”หล่อนเลื่อนตัวลงมากัดไหล่เขาจนต้องสูดปากร้องลั่น กอดกดทับร่างนุ่มไว้แน่นไม่ยอมให้กัดได้“ปล่อยนะ ตัวนายหนักยังกะช้าง ทับมาได้ไง เดี๋ยวฉันก็แบนเท่านั้น”“ไม่ปล่อย จนกว่าจะบอกความจริงมาก่อน ว่ามันเรื่องอะไรกัน ผมงงไปหมดแล้ว อยู่ดี ๆ ก็ต้องมาต่อยตีกับพวกนักเลงเพื่อคุ้มกันคนที่ตัวเองไม่รู้จัก”“ก็แก้ซะก่อนสิ จะได้เล่าให้ฟัง”“แน่นะ?” อรัญถามย้ำ“แน่”“ไม่เชื่อ…”“ไม่เชื่อก็อย่าเชื่อ…”“งั้นไม่แก้…ปล่อยไว้อย่างนี้แหละ ทำอะไรสะดวกด้วย หึ หึ”อรัญทำตีสีหน้าเจ้าเล่ห์ หญิงสาวขยับตัวหนีดิ้นขลุกขลัก“นายจะทำอะไรน่ะ…อย่านะ”“ฮะ..ฮะ…เกือบตายก็เพราะคุณ..ขอค่าตอบแทนหน่อยไม่ได้รึ?”“อย่านะ…บอกว่าอย่าไงเล่า?”หล่อนร้องเสียงหลง เมื่อเขายื่นมือเข้าใกล้บีบไหล่ทั้งสองไว้แน่นไม่ยอมให้หล่อนดิ้นจากนั้นก้มหน้าลงใกล้กับซอกคอหอมกรุ่นทรวงอกอวบอัดถูกเน้นเด่นขึ้น เพราะแขนหลอนถูกมัดไขว้หลังหญิงสาวหยุดดิ้น แต่หลับตาเฉย หายใจหอบ ทรวงอกสะท้อนขึ้นลง“เจ้านายเรานี่เหมือนหมาบ้าเลยแฮะ รู้งี้ปล่อยให้พวกมันจับไปก็ดี”เขาบ่นพร้อมกับแก้มัดให้ไม่ได้รุกล้ำล่วงเกินไปมากกว่านั้นสุภาดาทุบเขาปึก ผลักเขาล้ม ก่อนจะลุกเดินเข้าห้องน้ำไป“ตอบได้หรือยัง ว่ามีเรื่องอะไรกับพวกมัน ถึงได้เล่นกันขนาดนี้”ชายหนุ่มถาม เมื่อหล่อนออกจากห้องน้ำมาพร้อมกับชุดที่เปลี่ยนใหม่บนศรีษะมัดโพกด้วยผ้าขนหนูสีขาว“วันหลังค่อยฟัง วันนี้เหนื่อย เครียด ไม่อยากเล่า คุณลงไปได้แล้ว”“โห เจ้านาย เล่นไล่กันดื้อ ๆ อย่างนี้เลยหรือ ไม่มีขอบคุณซักคำ”“เป็นบอดีการ์ด กินค่าจ้างมีหน้าที่คอยปกป้องยังจะเอาคำขอบคุณอะไรอีก”“ค่าจ้างที่ไหน ไม่เห็นได้สักบาท ได้แค่ที่นอนก็แสนจะสัปลังเค”“ก็แล้วจะเอายังไงล่ะ?”“ข้างล่างมันหนาว ผ้าห่มก็ไม่มี จะใจร้ายให้ผมนอนหนาวอยู่อย่างนั้นหรือ? ใจร้ายชะมัด”“อ๊ะ ๆ คิดจะนอนกับฉันอย่างนั้นหรือ”“ก็ไหนว่าเป็นไก่ไง จะหวงตัวไปทำไมกัน”“บ้า ไก่เก่ยที่ไหนกัน”“ก็คุณเป็นคนบอกเอง”“ไม่เอาแล้ว นายออกไปได้แล้ว เอาผ้าห่มไปด้วยก็ได้ พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน ไม่เหนื่อยบ้างหรือไง เดี๋ยวแผลเป็นบาดทะยักตายเท่านั้น”อรัญไม่สนใจ ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงนุ่ม อ้าปากหาวบิดขี้เกียจจนกระดูกลั่นดังกร๊อบ ดึงผ้าห่มของหล่อนขึ้นมาคลุมตัวเฉย สุภาดาดึงผ้าห่มออก ดึงแขนเขาลุกขึ้น แต่ชายหนุ่มแกล้งทำตัวอ่อน ออกแรงดึงทำให้หญิงสาวเสียหลักล้มทับลงบนร่างเขา อรัญกอดร่างนุ่มไว้แน่นไม่ยอมปล่อย แม้หล่อนจะดิ้นขลุกขลักเพียงไร หรือใช้อาวุธใดบ้างเขาก็ยังเฉย ในที่สุดหล่อนก็หยุดไปเอง“เป็นไข้น่ะหายดีแล้วหรือ?”“หายแล้ว ปล่อย..!”“บอกได้หรือยังพวกมันเป็นใคร แล้วไปมีเรื่องอะไรกับพวกมัน เห็นว่าคุณไปเอาอะไรของมันมาด้วย”“บอกแล้วว่าอย่าถาม”“เถอะน่า”“ไว้พรุ่งนี้เถอะ”“ขอนอนด้วยนะ วันนี้ปวดเท้าไปหมดแล้ว ไม่อยากเดินอีก เดินแบกคุณกว่าจะมาถึงก็แทบแย่”“สมน้ำหน้า ทำไม ไม่แก้มัดให้ล่ะ จะนอนก็ตามใจ แต่ห้ามตุกติกนะ”“ได้ คุณเจ้านายก็ห้ามทำอะไรผมนะ”“ยังกะหล่อลากดินนักนี่”อรัญหัวเราะกึก ๆ พลิกร่างที่นอนทับเขาให้ลงมาเคียงข้าง ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมให้ ก่อนจะพลิกตัวลุกขึ้นนั่ง“จะไปไหน?”“ข้างล่าง”“ไหนว่าจะนอนด้วยไง”“ยังไม่ได้อาบน้ำ เสื้อก็ไม่ได้ซักหลายวัน เหงื่อเหม็นทั้งตัวเลย”อรัญตอบพร้อมกับดมตามคอเสื้อ ส่ายหน้าเบ้ปาก“ไม่เป็นไร ช่วยฉันไว้ตั้งหลายครั้ง รังเกียจไม่ลงหรอก เท้าก็เจ็บ เดินมากเดี๋ยวระบม บาดทะยักจะถามหา นอนเถอะ” สุภาดาเปิดผ้าห่มให้ แต่เขาส่ายหน้าบอกว่า“พวกมันสองคนยังอยู่ข้างล่าง”“อ้าวเหรอ ..อยู่ยังไง?”“มัดไว้”“งั้นก็ช่างมัน ปล่อยไว้อย่างนั้นล่ะ ไม่ตายหรอก”เขาไม่กล่าวอะไรอีก ทิ้งตัวลงนอนภายใต้ผ้าห่มผืนเดียวกับหล่อน หญิงสาวที่เขาไม่รู้จัก“หนาวมั๊ย?” สุภาดาถาม“หนาว ผ้าห่มอะไรก็ไม่รู้ไม่เห็นอุ่นเลยสักนิด”“อุ่นมั๊ย” หญิงสาวกอดร่างเขาไว้“ยัง …”“อุ่นยัง?” หล่อนกอดกระชับขึ้น“ยัง…..”“เจ้าเล่ห์….”อรัญหัวเราะเบา กอดตอบบ้าง หญิงสาวสบตา ไม่ว่าอะไร เพียงสบตาหล่อนแว่บเดียว ความรู้สึกปวดท้ายทอยมันหนึบขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง เขาเคยสัมผัสเคยเห็นแววตาเช่นนี้ที่ไหนกันนะเขาพยายามนึกและจ้องมองหล่อนให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ แต่ความรู้สึกทรมานมันมีมากกว่า จึงต้องหลับตาและผละออกห่างจากตัวหญิงสาว“เป็นอะไรไป…” หล่อนถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง และพยายามที่จะพลิกตัวเขากลับมาให้มองมาที่หล่อน“ปวดหัวอีกแล้ว…มันปวดหนึบเลย” เขายกมือปิดหน้ากดอีกมือเข้ากับท้ายทอย แต่มันจะช่วยอะไรได้ ในเมื่อสิ่งที่มันเป็นต้นเหตุมันมาจากภายในหล่อนพะวักพะวนด้วยสีหน้าวิตก ไม่รู้จะช่วยเขาอย่างไรดี“ยา…คุณไม่มียาติดตัวเลยหรือ”“ยา…หมดแล้ว ตั้งแต่เมื่อคืนนี้ อูยยย …แม่ง..ฉิบหายเอ้ย….” เขาปวดจนอดสบถกับตัวเองไม่ได้“อรัญขา ไปหาหมอเถอะนะ คุณจะไม่ไหวแล้ว” เขาไม่ได้ยินเสียงและเห็นน้ำตาที่หญิงสาวหลั่งให้เขา เนื่องเพราะมันปวดจนแทบใจขาดดิ้น กระทั่งต้องฟุบหน้าหลับตานิ่ง ตั้งสติไม่ให้คิดใดๆนานเท่านานที่ฟุบหน้าเช่นนั้น เขาสัมผัสถึงมือนุ่มที่ลูบไล้แผ่นหลังเขาแผ่วเบาไปมา และค่อยเงยหน้าขึ้นมาสบตาหญิงสาว“ร้องไห้ให้ผมด้วยหรือ”“ก็สงสาร…เห็นปวดมาก ฉันก็ทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน” หญิงสาวปรับสีหน้าตอบให้เรียบที่สุด และพยายามที่จะไม่ให้เขาเห็นน้ำตาของหล่อน“ขอบคุณ…แต่ไม่เป็นไรหรอก มันปวดอย่างนี้ประจำนั่นแหละ”“ไปหาหมอไม่ดีกว่าหรือ”“ไปหาหมอ หมอก็บอกว่าไม่มีอะไร เอ็กซ์เรย์ดูแล้วก็ไม่เห็นมีอะไรผิดปรกติ ช่างหัวมันเถอะ”สุภาดาหลับไปแล้ว อรัญนอนคิดเรื่อยเปื่อย ทำไมชีวิตเขามันถึงได้โลดโผนแบบนี้ เกือบตายก็หลายครั้ง มันเป็นวิถีที่เขาไม่ต้องการเลยสักนิด และนี่ยังจะต้องมาคอยช่วยหญิงสาวผู้นี้ หล่อนเป็นใครกันแน่ บางครั้งหล่อนก็ดูเหมือนจะอ่อนโยน บางครั้งก็ดูเหมือนจะเฉยเมย เขาเองก็ไม่ค่อยจะเข้าใจกับบุคลิกอารมณ์ของหล่อนเลยเดินกลับลงมาที่ห้อง เจ้าสองคนยังนอนติดกันอยู่เช่นนั้น มันทั้งคู่ดิ้นขลุกขลักเมื่อเขาขยับเข้าใกล้“ถ้าอยากรอดก็ตอบคำถามให้ดีก็แล้วกันนะ”อรัญพูดกับมันทั้งคู่ด้วยรอยยิ้ม แต่เหี้ยมเกรียมในที มีดปลายแปลมขนาดเหมาะมือคมปลาบซึ่งเคยเป็นของพวกมัน บัดนี้อยู่ในมือเขา อรัญเดาะมีดก่อนแหย่ปลายแหลมไปตามใบหน้าพวกมันซึ่งได้แต่ร้องอึกอัก ตาเหลือกโยกหน้าหนีแซะมีดตัดผ้าผูกปากออก เจ้านั่นเป่าลมออกปากพรวดบอกถึงความเหนื่อยอ่อนที่ต้องนอนในสภาพเช่นนั้นมานานหลายชั่วโมง“ตอบดี ๆ แล้วจะดีเองพวก ถ้าอยากกลับบ้านก็ตอบ อย่าอ้ำอึ้ง ข้อแรก ผู้หญิงที่พวกแกไล่ล่าต้องการตัวอยู่เนี่ยเป็นใคร …?”มันทำหน้างง ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงถามคำถามนี้ ทั้งที่ควรจะรู้ดีอยู่แล้ว แต่อรัญไม่ใส่ใจเร่งให้ตอบ“ศุภาลัย ลูกสาวกำนันบุญยง เมืองชล”“ศุภาลัย สุภาดา ..อืม..สองชื่อ เหมือนนิสัยเลย เธอจะกำลังเล่นอะไรกัน.. “เขาคิด และถามต่อ“..ลูกพี่แกคนเมื่อหัวค่ำนี้เป็นใคร เกี่ยวอะไรกับกำนัน”“คุณอนุชิต ลูกน้องเก่ากำนันบุญยงเหมือนกัน”“เมื่อวันก่อนสองคนที่มา เป็นพวกเอ็งด้วยหรือเปล่า?”“ใช่…ทำงานไม่สำเร็จ อนุชิตสำเร็จโทษมันไปแล้ว”“ว้าว…กำนันบุญยงเป็นคนยังไง?”“พี่ไม่เคยรู้ข่าวหรือชื่อเสียงของกำนันบุญยงเลยหรือ…” มันย้อนถาม“ไอ้เหี้ย..กูจะไปรู้ได้ไง…พวกมึงจะดีจะร้ายต้องให้กูรับรู้ด้วยหรือ” เขาเคาะสันมีดกับหน้าผากมันดังโป๊ก จนปูดทันตาเห็น มันได้แต่หลับตาปี๋ต้องโอดโอย โอดครวญ ความจริงเขาเองก็ไม่เคยรับทราบเรื่องราวใด เกี่ยวกับกำนัน ที่พวกมันพาดพิงถึงเลยสักนิด“แล้วไอ้อนุชิตนี่มันเป็นใคร…หือ”“ลูกน้องกำนันบุญยง”“ก็แล้วทำไมลูกน้องมาทำร้ายลูกสาวลูกพี่แบบนี้ด้วยวะ”“ขัดแย้งกันเองครับพี่”“กูไม่ใช่พี่มึงไอ้ห่า…” มันร้องโอด เมื่อเห็นเขาเงื้อมีดในมือจะฟาดลงมาอีก“เอาล่ะ ถึงคำถามสำคัญ ตอบให้ดีนะ…ลวดลายโยกโย้ให้เสียอารมณ์เพียงนิดเดียวตาหลุดแน่”“โอ๊ย…โอ๊ย..อย่า อย่า…ครับพี่”มันร้องลั่นตาเหลือกแทบถนนออกนอกเบ้า พยายามถอยหลบ“ไอ้คุณศุภาลัยอะไรของแกนี่ ไปทำอะไรทำไมถึงได้เล่นกันไม่เลิกแบบนี้”“คุณศุภาลัยมีและกำความลับสำคัญของอนุชิตไว้”“ความลับอะไรวะ สำคัญขนาดต้องเล่นกันขนาดนี้เลยรึ..แต่ช่างเถอะ ต่อไปคำถามง่าย ๆ นะ รู้จักศุภาลัยดีหรือเปล่า?”“รู้ครับรู้…” มันรีบตอบ“…ผมเคยทำงานกับคุณศุภาลัยมาก่อน”“ยังไงต่อ”“เพิ่งเรียนจบจากแคนาดามาเมื่อปีก่อนและกลับมาอยู่บ้าน แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีงานอะไรทำเป็นชิ้นเป็นอัน เห็นแต่เที่ยวไปโน่นมานี่ กำนันบุญยงก็ไม่ได้บังคับหรือว่าอะไร”“อีตากำนันบุญยงนี่รวยมากเลยรึ”“สมบัติกินเป็นชาติก็ไม่หมด”“มันทำมาหาแดกอะไรกันวะ ทำไมถึงได้รวยเอารวยเอา”“เอ่อ….”จากการคาดคั้นเอาข้อมูลบางอย่างจากพวกมันทำให้เขาพอรู้เรื่องราวขึ้นบ้างกำนันบุญยง เป็นผู้มีอิทธิพลคนหนึ่งในย่านตะวันออกของไทย และทำการค้าขายกับการขนส่งทางทะเลเป็นหลัก และมีเมียเล็กเมียน้อยมากมายศุภาลัยก็เป็นหนึ่งในบรรดาลูกสาวหลายๆ คน จากหลายๆ เมียที่กำนันบุญยงไม่ค่อยจะได้ใส่ใจดูแลเลี้ยงดูด้วยตัวเอง เพียงแต่ส่งเสียให้ได้เรียนเท่านั้นและหล่อนก็เพิ่งจะเรียนจบจากแคนาดามาไม่กี่ขวบปีส่วนอนุชิตเป็นลูกเลี้ยงและเป็นหมือนมือขวา ซึ่งปัจจุบันแตกหักกันไปเรียบร้อยแล้ว อันเนื่องมาจากกำนันบุญยงต้องการที่จะล้างมือกับธุรกิจแบบนี้ ส่วนอนุชิตยังไม่พอ เข้าต้องการมากกว่านั้นเขาไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมหญิงสาวจึงไม่ขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ทั้งๆ ที่เกิดเรื่องร้ายแรงซ้ำซ้อนกันสองสามหนเช่นนี้
    โปรดติดตามตอนต่อไป อ่านแล้วโปรดให้ความเห็นหรือกำลังใจนักเขียนดวยนะครับ เพื่อพัฒนาการเขียนในอนาคต