ตอนที่ 43 สายสัมพันธ์ของผู้ครองชะตาฟ้าลิขิต ภารกิจสุ่มของระบบ
คุณชายกู้ปฏิบัติต่อนางช่างแตกต่างจากผู้อื่นเสียจริง
หลินชิวหานรู้สึกหวั่นไหวในใจ เมื่อระลึกถึงท่าทีที่อบอุ่นและสุภาพของกู้ฉางเกอในยามที่สนทนากับนาง
ความรู้สึกเช่นนี้ของนางก็นับว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะเหล่าหญิงงามสูงศักดิ์ที่อยู่ตรงหน้าล้วนเป็นถึงองค์หญิงแห่งราชวงศ์ หรือไม่ก็เป็นเทพธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักศักดิ์สิทธิ์ผู้มีฐานะเทียบเท่ากับนาง
พวกนางล้วนเป็นที่หมายปองของบุรุษมากมาย มีรูปโฉมโดดเด่นงดงาม หยิ่งยโสมิสนใจผู้ใด ผู้คนต่างยกย่องให้พวกนางเป็นดั่งเทพธิดานางฟ้า
แต่ในยามนี้ พวกนางกลับพยายามประจบเอาใจคุณชายกู้ด้วยท่าทางที่มิต่างจากหญิงงามในโลกียสถานที่นางเคยอ่านพบในตำรา
ภาพลักษณ์ที่แตกต่างจากยามปกติอย่างสิ้นเชิงนี้ หากผู้บำเพ็ญเพียรภายนอกได้พบเห็น ก็คงต้องตกตะลึงและไม่อยากเชื่อในสายตาของตนเองเป็นแน่
แม้ว่านางจะใสซื่อ แต่ก็รู้ดีว่านี่คือความแตกต่างระหว่างฐานะของกู้ฉางเกอและกับทุกคนในที่นี้
และนี่คือเหตุผลว่าเหตุใดทุกคนถึงควรแสดงท่าทีเช่นนี้ต่อกู้ฉางเกอ!
‘คุณชายกู้ช่างดีกับข้ายิ่งนัก…’
หลินชิวหานหวนนึกถึงคำพูดและการกระทำต่างๆ ระหว่างกู้ฉางเกอกับนาง ก็ทำเอารู้สึกมึนงงปนไปด้วยความปลาบปลื้มใจ
สำหรับซูชิงเกอแล้ว ภาพเบื้องหน้านี้เป็นสิ่งที่นางเห็นจนชินตา เพราะไม่ว่าจะมองจากมุมใด กู้ฉางเกอก็มีเสน่ห์ดึงดูดใจหญิงสาวอย่างยิ่ง
ยิ่งเมื่อได้เห็นอำนาจละบารมีอันน่าเกรงขามของเขาในตอนนี้แล้ว ย่อมเป็นไปมิได้ที่เหล่ายอดหญิงจะสามารถทนนั่งนิ่งเฉยอีกต่อไปได้
ในสายตาของพวกนาง หากหลินชิวหานและนางสามารถเป็นที่โปรดปรานของคุณชายได้ แล้วเหตุใดพวกนางจะเป็นเช่นนั้นมิได้บ้างเล่า
เพราะตราบใดที่พวกนางสามารถสร้างสายสัมพันธ์กับคุณชายได้ ฐานะของพวกนางย่อมเปลี่ยนแปลงไปดุจท้องนภาและพื้นพิภพกลับพลิกผันจนมิอาจจะจินตนาการได้
ในสถานการณ์เช่นนี้ การรักษาความสง่างามอันใดย่อมไร้ความหมายอีกต่อไป พวกนางล้วนแต่มุ่งมั่นพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้รับความโปรดปรานจากคุณชาย
ซูชิงเกอเข้าใจความคิดของสตรีเหล่านี้เป็นอย่างดี
ใบหน้าของนางยังคงสงบเยือกเย็น มิได้แยแสหรือให้ความสำคัญกับสิ่งที่เกิดขึ้นแม้แต่น้อย
ด้วยนิสัยของกู้ฉางเกอแล้ว ใช่ว่าหญิงงามสามัญธรรมดาจะสามารถเป็นที่ต้องตาของเขาได้
สีหน้าอ่อนโยนละมุนละไมที่เห็น เป็นเพียงภาพลักษณ์ภายนอกที่เขาสร้างขึ้นมาเท่านั้น
แต่ตัวตนที่แท้จริงของกู้ฉางเกอนั้นเป็นบุรุษที่เย็นชา มองทุกสิ่งราวกับอยู่เหนือฟ้าดิน ไม่สนใจสิ่งใด และลึกลับเกินจะคาดเดาความคิดของเขาได้
ต้องยอมรับว่าหลังจากที่ซูชิงเกอติดตามอยู่เคียงข้างกู้ฉางเกอมา นางก็เริ่มเข้าใจจิตใจของเขาได้ในระดับหนึ่งแล้ว
“ติ๊ง ตรวจพบเหตุการณ์แห่งโชคชะตา พิชิตหลินชิวหานได้สำเร็จ ท่านได้รับค่าวาสนาเพิ่มขึ้น 200 แต้ม และได้รับค่าชะตาสวรรค์เพิ่มขึ้น 1,000 แต้ม”
ในขณะนั้นเอง เสียงจากระบบก็ดังขึ้นในจิตสำนึกของกู้ฉางเกอ ทำให้ระลอกคลื่นในจิตใจของเขาสั่นไหวขึ้นมา
ในที่สุดค่าชะตาสวรรค์ 1,000 แต้มที่เขารอคอยมาอย่างยาวนานก็มาถึง
หลินชิวหานมิทำให้เขาผิดหวังจริงๆ
ณ ตอนนี้ เขามิได้สนใจที่จะฟังเหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์พูดคุยโอ้อวดถึงเรื่องการประลองอีกต่อไป เหตุผลที่ให้พวกเขามาที่นี่ ก็เพียงเพราะความเบื่อหน่ายเท่านั้น
การได้ฟังพวกเขาชื่นชมและสรรเสริญตนเอง ความรู้สึกเช่นนี้ก็มิใช่ว่าจะน่ารื่นรมย์สักเท่าไร
ในชั่วพริบตา กู้ฉางเกอก็สัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหวในใจ
เขาเรียกระบบออกมา
ทันใดนั้นหน้าต่างแสดงคุณสมบัติก็ลอยปรากฏขึ้นตรงหน้า
ผู้ครอบครองระบบ: กู้ฉางเกอ
สถานะ: ศิษย์เอกแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์
สายเลือดและร่างกาย: กระดูกมรรคาจิตมาร
ขั้นบำเพ็ญเพียร: ระดับเจ้าครองแคว้น ขั้นกลาง
เคล็ดวิชา: คัมภีร์เซียนมรรคาสวรรค์ (ขั้นที่ 7) กายาอสูรหมื่นแปรผัน (พรสวรรค์) จิตแห่งเทพศักดิ์สิทธิ์กำเนิดฟ้า (พรสวรรค์) วิชามหามารกลืนเทพ…
ค่าชะตาสวรรค์: 2,600
ค่าวาสนา: 350 (ระดับสีดำ)
ระบบร้านค้า: เปิดใช้งานแล้ว
คลังเก็บของ: ยันต์ทำลายมิติ *1 หนึ่งส่วนสามของเมล็ดพันธุ์โลกที่แตกหัก *1
ค่าวาสนาของเขาได้เพิ่มขึ้นมาเป็น 300 กว่าแต้มแล้ว นี่มิใช่เป็นเพราะผลมาจากการพิชิตหลินชิวหานได้สำเร็จ แต่ยังเป็นผลมาจากซูชิงเกอด้วย
ทั้งสองล้วนเป็นบุคคลผู้เปี่ยมด้วยโชคชะตาอันยิ่งใหญ่ การที่พวกนางมาอยู่ภายใต้การควบคุมของกู้ฉางเกอนั้น ก็ย่อมช่วยเสริมแต้มวาสนาให้กับเขาเป็นธรรมดา
เมื่อมองย้อนกลับไป แต้มวาสนาของหลินเทียนก็แทบจะถูกเขาดูดกลืนจนหมดสิ้นแล้ว
ส่วนตัวเขาเองก็ได้รับค่าชะตาสวรรค์มามากกว่า 2,000 กว่าแต้ม
การเก็บเกี่ยวในครั้งนี้ช่างราบรื่นและน่าพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง
กู้ฉางเกอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจไม่รีบร้อนใช้แต้มเพื่อยกระดับความแข็งแกร่งของตน เพราะระดับพลังในตอนนี้ของเขานั้นก็นับว่าแข็งแกร่งเพียงพอสำหรับการครองความยิ่งใหญ่ในโลกเบื้องล่างแล้ว
แต้มชะตาสวรรค์อันทรงคุณค่าและทรงพลังอย่างยิ่งนี้ เขาย่อมเลือกเก็บไว้ใช้ในยามจำเป็นจริงๆ
เขากวาดตามองสินค้าที่มีอยู่ในระบบร้านค้า
ก่อนท้ายที่สุดจะพบกับคัมภีร์วิถีโอสถขั้นพื้นฐานในหมวดสินค้าลดราคาประจำวัน ซึ่งมีราคาเพียง 100 แต้มชะตาสวรรค์เท่านั้น
เขากดแลกเปลี่ยนสินค้า
หลังจากใช้แต้มชะตาสวรรค์ 100 แต้มไป คัมภีร์วิถีโอสถเล่มนี้ก็ตกมาอยู่ในครอบครองของเขาโดยสมบูรณ์
กู้ฉางเกอวางแผนที่จะหาโอกาสที่เหมาะสมเพื่อมอบคัมภีร์เล่มนี้ให้กับหลินชิวหาน เมื่อเขาตั้งมั่นที่จะฝึกฝนนาง ก็ย่อมต้องเริ่มต้นเสียตั้งแต่ตอนนี้
พรสวรรค์ด้านวิถีโอสถที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ มิอาจปล่อยให้สูญเปล่าไปได้
เมื่อเขาถอนจิตสำนึกออกจากหน้าต่างแสดงคุณสมบัติของระบบ
เสียงแจ้งเตือนพลันดังขึ้นในหัวของเขา
“ติ๊ง! ตรวจพบสายสัมพันธ์ของผู้ครองชะตาฟ้าลิขิต ภารกิจสุ่มเปิดใช้งาน หากกดดันพี่น้องร่วมสาบานของผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตสำเร็จ จะได้รับรับรางวัล 500 แต้มชะตาสวรรค์ หากภารกิจล้มเหลวก็จะไม่ได้รับรางวัล”
กู้ฉางเกอรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย แววตาฉายแววสนใจออกมา
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้พบกับภารกิจสุ่มลักษณะนี้
หากภารกิจสำเร็จได้รับรางวัล หากล้มเหลวขึ้นมาก็ไม่มีผลกระทบงั้นหรือ
นี่นับว่าขึ้นอยู่กับความต้องการของเขาเองทั้งหมด
500 แต้มชะตาสวรรค์ ก็ฟังดูน่าดึงดูดใจมิน้อย
แต่พี่น้องร่วมสาบานของผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตคือผู้ใดกัน
เมื่อพิจารณาดูแล้ว ต้องเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับเย่เฉินเป็นแน่
เพราะหลินเทียนนั้นถูกเขาเล่นงานจนหมดสิ้นสภาพไปแล้ว
ระบบไม่ได้ระบุอย่างชัดเจน แต่ดูเหมือนว่าน่าจะเป็นหนึ่งในกลุ่มอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่อยู่เบื้องหน้านี้
คงไม่น่าจะเป็นยอดอัจฉริยะจากดินแดนตงฮวง เว้นเสียแต่ว่าพวกเขาจะโง่เขลาจนเสียสติ คิดเสี่ยงชีวิตด้วยการผูกสัมพันธ์กับเย่เฉิน
เมื่อรู้ว่าเย่เฉินเคยล่วงเกินตนเอง พวกเขาย่อมต้องรีบมิกล้ายุ่งเกี่ยวและพยายามหลีกเลี่ยงรีบตีตัวออกห่าง
เย่เฉินเดินทางไกลจากดินแดนตงฮวงมายังจงโจว
ระหว่างทางอาจได้พบเจอกับอัจฉริยะรุ่นเยาว์ของดินแดนจงโจว และอาจได้ร่วมสาบานเป็นพี่น้องกัน ซึ่งนับว่าเป็นการเปิดประตูสู่หนทางใหม่ให้กับเขา
หากมองตามวิถีแห่งโชคชะตาทั่วไป เรื่องนี้ก็นับว่าดูสมเหตุสมผลดี
แต่ใครจะคิดว่าคนผู้นั้นจะบังเอิญได้มาพบเจอกับเขาเล่า
โชคชะตานี่ช่างเล่นตลกเสียจริง
กู้ฉางเกอยกถ้วยชาขึ้นจิบด้วยสีหน้าสงบนิ่ง ใบหน้าเผยรอยยิ้มด้วยความชื่นชมเล็กน้อย ขณะครุ่นคิดเช่นนั้นอยู่ในใจ
เขากวาดตามองเหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่อยู่เบื้องล่างอย่างรวดเร็ว โดยมองข้ามกลุ่มคนที่มาจากดินแดนตงฮวง รวมถึงเหล่าหญิงงามสูงศักดิ์ที่พยายามเอาอกเอาใจเขา
เมื่อเป็นเช่นนี้ เป้าหมายก็ชัดเจนขึ้นมาทันที
“ฉู่เสวียน...”
กู้ฉางเกอกล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ
“คุณชาย ท่านมีสิ่งใดให้ข้าน้อยรับใช้หรือ”
ฉู่เสวียนรีบก้าวเข้ามาหาทันทีเมื่อได้ยินคำเรียก ใบหน้าเต็มไปด้วยความประจบเอาใจและแสดงความเคารพนอบน้อมอย่างสุดซึ้ง
ภาพนี้ทำให้เหล่ายอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ในที่นั้นหลายคนอดมิได้ที่จะรู้สึกอิจฉาตาร้อนผ่าว
ในฐานะที่เป็นยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์เช่นเดียวกัน การที่ฉู่เสวียนกลับได้รับความโปรดปรานจากบุรุษหนุ่มผู้สูงศักดิ์ผู้นี้ ซึ่งอีกไม่นานเกินรอ ชะตาของเขาอาจพุ่งทะยานก้าวขึ้นไปสู่จุดสูงสุด จนกลายเป็นคนที่อยู่ในโลกซึ่งแตกต่างจากพวกเขาโดยสิ้นเชิง
“ในดินแดนจงโจวมีข่าวคราวของเย่เฉินบ้างหรือไม่”
กู้ฉางเกอถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย คำถามนี้เป็นการถามเพื่อหยั่งเชิงเท่านั้น เพราะแท้จริงแล้วความเคลื่อนไหวของเย่เฉินล้วนอยู่ในสายตาและการควบคุมของเขาตลอดเวลา
เพียงแต่ยังรอเวลาที่เหมาะสมสำหรับการลงมือเท่านั้น
คำถามนี้จึงมีไว้เพียงเพื่อสังเกตปฏิกิริยาของเหล่าผู้คน
“เย่เฉินหรือ” สีหน้าของฉู่เสวียนพลันเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนจะเกาท้ายทอยอย่างประหม่า “คุณชาย...เรื่องนี้…”
“หมายความว่าไม่มีอย่างนั้นหรือ”
กู้ฉางเกอเพียงปรายตามองเขาอย่างเยือกเย็นก็ทำเอาฉู่เสวียนถึงกับเหงื่อตกด้วยความหวาดหวั่น ก่อนเขาจะส่งสายตาอ้อนวอนราวกับขอความช่วยเหลือไปยังซูชิงเกออย่างจนปัญญา
แม้การได้อยู่ใต้ปีกของคุณชายจะเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิ
แต่แรงกดดันที่เขาเผชิญอยู่ในตอนนี้ ก็มิใช่สิ่งที่ผู้ใดก็สามารถทนรับได้
เย่เฉินหรือ
นั่นคือผู้ใดกัน
เหล่ายอดอัจฉริยะที่อยู่ในที่นั้นต่างมีสีหน้าเปลี่ยนไปในทันที โชคดีที่กู้ฉางเกอมิได้ถามพวกเขา มิเช่นนั้น ปฏิกิริยาของพวกเขาอาจจะดูน่าสมเพชยิ่งกว่านี้
พวกเขาพอจะรู้ข่าวคราวจากดินแดนตงฮวงมาบ้าง แต่ก็มิได้รู้รายละเอียดมากนัก
ในขณะนั้น จินหยาง เทพบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักเจียโหลว ก็เริ่มรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา
แม้เขาจะมีนิสัยเปิดเผยตรงไปตรงมา แต่เขาก็มีความหยิ่งทะนงในเกียรติของตนเอง
เขามองเหล่าอัจฉริยะที่คอยประจบสอพลอด้วยความรังเกียจ รู้สึกดูถูกการกระทำที่พยายามเอาใจกู้ฉางเกอของพวกเขา
ในสายตาของเขา น้องชายร่วมสาบานอย่างเย่เฉินที่มีนิสัยหนักแน่นและมั่นคงนั้น มีคุณสมบัติเหนือกว่ากลุ่มยอดอัจฉริยะเหล่านี้มากนัก
เมื่อได้ยินกู้ฉางเกอถามถึงข่าวคราวของเย่เฉิน เขาก็รู้สึกใจหายวาบ รู้สึกได้ถึงลางร้ายที่กำลังจะเกิดขึ้น
แต่โชคดีที่เขายังควบคุมสีหน้าไว้ได้ มิได้เผยพิรุธอันใดออกมา