ยากูซ่าพลังผู้กล้า

    เหมันต์ที่ 4 : โกหกหน้าตาย

            รถยนต์ทรงสปอร์ตสุดหรูสีเหลืองแล่นผ่านถนนเข้าคฤหาสน์มังกรคำรามเสียงเครื่องยนต์อันโดดเด่นเรียกให้ทุกสายตาของทุกคนหันมองตามเหล่าสมาชิกในแก๊งต่างรีบพากันยืนออกันตรงลานจอดรถ

     

            พ่อบ้านเดินเข้าไปเปิดประตูรถเมื่อเห็นว่ามันจอดสนิทเรียบร้อยแล้วเด็กหนุ่มในชุดสูทเรียบร้อยสีดำก้าวลงจากรถพร้อมผมที่ถูกจัดทรงไปด้านหลังเผยดวงตาสีอำพันและจมูกโด่งเป็นสันให้ทุกคนได้เชยชม

     

            “อรุณสวัสดิ์ค่ะ/ครับ นายน้อย!”พวกเขาทำความเคารพแล้วกล่าวทักทายประสานเสียงพร้อมเพรียง

     

            “หื้ม? เมื่อกี้พวกคุณพูดว่าอะไรนะ?” จินที่กำลังจะเดินกลับชะงักตัวทันทีที่ได้ยินคำแปลกๆ

     

            “อะ เอ่อ... นะ นายน้อย ครับ”พ่อบ้านตอบด้วยใบหน้าเกรงกลัวบางอย่าง

     

            “ยังดีกว่านายท่านหรือท่านหัวหน้าอะไรพวกนั้นอีกถ้าให้ดีเรียกผมว่าจินก็ได้ ผมไม่ถือ” จินตบไหล่เขาเบาๆ แล้วเดินจากไป

     

            “...”

     

            เหล่าบริวารทั้งหลายต่างลอบถอนหายใจขับรอยยิ้มให้นายน้อยของพวกเขาด้วยความเอ็นดูซึ่งแตกต่างจากเคียวที่อะไรไม่เข้าหูหน่อยได้เลือดตกยางออกกันเลยทีเดียว

     

            “คุณด้วยนะ กิล”จินหันไปบอกคนขับรถที่เดินมาข้างๆ

     

            “ไม่เอาครับ ท่านหัวหน้า”กิลอยู่ในชุดสูทสีสันแปลกประหลาดโชว์หัวใสสะท้อนแสงพูดอย่างหนักแน่น

     

            “นี่คือคำสั่ง!”

     

            “ไม่รับคำสั่ง ท่านหัวหน้า”

     

            “คุณนี่มัน แล้วชุดบ้าอะไรเนี้ย เฮ้อ...ไปกันเถอะ” สุดท้ายแล้วจินต้องจำยอมล่าถอยไป

     

            “ท่านหัวหน้าไม่รู้จักแฟชั่นเหรอ?”กิลพูดจาหน้าตายขยับชุดที่สวมโชว์ไปหนึ่งที

     

            “โอเค แฟชั่นสินะ ผมคงตามไม่ทันคุณเจมส์กับคุณฮานะมาถึงหรือยังครับ”จินหยุดเดินแล้วหันกลับไปถามแม่บ้านคนสนิทของชาโต้ด้านหลัง

     

            “คุณเจมส์กับคุณฮานะรอนายน้อยอยู่ที่ห้องทำงานพร้อมกับนายท่านแล้วเจ้าค่ะ”

     

            “ขอบคุณครับ”จินและกิลเดินผ่านชั้นหนึ่งขึ้นไปยังชั้นสองมุ่งไปยังห้องทำงานของชาโต้ตรงสุดทางเดิน

     

            ห้องทำงานของชาโต้ถูกออกแบบส่วนใหญ่ด้วยไม้ใช้โทนสีน้ำตาลให้การตกแต่งทั้งยังประดับด้วยแสงไฟสีส้มอ่อนให้ความรู้สึกอบอุ่นหากทำงานในที่แห่งนี้ย่อมได้รับความผ่อนคลายและรู้สึกราวกับถูกโอบกอดด้วยความรักก็ไม่ปานขณะนี้มีชายชราในชุดสบายคนหนึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานพร้อมด้วยบุคคลสองคนยืนตรงหน้าด้วยความนอบน้อมมาดนิ่ง

     

            “พลังวิญญาณงั้นเหรอครับ?”พอฟังชาโต้อธิบายเกี่ยวกับความแข็งแกร่งของคนระดับสูงในแก๊งก็อดที่จะสงสัยไม่ได้

     

            “มันคืออะไรงั้นเหรอคะ”ฮานะแสดงอาการฉงนชวนมึน

     

            “เคยได้ยินนึกว่าเป็นคำพูดชวนเท่เสียอีก”เจมส์เคยหัวเราะให้เพื่อนเขาคนหนึ่งไปคำโตเลยทีเดียว

     

            “มันเป็นพลังที่หลอมรวมสิ่งสำคัญในร่างกายทั้งสามอย่างเข้าด้วยกันร่างกาย พลังชีวิต และจิตวิญญาณ หากจับสัมผัสได้มันจะแสดงเอกลักษณ์ของพลังวิญญาณออกมา ซึ่งทุกคนมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนกันเบื้องต้นสามารถดูได้จากสีของออร่า หากจะเข้าใจกับสิ่งที่พูดก็คงยากไปหน่อย มันเป็นแค่นามธรรมเดี๋ยวรอให้หลานข้ามาสอนพวกเจ้าดีกว่า”พออ่านจากสีหน้าของทั้งสองชาโต้เลยไปไม่เป็น

     

            “ขออนุญาตครับคุณปู่”ไม่นานนักจินก็มาถึง โดยมีรอยยิ้มจากชาโต้เป็นการต้อนรับ

     

            ด้วยรูปลักษณ์แตกต่างออกไปทำให้เจมส์กับฮานะไม่คุ้นชินกับชายตรงหน้า

     

            “พอแต่งองค์ทรงเครื่องหน่อยนี่หล่อเหลาเหมือนปู่ตอนหนุ่มๆเลยนะ”

     

            “ขอบคุณครับแต่ผมคงสู้คุณปู่ไม่ได้หรอกมั้ง” จินยิ้มกลับไปยังชายชรา

     

            “ฮ่าๆๆ พอก่อนๆปู่กำลังจะสอนเจมส์กับฮานะเกี่ยวกับพลังวิญญาณ หลานพอช่วยอะไรได้ไหมปู่ไม่ค่อยสันทัดเรื่องพวกนี้”

     

            “ผมก็มือใหม่อยู่เหมือนกันอาจจะพอช่วยอะไรได้ไม่เยอะ”

     

            จินเพิ่งรู้จักพลังนี้ได้จากควาทรงจำของมากิหากนับตามจริงแล้ว ยอมรับได้ว่ายังไม่ค่อยรู้เรื่องสักเท่าไหร่โชคดีหน่อยซึ่งมันดูคล้ายพลังเวทอยู่ไม่น้อย การจับสัมผัสจึงไม่ใช่เรื่องยากแต่จะให้พูดอธิบายคงต้องว่ากันอีกที

     

            “หลานอำปู่เล่นแล้ว!มือใหม่ที่ไหนเอาชนะผู้อาวุโสได้” ชาโต้ค่อนข้างตกใจหากคนตรงหน้ามือใหม่แล้วเขาละเรียกว่าอะไร

     

            “คุณจินล้มผู้อาวุโสได้งั้นเหรอ!”เจมส์แทบไม่อยากเชื่อหูตัวเอง

     

            รายละเอียดของเหตุการณ์วันนั้นไม่ค่อยมีใครรู้เท่าไหร่รวมถึงเจมส์กับฮานะด้วย

     

            “คุณปู่เขาพูดเล่นไปงั้นแหละครับอย่าไปสนใจเลย” จินยิ้มกลบเกลื่อน

     

            “อะแฮ่ม! ยังไงก็ช่วยพวกเขาหน่อยแล้วกันพวกเราต้องการกำลังคนให้มากที่สุดตอนนี้ ปู่ขอตัวก่อน”ชาโต้ส่ายหัวกับการโกหกหน้าตายของหลานตัวเอง

     

            “ปู่ครับ ผมมีอะไรบางอย่างจะให้”

     

            “หื้ม?” ยังไม่ทันจะก้าวขาออกจากโต๊ะ ชาโต้ต้องเงยหน้ามองจินด้วยความสงสัย

     

            “เก็บนี่ไว้กับตัวตลอดเวลานะครับหากมีอะไรไม่ชอบมาพากลหรือตกอยู่ในอันตราย ให้เรียกชื่อผมทันที”จินยื่นสัญลักษณ์รูปสายฟ้าเหมือนที่เคยให้เรย์กะให้ชาโต้

     

            “มันคืออะไรงั้นเหรอ?”ชาโต้พลิกไปมามองดูมันก่อนสักพัก

     

            “เก็บไว้กับตัวดีๆ นะครับ”จินพูดด้วยสายตาเป็นห่วงตอนนี้ชาโต้เป็นญาติเพียงคนเดียวและเขาต้องการดูแลสิ่งสำคัญนี้ให้ดีที่สุด

     

            “ขอบใจนะหลาน ปู่จะเก็บมันติดตัวไว้”ชายชรารับมันมาด้วยรอยยิ้ม แล้วเดินออกจากห้องไป

     

            “งั้นพวกเรามาเริ่มกันเลยไหมครับ”จินหันกลับมามองคนทั้งสอง

     

            พร้อมด้วยการพยักหน้าเตรียมพร้อมเรียบร้อย

     

            “งั้นคุณฮานะนั่งดูก่อนแล้วกันผมขอเริ่มจากคุณเจมส์”หญิงสาวนัยน์ตาสีน้ำทะเลเดินไปนั่งด้านข้างอย่างว่าง่ายแต่ก็ลอบมองอยู่ตลอด

     

            “พลังวิญญาณพวกเรามีมาตั้งแต่เกิดอยู่แล้วแต่การคงอยู่ของมันยังคงเป็นปริศนาดังนั้นเราจะเรียกมันออกมาใช้ได้ก็ต่อเมื่อจับสัมผัสถึงการคงอยู่ของพลังได้ซึ่งจำเป็นต้องเข้าใจสามสิ่งสำคัญ ร่างกาย พลังชีวิต และจิตวิญญาณหาเปรียบเทียบให้เห็นภาพ ร่างกายเหมือนแก้วน้ำใบหนึ่งพลังชีวิตเหมือนปริมาณน้ำในแก้ว ส่วนจิตวิญญาณคือชนิดของน้ำความสมดุลของทั้งสามจะเป็นค่าผันแปรมากน้อยในการเรียกใช้พลัง”

     

            “ผมอธิบายงงหรือเปล่า”

     

            “พอเห็นภาพขึ้นมาบ้างแล้วครับ”เจมส์คิดตามแล้วพยักหน้าให้จิน

     

            “คุณฮานะล่ะ”จินหันไปถามคนที่นั่งจ้องตาไม่กะพริบ

     

            “พอเข้าใจ มั้ง”หญิงสาวเริ่มไม่แน่ใจว่าเข้าใจหรือไม่เข้าใจ

     

            “งั้นเดี๋ยวผมแสดงให้ดูก่อนแล้วกัน”จินถอยห่างจากเจมส์และฮานะพอสมควร เขาหลับตาตั้งสมาธิ

     

            พึ่บ!แสงสีเหลืองทองไหลท่วมทั่วร่างของจินแต่เพราะเขาลืมตัวเลยใช้ปริมาณออกมามากจนเกิดแรงกดดันอันมหาศาล

     

            “อึก!”ร่างกายของทั้งสองหนักอึ้งจนต้องล้มไปกับพื้น

     

            “ขอโทษทีครับ”

     

            พอจินสลายพลังแล้วทั้งคู่กลับมาหายใจทั่วท้องได้อีกครั้งความหนังอึ้งรูปแบบแปลกใหม่ทำเอาพวกเขาแทบแย่

     

            “มันดูน่าเกินความเป็นจริงไปหน่อยนะครับราวกับเวทมนตร์ที่ผมเคยดูในหนังเลย”แม้จะเป็นเช่นนั้นแต่เจมส์แสดงความต้องการอยากลองอยู่ไม่น้อย

     

            “มันยังเทียบไม่ได้กับเวทมนตร์หรอกครับเชื่อผมสิ”

     

            “หื้ม?” เจมส์ทำหน้าฉงน

     

            “ได้ยินไม่ผิดหรอกครับพวกเรามาลองกันเลยดีกว่า ผมจะลองชักนำพลังในร่างของคุณดูแล้วคุณพยายามจับความรู้สึกนั้นไว้”

     

            “หลับตา พยายามจับสัมผัส อย่ารีบร้อนพวกมันคือตัวตนของคุณ”

     

            จินวางมือลงบนไหล่ของเจมส์ความอบอุ่นแผ่กระจายไปทั่วร่าง เจมส์สำรวจร่างกายโดยละเอียดถี่ถ้วนเขากำหนดลมหายใจด้วยความรับรู้แล้วทันใดนั้นแสงสีเงินสว่างขึ้นในใจกลางหน้าอกของเขา

     

            “...”เหงื่อตรงหน้าผากเริ่มผุดจำนวนหลายเม็ดแสงสีเงินเริ่มก่อตัวจากจุดกำเนิดแล้วขยายวงกว้างมากขึ้นแต่มันกลับระเหยไปในอากาศเสียก่อนจะเกิดการควบแน่น

     

            “จับได้แล้วสินะครับ พยายามฝึกเรื่อยๆเดี๋ยวก็ดีขึ้น” จินยกมือออกแล้วยิ้มให้กับภาพที่เพิ่งเห็นไป

     

            เจมส์หอบหายใจหนักหน่วงใบหน้าซีดเผือดไร้สีสันราวกับวิ่งมาหลายสิบกิโลเมตร

     

            “ทะ ทำไมมันกินพลังแบบนี้แล้วทำไมคุณจินถึงไม่แสดงอาการอะไรเลย นึกว่ามันจะง่ายเสียอีก”

             

            “ผมอาจเป็นข้อยกเว้นคุณไปนั่งพักก่อนเถอะ คุณฮานะพร้อมนะครับ”

     

            ฮานะเดินมายืนตรงหน้าจินจุดที่เจมส์เคยอยู่เมื่อสักครู่ใบหน้าอันจริงจังของหญิงสาวเล่นเอาจินไปไม่ถูกเลยทีเดียว

     

            “ผมไม่ต้องพูดทฤษฎีให้ฟังอีกรอบแล้วนะ”

     

            “ฉันได้ยินหมดแล้ว จะทำอะไรก็รีบทำเลยฉันพร้อมแล้ว”

     

            “ครับคุณผู้หญิง”ความพยศของฮานะเป็นสีสันไม่เหมือนใครจริงๆ

     

            ฮานะหลับตาลงเช่นเดียวกับเจมส์ริมฝีปากขบกันแน่นทันทีที่จินวางมือบนไหล่ของเธอ

     

            “อึก!”หญิงสาวกัดปากตัวเองข่มความรู้สึกอันปั่นป่วน

     

            ไม่แกล้งแล้วดีกว่า จินลืมตาข้างหนึ่งแล้วยิ้มให้ ก่อนจะกลับมาชักนำพลังในแบบปรกติ

     

            เส้นพลังเหมือนเส้นด้ายสีฟ้าครามอยู่ท่ามกลางความมืดของจิตใจหญิงสาวยื่นมือไปคว้ามันแต่กลับไม่ถึงฮานะสัมผัสถึงเส้นสายพลังเข้ามาในความคิดแวบหนึ่งก่อนมันหายไป

     

            พึ่บ!ทั่วทั้งร่างของฮานะถูกปกคลุมด้วยออร่าสีฟ้าครามสดใสแล้วระเหยไปในอากาศเช่นเดียวกับเจมส์

     

            “แฮก แฮก”ฮานะหายใจอย่างรุนแรงล้มลงไปนั่งกับพื้นเม็ดเหงื่อจากใบหน้าตกลงพื้นตามจังหวะร่างกายที่สั่นเทิ่ม

     

            “เก่งกันทั้งสองคน ยังไงก็พยายามเข้านะ”จินไม่คิดว่าพวกเขาจะสัมผัสถึงพวกมันได้รวดเร็วเช่นนี้ คงไม่น่าแปลกเท่าไหร่ซึ่งทั้งคู่ต่างพาความเป็นความตายมาไม่น้อย

     

            แต่ส่วนหนักใจคงเป็นที่ฮานะจ้องมาทางเขาอย่างเขม็งอีกครั้ง

     

            “ทำไมถึงชอบจ้องผมแบบนั้นผมไปทำอะไรให้เนี้ย” จินนั่งลงมองหน้าเธอ

     

            “นายจำไม่ได้งั้นเหรอ”ฮานะพูดเองแก้มแดงเอง

     

            “หื้ม?”

     

            “ฉะ ฉันจะฆ่านาย!”ฮานะยกแขนจะฟาดเข้าใส่จิน แต่ชายหนุ่มกลับไหวตัวทันหลบออกไปเสียก่อน

     

            “คงยากหน่อยนะครับ”

     

            ก๊อก! ก๊อก! เสียงเคาะประตูดังขึ้น

     

            “เชิญครับ”

     

            “ขออนุญาตเจ้าค่ะกลุ่มท่านมาร์คเรียกนายน้อยเข้าพบที่ห้องประชุมเจ้าค่ะ”แม่บ้านคนสนิทของชาโต้เดินเข้ามาแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงชัดเจน

     

            “เดี๋ยวผมตามไปครับ”

     

            พวกนั้นคิดจะทำอะไรอีกละเนี้ยจินดันหัวฮานะกันไว้ด้วยมือข้างขวา แล้วทำใบหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาทันที