เกมชีวิตลิขิตตาย [นิยายแปล]

    บทที่ 60 พวกเขาสู้กันเองแล้ว

    แปะๆ

            เสียงปรบมือดังขึ้นผมไม่แม้แต่จะหันกลับไปก็รู้ได้ว่าเสียงมาจากไหน ในช่วงเวลาวิกฤตแบบนี้ คนที่ยังมีอารมณ์มาล้อเลียนผมมีอยู่ไม่มากนัก

            “พูดได้ดีนี่ กัปตัน!ฉันเกือบจะซึ้งใจแล้วนะ!”

            มันช่างเด็กน้อยนักความไร้เดียงสาเป็นเงามืดที่ซ่อนอยู่ในใจของทุกคน แม้แต่ผมเองก็เช่นกัน

            ขณะที่ผมคิดว่าเฉียนตัวตัวไม่น่าจะเป็นภัยอะไรเขากลับพิสูจน์ได้ว่าเขาไม่ใช่แค่ตัวป่วนไร้พิษสง เขามีจุดยืนและท่าทีของตนเองอย่างชัดเจน

            “แต่นายก็พูดเองนี่ว่าไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหน จะเป็นผู้โหยหวนหรือผู้โดยสาร มันก็ไม่มีผิดหรือถูกใช่ไหม เหมือนนายกำลังหาทางชำระล้างตนเองให้ขาวสะอาดในฐานะอะไรก็ตามที่นายจะเป็นไปในอนาคตสินะ”

            ดวงตาของเฉียนตัวตัวเต็มไปด้วยความไม่พอใจบางทีนี่อาจเป็นสิ่งที่หลายคนในที่นี้คิดอยู่ในใจ แต่อาจไม่ได้พูดออกมา

            “ก็จริงแต่ทำไมเราถึงต้องเชื่อว่านายจะไม่มีความคับแค้นใจเลยล่ะ กัปตัน เหมือนว่านายเองก็แบกรับแรงกดดันจนเกินกว่าที่จะทนไหวแล้วนะนายก็เคยช่วยฝ่ายผู้โดยสาร และเคยเป็นหนึ่งใจเดียวกันกับพวกเขา”

            ซางจื้อหย่วนชี้ไปที่ศพของชายชราและกล่าวคำพูดที่เพียงพอจะทำให้ทุกคนไขว้เขว

            คำพูดของซางจื้อหย่วนที่เปี่ยมไปด้วยมนตร์สะกดนั้นทำให้ผมเกิดความสงสัยเป็นครั้งแรกว่าการปกป้องและการกระทำทั้งหมดที่ผมยึดมั่นมาตลอดนั้น เป็นเพียงความผิดพลาดหรือเปล่า

            พวกเขาไม่ได้ต้องการผู้นำที่คอยปกป้องความยุติธรรม

            สิ่งที่พวกเขาต้องการอาจเป็นแค่ข้ออ้างที่ทำให้รู้สึกปลอดภัยต่อให้มันจะเป็นเพียงภาพลวงตาก็ตาม

            “พี่ชาย…เวลาของเรากำลังจะหมดลงแล้ว”

            กวนหลิงมองมาที่ผมด้วยความไม่แน่ใจดวงตาของเธอแสดงความลังเลอย่างชัดเจนซึ่งแตกต่างจากเด็กชายร่างอ้วนที่ยืนเคียงข้างเธอซึ่งยังคงหนักแน่น

            “ผมเชื่อว่าพี่ชายไม่มีวันทำแบบนั้นหรอกคุณลุงอาจถูกคนอื่นฆ่าก็ได้นี่นา ถ้ามันเป็นฝีมือพวกคนร้ายล่ะ”

            เจ้าตุ้ยนุ้ยเอ้ยนายทำให้ฉันประหลาดใจจริงๆ ปกติไม่ค่อยโดดเด่น แต่ในช่วงเวลาสำคัญกลับพูดคำที่สร้างความตื่นตะลึงให้ทุกคนได้

            ความเงียบงันปกคลุมบรรยากาศแทบจะนิ่งเหมือนตาย คำพูดของเจ้าตัวเล็กนั้นส่งผลกระทบมากกว่าที่ใครๆคาดคิด สีหน้าของทุกคนเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

            ฮ่าๆๆๆ !

            “ฮ่ะๆ น่าสนใจจริงๆหนุ่มน้อย ทำตัวเงียบๆ แล้วปล่อยให้ผู้ใหญ่พูดกันไปเถอะ บางทีนายอาจได้กลับไปฉลองวันเด็กอย่างปลอดภัยก็ได้นะ”

            เสียงหัวเราะเยาะดังขึ้นพร้อมกับท่าทางของสองหนุ่มทายาทเศรษฐีที่พยายามกลั้นหัวเราะแม้แต่หวังเฉียงยังอดไม่ได้ที่จะส่ายหัวเล็กน้อย

            “ไม่หรอกความเป็นไปได้นั้นมีอยู่ แต่ว่าผมเองก็ไม่อยากให้มันเกิดขึ้นจริงๆ”

            ทฤษฎีความน่าจะเป็นเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนและโหดร้ายเมื่อถึงจุดที่เงื่อนไขเข้าที่เข้าทาง แม้จะมีความเป็นไปได้แฝงอยู่แต่ผู้คนก็มักจะไม่ยอมรับคำพูดของเด็กอยู่ดี

            ถึงแม้คำพูดของเจ้าอ้วนน้อยอาจมีเหตุผลอยู่บ้างก็ตาม

            “ช่างน่าเสียดายจริงๆตอนนี้คนเริ่มสงสัยในตัวนายมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว ถึงแม้ผมเองจะอยากเชื่อว่าผิ่นชวนเซี่ยเป็นหนึ่งในผู้โหยหวนแต่นี่เธอก็ยังไม่ได้แสดงท่าทีอะไรเลยนี่นา เธอทำเพื่อปกป้องเพื่อนร่วมทีมอย่างเต็มที่จริงๆ”

            ซางจื้อหย่วนยกมือขึ้นแล้วค่อยๆเดินผ่านผมไป เขาไม่ได้โง่พอที่จะกระซิบแต่กลับทำปากเป็นคำที่ผมอ่านออกอย่างชัดเจน

            ตายซะ

            ใช่ผมเองก็เคยคิดเหมือนกันว่า ถ้าหากผมหายไปจากที่นี่ง่ายๆบางทีคงไม่ต้องเป็นที่เกลียดชังขนาดนี้

            เห็นไหมล่ะเซี่ยหลิง ตอนนี้เธอยังเห็นการกระทำของพวกเขาอยู่ไหม เดิมทีผมก็แค่อยากเล่นเกมนี้อย่างเงียบๆต่อไป แต่ตอนนี้บางคนเพื่อเอาชีวิตรอด เพื่อชนะเกมนี้กลับถึงขั้นโกหกโดยใช้คนตายเป็นข้ออ้าง

            น่ารังเกียจจริงๆ...

            “ไม่อยากจะตอบคำถามนั้นเลยจริงๆนะ”

            ผิ่นชวนเซี่ยไม่แม้แต่จะมองมาที่ผมเธอแสดงความไม่พอใจใส่ซางจื้อหย่วน และอีกฝ่ายก็ได้แต่ยักไหล่ทำเป็นท่าทางเหมือนตนเองเป็นคนที่ถูกใส่ร้ายเสียเอง

            “ใช่แล้ว ผมเองก็อยากจะเชื่อว่าส่วนใหญ่ที่เขาพูดมานั้นถูกต้องมีหลักฐานเพียงพอ แต่เจ้านี่เคยสาบานไว้ว่าจะไม่มีวันตรวจสอบผมเลยไม่ใช่หรือ หรือว่านั่นไม่มีความหมายอะไร”

            ในสังคมที่เหมือนจะศิวิไลซ์ผมเห็นใบหน้ามากมายที่เหมือนกับเขา

            ใบหน้าของซางจื้อหย่วนสะท้อนถึงความชั่วร้ายแบบหนึ่งที่คนมากมายแสดงออกมาพวกเขาไม่ได้ใช้มีดฆ่าคนโดยตรง แต่กลับใช้ท่าทีที่ดูอ่อนโยน ดูน่าเคารพ ศิวิไลซ์เพื่อลวงหลอกผู้อื่นและทำร้ายทุกคนที่หลงเชื่อ

            ทุกคำพูดของเขาเต็มไปด้วยนัยยะที่ซ่อนเร้น

            เพราะเขารู้ดีว่าในช่วงสุดท้ายที่สถานการณ์พลิกกลับไม่ได้แล้วเขาจึงใช้วิธีบิดเบือนเหล่านี้เพื่อขุดเอาความน่าเกลียดของมนุษย์ออกมา

            “แน่นอนตอนนี้นายก็พูดอยู่ไม่ใช่หรือไง”

            คำพูดของผมเย็นชาราวกับปลายดาบแหลม

            ซางจื้อหย่วนไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อยเขามองไปยังร่างของหมอนิติเวชที่ผมเคยโอบกอดไว้

            “ใครกันจะปกป้องเพื่อนร่วมทีมได้ขนาดนี้ก็เพราะความสัมพันธ์ของพวกคุณใกล้ชิดกันเกินไป เธอเลยยอมสละตนเองเพื่อคุณและก็โดนลุงคนนั้นบีบให้ตาย นี่ก็เป็นความจริงไม่ใช่เหรอ...”

            เมื่อรู้ว่าไม่สามารถหาช่องว่างจากหลักฐานและตรรกะได้เขากลับใช้คำพูดเสียดสี จิกกัดผมให้เจ็บแสบ ราวกับจะบอกเป็นนัยว่าผมเป็นตัวซวยตัวอัปมงคล

            น่าขันที่มีบางคนถูกกระทบเพราะคำพูดนั้นนี่ล่ะที่เรียกว่าความงมงายอย่างแท้จริงแค่เพียงเพราะใครบางคนพบเจอเรื่องโชคร้ายก็ถูกมองว่าเป็นตัวซวยเป็นคนนำพาความตายและภัยพิบัติมาให้

            จิตวิญญาณที่ต่ำทรามและคับแคบซางจื้อหย่วนใช้ประโยชน์จากจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดในจิตใจมนุษย์มาปลุกปั่นและหลอกล่อผู้คน

            “นายคิดจริงๆเหรอว่าฉันจะไม่มีความแค้นอยู่ในใจ”

            เขาชี้นิ้วมาที่ผมราวกับว่าเราต่างก็รู้ดีโดยไม่ต้องเอ่ยอะไรออกมา มันเป็นการพูดที่ตีความได้สองทางอย่างแยบยล

            เมื่อความสงสัยพุ่งมาที่ตัวเขาถึงจุดสูงสุดการพยายามล้างข้อกล่าวหาคงไม่มีประโยชน์อะไร

            ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะดำดิ่งไปในความมืดแทนเขาเล่นกลเบลอความสัมพันธ์ระหว่างผมกับผิ่นชวนเซี่ยได้อย่างมีชั้นเชิง

            การแสดงของเด็กสาวในกระโปรงลายดอกก็ช่างเป็นแบบอย่างของ“กรีนทีเกิร์ล”[1]ที่สมบูรณ์แบบ

            เธอแสดงได้อย่างน่าทึ่งดูไม่เหมือนกำลังเมินผมอย่างจงใจ แต่ก็มีท่าทีลังเลเล็กน้อยที่จะตอบคำถาม

            ชวนให้คิดว่าเธออาจกำลังปิดบังบางอย่างเพื่อช่วยผมอยู่

            แต่ผมรู้ดีว่านั่นไม่ใช่สาเหตุที่แท้จริง

            “นายเลยคิดว่าแค่เพราะทุกคนเข้าใจว่าพวกเขาเลือกคนผิดและตระหนักว่าผมเป็นกัปตันที่แท้จริง ผมถึงแค้นและใช้ความสามารถพิเศษของกัปตันในการฆ่าคนที่เคยมีส่วนทำให้เซี่ยหลิงต้องตายงั้นเหรอ”

            ชื่อ “หนุ่มเจ้าเล่ห์” ก็ผุดขึ้นมาในใจของผมทันทีซางจื้อหย่วนช่างเจ้าแผนการเสียจริง แม้ผมจะเป็นฝ่ายเล่นตามเกมของเขาแต่เมื่อทุกอย่างเดินมาถึงขั้นนี้แล้ว ก็เหลือแค่ทลายกำแพงบางๆชั้นสุดท้ายนี้เท่านั้น

            ไม่มีใครควรเสแสร้งอีกแล้วในเมื่อทุกคนต่างมีโอกาสที่จะตาย มีโอกาสที่จะไม่ได้ลงจากเครื่องบินลำนี้แล้วผมยังต้องกลัวอะไรอีก

            “ฟังเหมือนเป็นเรื่องไร้สาระแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้” ไม่สิ ที่ผมหมายถึงคือเราไม่ควรตัดความเป็นไปได้ใดๆ ออกไปเลยต่างหาก”

            หลังจากที่ผ่านช่วงท็อปฟอร์มมาแล้วหลิวเนี่ยนก็คงเข้าสู่ช่วงอ่อนล้าบ้างแล้ว

            ผมรู้ดีว่าเจ้าหนูนี่ช่วยผมมามากพอสมควรแล้วตอนนี้ก็ถึงเวลาที่ผมจะต้องพาเขาผ่านสถานการณ์นี้ไปให้ได้แล้ว

            ไม่เช่นนั้นด้วยสถานการณ์และข้อได้เปรียบในตอนนี้ การจะเอาชีวิตรอดต่อไปก็คงเป็นแค่ความฝันลมๆแล้งๆ ไม่ควรเลยจริงๆ ที่เราปล่อยให้ชายชราต้องตายไปแบบนั้น

            “แน่นอนทุกความเป็นไปได้ไม่ควรถูกมองข้ามหรือปัดทิ้งดังนั้นผมยังเชื่อในการตัดสินใจของคุณนะ เจ้าหนู บางทีในกลุ่มของพวกผู้โหยหวนเองก็อาจเริ่มมีความขัดแย้งภายในเกิดขึ้นบ้างแล้วก็ได้”

     


    [1] กรีนทีเกิร์ล ใช้เรียกผู้หญิงที่ดูภายนอกใสซื่อ ไร้เดียงสา แต่จริงๆแล้วแฝงเจตนาหรือพฤติกรรมที่เจ้าเล่ห์

    คล้ายกับเรื่องเกมชีวิตลิขิตตาย [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน