“หิวหรือไม่ วันนี้พี่ได้ไก่ป่ามา เดี๋ยวพี่จะต้มเป็น้ำแกงให้เ้าซดน้ำ จะได้แข็งแรง” จางหยุ่นอี้ไม่รอให้ฮุ่ยเหมยตอบ ก็ลุกขึ้นเดินไปหยิบตะกร้าสาน เพื่อเข้าครัวไปทำอาหาร
“ข้าจะไปช่วยพี่ใหญ่” เสี่ยวหยางวิ่งตามหยุ่นอี้เข้าไปในครัว ฮุ่ยเหมยบอกน้องชายว่าพี่จะรอกินนะ
จางฮุ่ยเหมยนั่งบนเตียงรอ มองดูพี่หยุ่นอี้ติดไฟตรงเตา ส่วนน้องชายของเธอ หยิบหม้อที่แขวนอยู่ข้างฝาเพื่อเอาหม้อไปล้าง
ฮุ่ยเหมยเพิ่งเห็นว่ามีหม้อ กระทะ ถูกล้างเก็บแขวนติดผนัง ตอนแรกเธอมองไม่เห็น แต่ดูจากการจัดวางของ ที่เป็ระเบียบ พื้นกระท่อมที่สะอาด บ่งบอกว่ากระท่อมเล็กๆ หลังนี้ถึงจะทรุดโทรมแต่ก็ได้รับการดูแลเป็อย่างดี
ไม่นานน้ำแกงไก่ป่าสำหรับเธอก็เสร็จเรียบร้อย พี่หยุ่นอี้พาเสี่ยวหยางยกโต๊ะสำหรับวางอาหาร มาวางใกล้ๆเตียง
เพื่อฮุ่ยเหมยจะได้ไม่ต้องเดิน เพราะทั้งคู่กลัวเธอจะเหนื่อยเกินไป เนื่องจากอาการป่วยหนักที่เธอเป็ทำให้พวกเขาไม่วางใจ จึงห้ามเธอลุกจากเตียงและห้ามทำอะไรทั้งนั้น
การทำแบบนี้ทำให้ทุกคนได้กินอาหารพร้อมหน้า ทั้งสองคนช่างเป็ผู้ชายที่ใช้ได้จริงๆ ดูแลเอาใจใส่เธอดีมาก พี่หยุ่นอี้ตักน้ำแกงไก่ให้เธอ
“ขอบคุณเ้าค่ะ พี่ใหญ่” ฮุ่ยเหมยขอบคุณหยุ่นอี้พร้อมรอยยิ้ม พี่หยุ่นอี้ยกถ้วยน้ำแกงของฮุ่ยเหมยขึ้นแล้วเป่าเบาๆน้ำแกงจะได้เย็นเร็วขึ้น พอน้ำแกงเริ่มอุ่นแล้ว ฮุ่ยเหมยยกถ้วยขึ้นซด
“รสชาติดียิ่งเ้าค่ะ” ฮุ่ยเหมยบอกพี่หยุ่นอี้ เขาจะได้ไม่เสียกำลังใจ แต่ตาของเธอมองไปทางน้องชาย ตอนนี้เสี่ยวหยางกินเนื้อไก่อย่างเอร็ดอร่อย
“อร่อยมากเลยพี่ใหญ่” เสี่ยวหยางพูดชม พี่ใหญ่ยิ้มรับแต่ก็บอกให้เขากินช้าลงหน่อย เขามองดูรูปร่างที่ผอมแห้งของน้องทั้งสองคนก็รู้สึกสงสาร
เพราะครอบครัวนี้ไม่ค่อยได้กินเนื้อกัน การขึ้นเขาดักสัตว์แต่ละครั้ง เขาจะเอาไปฝากหัวหน้าหมู่บ้านไปขายในเมือง
แล้วแลกซื้อข้าวสารและของจำเป็มาใช้ในครอบครัว พอนานๆ ได้กินเนื้อสักที น้องชายคนเล็กอย่างเสี่ยวหยางเลยกินอย่างมีความสุข
ส่วนฮุ่ยเหมย เธอไม่รู้สึกอะไรเลย เพราะน้ำซุปที่พี่ใหญ่ทำ แค่เอาเกลืออันน้อยนิดใส่เข้าไปแค่นั้น จะไปอร่อยได้อย่างไรกัน แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรกิน เพราะพี่หยุ่นอี้บอกว่าบ้านเราไม่มีข้าวแล้ว กินไก่ป่าต้มไปก่อน
พรุ่งนี้พี่หยุ่นอี้จะขึ้นเขาไปดูกับดักที่วางไว้ เผื่อมีสัตว์มาติดจะได้เอาไปฝากหัวหน้าหมู่บ้านไปขาย หากได้หลายตัวเขาจะแบ่งไว้ให้น้องๆ ได้กินกัน
พี่น้องสามคนกินอาหารเย็นเสร็จแล้ว พี่หยุ่นอี้ล้างจาน ส่วนน้องเล็กอย่างเสี่ยวหยางนั้นพี่หยุ่นอี้ไล่ให้มานั่งคุยเป็เพื่อนฮุ่ยเหมย
พอพี่หยุ่นอี้ล้างจานเสร็จ จึงเข้าไปหยิบเสื้อผ้าของเขากับน้องชาย เพื่อเอาไปเปลี่ยนตอนไปอาบน้ำที่ลำธารที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านมากนัก
“ไปอาบน้ำกันเถอะน้องเล็ก” พี่หยุ่นอี้เรียกเสี่ยวหยาง พร้อมกับเปิดประตูเดินออกไปก่อน
“ขอรับพี่ใหญ่” เสี่ยงหยางรับคำ แล้ววิ่งตามไป
ฮุ่ยเหมยที่ยังไม่หายดี ก็ให้เช็ดตัวรออยู่ที่บ้าน เสื้อผ้าที่ใช้เปลี่ยนพวกเรามีกันคนละสองชุด แต่ละชุดก็เก่าจนขาด จะเรียกว่าเสื้อผ้าแทบไม่ได้ รองเท้าก็มีคนละคู่ ที่ผ่านการเย็บแล้วเย็บอีก แต่ก็ยังเห็นนิ้วก้อยที่โผล่ออกมาตรงรอยขาดอยู่ดี
ตอนที่พี่หยุ่นอี้และเสี่ยวหยางกลับมา แสงอาทิตย์ก็ใกล้ลับขอบฟ้าเต็มที ฮุ่ยเหมยเพิ่งรู้ว่ามีโถงเล็กๆอยู่ใกล้ครัว เป็สถานที่พี่ชายและน้องชายของเธออาศัยนอน
ก็ั้แ่ฮุ่ยเหมยป่วยพี่หยุ่นอี้ก็อยากให้เธอพักผ่อนมากๆจะได้รีบหาย เลยให้เธอนอนห้องใหญ่คนเดียว จะเรียกว่าห้องก็อาจไม่ใช่เพราะเป็แค่การกั้นแยกเป็สองฝั่งเท่านั้น
และด้วยความเป็ห่วง พวกเขาสองคนจึงเปลี่ยนกันมาดูแลเธอแทบไม่ห่าง ยกเว้นเฉพาะตอนขึ้นเขาไปหาของป่าเท่านั้น
ฟ้ามืดแล้ว ครอบครัวของเรานั้นไม่เคยจุดตะเกียง เพราะนอกจากไม่มีเงินแล้ว ก็ไม่ได้มีความจำเป็อะไรในการจุดตะเกียงหรือเทียนในตอนกลางคืน
ทุกอย่างล้วนใช้ประโยชน์จากแสงธรรมชาติ ฟ้าเริ่มมืดพวกเราก็เข้าบ้านนอน รุ่งสางเราก็พากันตื่นมาหุงหาอาหาร และขึ้นเขากัน
วันนี้เมื่อเห็นว่าฮุ่ยเหมยนั้นหายจากอาการป่วยแล้ว พี่ชายน้องชายเลยตามใจฮุ่ยเหมยที่บอกว่าไม่ต้องลุกมาดูบ่อยๆแล้ว ให้พากันพักผ่อนได้อย่างสบายใจ