บทที่ 97 : โอสถคืนชีวิตเจ็ดดารา พลิกชีวิตฟื้นจากความตาย!
“ข้าน้อยจะปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้านิกาย” เมื่อผู้อาวุโสปู้อีได้ยินคำพูดของเจ้านิกายหัวใจของเขาก็บิดเกร็งด้วยหวาดหวั่น จากนั้นก็รีบประสานมือคารวะอย่างรวดเร็ว
ดูเหมือนว่าจะมีพยัคฆ์หมอบมังกรซ่อนมากมายอยู่ในนิกายเทพกระบี่ หากเขาต้องการรักษาตำแหน่งในฐานะผู้อาวุโสปรุงโอสถไว้ เห็นทีคงไม่สามารถหย่อนยานได้แม้แต่เสี้ยววิ
ทันทีที่สิ้นเสียงบรรยากาศแห่งความตายก็แผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่างของชายชรา ราวกับว่าเขากำลังจะตายในอีกไม่ช้า
“ติ๊ง! ระบบสัมผัสได้ว่าเจ้านายสามารถรับผู้อาวุโสปรุงโอสถเข้าร่วมนิกายได้สำเร็จ ระบบรู้สึกยินดีเป็นอย่างมาก จึงทำการเสนอโอสถระดับเจ็ดให้หนึ่งชุด [โอสถคืนชีวิตเจ็ดดารา] ”
หลังจากได้ยินเสียงระบบหลินเฟิงก็รู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมาก
เดิมทีเขาตั้งใจพาผู้อาวุโสปู้อีกลับไปนิกาย จากนั้นก็ให้หยู่เหวินเซิ่งซินใช้พลังรักษา แต่ระบบช่างใจป้ำเสนอโอสถระดับเจ็ด [โอสถคืนชีวิตเจ็ดดารา] ให้เขาโดยไม่ต้องเอ่ยปากด้วยซ้ำ
“นี่คือโอสถระดับเจ็ด [โอสถคืนชีวิตเจ็ดดารา] หลังจากที่เจ้ากินมันเข้าไปแล้ว อาการบาดเจ็บของเจ้าจะฟื้นคืนในทันที พลังชีวิตจะเพิ่มขึ้นกว่าแต่ก่อนหลายเท่า ชำระกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น ยกระดับความแข็งแกร่งไปอีกขั้น "
หลังกล่าวจบหลินเฟิงก็สะบัดนิ้ว
ท่ามกลางแสงดาวระยิบระยับโอสถได้แผ่พลังชีวิตออกมาอย่างเข้มข้น กำลังลอยคว้างอยู่กลางอากาศตรงเบื้องหน้าผู้อาวุโสปู้อีแล้ว
ทันทีที่ผู้อาวุโสปู้อีเห็นโอสถนี้ เขาก็รู้สึกตื่นเต้นจนคุมตัวเองไม่ได้ ในตาร้อนผ่าวแทบจะระเบิด หน้าอกสั่นกระเพื่อมอย่างรุนแรง ลมหายใจสั่นสะท้าน ร่างกายสั่นเทิ้มราวกับลูกตุ้มแกว่งไกว
“น่ะ… นี่คือโอสถระดับเจ็ดใช่หรือไม่!?”
ระหว่างร้องอุทานด้วยความตกตะลึง ดวงตาที่จ้องมองเม็ดโอสถก็แทบจะถลนออกจากเบ้า
เขาเห็นรายละเอียดลวดลายลวดลายของโอสถคืนชีวิตเจ็ดดาราอย่างชัดเจน ลวดลายสีทองของมันกลมกลืนไปกับสีทองของเม็ดยา
เขาไม่เคยคิดฝันมาก่อนว่าเจ้านิกายเทพกระบี่จะครอบครอง [โอสถคืนชีวิตเจ็ดดารา] ในตำนาน!
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าภูมิหลังของเจ้านิกายช่างลึกลับอย่างแท้จริง
เท่าที่เขารู้ต่อให้คว้านหาทั้งเมืองอี้คงไม่มีโอสถระดับเจ็ดอย่างแน่นอน แม้แต่โอสถระดับหกก็ยังหาได้ยากยิ่ง
ในฐานะนักปรุงโอสถ ถ้าหากเป็นโอสถระดับหกเขาคนนี้ถือว่ารู้ดีกว่าใคร ๆ ส่วนสมุนไพรที่จะเอามาใช้ปรุงโอสถระดับเจ็ดนั้นหาได้ยากเย็นอย่างยิ่ง
ส่วนผสมที่เอาไว้ใช้ปรุงโอสถระดับเจ็ด เป็นวัตถุดิบระดับสูงทั้งสิ้น ต่อให้เขาทุ่มเททั้งกายใจก็ยังไม่สามารถกลั่นสกัดปรุงมันออกมาได้
เพราะถ้าหากจะต้องการปรุงโอสถระดับเจ็ด ผู้ปรุงยาจะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับเจ็ดด้วย ต่อให้ควานหาทั่วทั้งอาณาจักรเหยียนหวงก็ยังพบเจอผู้เชี่ยวชาญการปรุงโอสถระดับเจ็ดแค่เพียงไม่กี่คนเท่านั้น
หากโอสถเม็ดนี้หลุดออกไปยังโลกภายนอก มันจะต้องเกิดความปั่นป่วนโกลาหลขึ้นอย่างแน่นอน ดีไม่ดีอาจจะเกิดการนองเลือดเอาได้
ต่อให้บอกว่าโอสถระดับเจ็ด นับเป็นโอสถท้าทายสวรรค์ก็ไม่ได้กล่าวเกินจริงแต่อย่างใด
“ขอบคุณเจ้านิกาย! ขอบคุณสวรรค์!”
“นับจากนี้ข้าขอสาบานว่าจะจงรักภักดีต่อเจ้านิกายเทพกระบี่!”
ผู้อาวุโสปู้อีกล่าวอย่างตื่นเต้น
เขาตระหนักดีว่าร่างกายของตนเองเหลือพลังไม่มากนัก จึงไม่กล้ารีรอชักช้าอีกต่อไป
ตูมมมม!
แทบจะในทันทีที่กลืนเม็ดยาลงท้อง ก็บังเกิดลมกระโชกแรงเชี่ยวกรากมายังตำแหน่งที่พวกเขาอยู่ แค่มองด้วยตาเปล่าก็สามารถมองเห็นคลื่นพลังสีเขียวพวยพุ่งเข้าใส่ร่างของผู้อาวุโสปู้อีอย่างบ้าคลั่ง บุปผารุกขชาติที่อยู่โดยรอบเหี่ยวเฉาตายลงไปอย่างรวดเร็ว
คลื่นพลังสีเขียวท่วมท้นอุดมสมบูรณ์อย่างยิ่ง
ทันทีที่คลื่นพลังดังกล่าวพวยพุ่งเข้าใส่ร่างกายของผู้อาวุโสปู้อี ฉับพลันก็แปรเปลี่ยนเป็นพลังงานน่าเกรงขาม ร่างกายของเขาสั่นสะท้าน เติมเต็มพลังชีวิตที่ขาดหายไปอย่างรวดเร็ว ความเร็วในการซ่อมแซมบาดแผลอยู่ในระดับน่าสะพรึงกลัว ในช่วงเวลาเดียวกันก็ดำเนินการล้างกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น
เพียงมองแค่ตาเปล่าก็สามารถเห็นได้ว่าผิวพรรณเลือดเนื้อฟื้นฟูขึ้นอย่างรวดเร็ว รัศมีโดยรอบทวีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
หลังจากผ่านไปหนึ่งก้านธูป ความปั่นป่วนโกลาหลเบื้องหน้าก็หายไป
“ฟืดดด~”
ผู้อาวุโสปู้อีสูดอากาศสดชื่นเข้าเต็มปอด ทั่วทั้งร่างรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่ามีชีวิตชีวาราวกับเกิดใหม่มาจากเถ้าธุลี เปล่งประกายกลิ่นอายอันน่าเกรงขามออกมา แรงกดดันกดทับจนได้ยินเสียงพื้นแตกสั่นสะเทือน
ทุกอย่างที่เกิดขึ้นตอนนี้เป็นเช่นดังที่เจ้านิกายกล่าว ไม่เพียงอาการบาดเจ็บจะหายไปอย่างปลิดทิ้ง ทั่วทั้งร่างยังสดชื่นกระฉับกระเฉงราวกับเกิดใหม่ ความแข็งแกร่งทะลุทะลวงไปสู่ขั้นเซียนสวรรค์
ท่าทางของเขาเต็มไปด้วยความปีติยินดี กตัญญูสำนึกในบุญคุณอย่างไร้ที่สิ้นสุด
ชั่วพริบตาต่อมาเขาคุกเข่าลงกับพื้นกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ขอบคุณเจ้านิกายที่เมตตา สิ่งที่ข้าได้รับเสมือนเกิดใหม่ ข้าไม่มีอะไรจะทดแทน ในภายภาคหน้าหากมีสิ่งใดที่ข้าทำได้ ข้าจะทุ่มเทอย่างสุดชีวิตสุดกำลัง ถ่ายทอดวิชาการปรุงโอสถให้แก่นิกายเทพกระบี่”
เขารู้ดีอยู่แก่ใจว่าถ้าไม่ได้รับความเมตตาจากเจ้านิกาย ลำพังตัวเขากว่าจะทะยานขึ้นสู่ระดับเซียนสวรรค์ คงต้องใช้ความพากเพียรนับครั้งไม่ถ้วน ชีวิตน้อย ๆ ของเขาก็คงดับสูญไปแล้ว
......
"ลุกขึ้น… ตามข้ากลับไปยังนิกายเทพกระบี่" หลินเฟิงพยักหน้ากล่าวอย่างแผ่วเบา
“น้อมปฏิบัติตามเจ้านิกายสั่ง” ผู้อาวุโสปู้อีกล่าวด้วยความเคารพ
หลินเฟิงเพิกเฉยต่อผู้อาวุโสปู้อี ก่อนจะเบนสายตามองไปหลงชิงเฉิงที่อยู่ด้านข้าง
“ขอบเขตการฝึกตนของเจ้าซึ่งอยู่ระดับหกปราณผกผัน แม่นางเป็นสตรีแต่กลับมาที่นี่เพียงลำพัง ไม่กลัวจะถูกสัตว์ร้ายคาบไปกินงั้นหรือ?”
หลินเฟิงถาม
เมื่อได้ยินคำถามดังกล่าว ใบหน้าซีด ๆ ของก็เหมือนกำลังต่อสู้กับความโศกเศร้าในใจ นางกัดฟันแน่น แสดงสีหน้าท่าทางเด็ดเดี่ยวพร้อมกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
นางโค้งคำนับหลินเฟิงด้วยความเคารพ กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังจริงใจ
"ผู้อาวุโสโปรดเมตตาช่วยเหลือข้าด้วย!"
"ผู้น้อยมีนามว่าหลงชิงเฉิง มาจากตระกูลเล็ก ๆ ในอี้เฉิง มีพรสวรรค์มาตั้งแต่เยาว์วัย มีความเข้าใจเรียนรู้ว่าไวเป็นเลิศ เป็นที่ภาคภูมิใจของครอบครัว!"
"แต่เมื่อสามปีที่แล้วห้วงสมุทรปราณของผู้น้อยมีปัญหาเกิดขึ้น ไม่ว่าผู้น้อยจะฝึกฝน จะกินโอสถ หรือทำอย่างไร ห้วงสมุทรปราณของผู้น้อยก็ไม่สามารถเก็บกักปราณวิญญาณฟ้าดินเอาไว้ได้ นับตั้งแต่นั้นมาผู้น้อยก็กลายเป็นขยะไร้ค่าที่ถูกตระกูลทอดทิ้ง”
“สามวันต่อมา ผู้น้อยก็ถูกบังคับให้แต่งงานไปเป็นนางบำเรอของชายผู้หนึ่ง ชีวิตไม่ต่างจากศพเดินได้"
"ผู้อาวุโสได้โปรดช่วยเหลือ ให้ผู้น้อยได้กลับมาบนวิถีแห่งการฝึกตนอีกครั้งด้วย"
หลงชิงเฉิงเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเองโดยไม่ปิดบัง นางจ้องมองเข้าไปในดวงตาของเจ้านิกายด้วยความยำเกรง และตั้งหน้ารอคอย
เมื่อสักครู่นั่งเห็นด้วยสองตาของตนเอง เจ้านิกายเทพกระบี่สามารถดึงผู้อาวุโสปู้อีออกมาจากประตูนรกหวนคืนสู่ท้องนภาที่แสนสดใส ทั้งยังระดับการฝึกตนยังทะลวงขึ้นสู่ระดับเซียนสวรรค์ได้อย่างน่าอัศจรรย์
วิธีการดังกล่าวล้วนฝืนชะตาท้าทายสวรรค์เป็นอย่างยิ่ง ฉะนั้นเขาต้องสามารถแก้ปัญหาเรื่องห้วงสมุทรปราณผิดปกติของนางได้อย่างแน่นอน
นางจึงร้องขอออกไปด้วยความจริงใจ โดยหวังว่าเจ้านิกายเทพกระบี่จะเมตตา ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือรักษาความผิดปกติของห้วงสมุทรปราณให้นางหวนคืนสู่วิถีการฝึกตนอีกครั้ง
ทั้งยังรู้อีกว่านี่เป็นโอกาสดีที่จะพลิกชะตาชีวิตของตนเอง
หากมีข้อผิดพลาดใด ๆ เกิดขึ้น นางอาจจะตกไปเป็นของเล่นของผู้อื่น หรือไม่ก็ต้องปลิดชีพฆ่าตัวตาย
ฉะนั้นต่อให้เป็นฟางเส้นสุดท้ายนางก็จะคว้าเอาไว้ นางจะยืดอกรับไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
ผู้อาวุโสปู้อีที่อยู่ข้าง ๆ ได้ยินสิ่งที่นางบอกได้ ก็รู้สึกสงสารจนจับจิตเผยให้เห็นผ่านดวงตาของเขา
เขาไม่เคยคิดเลยว่าแม่นางน้อยผู้แสนใจดีจะต้องประสบพบเจอกับชะตาชีวิตที่โหดร้ายถึงเพียงนี้
นอกจากนี้นางยังมีพรสวรรค์ความรู้ความเข้าใจโดดเด่นมาตั้งแต่เยาว์วัย
แต่เข้าช่วงวัยเติบโตห้วงสมุทรปราณกับมีปัญหาขึ้นมาเสียได้ ต้องกลายเป็นขยะไร้ประโยชน์ถูกตระกูลทอดทิ้ง ต้องตกไปเป็นของเล่นของผู้อื่น
ชะตาชีวิตเช่นนี้ไม่ต่างจากร่วงจากสวรรค์มาสู่ห้วงอเวจี
อย่าว่าแต่ผู้ฝึกตนเลย ต่อให้เป็นคนธรรมดาก็คงไม่อาจยอมรับกับโชคชะตาที่บัดซบเช่นนี้ได้?