ตำหนักเยี่ยนฟาง จวิ้นอ๋อง เมืองหลวงเปี้ยนจิง
เช้าตรู่วันมงคล จ้าวจวิ้นอ๋อง พระอนุชาองค์จักรพรรดิซ่งไท่จง แห่งต้าซ่ง ได้จัดงานเปิดตำหนักเยี่ยนฟางอย่างเป็นทางการ ทางตำหนักจัดเตรียมอาหารเลิศรส และสุราชั้นดีไว้คอยต้อนรับแขกทั้งหมดที่มาเยือน มีพนักงานสังคีตบรรเลงดนตรีขับกล่อมให้แขกเหรื่อ สาวงามจำนวนมากมาร่ายรำอวยพร สร้างความเบิกบานสายตายิ่งนัก
ภายในตำหนักเยี่ยนฟางอันกว้างใหญ่ เวลานี้เนืองแน่นไปด้วยขุนนางราชสำนักตั้งแต่ขั้น 4 ขึ้นไปกว่าครึ่งหนึ่ง นอกนั้นล้วนเป็นพ่อค้า คหบดี ทั่วทั้งเมืองเปี้ยนจิงจำนวนมากมาร่วมงาน
เหล่าบรรดาหลานๆ ของเสด็จอา ทุกตำหนักล้วนมาร่วมแสดงความยินดีกันอย่างล้นหลาม นำโดย องค์ชายใหญ่จ้าวเหยียนจั๋ว และองค์ชายรุ่นเยาว์ ต่างทยอยลงจากรถม้าพระที่นั่ง แล้วเข้ามาคำนับเสด็จอา ทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใส เสียงหัวเราะเบิกบานดังขึ้นตลอดเวลา องค์ชาย องค์หญิง ต่างไถ่ถามไถ่ทุกข์สุขแก่กัน ความสัมพันธ์ทางเครือญาติช่างแน่นแฟ้นยิ่งนัก ขุนนางที่มาร่วมแสดงความยินดีล้วนมีวัยใกล้เคียงกับจ้าวจวิ้นอ๋อง หลายคนล้วนรู้จักกันมาเก่าก่อน การสนทนาเรื่องเมื่อสมัยหนุ่มแน่นเริ่มออกรสออกชาติขึ้นเรื่อยๆ เสียงหัวเราะชอบใจดังขึ้นเป็นระยะๆ จากนั้นมีเสียงประกาศจากขันทีตำหนักบูรพาดังขึ้น
“องค์รัชทายาท เสด็จ” เสียงหัวเราะสนุกสนานครื้นเครงหยุดลง ทุกคนต่างขยับกายตั้งแถวรับเสด็จ องค์รัชทายาทก้าวลงจากรถม้าพระที่นั่ง ตามมาด้วยองค์หญิงอี้อัน สองพระองค์แต่งกายเต็มยศเพื่อให้เกียรติเจ้าของงาน สำหรับองค์หญิงอี้อันแต่งกายงดงามเครื่องประดับย่อมงดงามไม่น้อยหน้าองค์หญิงองค์อื่นๆ เพราะสมบัติประดับกายที่เสด็จพี่สามประทานให้ก่อนกลับมาต้าซ่งนางขนมาเป็นหีบ เสวี่ยซิง รองผู้บัญชาการหน่วยอวี่หลิน แต่งกายเครื่องแบบหน่วยอวี๋หลิน ขี่ม้าในขบวนเสด็จ ขาดแต่จางเหยาที่ไม่ได้มาร่วมงานด้วย
จ้าวจวิ้นอ๋อง ออกมาต้อนรับองค์รัชทายาทที่ประตูใหญ่ ต่างทำความเคารพกันและกัน ซึ่งตามยศแล้ว ตำแหน่งจวิ้นอ๋อง นับว่าเป็นรองจากองค์รัชทายาท ดังนั้น จวิ้นอ๋อง ต้องทำความเคารพองค์รัชทายาท หากแต่ตามศักดิ์เขาเป็นเสด็จอาขององค์รัชทายาทและองค์ชายทั้งหมด หลานทุกคนจึงต่างทำความเคารพจวิ้นอ๋องในฐานะญาติผู้ใหญ่ องค์รัชทายาทก็เช่นกัน เขาประสานมือทำความเคารพเสด็จอา จ้าวจวิ้นอ๋อง อย่างนอบน้อม องค์หญิงอี้อันที่เดินตามหลังเสด็จพี่ นางทำความเคารพยิ้มกว้างให้เสด็จอาอย่างคนอารมณ์ดี
องค์รัชทายาทกล่าว “หลานขอประทานอภัย ที่เสด็จอากลับมามานานแล้ว แต่ยังไม่ได้คารวะ มาวันนี้เหยียนชิว มาขอขมาพร้อมกับมาแสดงความยินดีกับเสด็จอาที่กลับมาประทับเมืองหลวงอีกครั้ง” กล่าวจบทรงหันไปทางเสวี่ยซิง เขาถือกล่องของขวัญเดินเข้ามาน้อมส่งให้ จ้าวจวิ้นอ๋อง ท่านหญิงจ้าวเหิงเยว่บุตรีของจ้าวจวิ้นอ๋องที่ยืนอยู่ข้างกายพระบิดาด้วย ครั้นเห็นหน้าเสวี่ยซิง นางยืนตะลึงนิ่งงัน
ท่านหญิงจ้าวเหิงเยว่มองบุรุษตรงหน้า ความทรงจำในอดีตกลับมาแจ่มชัดอีกครั้งหนึ่ง นางจำได้ว่า นางมักจะตามพระบิดาเข้าวังอยู่เสมอๆ ขณะนั้นนางอายุ 6 ขวบ เป็นเด็กหญิงที่สดใส ใบหน้างดงามน่ารัก ไม่แพ้องค์หญิงหลิงอัน เพราะความที่นางเป็นเด็กน้อยงดงามน่ารัก ทุกครั้งที่นางเข้าใกล้องค์หญิงหลิงอัน ลูกผู้พี่มักไม่พูดกับนาง เวลาที่นางวิ่งเข้าไปหาพี่สาวมักถูกผลักไสออกมาเสมอ เหล่าองค์หญิงและพระญาติที่ตามเสด็จองค์หญิงหลิงอัน ก็จะปฏิเสธนางด้วยเช่นกัน เด็กน้อยไม่เข้าใจเลยว่าทำไมพี่หญิงหลิงอันต้องผลักไสนางด้วย
วันหนึ่งเหิงเยว่เห็นองค์หญิงหลิงอันและพระสหายธิดาขุนนางชั้นสูงกำลังเก็บดอกไม้ในอุทยานหลวง นางดีใจยิ่งนัก ผละจากพี่เลี้ยงวิ่งโผเข้าไปกอดพี่หญิงหลิงอันอย่างดีใจพร้อมกับพูดว่า “พี่หญิงหลิงอัน หม่อมฉันเล่นกับพี่หญิงด้วยนะเพคะ” แต่พี่สาวแกะมือนางออกแล้วผลักจนนางล้มลงตะกร้าในมือกระเด็นตกพื้น ดอกไม้ทั้งหมดตกเกลื่อนพื้น ก่อนจะหันกลับไปโดยไม่สนใจเด็กน้อยผู้นั้น เด็กน้อยเหิงเยว่นั่งตรงนั้นร้องไห้เสียงดังด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ พี่เลี้ยงรีบวิ่งเข้าไปประคองพยายามปลอบใจแต่นางยังร้องไห้อยู่ตรงนั้น
องค์หญิงเหออัน เสวี่ยซิง จางเหยา ด้านหลังมีองค์ชายสามจ้าวเหยียนชิวเดินตามมา มีทารกวัยสองปีเกาะหลังองค์ชายมาด้วย ทั้งหมดเดินผ่านมาทางเส้นทางนี้พอดี องค์หญิงเหออัน เห็นญาติผู้น้องนั่งร้องไห้เช่นนั้น รีบวิ่งเข้ามาพยุงเด็กสาวตัวน้อยให้ลุกขึ้นแต่เธอยังร้องไห้สะอึกสอื้น แม้พี่เลี้ยงจะพยายามปลอบแล้วก็ตาม เสวี่ยซิง เข้ามาปลอบใจเด็กน้อย และเช็ดน้ำตาให้ ถามนางว่า “ท่านหญิงประสงค์จะเก็บดอกไม้หรือขอรับ” เด็กน้อยเหิงเยว่สะอื้นไห้เบาๆ ปาดน้ำตาออกพยักหน้า “อาเยว่จะเก็บดอกไม้ไปให้พระบิดา”
“เช่นนั้นพี่ช่วยอาเยว่เก็บดอกไม้นะ” องค์หญิงเหออันในเวลานั้นอายุ 7 ปีจูงมือพระญาติผู้น้องไปเดินเก็บดอกไม้ เสวี่ยซิง จางเหยา และองค์ชายสามจ้าวเหยียนชิวที่มีลูกเต่าเกาะหลังอยู่ ล้วนช่วยนางเก็บดอกไม้ใส่ตะกร้า สุดท้ายจากที่เก็บดอกไม้ได้กลายเป็นวิ่งเล่นหยอกล้ออย่างสนุกสนานกันตามประสาเด็กกันไป เด็กน้อย 6 คนวิ่งเล่นด้วยกันไม่เว้นทารกน้อยอี้อัน เสียงร้องไห้สอึกสะอื้นหายไปแล้วแต่กลายเป็นเสียงหัวเราะอย่างมีความสุขไปในที่สุด นี่เป็นภาพความทรงจำอันสวยงามที่ จ้าวเหิงเยว่ ไม่เคยลืม
แต่แล้ววันต่อมา จ้าวจวิ้นอ๋อง พระบิดา บอกกับนางและพี่ชายว่า “อาถง อาเยว่ พวกเราต้องย้ายบ้านกันแล้ว ฝ่าบาทให้พวกเราไปอยู่เมืองเจียงหนิง เราต้องออกเดินทางวันพรุ่งนี้กันแล้ว” พระบิดาบอกด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย ส่วนตัวนางนึกเสียใจและเสียดายยิ่งนักที่เพิ่งได้เพื่อนเล่นที่รู้ใจแท้ๆ แต่วันนี้กลับต้องจากกันไปเสียแล้ว!!
“ท่านหญิงเหิงเยว่” เสียงของเสวี่ยซิง ปลุกนางออกจากภวังค์ ท่านหญิงเหิงเยว่ มองหน้าเสวี่ยซิงเด็กชายที่ใจดีในวันนั้นบัดนี้เป็นชายหนุ่มสูงสง่างาม มีใบหน้างามชวนมองยิ่งนัก นางยิ้มแย้มทักทายเขาและรับกล่องของขวัญขององค์รัชทายาทจากมือเสวี่ยซิงส่งให้คนรับใช้นำไปลงชื่อ อี้อันตกตะลึงใบหน้าท่านหญิงเหิงเยว่ ยามที่นางยิ้มแย้ม ช่างเป็นใบหน้าที่งดงามสว่างไสวโดดเด่นกว่าสตรีใดๆ อี้อันยืนตะลึงได้เพียงชั่วครู่จึงนึกขึ้นได้ว่า ท่านหญิงผู้นี้มองเสวี่ยซิงนานเกินไปแล้ว !!
“ท่านหญิงเหิงเยว่” องค์หญิงอี้อันจึงเข้าทักทาย “ท่านพี่หญิงคงไม่รู้จัก เราอี้อันอย่างไรเล่า” ท่านหญิงเหิงเยว่เพ่งพินิจมองคิดสักครู่ แล้วอุทานว่า “อี้อัน หรือ ? อ๋อ ....เจ้าลูกเต่าน้อยนั่นน่ะหรือ!! อี้อัน เจ้าโตขึ้นมากทีเดียว” แล้วสตรีทั้งสองต่างหัวเราะเบิกบานประสานรับกับเสียงสนทนา เสียงหัวเราะของบรรดาแขกระดับสูงที่มาร่วมงานเลี้ยงเปิดตำหนักเยี่ยนฟาง
นอกกำแพงเมืองนครเปี้ยนจิง
เช้าวันนี้ บริเวณทิศเหนือนอกกำพงเมือง มีชาวบ้านจูงโคลากเกวียนบรรทุกสิ่งของเต็มเกวียน สิ่งของทั้งหมดคลุมด้วยผ้าสีดำหนา ชาวบ้านเหล่านี้จูงโคฝ่าทุ่งหญ้าสูงต่อไปเรื่อยๆ เลยไปทางตะวันตกแล้ว ทยอยเข้ามาอยู่จุดเดียวกันนับแล้วรวม 10 เล่ม เมื่อเกวียนถึงที่หมายที่เป็นลานโล่งพร้อมกันแล้ว ชาวบ้านที่ลากจูงโคต่างพากันปิดจมูก หันซ้ายขวา มองหน้ากันส่งเสียงถามว่า “เจ้าแน่ใจหรือว่าเป็นสถานที่นี้?” มีคนหนึ่งในกลุ่มนั้นพูดขึ้น “เป็นตรงนี้แหละ ข้าจำกำแพงเมืองตรงหน้านี้ได้ ในเมื่อมาส่งถึงจุดหมายแล้ว พวกเราก็รีบกลับกันเถิด เมื่อหลายวันก่อนที่ผู้ว่าจ้างพาข้ามาดูสถานที่ยังไม่มีกลิ่นเหม็นขนาดนี้เลย”
ชาวบ้านที่รับจ้างจูงเกวียนจีบเดินกลับไปตามเส้นทางเดิมเพราะแทบจะทนกลิ่นเหม็นไม่ได้ พลันผ้าคลุมถูกเปิดออกจากทางด้านใน คนชุดดำโดดลงจากเกวียนพร้อมกัน รวมมีประมาณ 200 คน ทันทีที่เท้าแตะพื้น ลูกธนูนับไม่ถ้วน ใบมีดไม้ไผ่ จากที่สูงพุ่งตรงตัดขั้วหัวใจล้มตายลงจำนวนมาก ทำให้กลุ่มคนชุดดำที่เพิ่งลงจากเกวียนตื่นตกใจ หยิบดาบออกมาจากที่ซ่อนออกปัดป้อง จางเหยาที่หลบซุ่มอยู่ โดดออกมาพร้อมทวนยาวเข้าต่อสู้กับกลุ่มคนชุดดำ มู่ไป๋ เฟยฉี ฮุ่ยชิวและเหล่าทหารค่ายซานตงรวม 50 คนวิ่งถือดาบและทวนออกจากที่ซ่อนเข้าฟาดฟันคนชุดดำ ส่วนพลธนูยังคงยิงไปเป้าหมายอยู่
หลายวันมานี้พวกเขาฝึกซ้อมกระบวนท่าสำหรับรอรับมือกับคนชุดดำโดยเฉพาะ แม้พลังสังหารจะแรงไม่เท่ากลุ่มคนชุดดำ แต่อาศัยความรวดเร็วกว่าเพียงครึ่งเสี้ยวพวกเขาสามารถแก้กระบวนท่าของคนชุดดำได้ ถูกฟันบาดเจ็บสาหัสล้มลง จางเหยา สั่งให้ ฮุ่ยชิว เก็บคนร้ายไว้ 1 คนสำหรับเค้นสอบ เฟยฉี ฮุ่ยชิว ร่วมกันซัดอาวุธเข้าสกัดจุด คนชุดดำผู้โชคร้ายลงไปนอนนิ่งกับพื้น สองคนช่วยกันทบทวนวิชากับตัวคนจริง “ขั้นต่อไป เจ้าตบปากคนร้ายให้คายอาวุธออกมา” แล้วฮุ่ยชิวลงมือตบแล้วง้างปากคนร้าย ไม่พบอาวุธใดๆ “ขั้นต่อไป เจ้าล้วงปากหายาพิษ”
เฟยฉี จัดการล้วงปากหายาพิษพบเม็ดกลมสีดำซ่อนที่กระพุ้งแก้ม ฮุ่ยชิวถาม “แล้วขั้นต่อไปล่ะ อย่างไรต่อ” เฟยฉีทบทวนวิชา “ถอดถุงเท้าแล้วยัดปากคนร้าย” ฮุ่ยชิวถาม “แล้วเอาถุงเท้าใครล่ะ” “ของเจ้าสิ” “ของเจ้านั่นแหละ” สองคนเกี่ยงกันไปมา สุดท้าย จางเหยามองสองคนอยู่นานแล้วอดรนทนไม่ไหวดึงถุงเท้าคนร้ายส่วนมือข้างหนึ่งอุดจมูกตนเองไว้ แล้วยัดใส่ปากคนชุดดำ คนชุดดำผู้โชคร้ายนั้น มันตาเหลือกค้างก่อนหลับไป ครั้นเฟยฉี ฮุ่ยชิวเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง ปรากฏว่าคนชุดดำนอนตา ยเกลื่อนพื้นกันหมดแล้ว
“พวกเจ้าสังหารพวกมันหมดเลยหรือ พวกเจ้าช่างยอดเยี่ยม” สองสหายชื่นชมเพื่อนๆ “ใครบอกว่าเราฆ่าพวกมัน พวกมันกลืนยาพิษฆ่าตัวตายต่างหากเล่า ส่วนเจ้าคนนี้ยังไม่ตายใช่ไหม” เพื่อนทหารเห็นคนชุดดำที่ถูกถุงเท้ายัดปาก นอนแน่นิ่งอยู่กับพื้น
จางเหยาร้องสั่งการ “นำคนที่รอด และศพพวกนี้กลับค่าย”
จวนจวิ้นอ๋องเมืองเจียงหนิง
จางหาน เดินนำหน้า ด้านหลังของเขาคือนายอำเภอเซียวหย่งหนาน และเลขานุการ ด้านหลังสุดเป็นมือปราบอำเภอเจียงหนิง 100 นาย เขาเดินจากศาลาว่าการอำเภอเจียงหนิงเข้าถนนรอง ชาวบ้านที่เห็นขบวนข้าราชการจำนวนมากเหล่านี้ ต่างหลีกทางให้ ขบวนมือปราบเดินมาถึงประตูด้านหลังจวนจวิ้นอ๋อง มันแคบเพียง 2 คนเดินเท่านั้น ตรงหน้าเป็นทหารจากเมืองหลวงแต่งเครื่องแบบองครักษ์วังหลวงจำนวน 100 นายยืนตั้งแถวอย่างเงียบเชียบ ทหารในเครื่องแบบองครักษ์นายหนึ่งเดินมาหาและยื่นม้วนผ้าสีทองด้วยความนอบน้อม จางหาน คุกเข่า ใช้สองมือยื่นรับม้วนผ้าสีทองจากเขา
“เรียนท่านผู้ตรวจการนี่เป็นพระราชโองการของฝ่าบาทขอรับ” จางหาน ใช้สองมือรับม้วนพระราชโองการ แล้วหันไปทางจางเทียน ลูกน้องคนสนิทพยักหน้ารับทราบแล้วโดดข้ามกำแพงสูงของจวนจวิ้นอ๋องอย่างรวดเร็ว ฉับพลัน ประตูจวนเปิดออกมา เผยให้เห็นด้านในจวนเป็นลานกว้างใหญ่ มีคนชุดดำนับราว 300 คนกำลังฝึกอาวุธอยู่ เมื่อมีประตูถูกเปิดกะทันหัน คนชุดดำเหล่านั้นหันไปทางประตูยืนถือดาบประจันหน้า เห็นดังนั้นจางหานดึงกระบี่ออกจากฝักที่จางเทียนลูกน้องคนสนิทถือให้ แล้วโดดเข้าไปประตูแคบนั้น พร้อมกับประกาศเสียงดังว่า “จับตัวให้หมด”
ครั้นสิ้นเสียงจางหาน มือปราบ 100 นายวิ่งจากประตูจวนเข้าไป ทหารองครักษ์หลายคนโดดกำแพงสูงแล้วกรูเข้าไปด้านใน แล้วการต่อสู้ครั้งใหญ่จึงเกิดขึ้น จางหานใช้กระบี่เข้าประมือกับคนชุดดำ พบว่าบางรายฝีมือยังอ่อนด้อยนัก เพียงแค่เขาตวัดกระบี่ ดาบในมือของมันก็หลุดมือแล้ว เขาจึงฟันที่แขน ขาเพียงให้บาดเจ็บ พลันมีคนชุดดำคนหนึ่งโถมกายจู่โจมเข้ามาต่อสู้กับเขา จากการประมือจางหานรู้ได้ทันทีว่าคนผู้นี้เป็นระดับหัวหน้าอย่างแท้จริง เขาสู้กับคนผู้นี้นับสิบกระบวนท่ายังไม่อาจรู้ผลแพ้ชนะ ขณะที่คนชุดดำจำนวนมากบาดเจ็บล้มลงเหลือคนที่มีฝีมือจำนวนหนึ่ง จางเทียน เหล่าทหารองครักษ์และมือปราบของอำเภอเจียงหนิงเข้าสู้กับเหล่าคนชุดดำที่เหลือ
พลันลูกธนูดอกหนึ่งพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว จางหานโดดหลบลูกธนูดอกนั้น ทำให้คู่ต่อสู้ของเขาหลบหนีออกไปได้ จางหานไล่ตามไปแต่มีคนชุดดำคนหนึ่งเข้ามาขวาง เขาประมือกับคนผู้นั้นแทนสุดท้ายมันถูกแทงล้ม แต่ยังไม่ขาดใจตาย จางหานตรงเข้าใช้กระบี่เปิดผ้าคลุมหน้า ปรากฏว่าใบหน้าดูไม่ใช่คนภาคกลาง จางหานร้องถามไปว่า “เจ้าเป็นใคร คนหนี่ว์เจินใช่ไหม”
คนผู้นั้นไม่ตอบแต่กัดกลืนยาพิษในปากแล้วสำลักเลือดออกมาสะอึกหนึ่งครา แล้วสิ้นใจตาย คนชุดดำอื่นๆ ล้วนกระทำเช่นกันต่างกัดกลืนยาพิษตายต่อหน้าต่อตา สร้างความตื่นตระหนกให้กับเหล่ามือปราบ และเจ้าหน้าที่อำเภอเจียงหนิงที่มาร่วมจับกุมยิ่งนัก
จางหานให้นายอำเภอเซียวนำทางเขาไปตำหนักจวิ้นอ๋อง ตำหนักแห่งนี้กว้างใหญ่มากต้องเดินผ่านเรือนใหญ่ต่างๆ กว่าจะมาถึงเรือนใหญ่ เขาถือพระราชโองการเดินเข้าไปในตำหนักไม่สนใจคนรับใช้ที่วิ่งมาขวางทาง จางเทียนผลักผู้ขวางทางกระเด็นเพื่อเปิดทาง ทหารองครักษ์ 100 นายมายืนตั้งแถวรอหน้าประตูตำหนัก ภายในเรือนใหญ่อันโอโถง จางหานพบคุณชายจ้าวจั๋วถง บุตรชายคนโตของจ้าวจวิ้นอ๋อง เป็นเด็กหนุ่มอายุราว22 ปี กำลังสังสรรค์กับเหล่าสหาย มีนักดนตรี นักขับร้อง ขับกล่อมให้ความสำราญกับเหล่าคุณชาย คนรับใช้ชายหญิงกว่า 30 ชีวิตคอยปรนนิบัติ จู่ๆ มีคนแปลกหน้ากระแทกเท้าเดินชูกระบี่เปิดทางเข้ามาอยู่ตรงหน้าพวกเขา
ด้านนอกตำหนักมีทหารแต่งชุดองครักษ์ตั้งแถวอยู่ล้วนใบหน้าบึ้งตึง ทำให้คุณชายจ้าวตื่นตระหนกร้องเอะอะโวยวาย เหล่าสหาย คณะนักดนตรี นักขับร้อง คนรับใช้พากันวิ่งหนีเร่งจะออกนอกตำหนักกันจนสะดุดหกล้มข้าวของในตำหนักแตกหักเสียหาย แต่ทหารองครักษ์ที่ยืนอยู่ด้านนอกชักอาวุธออกมาสั่งให้ทุกคนกลับเข้าไปในตำหนัก ที่นั่นคุณชายน้อยจ้าวจั๋วถงยืนตัวสั่นอยู่
“คุกเข่า รับราชโองการ” จางหานประกาศเสียงดัง ทุกคนที่ได้ยินคำว่ารับราชโองการ ต่างตกใจทรุดลงกับพื้น นายอำเภอ เลขานุการ ทหารองครักษ์ ด้านนอกต่างคุกเข่าลง
“ราชสำนัก โดยสำนักตรวจการ ทำการตรวจสอบแล้วพบว่า จ้าวจวิ้นอ๋อง มีความผิดฐานลักลอบนำคนนอกด่านเข้ามาบนแผ่นดินต้าซ่ง ทำร้ายราษฏรต้าซ่ง ถือเป็นภัยใหญ่หลวงต่อแผ่นดิน ด้วยกฎหมายต้าซ่งให้ยึดทรัพย์และกิจการทั้งหมดของจวน ปิดตำหนักจวิ้นอ๋องเมืองเจียงหนิง ให้ผู้แทนราชสำนักตรวจสอบทุกคนที่เกี่ยวข้อง พบผู้ใดที่กระทำผิดจริงให้ประหารชีวิตทันที จบราชโองการ”
“น้อมรับพระบัญชา ขอฝ่าบาททรงพระเจริญหมื่นปี หมื่น หมื่นปี” คุณชายจ้าวจั๋วถง โอรสของจ้าวจวิ้นอ๋อง ตื่นตะลึงหมดแรงถึงกับทรุดกองกับพื้น นายอำเภอต้องเข้ามาจับมือเขายกมือเข้าประคองรับราชโองการอย่างทุลักทุเล ทันทีที่มือแตะม้วนราชโอการคุณชายจ้าวพลันหมดสติล้มลง
ตำหนักเยี่ยนฟาง เมืองหลวงเปี้ยนจง
แขกเหรื่อทุกคนกำลังดื่มกินพูดคุยอย่างสนุกสนาน จ้าวจวิ้นอ๋องมีสีหน้ากระวนกระวายใจ แม้จะทำท่าทีสนุกสนานกับเรื่องสรวลเสเฮฮาของเหล่าองค์ชายผู้เป็นหลาน ก็มิได้สนุกสนานเต็มที่นัก เมื่อพ่อบ้านเจียงเดินเข้ามากระซิบเบาๆ จ้าวจวิ้นอ๋องชะงักนิ่งไปเล็กน้อย แล้วโบกมือให้พ่อบ้านเจียงออกไป องค์รัชทายาท องค์หญิงอี้อัน เสวี่ยซิง ลอบมองอาการของจวิ้นอ๋อง อยู่ไกลๆ
เสนาบดีหวังไฉ ถือจอกสุราเดินเข้ามาน้อมคารวะ “กระหม่อมคารวะจวิ้นอ๋อง ขอให้ท่านอ๋องมีสุขภาพแข็งแรงไม่มีโรคภัยไข้เจ็บใดๆ”
“ขอบใจท่านเสนาบดีหวัง ท่านเองก็มีสุขภาพแข็งแรงเช่นกัน แล้วนี่เมื่อไหร่ท่านจะมีหลานทวดให้อุ้มเสียทีเล่า องค์ชายทั้งสองและองค์หญิงยังไม่มีทายาทมาให้ท่านเลยสักคนหรือ ท่านต้องเร่งหน่อยแล้ว” แล้วทั้งสองต่างหัวเราะชอบใจใส่กัน จากนั้นมีขุนนางที่อายุใกล้เคียงกันเข้ามาสมทบสนทนากันเรื่องลูกหลานอย่างครื้นเครง
ท่านหญิงเหิงเยว่ให้คนรับใช้นำอาหารมาเพิ่มให้โต๊ะของเสวี่ยซิง แล้วถามไถ่ “ท่านพี่เสวี่ยซิง ท่านสบายดีใช่ไหม ข้าไม่ได้พบท่านนานมาก กลับมาเมืองหลวงครั้งนี้ได้พบท่านพี่อีก ข้าดีใจมาก”
“ข้าน้อยสบายดี ท่านหญิงคงสบายดีเช่นกัน” เขายิ้มให้ท่านหญิงอย่างอบอุ่น นางจึงถามต่อ “ทราบว่าท่านเป็นถึงรองผู้บัญชาการองครักษ์หน่วยอวี๋หลิน มีภารกิจมากมาย” นางนั่งลงใกล้กับเขา
“ข้าน้อยช่วยงานองค์รัชทายาท ฝึกทหารในค่ายซานตงทุกวัน” เขาตอบนาง “ท่านพี่เสวี่ยซิง ท่านแต่งงานหรือยัง” เสวี่ยซิงสำลักน้ำชาที่กำลังดื่ม ท่านหญิงตกใจเล็กน้อยรีบใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำที่หกรดเสื้อผ้าเขา เสวี่ยซิง รีบห้ามนางมิให้ทำเช่นนั้น เกรงว่าจะทำให้ภาพลักษณ์ของท่านหญิงดูไม่งาม
องค์หญิงอี้อันหันไปมองเสวี่ยซิงและท่านหญิงเหิงเยว่ ที่วุ่นวายกับซับน้ำที่หกรดเสื้อเขา นางยกจอกสุราดื่มหันไปถามเสด็จพี่ว่า “ท่านหญิงเขาแกล้งทำน้ำหกรดท่านเสวี่ยซิงหรือเพคะ” พี่ชายชำเลืองมอง เสวี่ยซิง แล้วหันมาคีบอาหารใส่ชามให้นาง “เจ้าเป็นเด็ก อย่ายุ่งกับเรื่องของเขา ลองชิมเนื้อนี่สิ พ่อครัวตำหนักเยี่ยนฟางทำอาหารรสชาติดี นับว่ามีฝีมือทีเดียว ส่วนสุราเจ้าดื่มให้น้อยลงบ้างก็ดีนะ”
อี้อันส่งยิ้มกว้างให้พี่ชาย “เอ่อท่านพี่เรากลับกันได้หรือยัง เพคะ” นางถามพี่ชายอย่างเบื่อหน่ายกับบรรยากาศปลอมๆ นี้
“อีกสักครู่เถิด เราเพิ่งมาจะกลับเร็วเกินไปดูไม่งาม” พี่ชายตบบ่าน้องสาวเบาๆ
องค์รัชทายาทนั่งโต๊ะตัวแรกของงาน จะมีเหล่าบรรดาขุนนางวนเวียนมาคารวะอยู่เป็นระยะๆ เป็นเพราะตำแหน่งของเขานั่นเอง เขาจึงยกจอกสุราตอบ น้องสาวเอนกายเข้ามาใกล้ๆ พี่ชาย “เสด็จพี่ ให้หม่อมฉันดื่มแทนดีหรือไม่ นางยิ้มกว้างกล่าวล้อเลียนพี่ชาย ผลคือโดนดีดหน้าผากไปหนึ่งที
“องค์รัชทายาท ท่านมาร่วมงานด้วย กระหม่อมขอคารวะองค์รัชทายาทหนึ่งจอก” เสนาบดีหลินเฉา เจ้ากรมพิธีการเข้ามายื่นจอกสุราขอคารวะ “กรมพิธีการมาร่วมงานคนเดียวหรือ?” องค์รัชทายาทถามไถ่ไปตามมารยาท
“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมมาผู้เดียว เพราะเสนาบดีเจิ้ง สองสามวันนี้มีงานยุ่งมากไม่อาจปลีกตัวมาได้ เพราะเมื่อหลายวันก่อนขุนนางผกซื่ออี๋เกิดป่วยขึ้นมากะทันหัน ท่านเสนาบดีเจิ้งจึงต้องเร่งสะสางงานอยู่ที่กรม พ่ะย่ะค่ะ”
“ขุนนางผก เขาไม่สบายเป็นอะไรหรือ” องค์หญิงอี้อันถาม “ข้าน้อยก็ไม่ทราบ เมื่อหลายวันก่อนขุนนางผกนั่งทำงานที่กรม อยู่ๆ เขาเกิดกระอักเลือดออกมาเยอะมากจนทุกคนในกรมตกใจ หมอที่มาดูอาการก็หาสาเหตุไม่ได้ จนบัดนี้แล้วยังไม่ฟื้นเลยพ่ะย่ะค่ะ”
องค์หญิงอี้อันขมวดคิ้ว มองหน้าพี่ชายไม่ได้กล่าวอะไร เสนาบดีหลินยังคงสนทนากับองค์รัชทายาทอีกเล็กน้อยจึงขอตัวไปสนทนากับเสนาบดีคนอื่นต่อ องค์รัชทายาทตอบ “เช่นนั้นเชิญเสนาบดีหลินเฉาตามสบายเถิด”
เมื่อเสนาบดีหลินเดินออกไปแล้ว พี่ชายปรายหางตามองน้องสาวเป็นเชิงถามส่วนนางส่งยิ้มกว้างให้พี่ชาย
หน้าประตูตำหนักเยี่ยนฟาง
องค์รัชทายาท องค์หญิงอี้อัน เสวี่ยซิงยืนที่รถม้าที่ประทับ เหล่าเชื้อพระวงศ์ ขุนนางและพ่อค้าที่มาร่วมต่างยืนเข้าแถวส่วเสด็จองค์รัชทายาท ด้านหน้ามีท่านหญิงเหิงเยว่ออกมาส่งแขกแทนพระบิดา เสวี่ยซิงกล่าว “ท่านหญิงเหิงเยว่ ที่ค่ายยังมีภารกิจต้องทำอีกมาก คงต้องขอตัวกลับก่อน” ท่านหญิงทำความเคารพ องค์หญิงอี้อัน และเสวี่ยซิง ทำความเคารพท่านหญิง
“ท่านพี่เสวี่ยซิง ดูแลตัวเองด้วย” ท่านหญิงส่งสายตาหวานซึ้งให้เขา “ท่านหญิงถนอมตัวด้วย” เสวี่ยซิง มองท่านหญิงด้วยความเอ็นดู กล่าวจบแล้วโดดขึ้นม้า รถม้าที่ประทับเคลื่อนไปเขาจึงขยับม้าตามไป ขณะรถม้าแล่นไปตามถนน องค์หญิงอี้อันโผล่หน้าออกมาทางหน้าต่างยิ้มกว้างส่งให้เขา
“ท่านเสวี่ยซิง ท่านหญิงชอบท่านหรือ?” เสวี่ยซิงสำลักน้ำลายตัวเอง ไม่รู้จะตอบนางว่าอย่างไรดี ได้แต่คิดว่าวันนี้แปลกจริงมีแต่คนซักไซ้เรื่องส่วนตัวเขาถึงสองคน เขาจึงทำท่าจะเอากระบี่ในมือเคาะศีรษะนาง นางรีบหดศีรษะกลับเข้ามา พี่ชายมองน้องสาวมีสีหน้าไม่สบายใจนัก
ค่ายซานตง
ศพคนชุดดำราว 200 คนนอนเรียงรายกันบนสนามฝึกซ้อมค่ายซานตง จางเหยายืนกอดอกสั่งการอยู่ และเหล่าทหารทุกคนในค่ายยืนรายล้อมดูศพที่นอนเรียงราย บัดนี้ถูกเปิดเผยทั้งศีรษะ คนชุดดำแทบทั้งหมดมีเค้าโครงใบหน้าส่วนใหญ่ไม่คล้ายคนภาคกลาง ประการสำคัญคนเหล่านั้นรวบผมตึงถักเปีย
รถม้าที่ประทับองค์รัชทายาท เคลื่อนผ่านประตูค่ายซานตง มีเสวี่ยซิงคอยอารักขา เมื่อรถม้ามาถึงด้านหน้าเรือนบัญชาการ องค์รัชทายาทลงจากรถม้าทันที อี้อันเดินตามลงมา เสวี่ยซิงยื่นมือให้จับ นางยิ้มกว้างให้เขาทันที ทุกคนเดินมาหยุดหน้าลานที่วางศพ องค์รัชทายาทถามจางเหยา “มีทั้งหมดกี่คน”
“นับได้ 200 คนพ่ะย่ะค่ะ ดูท่าจะเป็นชาวหนี่ว์เจินเกือบทั้งหมด ล้วนมีฝีมือค่อนข้างดี กว่าฝ่ายเราจะเอาชนะได้สู้กันหลายสิบกระบวนท่าทีเดียว” จางเหยาตอบอีกว่า “จริงๆ แล้วพวกเขาไม่ได้ถูกเราสังหาร แต่พวกมันรู้ตัวว่าจะแพ้ มันกลืนยาพิษฆ่าตัวตาย ยกเว้นคนหนึ่งกระหม่อมสั่งให้ ฮุ่ยชิว เฟยฉี เก็บไว้” เจ้าสำนักหญิงหันไปทาง ฮุ่ยชิว เฟยฉี มู่ไป๋ แล้วแอบยกนิ้วโป้งให้ พี่ชายที่ยืนอยู่ใกล้ๆ เอามือเขาปัดมือที่ยกนิ้วโป้งของน้องสาวลง เพื่อไม่เสียภาพลักษณ์องค์หญิง
“สอบปากคำหรือยัง” องค์รัชทายาทถาม “ยังไม่ฟื้นพ่ะย่ะค่ะ” จางเหยาตอบ แล้วกล่าวต่อ “มันคงทนกลิ่นเท้าตัวเองไม่ได้กระมัง ป่านนี้ยังไม่ฟื้นเลย กระหม่อมได้ให้ทหารไปส่งข่าวที่กรมอาญาแล้ว คาดว่าสักครู่ คนของกรมอาญาคงจะมาถึง” จางเหยาตอบ องค์รัชทายาทพยักหน้ารับทราบแล้วเดินเข้าโถงเรือนบัญชาการ
ห้องโถงเรือนบัญชาการ
องค์รัชทายาทประทับที่เก้าอี้ หลังโต๊ะตัวใหญ่ องค์หญิงอี้อันนำเก้าอี้กลมมานั่งหัวโต๊ะ มู่ไป๋ นำตัวชายชุดดำที่บัดนี้ถอดผ้าคลุมศีรษะแล้วเขาไม่ได้ถักเปีย ใบหน้าบวมปูด ปากแตกเลือดยังเกรอะกรังอยู่ เช่นนั้นคงจะเป็นชาวฮั่น คงพูดภาษาเดียวกันได้ ชายผู้นี้ถูกมัดเชือกแน่นหนาเวลานี้คุกเข่าก้มหน้า อยู่เบื้องหน้าองค์รัชทายาท จางเหยาถามเสียงดัง “เจ้าเป็นชาวฮั่นใช่ไหม?” มันที่ก้มหน้า พยักหน้ารับ
“เจ้าชื่ออะไร”
“เอ่อ ข้าน้อยชื่อ อาเปียว เป็นชาวเมืองหยาง”
“เจ้าเห็นแล้วใช่ไหมว่าพวกเจ้าตายหมดแล้ว กินยาพิษฆ่าตัวตาย เจ้าเองอยากตายหรือไม่? จางเหยาถาม มันเงยหน้าสั่นหัวสีหน้าตระหนก “ไว้ชีวิตข้าน้อยด้วย ข้าไม่อยากตาย”
“เจ้าไม่อยากตายจริงหรือ ข้ารู้ว่าพวกเจ้าถูกสั่งมาว่าหากแพ้ หรือถูกจับตัวได้ ต้องกลืนยาพิษตายเองไม่ใช่หรือ”
“จริงขอรับ ความจริงพวกเราเองไม่ได้อยากตาย แต่ถ้าเราไม่ตายญาติพี่น้องข้างหลังเราก็ต้องตาย แต่ข้าน้อยตัวคนเดียวไม่มีญาติพี่น้องอีกแล้ว ข้าน้อยไม่อยากตาย” มันร้องไห้ฟูมฟายด้วยความอัดอั้น
“เช่นนั้นเล่ามา เจ้าไปร่วมกับกลุ่มคนพวกนี้ได้อย่างไร อย่าคิดโกหกข้า” องค์รัชทายาทตรัส
“ข้าน้อยเป็นกำพร้า ออกขอทานในเมืองหยางตั้งแต่ 10 ปี ตอนนั้นมีชายอายุราว 50 ปี มาเมืองหยางข้างกายเขามีขอทานอีกคนโตกว่าข้าบอกว่าจะพาไปทำงานที่บ้านนายของเขา มีข้าวให้กิน มีที่นอนให้ ข้าน้อยดีใจมากคิดแต่ว่าข้าจะไม่อดตายแล้ว ชายผู้นั้นพาข้าเข้าเมืองเจียงหนิง ไปอยู่บ้านหลังใหญ่มีกำแพงสูง มีข้าวให้กิน มีที่นอนเล็กๆ เขาสอนวิชายุทธ์ให้ข้าฝึกอย่างหนัก และต้องสวมชุดดำคลุมหน้าตลอดเวลายกเว้นตอนเข้านอน ข้าอยู่ที่นั่น 8 ปี ฝึกอาวุธจนชำนาญ”
“ใครสอนวิชายุทธ์ให้พวกเจ้า” จางเหยาถาม “มีคนสวมชุดดำ 2 คน คนหนึ่งเป็นชาวฮั่นเพราะพูดภาษาภาคกลาง ส่วนอีกคนเป็นเผ่าหนี่ว์เจิน”
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเขาเป็นคนเผ่าหนี่ว์เจิน” “ข้าเห็นเวลาที่เขาทำความเคารพเผ่าเดียวกันจึงทราบ”
“เมื่อพวกเจ้าทำงานไม่สำเร็จ เหตุใดต้องฆ่าตัวตายเล่า” จางเหยารุกถาม
“เป็นคำสั่งของหัวหน้า ให้เราออกไปสังหารคนตามคำสั่ง ครั้งแรกเราไม่ยอม ครูฝึกบอกว่าถ้าเราไม่ยอมไปทำงานเท่ากับเราอกตัญญูต่อท่านเศรษฐีจ้าวผู้ที่เลี้ยงดู ให้ที่อยู่ที่กินกับเราและครอบครัวของเรา ตอนแรกข้าไม่เข้าใจความหมายของเขานัก ต่อมาจึงรู้ว่าเขาไปรับญาติพี่น้องเรามาให้ที่ทำกินในที่ดินของท่านเศรษฐี หากเราไม่กตัญญูต่อเศรษฐีจ้าว พวกเขาจะฆ่าญาติเราทีละคนเสีย หากทำงานพลาดต้องกัดกินยาพิษในปากเพื่อฆ่าตัวตาย เพื่อไม่ให้เรื่องพวกเขาเปิดเผย หากเราไม่ตายญาติพี่น้องเราทั้งหมดก็ต้องตายแทนเรา” ทุกคนในห้องโถงสะอึกนิ่งอึ้งไป
เสวี่ยซิง ถามด้วยเสียงแหบพร่า ความรู้สึกหนักอึ้งก่อนจะถาม “แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่า ครั้งนี้เขาส่งพวกเจ้ามาทำอะไรที่นี่”
“พวกข้าไม่รู้ว่าต้องไปที่ใดบ้างสุดแล้วแต่หัวหน้าจะพาไป ข้ารู้แต่ว่านายท่านให้พวกเรามาลอบสังหารคน แต่ยังไม่รู้ว่าเป็นผู้ใด”
“เจ้าลำดับที่เท่าไหร่หรือ?” จางเหยาถาม “ข้าลำดับที่ 7 ขอรับ” ทุกคนหันมองตากัน “เจ้ารู้จักเพื่อนลำดับที่ 21 หรือไม่”
ชายผู้นั้นตอบ “รู้จักขอรับ”
“นั่นหละ เขาตายแล้ว ฆ่าตัวตาย” จางเหยากล่าว