เสน่หาชั่วกัลป์

    บทที่ 35 โรคประหลาดที่หมู่บ้านชิงเหมียว

    อู่จั้วขมวดคิ้ว กำลังจะดุอย่างรุนแรงก็ถูกชวีหนานอีห้ามไว้


    ชวีหนานอีกวาดสายตามองบริเวณกำแพงที่มีดินเหลือง กองอยู่เตี้ย ๆ เขาสะบัดชายเสื้อคลุมขึ้นมาเหน็บไว้ที่เอว ปีนขึ้นไปบนกำแพง กระโดดเข้าไปในลานบ้าน เดินไปจนถึงหน้าประตูบ้านหลัก กล่าวเสียงสูง “หัวหน้าหมู่บ้านจะเปิดประตูต้อนรับข้า หรือให้ข้าถีบประตูบ้านเข้าไปเอง?!” 


    หัวหน้าหมู่บ้านตะโกนอย่างรีบร้อนว่า “อย่าถีบ อย่าถีบ! ใต้เท้าอย่าถีบประตูโดยเด็ดขาด! ข้าน้อยตอนนี้ไม่สามารถเจอแสงได้ เมื่อเจอแสงผิวก็เหมือนถูกไฟไหม้”


    ชวีหนานอีกลับกล่าวว่า “ข้าไม่เชื่อ ตอนนี้ข้าต้องการเข้าไป”


    หัวหน้าหมู่บ้านเสียงสูงขึ้น ตะโกนออกมาอย่างหวาดกลัว “ใต้เท้า อย่า!”


    ชวีหนานอีพยักหน้า “ตอนนี้เชื่อแล้ว”


    หัวหน้าหมู่บ้านยืนชิดบานประตู ถอนหายใจออกมายาว ๆ ครั้งหนึ่งแล้วถาม “ใต้เท้ามาที่นี่ ไม่ทราบว่ามีเหตุอันใด?”


    ชวีหนานอีกล่าว “พูดถึงเรื่องในหมู่บ้านของเจ้าก่อนดีกว่า นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”


    หัวหน้าหมู่บ้านเรียบเรียงความคิดแล้วตอบกลับไปว่า “ข้าน้อยก็ไม่ทราบเช่นกัน เมื่อ 8-9 วันก่อน คนในหมู่บ้านยามที่ออกจากบ้านก็รู้สึกราวกับถูกไฟแผดเผา แสบร้อนไปทั่วร่างกาย ทนไม่ไหวจนกลับเข้ามาในบ้านจึงหาย ต่อมาสืบได้ความว่าคนในหมู่บ้านพบเจอแสงไม่ได้แล้ว เฮ้อ...คนในหมู่บ้านต่างตื่นตระหนก คิดว่าตนเองทำให้เทพเจ้าแห่งแม่น้ำไม่พอใจเป็นแน่จึงถูกลงโทษ ทุกคนจุดธูปบูชา แต่ก็ เฮ้อ...กลับทำได้เพียงรอให้พระอาทิตย์ตกดินจึงจะสามารถออกไปข้างนอก ไม่กล้าสัมผัสแสงอาทิตย์แม้แต่น้อย มิฉะนั้นคงเจ็บปวดเจียนตายไปทั้งตัว ใต้เท้า เหตุใดท่านถึงไม่กลัวแสง?”


    ชวีหนานอียื่นมือออกไปใต้แสงแดดอุ่นแล้วพลิกมือไปมา นิ้วของเขาไม่ละเอียดลออเหมือนของนักปราชญ์ทั่วไป แต่มีโครงสร้างกระดูกที่สมดุลเรียวยาว ดูคล้ายกับมีพละกำลังที่สามารถพลิกเมฆประคองฝน ชวีหนานอีกล่าว “ไม่ใช่เทพเจ้าแห่งแม่น้ำลงโทษหรอก หากเป็นเทพเจ้าแห่งแม่น้ำลงโทษ จะปล่อยข้าไว้ได้เยี่ยงไร?” 


    น้ำเสียงสงบนิ่งทุ้มต่ำของชวีหนานอีมีพลังโน้มน้าวจิตใจผู้คน


    หัวหน้าหมู่บ้านตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง สมองแปรเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว รีบทุบประตูกล่าวว่า “หากมิใช่โดนเทพเจ้าแห่งแม่น้ำลงโทษ ก็ต้องเป็นโรคระบาด! ใต้เท้า กรุณาช่วยรักษาด้วยเถิด!”


    ชวีหนานอีถอยห่างออกจากประตูหนึ่งก้าวพลางกล่าวว่า “เจ้าจงแสดงอาการของโรคให้ข้าได้เห็นสักหน่อย”


    หัวหน้าหมู่บ้านลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นกัดฟันดึงกลอนประตูออก ค่อย ๆ เปิดประตูไม้ แล้วยื่นมือข้างหนึ่งออกไปทางร่องประตู  


    ทันทีที่สัมผัสแสงแดด มือที่เต็มไปด้วยริ้วรอยยับย่นก็ถูกแผดเผาไม่ต่างกับอยู่ในกองไฟลุกโชน ชั่วพริบตามีควันสีขาวลอยขึ้น ขณะเดียวกันบนผิวหนังก็เกิดเสียงดังซี่ซี่ ราวกับเอามือจุ่มลงไปในน้ำมันที่ร้อนฉ่า


    หัวหน้าหมู่บ้านกรีดร้องอย่างน่าอนาถ รีบดึงมือกลับเข้าไปแล้วปิดประตูดังปัง เป่าลมแรง ๆ ใส่มือของตนท่ามกลางความมืดที่มองไม่เห็นแม้แต่นิ้วทั้งห้า พยายามบรรเทาความรู้สึกเจ็บปวดที่แทบจะถึงแก่ชีวิต 


    ผ่านไปครู่หนึ่ง หัวหน้าหมู่บ้านถามด้วยเสียงแหบแห้งว่า “ใต้เท้า เห็นแจ่มแจ้งแล้วใช่ไหม?”


    ชวีหนานอีพยักหน้า “ลำบากหัวหน้าหมู่บ้านแล้ว”


    หัวหน้าหมู่บ้านถอนหายใจพลางกล่าว “หากนี่คือโทษทัณฑ์ที่หมู่บ้านชิงเหมียวต้องแบกรับ ก็ให้ข้าน้อยรับมันไว้คนเดียวเถิด ใต้เท้า ต้องช่วยชาวบ้านในเขตชิงเหมียวให้ได้นะขอรับ ข้าน้อยขอคารวะท่านแล้ว!” กล่าวไปก็คุกเข่าคำนับลงกับพื้น


    ชวีหนานอีรีบกล่าว “หัวหน้าหมู่บ้านลุกขึ้นเถิด ข้าต้องทำอย่างสุดกำลังที่มีแน่”


    หัวหน้าหมู่บ้านค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนด้วยร่างกายที่สั่นเทา ปาดคราบน้ำตาที่ไหลริน  

    ชวีหนานอีมองไปรอบ ๆ ลานบ้านทว่าไม่เห็นเก้าอี้สักตัว จึงยกชายเสื้อคลุมขึ้น ก่อนจะนั่งลงไปบนธรณีประตู แม้ว่ามันจะค่อนข้างแคบ แต่ชวีหนานอีทำได้เพียงเท่านี้


    บานประตูที่คั่นกลาง ชวีหนานอีถามขึ้น  “หัวหน้าหมู่บ้านลองเล่าเรื่องหลังจากที่เทพแห่งแม่น้ำปรากฏตัวขึ้นทีเถิด สตรีผู้นั้นถูกเผาจนเกลี้ยงแล้วใช่หรือไม่?”


    หัวหน้าหมู่บ้านทุบอกรับประกัน “ใต้เท้าวางใจได้ ข้าน้อยเห็นเหล่าหยาอีเผานังนั่นจนกลายเป็นฝุ่นด้วยตาตนเอง นังผู้หญิงร้ายกาจใจโหดนั่นท้ายที่สุดส่งเสียงกรีดร้องหลังจากที่เปลวเพลิงลุกโชติช่วง ฝาโลงเกือบจะถูกนางเปิดออกได้ หากไม่มีเอ้อร์หูที่ทุ่มหินก้อนใหญ่กดฝาโลงไว้จนแตกทับโดนนังนั่น กลัวว่านางจะออกมาสร้างความหายนะให้กับผู้คน” เสียงหยุดไปครู่หนึ่ง ในแววตามีร่องรอยของความไม่เข้าใจ “ใต้เท้า ไม่ใช่ว่าท่านก็เห็นนังนั่นถูกเผาเช่นกันหรือ? ท่านยังเก็บก้อนเงินที่ถูกหลอมจนเป็นก้อนไปด้วย! เหตุใดจึงยังเคลือบแคลงกันเล่า?”


    ชวีหนานอียิ้มเฝื่อน ไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งแล้วไม่ตอบ แต่ถามกลับแทน “หลังจากนังนั่นถูกเผา มีคนที่หายตัวไปหรือไม่?”


    หัวหน้าหมู่บ้านส่ายหน้าทันที “ไม่มี ไม่มี คนในหมู่บ้าน...” หยุดไปครู่หนึ่ง “มีก็แต่โก่วเซิ่งที่บางวันไม่เห็นแม้แต่เงา ไอ้ชาติหมานี่น่าเป็นกังวลที่สุด วัน ๆ เอาแต่ขโมยไก่จับหมา! ทำให้หมู่บ้านของพวกเราต้องแปดเปื้อน 


    ชวีหนานอีถาม “ไม่พบเขานานแค่ไหน?”


    หัวหน้าหมู่บ้านนึกย้อนกลับไป และตอบว่า “ประมาณหนึ่งเดือนแล้วกระมัง” 


    ชวีหนานอียื่นนิ้วทั้งสิบออกมา ขีดเส้นแนวนอนหนึ่งเส้นบนพื้นที่เท้า ถามว่า “ส่วนเอ้อร์หูยังอยู่ในหมู่บ้านใช่ไหม?” 


    หัวหน้าหมู่บ้านถอนหายใจ “เฮ้อ...ภรรยาของเอ้อร์หูตายแล้ว เอ้อร์หูนั้นเป็นโรคอยู่ก่อน ดูไปดูมาคงใกล้จะไม่ไหว ผลกลายเป็นว่าภรรยาเอ้อร์หูกลับมาเสียชีวิต ส่วนเอ้อร์หูไม่เป็นอะไร แต่เดิมข้าน้อยก็เคยสงสัยว่าเอ้อร์หูสังหารภรรยา ภายหลังมาไตร่ตรองดูอีกที อาการป่วยของเอ้อร์หูหนักจนแทบหยุดหายใจ จะไปมีเรี่ยวแรงที่ไหนฆ่าภรรยา? ข้าน้อยคาดการณ์ว่า เอ้อร์หูล้มป่วย แล้วภรรยาไม่คอยดูแลให้เต็มที่ ทำให้เทพแห่งป่าเขาโกรธ ครั้งนี้ทั้งหมู่บ้านก็มีเพียงเอ้อร์หูที่สามารถออกไปข้างนอกในตอนกลางวัน พอที่จะช่วยเหลือทุกคนโดยเข้าไปในตัวเมืองเพื่อซื้ออาหารข้าวของเครื่องใช้กลับมาบ้าง”  


    ชวีหนานอีใช้เท้าลบเส้นที่ขีดไว้บนพื้นออก แววตาจู่ ๆ ก็เป็นประกายถามว่า : “ภรรยาของเอ้อร์หูตายวันไหน?”


    หัวหน้าหมู่บ้านคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบกลับมา “เก้าวันก่อน”


    ชวีหนานอีเหมือนมีความคิดบางอย่าง “อย่างนี้นี่เอง...”


    หัวหน้าหมู่บ้านรอสักพักใหญ่ไม่เห็นว่าชวีหนานอีจะมีเรื่องอื่นใดอีกจึงถามกลับไป  “จริงสิใต้เท้า หลังจากเผานังนั่น คนในหมู่บ้านก็แยกย้ายกันกลับบ้าน เดิมทีทุกคนยังสบายดี ผ่านไปประมาณ 10 วัน จู่ ๆ ก็ปรากฏชายผู้หนึ่ง


    “ผู้นั้นสวมหมวกม่าน โยนตำลึงเงินก้อนกลมกลิ้งมา บอกให้พวกข้าเล่าเรื่องเกี่ยวกับเทพเจ้าแห่งแม่น้ำให้ฟัง พวกที่ไม่ทันคนก็เล่าเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบให้เขาฟัง ข้าน้อยอยากจะห้ามแต่ก็ไม่ทันการ เฮ้อ... 


    “แม้ว่าคนผู้นั้นจะไม่ได้กล่าวอะไร หันหน้าเดินจากไป แต่ข้าน้อยทั้งขาทั้งท้องกลับรู้สึกสั่นไปหมด เหงื่อเย็น ๆ เปียกเสื้อผ้า ใต้เท้าจะหัวเราะเยาะก็เถอะ ครั้นคนผู้นั้นหันเดินจากไป ข้าน้อยก็รู้สึกหนาวเหน็บเข้าไปถึงกระดูก คล้ายกับเดินอยู่บนปลายมีดวนรอบแล้วค่อยกลับมา” 


    ชวีหนานอีถาม “มีคนได้เห็นใบหน้าของคนผู้นั้นชัดเจนหรือไม่? มั่นใจหรือไม่ว่าเป็นบุรุษ?”


    หัวหน้าหมู่บ้านตอบอย่างมั่นใจว่า “เป็นบุรุษ แม้นว่าข้าน้อยจะมองหน้าตาผู้นั้นไม่ชัด แต่สาวใช้ในหมู่บ้านที่กำลังซักผ้าอยู่ริมแม่น้ำกลับเหลือบไปเห็นใบหน้าของคนผู้นั้นโดยมิตั้งใจ เช่นนี้ ไม่รู้ว่าตกใจหรือชอบพอ ทั้งวันนังโง่นั่นก็ไม่กินไม่ดื่ม จะถามก็ถามไม่ได้ ครั้นไม่ถาม สาวใช้ก็บ่นพึมพำอยู่ในลำคอ นางกล่าวเพียงว่า ‘เห็นแล้ว เห็นแล้ว’ สรุปมองเห็นอะไรไม่มีใครรู้ ว่ากันว่าที่นางเป็นแบบนี้คือถูกผีพรายพาวิญญาณหลงไปแล้ว” 


    ชวีหนานอีถาม “หลังจากนั้นล่ะ?”


    หัวหน้าหมู่บ้านกล่าวต่อไปว่า “หลังจากนั้น ชายผู้นั้นก็จากไป ผู้คนในหมู่บ้านก็เจอแสงไม่ได้อีกเลย อ้อ ใช่แล้ว วันที่ภรรยาเอ้อร์หูตาย บังเอิญเป็นวันเดียวกันกับที่ชายผู้นั้นจากไป คนในหมู่บ้านล้วนกล่าวกันว่านี่คือผู้ที่เทพเจ้าแห่งแม่น้ำส่งมา เพื่อดูว่าพวกข้าให้ความเคารพท่านเทพหรือไม่ กลายเป็นว่าพวกข้าพูดพร่ำเรื่องเทพเจ้าแห่งแม่น้ำไปทั่ว ล่วงเกินท่านเทพจึงถูกลงโทษ เจ้าชาวบ้านสองคนที่กล่าววาจาพล่อย ๆ นั่นถูกตัดออกจากตระกูลไปแล้ว ที่หมู่บ้านเป็นแบบนี้คงให้อภัยพวกนั้นไม่ได้”


    หัวหน้าหมู่บ้านยังกล่าวบ่นเรื่องยิบย่อยในชีวิตอีกมากมาย โดยหวังว่าจะสามารถช่วยในการรักษาโรคนี้ เดิมทีคิดไปว่าการที่คนในหมู่บ้านเจอแสงไม่ได้เป็นเพราะล่วงเกินเทพเจ้าแห่งแม่น้ำ แต่นายอำเภออย่างชวีหนานอีที่ออกคำสั่งให้ชาวบ้านนำเทพเจ้าแห่งแม่น้ำกลับคืนสู่แม่น้ำกลับไม่ถูกลงโทษแต่อย่างใด ดังนั้นเทพเจ้าแห่งแม่น้ำคงจะไม่ลงโทษคนในหมู่บ้านเพียงเพราะพวกเขากล่าววาจาพล่อย ๆ ออกไปเป็นแน่ 


    หลังจากที่ชวีหนานอีรับฟังอย่างตั้งใจ และสอบถามลักษณะการแต่งกายของชายลึกลับผู้นั้นแล้ว เขาจึงกล่าวลาแล้วตรงไปยังบ้านของตระกูลเอ้อร์หู 


    หากการวิเคราะห์ของชวีหนานอีไม่ผิดพลาด โก่วเซิ่งนั่นคือคนดวงซวยที่โดนเข้าใจว่าเป็นหญิงสาวที่ถูกเผา และสาเหตุที่เอ้อร์หูทุ่มหินก้อนใหญ่ลงไปที่โลงศพ เป็นเพราะเขารู้ว่าคนที่อยู่ข้างในไม่ใช่หญิงผู้นั้น แต่เป็นโก่วเซิ่ง ครั้งแรกที่ชวีหนานอีมายังหมู่บ้านชิงเหมียว ก็มักจะได้ยินชาวบ้านนินทากันว่าโก่วเซิ่งไปร่วมหลับนอนกับภรรยาของเอ้อร์หู หอกข้างแคร่ในสายตาเช่นนี้ จะไม่เพ่งเล็งไว้สักหน่อยได้อย่างไร? ทว่าการตายของภรรยาเอ้อร์หูก็ดูเหมือนจะกะทันหันไปสักหน่อย