สารพันเมนูเด็ด กลเม็ดสาวทะลุมิติ [นิยายแปล]

    บทที่ 39 เข้าใจผิด (เปิดฟรี 29/08/2568)

    บทที่ 39 เข้าใจผิด (เปิดฟรี 29/08/2568)

     

    ขณะที่หลิ่วชิงเฟิงกับเว่ยเหมิงกำลังโต้เถียงกันอยู่นั้น ก็มีมือเล็กๆ คู่หนึ่งคว้าเข้าที่ปลายขากางเกงของหลิ่วชิงเฟิง เด็กชายเงยหน้าขึ้นมาเผยให้เห็นใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นและคราบเลือด เขาเงยหน้ามองด้วยสายตาเว้าวอนและเอ่ยเสียงสั่นเครือ “พี่ชาย ช่วยต้าฮุยด้วยเถอะ!”

            หลิ่วชิงเฟิงมองใบหน้าเลอะเทอะของเด็กชาย พลันก็รู้สึกสนใจ เขาคุกเข่าลง ถามว่า “ตัวเจ้าเองก็ได้รับบาดเจ็บหนัก เหตุใดจึงไม่ขอให้พวกข้าช่วยเจ้าแต่กลับให้ช่วยสุนัขตัวนี้แทน”

            “อาการของมันหนักเกินไป เกรงว่าจะช่วยไม่ได้แล้ว” เว่ยเหมิงกล่าวขึ้น

            ต้าฮุยนอนหอบหายใจรวยรินอยู่บนพื้น ลมหายใจออกมากกว่าลมที่เข้าไปเสียอีก

            “ข้าขอร้อง ช่วยต้าฮุยด้วยเถอะ หากพวกท่านช่วยมัน ข้าจะให้พวกท่านได้กินเนื้อ” แม้ว่าต้าฮุยจะอยู่ในสภาพใกล้ตาย หนิงเสี่ยงเสี่ยงก็ไม่คิดจะทอดทิ้งเลย นี่เป็นสหายแท้ตัวแรกของเขา ต้าฮุยเป็นสัตว์เพียงตัวเดียวที่ไม่เคยรังเกียจเขา แต่ตอนนี้มันกำลังจะตาย เขาทำใจปล่อยไปไม่ได้

            “เจ้าจะเลี้ยงเนื้อพวกข้าอย่างนั้นหรือ บ้านเจ้ามีเนื้อมากมายขนาดนั้นเชียว” หลิ่วชิงเฟิงเริ่มสนใจในตัวเด็กชายขึ้นมาแล้ว ดูจากสภาพแล้วไม่น่าจะเป็นเด็กที่เกิดในครอบครัวร่ำรวย เหตุใดจึงกล้ารับปากว่าจะให้พวกเขากินเนื้อ

            ในความเข้าใจของหนิงเสี่ยงเสี่ยง บนโลกนี้ไม่มีสิ่งใดล้ำค่ามากไปกว่าอาหารที่พี่สาวทำให้ หากทั้งสองช่วยต้าฮุยได้ เขาก็จะมอบสิ่งที่มีค่าที่สุดให้พวกเขา

            “ข้าเข้าใจไม่ผิดใช่หรือไม่ เจ้าจะให้พวกข้ากินเนื้อ? แต่ดูจากสภาพของเจ้าแล้ว เจ้าก็ไม่ได้มีฐานะดีนัก ไฉนจึงมีเนื้อให้พวกเรากิน แล้วยังมีเหลือให้สุนัขกินอีกด้วย?” หลิ่วชิงเฟิงกล่าว

            หนิงเสี่ยงเสี่ยงพยักหน้าแรงๆ จนตัวโอนเอน เขาพูดด้วยเสียงแผ่วเบาแต่หนักแน่น “ข้าไม่ได้โกหกพวกท่าน บ้านข้ามีเนื้อ มีเนื้อมากมาย ทั้งกระดูกหมูชิ้นใหญ่ ทั้งหมูเกาลัดเนื้อนุ่ม แล้วยังมีตัวอ้นย่างหอมกรุ่น อร่อยมาก อร่อยที่สุด!”

            หมูเกาลัด? ตัวอ้นย่าง?

            ในวันนั้นก็เห็นเด็กสาวคนนั้นจับตัวอ้นไปไม่น้อย แต่พูดตามตรง หลิ่วชิงเฟิงเองก็ยังไม่เคยลองกินจริงๆ แต่ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เด็กชายตัวน้อยคนนี้พูดมาจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ จู่ๆ ก็ถูกอาหารที่เด็กสาวคนนั้นทำกระตุ้นจนรู้สึกสนใจเป็นพิเศษ

            “นายน้อย พวกเรายังมีธุระต้องทำ อย่ามัวเสียเวลาอยู่เลยขอรับ” เว่ยเหมิงกล่าวเตือนด้วยความหวังดี

            “ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรนัก ไปสายหน่อยก็ไม่เป็นไร” หลิ่วชิงเฟิงกล่าว

            สิ่งที่เว่ยเหมิงพูดถึง ก็คือการไปรับคุณหนูที่ท่าเรือเพื่อพากลับบ้าน ถึงแม้พวกเขาจะไม่ไป ก็ยังมีคนอื่นไปรับนางอยู่ดี เขาจึงไม่เข้าใจว่ามีอะไรให้ต้องรีบร้อนนัก

            ตรงกันข้าม ตอนนี้หลิ่วชิงเฟิงกลับรู้สึกว่ายิ่งไปถึงช้าเท่าไร ก็ยิ่งรู้สึกดีมากขึ้นเท่านั้น อย่างน้อยเขาก็ไม่ต้องเผชิญหน้ากับคุณหนูผู้น่ารำคาญเร็วเกินไป

            เมื่อคิดได้เช่นนี้ หลิ่วชิงเฟิงก็ตกลงช่วยเหลือหนิงเสี่ยงเสี่ยงทันที “ข้าจะช่วยดูอาการให้ก็ได้ แต่เจ้าเองก็คงรู้ว่าสุนัขตัวนี้อาการหนักแล้ว”

            “ที่บ้านข้ามียาสมุนไพร สามารถช่วยรักษามันได้ พวกท่านเพียงแค่ช่วยพามันกลับไปถึงบ้านข้าก็พอ” หนิงเสี่ยงเสี่ยงเอ่ย

            “ได้ ไม่มีปัญหา” ขณะพูด หลิ่วชิงเฟิงก็ส่งสัญญาณทางสายตาให้เว่ยเหมิง

            แน่นอนว่าคนที่ต้องรับหน้าที่แบกสัตว์ตัวโตนี้ก็คือเว่ยเหมิง

            หลิ่วชิงเฟิงช่วยพยุงหนิงเสี่ยงเสี่ยงให้ลุกขึ้น ตอนแรกเด็กน้อยยังเดินโซเซเล็กน้อยจนต้องให้หลิ่วชิงเฟิงช่วยพยุง ทว่าหลังจากนั้นเขาก็เดินไปเองได้ แม้จะเดินกะเผลกและเจ็บไปทั่วร่าง แต่สายตาและความสนใจทั้งหมดของเขากลับจับจ้องไปที่ต้าฮุย

            ต้าฮุยถูกเว่ยเหมิงหิ้วกลับบ้าน เดินไปตามทาง หัวของมันก็ห้อยโงนเงนไปมาตามแรงเหวี่ยงของร่างกาย เวลานี้หนิงเสี่ยงเสี่ยงเดินตามหลังคอยพยุงหัวของต้าฮุยไว้ พลางกระซิบปลอบมันเบาๆ “ต้าฮุย อดทนไว้อีกนิดเดียว เราใกล้ถึงบ้านแล้ว”

            “ที่บ้านข้ามียาสมุนไพร สามารถรักษาเจ้าได้แน่นอน” เด็กชายกล่าวต่อ

            ต้าฮุยทำได้เพียงลืมตาขึ้นมองหนิงเสี่ยงเสี่ยงด้วยดวงตาที่เริ่มพร่ามัวขึ้นเรื่อยๆ

            เพราะมีหลิ่วชิงเฟิงและเว่ยเหมิงอยู่ เด็กคนอื่นจึงไม่กล้ากลั่นแกล้งหนิงเสี่ยงเสี่ยงอีก ส่วนพวกที่วิ่งกลับไปตามพรรคพวก ก็นำคนมาเพิ่มอีกสองสามคน แล้วคอยเดินตามดูเหตุการณ์อยู่ห่างๆ

            เมื่อพวกเขาใกล้จะถึงบ้าน ก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้นทันที ขณะที่เดินผ่านทางเลี้ยว จู่ๆ ก็มีไม้ไผ่ยาวฟาดลงมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย พร้อมกับเสียงตะโกนเกรี้ยวกราดที่ดังขึ้น “เจ้าคนเลว มาสู้กัน! กล้าดีอย่างไรมารังแกน้องชายข้า!”

            หากไม่ใช่เพราะสายตาของหลิ่วชิงเฟิงว่องไว และตัวเขามีวรยุทธ์ติดตัวก็คงไม่สามารถคว้าปลายอีกด้านของไม้ไผ่ได้ทันท่วงที มิฉะนั้นเว่ยเหมิงที่กำลังแบกสุนัขตัวใหญ่คงโดนฟาดเข้าเต็มแรง

            หลิ่วชิงเฟิงมองคนที่อยู่ตรงหน้า ก็พบว่านางเป็นเด็กสาวอายุราวสิบกว่าขวบ หน้าตายังดูอ่อนเยาว์ แต่ท่าทางกลับดุดันเกินวัย นางยกไม้ไผ่ขึ้นมาโดยไม่ถามไถ่ใดๆ แล้วฟาดลงมาอย่างเต็มแรง

            เด็กหนุ่มจับไม้ไผ่ไว้แน่น ขณะที่หนิงเวยพยายามดึงกลับ แต่ไม่สามารถขยับได้แม้แต่น้อย ดวงตาของนางเบิกกว้างขึ้น ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ นางออกแรงสุดกำลัง ทว่าไม่สามารถดึงไม้ไผ่คืนมาได้ ทั้งสองยืนนิ่ง ประจันหน้ากันอยู่อย่างนั้น

            “ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้! เจ้าเป็นใคร กล้ามาทำร้ายน้องชายข้า!” หนิงเวยตะโกนใส่เขาด้วยความไม่พอใจ

            หลิ่วชิงเฟิงมองนางพลางยิ้ม เหมือนเขาจะนึกอะไรบางอย่างได้ เขากำลังหาวิธีเข้าถึงตัวเด็กสาวที่เขาสนใจอยู่ ตอนนี้ก็มีโอกาสช่วยชีวิตน้องชายของนางพอดี และยังได้พบพี่สาวของนางอีกด้วย หลิ่วชิงเฟิงจึงตอบกลับไปอย่างใจเย็น “แล้วเจ้าเป็นใครกัน อยู่ๆ ก็คว้าไม้ฟาดคนโดยไม่ถามอะไรเลย หากเจ้าตีผิดคนแล้วไปโดนผู้มีพระคุณของน้องชายเจ้า เจ้าจะทำอย่างไร”

            “หึ! เจ้าน่ะท่าทางเหมือนพวกเจ้าชู้มักมาก ยังมีหน้ามาอ้างว่าเป็นผู้มีพระคุณของน้องชายข้า!” หนิงเวยมองสำรวจบุรุษตรงหน้าอย่างไม่เชื่อใจ เสื้อผ้าที่เขาสวมใส่เป็นผ้าไหมปักลวดลายวิจิตรที่นางไม่เคยพบเห็นมาก่อน ข้างกายของเขายังมีชายหนุ่มอีกคนที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าฝ้ายสีน้ำเงิน แม้จะเป็นเพียงผ้าฝ้ายแต่ก็ดูมีคุณภาพดี ไม่ใช่ของที่คนทั่วไปจะสามารถหาซื้อได้ง่ายๆ

            เพราะสายตาของหลิ่วชิงเฟิงที่มองนางแฝงไปด้วยความเจ้าชู้เล็กน้อย หนิงเวยจึงตีตราว่าเขาเป็นพวกเจ้าชู้มักมากในบัดดล

            “ฮ่าๆ! พวกเจ้าชู้มักมาก? นางเด็กน้อย เจ้าช่างมั่นใจในตัวเองเสียจริง ชาวบ้านธรรมดาเช่นเจ้า ใครเล่าจะมาสนใจ” หลิ่วชิงเฟิงกล่าว

            “เจ้า!” หนิงเวยไม่เคยถูกเหยียดหยามถึงเพียงนี้ ใบหน้าของนางแดงก่ำราวกับผลผิงกั่ว[1]สุก ดวงตากลมโตเริ่มคลอไปด้วยหยาดน้ำตา “เจ้ารังแกข้า! รังแกน้องชายข้า เสี่ยงเสี่ยงเจ้าบอกข้ามา เขารังแกเจ้าใช่หรือไม่”

            หนิงเสี่ยงเสี่ยงรู้ว่าตนได้รับบาดเจ็บ กลัวว่าหากเผยตัวออกไปพี่รองจะดุได้ จึงซ่อนตัวอยู่หลังเว่ยเหมิงตลอด ทว่าคราวนี้กลับถูกหนิงเวยกระชากตัวออกมาอย่างไม่ทันตั้งตัว

            “เจ้า...นี่เกิดเรื่องอะไรขึ้นกัน พวกเจ้าทำอะไรน้องชายข้า!” เดิมทีหนิงเวยที่เพิ่งสงบลงไปแล้วกลับคว้าไม้ไผ่ยาวขึ้นมาแกว่งหมายจะฟาดหลิ่วชิงเฟิงอีกครั้ง

            ครั้งนี้หลิ่วชิงเฟิงเริ่มไม่พอใจแล้ว เขาเพียงออกแรงบิดสองมือ ไม้ไผ่ยาวก็หักเป็นสองท่อน จากนั้นใช้มือบีบเพียงเบาๆ เศษไม้ไผ่ที่เคยเป็นไม้เรียวแข็งแรงก็กลายเป็นเส้นไม้ไผ่เล็กๆ ร่วงหล่นลงบนพื้น

            หนิงเวยมองภาพนั้นจนขนลุกซู่ คาดไม่ถึงว่านิ้วมือที่ดูบอบบางของคุณชายสูงศักดิ์อย่างเขาจะซ่อนพลังฝีมือที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ หากมือคู่นั้นบีบคอนาง นางจะยังเหลือลมหายใจอยู่หรือไม่

            ส่วนหนิงเสี่ยงเสี่ยงถึงกับมองตาค้าง เขารู้ว่าพี่ชายคนนี้มีฝีมือ แต่ก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะเก่งกาจขนาดนี้ ทันใดนั้น เขาก็คุกเข่าลงกับพื้นอย่างรวดเร็ว แล้วโขกศีรษะสามครั้งให้หลิ่วชิงเฟิงเสียงดัง “ขอคารวะท่านอาจารย์! ขอท่านอาจารย์รับข้าเป็นศิษย์เถิด ขอบคุณที่ช่วยชีวิตข้า ข้าไม่มีสิ่งใดทดแทนบุญคุณนี้ ขอเพียงให้ข้าได้ติดตามท่านเพื่อร่ำเรียนวิชาด้วยเถิด!”

            เอ๊ะ?!

            สามคนที่ยืนอยู่ต่างตกตะลึง เพราะเมื่อครู่ยังเป็นฉากการต่อสู้ แต่เพียงพริบตาเดียวกลับกลายเป็นฉากขอฝากตัวเป็นศิษย์ไปแล้ว

            คนที่ตกตะลึงที่สุดย่อมเป็นหนิงเวย นางคาดไม่ถึงว่าน้องชายจะทำเช่นนี้ พอเห็นทั้งเนื้อตัวของเขาเต็มไปด้วยเลือด หัวใจก็พลันเจ็บปวดทันที นางคิดว่าเขาถูกข่มขู่จนหวาดกลัวถึงขั้นเสียสติไปแล้ว

            หนิงเวยรีบกระชากตัวหนิงเสี่ยงเสี่ยงให้ลุกขึ้น “เสี่ยงเสี่ยง นี่เจ้าทำกำลังอะไรอยู่ พวกเขาคือใคร เหตุใดเจ้าถึงคิดจะขอเป็นศิษย์เขา” กล่าวจบ นางก็ก้มลงกระซิบที่ข้างหูน้องชาย “เสี่ยงเสี่ยง บอกข้ามาตามตรง พวกเขาข่มขู่เจ้าหรือไม่”

            หนิงเสี่ยงเสี่ยงส่ายหน้าทันที “ไม่ได้ข่มขู่ ข้าทำด้วยความสมัครใจ”

            หนิงเวยขมวดคิ้วแน่น จับมือเขาไว้แล้วถามอีกครั้ง “แต่พวกเขาดูไม่เหมือนเป็นคนดีเลย หรือว่าเจ้าตกใจจนเสียสติไปแล้ว”

            ครั้งนี้หนิงเสี่ยงเสี่ยงส่ายหน้าแรงๆ เพื่อยืนยันในสิ่งที่ตนพูด ก่อนจะกล่าวเสียงดังจนทุกคนได้ยิน “พี่รอง พี่ชายคนเก่งผู้นี้กับพี่ชายที่แบกต้าฮุยต่างเป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตข้า เมื่อครู่ต้าพ่างพาคนมารังแกข้า ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเขามาถึงทันเวลา เกรงว่าข้าคงถูกพวกเขาซ้อมจนตายไปแล้ว”

            “เรื่องเช่นนี้จะปล่อยไว้ได้อย่างไร! ข้าจะพาเจ้าไปหาหัวหน้าหมู่บ้านเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม!” หนิงเวยพูดจบก็จูงมือน้องชายเตรียมเดินออกไปทันที

            ทว่าหนิงเสี่ยงเสี่ยงกลับยืนนิ่ง ไม่ยอมเดินไปด้วย เขาหันไปมองหลิ่วชิงเฟิงแล้วเอ่ยว่า “พี่ชาย ท่านยังไม่ตอบข้าเลยว่าจะรับข้าเป็นศิษย์หรือไม่ หากข้าได้เรียนกับยอดฝีมือเช่นท่าน ต่อไปก็ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกผู้อื่นรังแกอีกแล้ว!”

            หลิ่วชิงเฟิงมิได้มีเวลาว่างมารับศิษย์ตัวน้อย ทว่าก็ยังคิดจะช่วยเหลืออยู่บ้าง เขาเหลือบมองเว่ยเหมิงครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยกับหนิงเสี่ยงเสี่ยงว่า “ข้ามีธุระสำคัญ อีกไม่นานก็ต้องจากที่นี่ไป หากเจ้าไม่ถือสา ข้าจะช่วยแนะนำอาจารย์ที่เก่งกาจให้สักคน วิชาของเขายังเหนือกว่าข้าเสียอีก เจ้าว่าอย่างไร”

            หนิงเสี่ยงเสี่ยงได้ฟังเช่นนั้นก็พยักหน้ารัวๆ ด้วยความยินดี “ข้ายินดี! ท่านอาจารย์ของข้าอยู่ที่ใดหรือ”

            หลิ่วชิงเฟิงยิ้มบาง เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “อย่าได้รีบร้อน ข้าจะเป็นธุระให้เอง”

            “ว่าแต่...” เด็กหนุ่มหันไปมองหนิงเวยพลางกล่าวต่อ “เมื่อครู่นี้เจ้าไม่ได้พูดหรือว่าจะเลี้ยงเนื้อข้า ถึงบ้านเจ้าหรือยัง เดินมาตั้งไกล กลับเจอพี่สาวเจ้าซุ่มทำร้ายจนข้าตกใจ ท้องของข้าชักจะหิวแล้วสิ”

            หนิงเวยแค่นเสียงเยาะเย้ยในใจ คิดในใจว่า คนผู้นี้ช่างพูดกลับดำเป็นขาวได้คล่องโดยแท้ สรุปแล้วใครกันแน่ที่ทำให้ใครตกใจ

            หนิงเสี่ยงเสี่ยงยิ้มหวาน ก่อนจะชี้ไปยังบ้านหลังเล็กข้างหน้า “บ้านข้าอยู่ตรงนั้น”

            กลัวว่าหนิงเวยจะพูดอะไรขึ้นมาอีก เด็กชายจึงรีบดึงมือพี่สาวไว้ พลางกล่าวเสียงอ่อนโยน “พี่รอง เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันนี้ ไว้ข้าจะเล่าให้ฟังทีหลัง แต่พี่ชายสองท่านนี้เป็นคนช่วยชีวิตข้า และยังช่วยต้าฮุยไว้ด้วย พวกเราควรเชิญพวกเขาไปเป็นแขกที่บ้าน พี่สามยังเคยกล่าวว่า ‘มีสหายมาจากแดนไกล น่ายินดีนักมิใช่หรือ’ อีกทั้งของอร่อยนั้นก็ควรแบ่งปันให้ผู้อื่นได้ลิ้มลองด้วย”

            หนิงเวยมิใช่คนที่จะยอมตามน้ำง่ายๆ จึงกอดอกแล้วกล่าวกับพวกเขา “น้องชายข้าตอบตกลง แต่ข้ามิได้ตอบตกลง อีกอย่าง เนื้อนั่นก็เป็นเสบียงของพวกข้าสามพี่น้องสำหรับหลายวัน หากพวกเจ้ากินหมด แล้วพวกข้าจะกินอะไร”

            หลิ่วชิงเฟิงเพียงยิ้มบาง มิได้มีท่าทีลำบากใจ เขากล่าวขึ้นว่า “แม่นาง เห็นทีเจ้าต้องทำความเข้าใจให้กระจ่างเสียก่อน อย่างแรก น้องชายเจ้าเป็นผู้เชิญพวกเรามิใช่หรือ อีกอย่าง ข้ายังมิได้ลิ้มลองเนื้อบ้านเจ้าด้วยซ้ำ เจ้ากลับคิดว่าข้าจะเรียกร้องเจ้าเสียมากมาย เช่นนี้เป็นธรรมกับผู้มีพระคุณช่วยชีวิตน้องเจ้าหรือ”

            หนิงเวยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบกล่าว “เช่นนั้นข้าขอถอนคำพูดของน้องชายได้หรือไม่ เขายังเป็นเด็กเล็กแท้ๆ พวกเจ้ากลับจริงจังกับคำพูดของเด็กน้อยเช่นนี้! ส่วนสุนัขตัวนั้น พวกเจ้าวางลงเถอะ ข้าจะอุ้มกลับไปเอง”


    [1] ผลผิงกั่ว คือ ลูกแอปเปิล

    คล้ายกับเรื่องสารพันเมนูเด็ด กลเม็ดสาวทะลุมิติ [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    Cosmic God System ข้านี่ล่ะผู้ยิ่งใหญ่ (จบ)

    Cosmic God System ข้านี่ล่ะผู้ยิ่งใหญ่ (จบ)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    401K 613
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    เนตรมารสะท้านฟ้า (จบแล้ว)

    เนตรมารสะท้านฟ้า (จบแล้ว)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    864K 380
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน

    เมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.54M 3732
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258