ตอนที่ 57 ผิดหวัง
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
บรรณารักษ์หนุ่มรู้สึกเซ่อไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นออกมาจับกับเด็กน้อย
“ฉันแลนเซล เบรกค์ ยินดีที่ได้รู้จัก ว่าแต่เธอมาจากตระกูลนักวิชาการพริสตันจริงๆ หรอ?”
“ตระกูลนักวิชาการ?” เมอร์ลินเอ่ยทวนคำ
หากจะคิดว่าชายชราอย่างออสตินที่เป็นถึงมหาปราชญ์มาจากตระกูลนักวิชาการก็คงจะเป็นอย่างนั้น ดังนั้นเขาจึงพยักหน้า
“ใช่ครับ”
แลนเซลยืดตัวตรงแล้วจัดเสื้อผ้าของตนเอง เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นคุณชายน้อยจากตระกูลพริสตัน เขาจึงต้องการผูกมิตรเอาไว้
ในเส้นทางของนักวิชาการเวท ผู้ที่จะสามารถโดดเด่นได้จำเป็นต้องเป็นผู้มีพรสวรรค์สูงส่ง หากเป็นคนธรรมดาก็ต้องรู้จักพรรคพวก เพราะงานวิจัยชิ้นหนึ่งบางทีอาจต้องการความช่วยเหลือจากหลายฝ่ายถึงจะทำสำเร็จได้
ดังนั้นมันจึงไม่แปลกที่เหล่านักวิชาการจะคบค้าสมาคมกัน
ต่อให้ตระกูลพริสตันไม่ได้โด่งดังเหมือนในอดีต แต่ชื่อของพวกเขาก็ยังสร้างความเกรงขามได้อยู่ดี
แลนเซลจึงไม่อาจเสียมารยาทได้
“ต้องการให้ผมหาหนังสือพวกนี้ไหมครับ?” แลนเซลเอ่ยเสนอตัว
“ยินดีมากครับ ต้องรบกวนคุณแล้ว แต่ว่าหนังสือหลายเล่มผมอ่านไปบ้างแล้ว ผมขอยืมปากกาของคุณได้ไหมครับ”
“ได้สิ” แลนเซลเอ่ยด้วยรอยยิ้ม เขายื่นปากกาของเขาให้กับเด็กน้อย
แต่ทันทีที่เมอร์ลินรับปากกาเล่มนั้นไป เขาก็คิดอะไรขึ้นมาได้ว่าปากกาที่เขาพึ่งยื่นให้คือปากกาเวทมนตร์ มันจำเป็นต้องใช้พลังเวทในการเขียน ซึ่งเด็กตรงหน้านี้ย่อมไม่สามารถใช้มันได้
ทว่าในระหว่างที่เขากำลังจะเอ่ยปาก
มือน้อยของเมอร์ลินก็ขยับปากกาจรดแผ่นกระดาษอย่างรวดเร็ว
ผลึกเวทบนหัวปากกาเรืองแสงขึ้นครั้งหนึ่ง เป็นสัญญาณว่ามันถูกกระตุ้นใช้งาน
เมอร์ลินทำการขีดฆ่าหนังสือที่อ่านไปแล้วอย่างรวดเร็ว
มันรวดเร็วและแม่นยำมาก ราวกับว่าการขีดฆ่าของเขาเป็นการทำเล่นๆ แต่จริงๆ แล้วตัวหนังสือที่ถูกขีดฆ่าไปล้วนเป็นรายชื่อหนังสือที่เขาอ่านจบไปแล้วทั้งส้ิน
แลนเซลอ้าปากค้าง เขาไม่ได้ตะลึงในการขีดฆ่ารายชื่อหนังสือ แต่เป็นเพราะเด็กน้อยคนนี้สามารถใช้พลังเวทได้
นี่ไม่ได้หมายความว่าเด็กคนนี้เป็นอัจฉริยะนักเวทหรอกหรือ?
อย่างน้อยๆ เด็กคนนี้ก็ต้องเป็นนักเวทหนึ่งวงเวทแล้ว ซึ่งโดยทั่วไปพวกเขาจะสามารถสร้างวงเวทได้ตั้งแต่อายุสิบห้าปีขึ้นไป เพราะการสร้างวงเวทจะต้องใช้สติปัญญาและพลังเวทที่แข็งแกร่ง ไม่เท่านั้นต้องใช้ความพยายามอย่างสูงอีกด้วย
ซึ่งเด็กน้อยที่ดูอายุไม่ถึงสิบขวบตรงหน้านี้ไม่สามารถทำได้อย่างแน่นอน
ภาพลักษณ์ของเมอร์ลินในตอนนี้ไม่ได้ดูตัวใหญ่หรือสูงเพรียว แม้เขาจะอายุสิบเอ็ดขวบแล้ว แต่ร่างกายกลับตัวเล็กกว่าเด็กในวัยทั่วไป นั่นเพราะชีวิตความเป็นอยู่ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์นั้นไม่ได้สบายนัก สารอาหารที่ได้รับจึงสู้เด็กที่อยู่ในเมืองไม่ได้ ซึ่งไม่ต้องนับสถานที่อย่างมหาทวีปแห่งนี้ ด้วยเทคโนโลยีเวทมนตร์ทำให้การเพาะปลูกหรือการสร้างทรัพยากรอาหารนั้นก้าวหน้าเป็นอย่างมาก
ด้วยความอุดมสมบูรณ์นี้จึงทำให้พวกเขาไม่ต้องอดอยาก กลับกันพวกเขากลับจริงจังพิถีพิถันเรื่องรสชาติมากกว่า
ทำให้เด็กในวัยของเมอร์ลินตอนนี้มีร่างกายที่สูงใหญ่กว่า
มันจึงไม่แปลกที่แลนเซลจะคิดว่าเมอร์ลินเป็นเด็กที่อายุไม่ถึงสิบขวบ
‘สมกับเป็นคนตระกูลพริสตัน’ แลนเซลอดคิดในใจไม่ได้
เมื่อเขารู้สึกตัวอีกที เมอร์ลินก็ยื่นกระดาษมาให้เขาแล้ว
“นี่ครับ รบกวนช่วยหาหนังสือพวกนี้ให้หน่อยนะครับ”
เด็กน้อยผู้มีเรือนผมและดวงตาสีเงินกล่าวด้วยท่าทางที่น่าเอ็นดู
“ได้ครับ” แลนเซลกวาดสายตามองกระดาษที่ถูกยื่นมาให้แล้วรีบออกไปค้นหาหนังสือเหล่านี้ทันที
เมอร์ลินยิ้มอย่างพึงพอใจก่อนจะกลับไปนั่งที่เดิม
ระหว่างรอเขาก็หยิบหนังสือที่อยู่ใกล้ๆ มาอ่านไปพลางๆ แน่นอนว่าท่าทางของเขานั้นเหมือนพลิกหนังสือแต่ละหน้าเหมือนเดิม แต่แท้จริงแล้วมันกลับเป็นการอ่านอย่างทำความเข้าใจทั้งสิ้น ซึ่งทั้งหมดล้วนอยู่ในสายตาของมาร์เทลที่เฝ้ามองอยู่ห่างๆ
“คุณชายน้อยคนนี้กำลังทำอะไรกันแน่? วันทั้งวันเขาเอาแต่พลิกเปิดหนังสือดูแบบนั้น แล้วเขาจะสอบเทียบได้ยังไง?” มาร์เทลมองดูเด็กน้อยคนนี้ด้วยสายตาที่ดูแคลน
ต่อหน้าชายชราเด็กคนนี้เหมือนจะตั้งใจเรียน แต่ลับสายตากลับทำตัวเหล่อแหละแบบนี้ ยังไงก็ตามเขานั้นไม่มีทางที่จะเอ่ยตำหนิออกไปได้ ทั้งหมดเป็นแค่ความสงสัยส่วนตัวของเขาเท่านั้น
ความจริงมาร์เทลไม่ได้เข้าใจถึงความยิ่งใหญ่ของตระกูลพริสตันมากขนาดนั้น ภารกิจที่ได้รับมาเขาแค่รู้ว่ามหาปราชญ์ออสตินเป็นคนที่ถูกให้ความสำคัญคนหนึ่งเท่านั้น นักเวทสองวงเวทอย่างเขาไม่ค่อยเข้าใจเรื่องของโลกวิชาการมากนัก ท่าทางของเขาจึงไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไรเหมือนบรรณารักษ์หนุ่มคนนั้น
อย่างไรก็ตามการได้ผูกมิตรกับนักวิชาการระดับสูงแบบนี้ย่อมเป็นเรื่องดี เพราะนักเวททุกคนล้วนต้องพึ่งพาความรู้ของนักวิชาการทั้งสิ้น ไม่แน่ว่าหากเขาต้องการยกระดับสามวงเวทให้ปลอดภัย เขาจะต้องพึ่งพาชายชราคนนี้ก็เป็นได้
น่าเสียดายที่ตอนนี้การบ่มเพาะของเขายังไม่ถึงขีดจำกัดของเพดาน ไม่เช่นนั้นเขาอาจจะได้รับประโยชน์แบบนั้นก็เป็นแน่
มาร์เทลจบจากโรงเรียนเวทมนตร์ระดับสูง เขาสามารถกลายเป็นนักเวทสองวงเวทได้ในอายุยี่สิบกว่า น่าเสียดายที่เขาเกิดมาในครอบครัวธรรมดา จึงไม่มีกำลังทรัพย์ที่จะสามารถเข้าเรียนโรงเรียนเวทมนตร์ได้ ดังนั้นเขาจึงออกมาทำงานเพื่อเก็บเงินและประสบการณ์ด้วยตัวเอง เพื่อยกระดับตนเองต่อไป
ในมหาทวีปแห่งนี้แม้ผู้คนจะไม่อดอยาก แต่ก็ไม่ได้เต็มไปด้วยคนที่ร่ำรวย ค่าวัสดุเวทสำหรับยกระดับวงเวทนั้นสูงมาก มันเป็นราคาที่คนทั่วไปไม่สามารถหาซื้อได้ง่ายๆ
หรือหากต้องการหาวัสดุเวทเหล่านี้ด้วยตัวเองพวกเขาจะต้องออกไปผจญภัยเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรที่อันตราย และไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถหาวัสดุเวทที่ตนเองต้องการได้ง่ายๆ อาชีพนักผจญภัยจึงมีความเสี่ยงเป็นอย่างมาก ซึ่งงานที่เขาทำในตอนนี้นอกจากจะได้รับผลตอบแทนที่ดี แถมยังได้รู้จักคนใหญ่คนโต ไม่ต้องเอาตัวเองไปเสี่ยงกับอะไรแบบนั้น มาร์เทลจึงพอใจที่จะใช้ชีวิตแบบนี้
สายตาของมาเทลยังคงจับจ้องไปที่เด็กน้อยที่ทำอะไรที่ดูเหมือนเล่นไปหมด
ในตอนแรกเขาประเมินนายน้อยพริสตันคนนี้ไว้สูงมาก แต่ในตอนนี้คุณค่าในสายตาของเขาได้ลดลงมากแล้ว